วันเสาร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2561

สรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับหลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2560





สรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับหลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2560

ช่วงนี้ครูและบุคลากรทางการศึกษาหลายๆท่าน 
คงกำลังติดตามข่าวคราวเกี่ยวกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการนำหลักสูตรไปใช้ในระดับ ป.1 ป.4 ม.1 และ ม.4 ในปีการศึกษา 2561 อีกเพียงไม่กี่เดือนต่อจากนี้้ 

ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีคำสั่งเรื่อง ให้ใช้มาตรฐานและตัวชี้วัด กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภูมิศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2560 อ้างอิง https://drive.google.com/file/d/0B9t56k6dmUe5Ul9yc0o5TG43Um8/view และเมื่อไม่นานมานี้ได้มีคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ สพฐ. 30/2561 ลงวันที่ 5 มกราคม 2561  เรื่อง ให้เปลี่ยนแปลงมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และ วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) อ้างอิงhttps://drive.google.com/file/d/1UHeCXXby0lT6SMNckOL2Qdw5QSDZTIa1/view 

ซึ่งทำให้หลายๆท่านเกิดความสับสนและไม่เข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของหลักสูตรที่เกิดขึ้น ผมจึงได้นำเนื้อหารายละเอียดในคำสั่งดังกล่าวมาจัดทำเป็นแผนผังมโนทัศน์สรุปสาระสำคัญเพื่อให้เห็นภาพรวมของหลักสูตรใหม่และให้ง่ายต่อความเข้าใจของคุณครู ซึ่งขอสรุปเป็นประเด็นที่สำคัญ ได้ดังนี้

1. กลุ่มสาระฯ ที่เกี่ยวข้องกับการปรับหลักสูตรใหม่ มีเพียง 3 กลุ่มสาระ คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษาฯ ในสาระภูมิศาสตร์ ส่วนกลุ่มสาระฯการงานอาชีพและเทคโนโลยี มีผลกระทบเล็กน้อยเพราะมีการย้ายสาระที่ 2 การออกแบบและเทคโนโลยี และสาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จากกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีมาเป็นสาระที่ 4 ของกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

*หมายเหตุ ปัจจุบันยังไม่มีประกาศยกเลิกสาระที่ 2 และ 3 ของกลุ่มสาระการงานอาชีพฯ อาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของผมเอง จึงขอตรวจสอบในประเด็นนี้ก่อนอีกครั้ง แล้วจะแจ้งให้ทราบในลำดับต่อไป


2. การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ยังคงมีรายวิชาพื้นฐานและเพิ่มเติมเหมือนเดิม แต่ในส่วนของรายวิชาเพิ่มเติม มีการกำหนดผลการเรียนรู้ในหลักสูตร ให้มีความชัดเจนและง่ายสำหรับการนำไปใช้มากยิ่งขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้


2.1 กลุ่มสาระฯคณิตศาสตร์
- ปรับลดเนื้อหา
- ปรับย้ายเนื้อหาระหว่างชั้น
- เพิ่มเนื้อหาใหม่
- แบ่งรายวิชาออกเป็น

*คณิตศาสตร์พื้นฐาน ที่กำหนดสาระการเรียนรู้แกนกลาง กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด สำหรับผู้เรียน ชั้น ป.1-ม.3 และ ม.4-6 แผนการเรียนอื่นๆ จำนวน 3 สาระการเรียนรู้
สาระที่ 1 จำนวนและพีชคณิต
สาระที่ 2 การวัดและเรขาคณิต
สาระที่ 3 สถิติและความน่าจะเป็น

*คณิตศาสตร์เพิ่มเติม ที่กำหนดสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม กำหนดผลการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับมาตรฐานการเรียนรู้ในสาระที่ 1-3 และผลการเรียนรู้ในสาระแคลคูลัส สำหรับผู้เรียนชั้น ม.4-6 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์

