แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ DCEP แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ DCEP แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2563

“หยวนดิจิตอล” ในมุมมองของคนจีน…พวกเค้าคิดอย่างไร ตื่นเต้นเหมือนเราหรือไม่?

“หยวนดิจิตอล” ในมุมมองของคนจีน…พวกเค้าคิดอย่างไร ตื่นเต้นเหมือนเราหรือไม่? 

มิถุนายน 13, 2020
ข่าวการเปิดตัว “หยวนดิจิตอล” หรือ DCEP นั้น เป็นที่พูดถึงไปทั่วโลก ผู้คนในชุมชน Crypto ต่างถกกันถึงประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับผลกระทบกันมากมาย แล้วในมุมมองของชาวจีนล่ะ พวกเค้าคิดเห็นอย่างไรกันบ้าง ?
เว็บไซต์ decrypt ได้รายงานเกี่ยวกับเรื่องของ “หยวนดิจิตอล” จากการพูดคุยกับพลเมืองจีนจากทั่วประเทศไว้ว่า
“[DCEP] จะช่วยยกระดับสังคมไร้เงินสดในปัจจุบัน ในขณะที่ก็จะช่วยรักษาสถานะของเงินสดในรูปแบบ cryptocurrency” Lim Wei Ming ผู้จัดการท้องถิ่นของเครือโรงแรมแชงกรีล่าในเซินเจิ้นกล่าว
ขณะที่ content manager  จากบริษัทอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีนกล่าวว่า เธอคุ้นเคยกับการชำระเงินด้วย WeChat Pay ไปแล้ว ดังนั้นเธอคงไม่เปลี่ยนไปใช้อย่างอื่น
“แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่า DCEP จะส่งเสริมตัวเองอย่างไรในอนาคต” Zhang Fan ที่อาศัยอยู่ในกรุงปักกิ่งกล่าว และปฏิเสธที่จะระบุถึงบริษัทของเธอ
ในประเทศจีน การชำระเงินผ่านมือถือด้วยแอพเช่น WeChat Pay ของ Tencent และ Alipay ของอาลีบาบา นั้นมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยที่คนส่วนใหญ่จะใช้โทรศัพท์มือถือในการสแกน QR code ณ จุดขาย ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งนี้ทำให้เงินสดแทบไม่จำเป็นอีกต่อไป แม้แต่ขอทานบนถนนในประเทศจีนก็ยังมี QR code ที่พิมพ์ออกมาเพื่อขอเงินจากเรา นอกจากนี้ บัตรเครดิตก็ไม่ได้รับความนิยมเช่นกัน เนื่องจากค่าธรรมเนียมที่สูงสำหรับการทำธุรกรรม
“ในประเทศจีน การมาของ Alipay และ WeChat Pay ทำให้สังคมไร้เงินสดแทบจะกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตของคนจีนไปแล้ว ดังนั้นพวกเค้าจะไม่รังเกียจ DCEP” Lim Wei Ming ผู้จัดการโรงแรมแชงกรีล่ากล่าวต่อ
ทางด้าน Da Lin เจ้าของร้านวิดีโอเกมก็ไม่ได้มีการใช้เงินสดที่ร้านค้าในเซินเจิ้นของเขามา 3 ปี แล้ว “สำหรับธุรกิจอย่างพวกเรา เราไม่ต้องการเงินสดเพราะมันง่ายกว่า แถมตอนนี้ก็แทบจะไม่มีใครใช้เงินสดกันแล้ว” 
แต่เมื่อถามความเห็นของเธอเกี่ยวกับหยวนดิจิตอล Da Lin ยักไหล่และตอบว่า “หากมันเป็นการชำระเงินเหมือนกัน ก็เท่ากับหยวนดิจิตอลก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางการชำระเงิน”
“มันไม่สำคัญว่าหยวนดิจิตอลจะมาทำให้เราดีขึ้นหรือแย่ลง เพราะตอนนี้ WeChat, Alipay หรือวิธีการชำระเงินอื่น ๆ มันก็ครอบคลุมแทบจะทุกพื้นที่ และทุกแง่มุมในชีวิตของเราไปหมดแล้ว” Da Lin กล่าวต่อ

คุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ของ DCEP

“มันก็มีโอกาสเล็กน้อยที่วันนึง Tencent หรือ Alipay จะเกิดระบบล่ม ซึ่งนั่นก็อาจเพิ่มความต้องการ DCEP ได้เล็กน้อย” Zhiguo He ศาสตราจารย์ด้านการเงินจาก University of Chicago Booth School of Business กล่าว
แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่อาจไม่ได้สังเกตเห็นความแตกต่างของ DCEP กับวิธีการชำระเงินที่พวกเค้าใช้กันอยู่  “แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยจากมุมมองของผู้ใช้งาน แต่จากมุมมองของการกำกับดูแลของธนาคารกลาง สิ่งนี้คือรูปแบบทางการเงินในอนาคตของทั้งการชำระเงิน , การดำเนินธุรกิจ และการกำกับดูแลในสังคม ฯลฯ นี่เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา” Xu Yuan รองศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง กล่าวกับสำนักข่าว CCTV
“การทำธุรกรรมทางดิจิทัล แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคน และเป็นเรื่องธรรมดาที่คนจะเริ่มใช้มันตราบใดที่พวกเขามีแอพของธนาคาร” อย่างไรก็ตาม ยังมีบางคนที่มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของโลกที่ไม่มีเงินสด
“ถ้าเราเก็บเงินสดไว้ในธนาคาร เราก็สามารถถอนเงินสดออกจากธนาคารได้ แต่ถ้าเงินสดกลายเป็นอิเล็คทรอนิกส์ไปหมด มันก็จะง่ายสำหรับคนที่จะขโมยมันผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ใช่ไหม” Mary Zheng ครูสอนวรรณคดีจีนในกวางโจวกล่าว 

ความเป็นส่วนตัว?