2.2 กลุ่มสาระฯวิทยาศาสตร์
- ปรับลดเนื้อหา
- ปรับย้ายเนื้อหาระหว่างชั้น
- เพิ่มเนื้อหาใหม่
- แบ่งรายวิชาออกเป็น
*วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ที่กำหนดสาระการเรียนรู้แกนกลาง กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด สำหรับผู้เรียนชั้น ป.1-ม.3 และ ม.4-6 แผนการเรียนอื่นๆ จำนวน 4 สาระการเรียนรู้
สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ
สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ
สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ
สาระที่ 4 เทคโนโลยี ซึ่งประกอบด้วย

- การออกแบบและเทคโนโลยี
- วิทยาการคำนวณ โดยสามารถดาวน์โหลดคำอธิบายรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี และวิชาวิทยาการคำนวณได้ที่ http://oho.ipst.ac.th/ipst-cs-course-description/
*วิทยาศาสตร์เพิ่มเติม ที่กำหนดสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม และกำหนดผลการเรียนรู้ สำหรับผู้เรียนชั้น ม.4-6 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์ จำนวน 4 สาระการเรียนรู้
สาระชีววิทยา
สาระเคมี
สาระฟิสิกส์
สาระโลก ดาราศาสตร์ อวกาศ


ทั้งนี้รายวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติมและวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมอื่นๆ ในระดับชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย สามารถเปิดสอนได้ตาม ความพร้อมและจุดเน้นของโรงเรียน ตามความต้องการและความถนัดของผู้เรียน โดยโรงเรียนกำหนดผลการเรียนรู้ของรายวิชานั้นๆ
2.3 กลุ่มสาระฯสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
- ปรับสาระภูมิศาสตร์ ที่ให้ความสำคัญกับการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ (Geo-Literacy) ซึ่งเน้น ความรู้ทางภูมิศาสตร์ ความสามารถทางภูมิศาสตร์ ทักษะทางภูมิศาสตร์และกระบวนการทางภูมิศาสตร์
- มีการตัดเนื้อหา เพิ่มเนื้อหา เปลี่ยนคำและข้อความบางส่วน


3. การจัดรายวิชาตามโครงสร้างของหลักสูตรและการปรับหลักสูตรสถานศึกษา ยังคงมีรายวิชาพื้นฐานและเพิ่มเติมเหมือนเดิม แต่ต้องมีการเปิดรายวิชาใหม่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เนื่องจากมีการย้ายสาระที่ 2 การออกแบบและเทคโนโลยี และสาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จากกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีมาเป็นสาระที่ 4 ของกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วย มาตรฐาน ว 4.1 การออกแบบและเทคโนโลยี และ มาตรฐาน ว 4.2 วิทยาการคำนวณ โดยเฉพาะวิชาคอมพิวเตอร์เดิม ที่จะต้องเปลี่ยนรหัสวิชาจาก "ง" มาเป็น "ว" (นี่ผมยังคิดว่า ถ้าเอาตามหลักสูตรใหม่แบบเดิมก่อนเปลี่ยนแปลงที่กำหนดให้ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยาและโลก ดาราศาสตร์อวกาศเป็นรายวิชาพื้นฐาน โรงเรียนคงวุ่นวายกับการกำหนดรหัสวิชาใหม่อย่างแน่นอน การที่ สพฐ. กลับลำให้เป็นรายวิชาเพิ่มเติมเหมือนเดิม โดยส่วนตัวผมคิดว่าทำให้ง่ายสำหรับโรงเรียนมากขึ้น)


4. การจัดครูผู้สอน กลุ่มสาระฯคณิตศาสตร์ กับ สังคมศึกษาฯ คงมีผลกระทบไม่มากนัก หลักๆคงเป็นกลุ่มสาระฯ วิทยาศาสตร์ที่จะต้องนำครูเทคโนโลยี/ครูคอมพิวเตอร์ ซึ่งเดิมอยู่กับกลุ่มสาระฯการงานอาชีพ มารวมกับกลุ่มสาระฯวิทยาศาสตร์ จึงอาจส่งผลให้กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ มีจำนวนครูผู้สอนเพิ่มขึ้น มีจำนวนรายวิชาที่เปิดสอนและจำนวนคาบสอนเพิ่มขึ้น อาจกระทบกับอัตรากำลัง ดังนั้นโรงเรียนจึงต้องวางแผนในระยะยาว นอกจากนี้อาจประสบปัญหาต้องเปิดรายวิชาใหม่ตามมาตรฐาน ว 4.1 การออกแบบและเทคโนโลยี ที่เป็นลักษณะของการจัดกิจกรรมตามแนวคิดสะเต็มศึกษา ซึ่งอาจหาครูผู้สอนในวิชานี้ได้ยาก (เกี่ยงกันระหว่างครูวิทย์กับครูคอม) เพราะครูผู้สอนวิชานี้ต้องเข้าใจ Concept ของ STEM Education พอสมควร ส่วนประเด็นเรื่องที่นั่งของครูว่าครูคอม ต้องย้ายมานั่งห้องพักครูวิทย์ไหม อันนี้คงแล้วแต่ความเหมาะสมตามบริบทของแต่ละสถานศึกษา จะนั่งตามที่เดิมก็ไม่ได้มีผลอะไรสิ่งสำคัญหรือเปลี่ยนแปลงหลักสูตรและการสอนต่างหาก


5. การใช้หลักสูตรกับนักเรียนในระดับชั้นต่างๆ
- ปีการศึกษา 2561 เริ่มใช้กับ ระดับ ป.1 ป.4 ม.1 และ ม.4
- ปีการศึกษา 2562 เริ่มใช้กับ ระดับ ป.1 ป.2 ป.4 ป.5 ม.1 ม.2 ม.4 และ ม.5
- ปีการศึกษา 2563 เป็นต้นไป ใช้ครบทุกระดับชั้น
อย่างไรก็ตามในปีการศึกษา 2561 ที่จะถึงนี้คงจะยุ่งๆ และวุ่นวายหน่อยเพราะเป็นปีแรกของการใช้หลักสูตรใหม่และยังต้องใช้หลักสูตรเดิมควบคู่กันไป ครูผู้สอนก็อาจมึนๆไปบ้าง


6. หนังสือเรียนตามหลักสูตรใหม่ ที่จะใช้ในระดับ ป.1 ป.4 ม.1 และ ม.4 ในปีการศึกษา 2561 เท่าที่ทราบ ณ ตอนนี้คงยังไม่มีสำนักพิมพ์ไหนที่ทำเสร็จและได้รับอนุญาต เนื่องจาก สพฐ. เพิ่งออกคำสั่งใหม่และมีการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มสาระฯวิทยาศาสตร์ กับคณิตศาสตร์มากพอสมควร สำนักพิมพ์คงต้องกลับไปปรับกันใหม่ ยังไงโรงเรียนก็คงต้องเลือกหนังสือจากสำนักพิมพ์ใดสำนักพิมพ์หนึ่งไปก่อนเพราะช่วงนี้ก็เป็นช่วงพิจารณาหนังสือเรียนแล้ว


อย่างไรก็ตาม สิ่งต่างๆ ตามที่ได้กล่าวมานี้บางส่วนอาจเป็นการตีความจากเอกสาร ประกาศและคำสั่งต่างๆ ตามความเข้าใจของผมเอง แต่ก็ตั้งใจทำขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจและตอบข้อสงสัยที่หลายๆท่านอยากรู้ หรืออยากทราบแนวทาง ดังนั้นจึงขอให้ท่านช่วยตรวจสอบ ร่วมวิพากษ์และแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน หากมีประเด็นใดที่ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนไปบ้าง ผมยินดีรับฟังและขอน้อมรับได้โปรดแจ้งและแนะนำด้วย จักขอบคุณยิ่ง เพื่อจะได้ปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกท่านในการจัดการศึกษาต่อไป


สุดท้ายนี้ท่านสามารถดาวน์โหลดเอกสาร ประกาศ คำสั่ง และตัวชี้วัดของหลักสูตร 2560 ได้จากเว็บไซต์ของ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษาhttp://academic.obec.go.th/newsdetail.php?id=41 และสามารถติดตามการประชุมทางไกล (Conference) การสร้างความเข้าใจ เรื่อง หลักสูตรวิทย์-คณิต-ภูมิศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง 2560) ซึ่งจัดโดย สพฐ.และ สสวท. ได้ ในวันศุกร์ที่ 26 มกราคม 2561 เวลา 9.30-11.30 น. 

หวังว่าโพสต์นี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านที่สนใจ

ดร.กอบวิทย์ พิริยะวัฒน์
13 มกราคม 2561

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1940201259341184&set=a.118832161478112.15682.100000539852258&type=3&theater





วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560

บทความ งานวิจัย ข้อคิด-ข้อเขียนเกี่ยวกับการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม

บทความ งานวิจัย ข้อคิด-ข้อเขียนเกี่ยวกับการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม 

 15 วิธีการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็ก LD ทำได้อย่างไร >>> คลิก 
 เด็กเป็น LD รักษาได้ >>> คลิก 
 “ดนตรี”บำบัดเด็กพิเศษ >>> คลิก
 การวัดและประเมินผลเด็กพิการเรียนร่วม >>> คลิก
 (บทคัดย่อ) การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน >>> คลิก  
 สพฐ.ประกาศ ปี 2559 เป็นปีดูแลเด็กพิการ >>> คลิก 
 งานวิจัยระบบฐานข้อมูลสารสนเทศเพื่อการดูแลคนพิการ >>> คลิก 
 รวมงานวิจัยเด็ก LD >>> คลิก
 การศึกษาแบบเรียนรวม สถาบันราชภัฎนครราชสีมา >>> คลิก
 ตัวอย่างงานวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาพิเศษ CMU >>> คลิก
 ตัวอย่างงานวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาพิเศษ ของมหาวิทยาลัยศิลปากร >>> คลิก
 เอกสารจากวิทยานิพนธ์และการศึกษาค้นคว้าอิสระ เกี่ยวกับความบกพร่องทางการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ >>> คลิก
 จดหมายเปิดผนึกจากสภาเครือข่ายบุคคลที่มีความต้องการพิเศษและครอบครัว >>> คลิก
 50 วิธีช่วยครูแก้ไขโรคสมาธิสั้นของเด็กนักเรียน >>> คลิก 
 การจัดการศึกษาแบบเรียนร่วม Slide Share >>> คลิก
 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการศึกษาแบบเรียนรวม Slide Share >>> คลิก
 การเรียนรู้แบบเรียนรวม >>> คลิก
 การบูรณาการการเรียนรู้แบบเรียนรวม >>> คลิก
 การบริหารจัดการเรียนร่วมโดยใช้โครงสร้าง SEAT (ดร.พัชรพงษ์ ทัดศรี) >>> คลิก
 รูปแบบการบริหารจัดการเรียนร่วมตามโครงสร้างซีท (SEAT) >>> คลิก
 การเรียนร่วมของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ศน.นิติธร ปิลวาสน์ >>> คลิก
 การพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทยของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 >>> คลิก
 ความจำในเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ >>> คลิก
 ตัวอย่างแผน IEP แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) >>> คลิก
 เด็กพิเศษแอลดี ภาวะบกพร่องในการเรียนรู้ >>> คลิก
 ความบกพร่องในการเรียนรู้ >>> คลิก
 ความบกพร่องในการเรียนรู้ >>> คลิก
 วิธีการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็ก LD ทำได้อย่างไร >>> คลิก
 เด็ก LD >>> คลิก
 รับมือเด็ก`สมาธิสั้น LD ออทิสติก >>> คลิก
 เด็กแอลดี คู่มือสำหรับพ่อแม่/ผู้ปกครอง >>> คลิก
 แอลดีความบกพร่องทางการเรียนรู้ >>> คลิก
 เด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้ 1 >>> คลิก
 เด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้ 2 >>> คลิก
 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการศึกษาแบบเรียนรวม >>> คลิก
 การศึกษาพิเศษ : ความหมาย ประวัติ >>> คลิก
 การศึกษาพิเศษในประเทศไทย >>> คลิก
 โครงการเพื่อนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ >>> คลิก
 การดูแลเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการและพฤติกรรม >>> คลิก
 การดูแลเด็กที่มีภาวะบกพร่อง >>> คลิก 
 เด็กพิเศษ ดูแลด้วยความรัก พัฒนาด้วยความเข้าใจ >>> คลิก
 การดูแลเด็กพิเศษเบื้องต้น Inciusion Policy >>> คลิก
 การจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ >>> คลิก

แหล่งข้อมูล http://chaisri-nites.hi-supervisory5.net/ld

วันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ลักษณะของหลักสูตรท้องถิ่นที่ดี





ลักษณะของหลักสูตรท้องถิ่นที่ดี


หลักสูตรระดับท้องถิ่นที่ดี เป็นหลักสูตรที่ตอบสนองต่อสภาพชีวิตของผู้เรียน 

มีลักษณะดังนี้

    1. ตอบสนองความหลากหลายของปัญหา มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษย์ให้เหมาะสม เน้นกระบวนการสอนให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติจริง จนเกิดทักษะ


    2. ส่งเสริมให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วม เพื่อให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์จากการเรียนรู้จากท้องถิ่น เป็นการเชื่อมโยงระหว่างการเรียนกับชีวิตจริง มีการส่งเสริมให้ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการศึกษา


   3. สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตจริง มุ่งเน้นการเรียนรู้อย่างบูรณาการ ไม่แยกส่วนหรือตัดตอนของกระบวนการเรียนรู้และกิจกรรมทางวิชาการ


     4. สามารถพัฒนาเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนปลงไปตลอดเวลา สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันที


     5. ส่งเสริมความเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพของสังคม มุ่งเน้นด้านศีลธรรม จริยธรรม การธำรงไว้ซึ่งสังคมประชาธิปไตย ก่อให้เกิดศรัทธาเชื่อมั่นภูมิใจในภูมิปัญญา  ค่านิยม ความเชื่อ ความคาดหวังและอุดมการณ์ที่ต่างกันของคนในท้องถิ่นกับผููู้สร้างหลักสูตร ปรัชญาการศึกษาของท้องถิ่นกับปรัชญาการศึกษาโดยทั่วไปถูกกำหนดเป็นกรอบในการจัดการศึกษา เน้นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ ปรัชญาการศึกษาสำหรับท้องถิ่นมองว่าธรรมชาติเป็นถิ่นที่อยู่ของตน แต่ปรัชญาการศึกษาไม่ใส่ใจกับการคงอยู่ของธรรมชาติมากเท่ากับการให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้คุ้มค่า และมากที่สุด 



แนวคิดและจุดเน้นของการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น




แนวคิดการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น

การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานต่อไปนี้
1. พื้นฐานของพุทธศาสนา
        1.1 อริยสัจ 4 พุทธศาสนาเป็นพื้นฐานของชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมของผู้เรียน ดังนั้นในการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นให้สอดคล้องกับชีวิตของผู้เรียนและชุมชนจึงต้องเริ่มจากปัญหา เพื่อแก้ไข
        1.2 อิทัปปัจจยตา หลักพุทธศาสนาเชื่อว่า เพราะมีสิ่งนี้ สิ่งนั้นจึงตามมา หรือเมื่อมีแล้ว อย่างนั้นจะตามมา ทุกอย่างมีความเกี่ยวข้องกัน ไม่เป็นอิสระแต่เป็นองค์รวม
1.3 เชื่อว่าทุกสิ่งมาจากเหตุ ที่ผ่านมาการเรียนการสอนเน้นการท่องจำมากกว่าการสอนให้เหตุผล ดังนั้น การเรียนการสอนต้องให้คนได้เรียนรู้การหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา

2. ความเชื่อพื้นฐานทางการศึกษาผู้ใหญ่ (คิดเป็น)
คิดเป็น มีความเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนต้องการมีความสุข แต่ความสุขแต่ละคนแตกต่างกัน เนื่องจากชีวิตมนุษย์มีความแตกต่างกัน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจึงต้องหลากหลาย และสอดคล้องกับความต้องการ ความแตกต่างของแต่ละคนและชุมชน
ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน คือ
2.1 ขั้นหาสาเหตุของปัญหา เป็นการหาข้อมูลมาวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น
2.2 ขั้นวิเคราะห์ เป็นการวิเคราะห์ทางเลือกในการแก้ปัญหา โดยใช้ข้อมูลมาประกอบ
2.3 ขั้นตัดสินใจ ได้ทางเลือกแล้วจึงแก้ปัญหาในทางที่มีข้อมูลต่างๆสมบูรณ์ที่สุด
2.4 ขั้นตัดสินใจไปสู่การปฏิบัติ เมื่อตัดสินใจเลือกทางเลือกแล้วต้องยอมรับว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
2.5 ขั้นปฏิบัติในการแก้ปัญหา เป็นการประเมินผล เพื่อนำมาสู่กระบวนการคิดแก้ปัญหาใหม่
2.6 การให้การศึกษาเพื่อไปสู่การคิดเป็น โดยผู้เรียนสำรวจปัญหาที่เกิดขึ้น วิเคราะห์สาเหตุ แล้วเลือกวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด โดยคำนึงถึงความชอบธรรม แล้วกลับมาตรวจสอบสาเหตุของปัญหา เพื่อแนวทางแก้ปัญหาในวงจรใหม่ต่อไป
3. พื้นฐานของชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมไทย
หลักสูตรท้องถิ่น เป็นหลักสูตรที่พัฒนาจากสภาพปัญหาและความต้องการของผู้เรียน โดยผู้เรียน ครู และชุมชนร่วมกันสร้าง ผู้เรียนจึงเกิดการเรียนรู้และสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้
3.1 ชีวิต ประเพณีและวัฒนธรรมของผู้เรียน ข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับผู้เรียนที่ได้จากการสำรวจ ซึ่งตอบสนองต่อการจัดกระบวนการเรียนการสอน และการแสวงหาความรู้
3.2 ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชีวิตของมนุษย์จะเติบโตในลักษณะองค์รวม ต้องเกี่ยวข้องกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อาศัย รวมทั้งสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างมีคุณค่า
4. หลักการเรียนรู้
หลักสูตรท้องถิ่นของกรมการศึกษานอกโรงเรียนพัฒนาบนพื้นฐานทางวิชาการ โดเน้นหลักการต่อไปนี้
4.1 การเรียนรู้แบบองค์รวมหรือแบบสหวิทยาการ การเรียนการสอนแบบแยกส่วน บางครั้งอาจใช้ได้ในบางจุด การสอนแบบองค์รวมเหมาะกับชีวิตจริง
4.2 เน้นการบูรณาการความรู้สู่การนำไปใช้ในชีวิตจริง การจัดการเรียนการสอนควรจัดให้เกิดความสอดคล้องระหว่างการเรียนรู้และการทำงาน หรือชีวิตจริง ควรเป็นเรื่องราวที่เป็นจริง สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้
4.3 การขยายผลและการประยุกต์ความรู้ไปใช้ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ส่งผลให้ผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ ต้องจัดกิกรรมการเรียนการสอนให้ครบตามทฤษฎีเชิงระบบ คือ ขั้น1 input การแสวงหาและการถ่ายทอดความรู้ร่วมกันระหว่างครูและผู้เรียน ขั้น 2 process กระบวนการที่ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้ไปขยายผลหรือประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง และขั้นที่ 3 output การแสดงผลที่เกิดจากการเรียนรู้ของการนำความรู้ไปขยายผลหรือประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง
4.4 เน้นการต่อยอดความคิดมากกว่าการถ่ายทอดความรู้เพียงอย่างเดียว มนุษย์ถ้าคิดได้ คิดเป็น จะสามารถแสวงหาความรู้ได้โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ในลักษณะที่ปฏิบัติจริงหลายๆกระบวนการรวมทั้งเรียนรู้เพื่อใช้ประโยชน์ เพื่อส่งผลต่อการดำเนินชีวิต
4.5 ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การจัดการเรียนการสอนต้องใช้เทคนิคและกระบวนการโดยคำนึงถึงผู้เรียนเป็นหลัก ให้ผู้เรียนได้เรียนจากสภาพชีวิตความเป็นอยู่ผสมผสานกับทฤษฎีความรู้เพิ่มเติม
4.6 พื้นฐานของทฤษฎีเชิงระบบ คำว่าระบบ คือ การนำองค์ประกอบหลายๆส่วนมาสอดประสานกันอย่างสอดคล้อง และส่งเสริมซึ่งกันและกัน การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนตามหลักสูตรท้องถิ่นโดยวิธีของทฤษฎีเชิงระบบพัฒนาตามขั้นตอน ดังนี้
4.6.1 ปัญหา (แท้) คือปัญหาที่เกิดจากเหตุ
4.6.2 ความต้องการ (ที่เป็นรูปธรรม)
4.6.3 หัวข้อเนื้อหา (ที่เป็นรูปธรรม)
4.6.4 สาระสำคัญ
4.6.5 วัตถุประสงค์
4.6.6 กระบวนการเรียนรู้ที่ครอบคลุม I-P-O
4.6.7 สื่อการเรียนการสอน
4.6.8 การประเมินผล

4.7 ทฤษฎีเชิงการสร้างปัญญา การเรียนรู้เกิดจากการสร้างความรู้โดยตรง เมื่อผู้เรียนมีข้อมูลอาจจะกระทำด้วยตนเองหรือเกิดจากการเปลี่ยนแปลง พูดคุยกับกลุ่มอื่น ผู้เรียนจะได้ประสบการณ์ใหม่ มีการจัดระบบเป็นหมวดหมู่ ถือว่าผู้เรียนมีสาระของเนื้อหา

      4.8 การใช้ผู้ชำนาญการในท้องถิ่น การจัดการเรียนการสอนชุมชนจึงเป็นภูมิปัญญาด้านต่างๆ รวมทั้งตัวผู้เรียนด้วยที่สามารถนำมาใช้เป็นสื่อเพื่อการเรียนรู้ โดยเฉพาะหลักสูตรท้องถิ่นซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสภาพปัญหา ความเป็นอยู่ในชุมชน
        4.9 การศึกษาตลอดชีวิต หลักสูตรท้องถิ่นถือเป็นกระบวนการจัดการศึกษาที่ส่งผลให้คนสามารถจัดการกับชีวิตด้วยตนเอง สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข    แนวคิดที่สำคัญในการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น อยู่บนรากฐานของหลักศาสนาและการศึกษาที่สอนให้คนเป็นผู้มีความคิด รู้จักตนเอง บนพื้นฐานชีวิต ประเพณีและวัฒนธรรม ซึ่งการจัดการเรียนการสอนเป็นเรื่องสอดคล้องกับสภาพปัญหาความเป็นอยู่ของผู้เรียนที่อยู่ในชุมชนนั้นๆ

จุดเน้นของการพัฒนาและการสร้างหลักสูตรท้องถิ่น
      จุดเน้นของการพัฒนาและการสร้างหลักสูตรท้องถิ่นเพื่อให้การจัดการศึกษาสอดคล้อง อำนวยประโยชน์ต่อนักเรียนในการพัฒนาคุณภาพชีวิต อาชีพ เศรษฐกิจ ตามเจตนารมณ์นั้น  จุดเน้นของการพัฒนาและการสร้างหลักสูตรท้องถิ่นต้องคำนึงถึง 3 ส่วน คือ
    1. เนื้อหาสาระ ที่ต้องให้นักเรียนได้เรียนรู้และภูมิใจในชุมชนของตนเอง
    2. กระบวนการเรียนการสอน ต้องให้ผู้เรียนได้สัมผัสกับประสบการณ์จริงจากชุมชน
    3. ต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาช่วยในการเรียนการสอน



***********************************