ในขณะที่สังคมกำลังกลายเป็นสังคมไร้เงินสดมากขึ้นเรื่อย ๆ แนวโน้มที่ DCEP จะได้รับการยอมรับก็มีมากขึ้นด้วยเช่นกัน รวมถึงผู้คนก็อาจสูญเสียทางเลือกในการทำธุรกรรมโดยไม่ระบุตัวตนมากขึ้นตามไปด้วย
เช่นเดียวกับสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางหลายแห่ง  หยวนดิจิตอลของจีนก็เป็นการทำให้รัฐบาลกลางสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการเฝ้าระวังการฟอกเงิน การต่อต้านการก่อการร้ายทางการเงิน และผลประโยชน์ในการป้องกันอาชญากรรมอื่น ๆ แต่ก็อาจหมายถึงการสูญเสียความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้อย่างมากเมื่อเทียบกับการใช้เงินสด
“หยวนดิจิตอล อาจทำให้ชีวิตของผู้ใช้ทั่วไปมีความโปร่งใสมากขึ้น แต่มันก็ง่ายขึ้นกับรัฐบาลด้วยเช่นกันในการเข้าถึงข้อมูล แต่คนทั่วไปจะไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำได้” Grace Li นักเรียนจากแผ่นดินใหญ่ ที่ศึกษาด้านการเงินและเศรษฐกิจที่มหาวิทยาลัยฮ่องกงกล่าว
ชาวจีนจำนวนมาก มีมองมุมมองของความเป็นส่วนตัวที่แตกต่างกันไป
“นอกประเทศจีน ฉันเห็นด้วยว่าประเด็นความเป็นส่วนตัวเป็นประเด็นที่ควรอภิปราย” นักเศรษฐศาสตร์ของ Chicago Booth กล่าว แต่เขาเสริมว่า “แต่สำหรับคนจีน ความเป็นส่วนตัวมีความหมายแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่คนตะวันตกคิด”
“ไม่มีอะไรที่เป็นความลับเมื่อคุณใช้แพลตฟอร์ม [มือถือ] เพื่อชำระเงิน เนื่องจากพวกเขามีการวิเคราะห์เพื่อติดตามพฤติกรรมของคุณ” Wei Ming ผู้จัดการโรงแรมแชงกรีล่ากล่าวต่อ  “การสแกนอะไรบางอย่างบนเว็บไซต์ของรัฐบาล นั่นก็เท่ากับว่าคุณได้ถูกติดตามแล้ว”
ขณะที่ชาวจีนอย่าง Da Lin เชื่อว่า คนที่ปฏิบัติตัวถูกต้องตามกฎหมายไม่ควรกลัวหรือกังวลสิ่งใด “ สกุลเงินดิจิทัลสามารถถูกติดตามและตรวจสอบได้ในประเทศจีน ฉันคิดว่าความเป็นส่วนตัวไม่สำคัญเพราะฉันใช้ [เงิน] ไปตามปกติ” Da Lin ผู้จัดการร้านวิดีโอเกมกล่าว
เอาล่ะครับ นี่ก็เป็นความเห็นคร่าว ๆ ของชาวจีนบางส่วน สุดท้ายแล้วไม่ว่าคนจีนจะมองอย่างไร แต่หยวนดิจิตอลก็จะเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเค้าอย่างแน่นอน
อ้างอิง : LINK

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ธนาคารประชาชนจีน(PBoC) เตรียมเร่งผลักดันการยอมรับ Blockchain ในประเทศ

    ธนาคารประชาชนจีน(PBoC) เตรียมเร่งผลักดันการยอมรับ     Blockchain ในประเทศ
ธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีนหรือ PBoC และคณะกรรมการเทคโนโลยีการเงิน ได้จัดการประชุมขึ้นครั้งแรกของปีในสัปดาห์นี้ โดยในระหว่างการประชุม Fan Yifei รองผู้ว่าการธนาคารกลางขอเรียกร้องให้มีการเร่งผลักดันการยอมรับ Blockchain ของประเทศ
ตามรายงานที่ออกโดย Sina เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม รองผู้ว่าการธนาคารได้พบกับเจ้าหน้าที่ PBoC และหัวหน้าบริษัททางการเงินในเครือของพวกเขา ในระหว่างการพูดคุย Fan ได้เน้นถึงความสำคัญของอุตสาหกรรม Blockchain และ Fintech อย่างเปิดเผย เพื่อให้แน่ใจว่าแผนการอมรับของประเทศจะถูกนำไปใช้อย่างประสบผลสำเร็จตามกำหนดเส้นตายในปี 2021

การเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจของประเทศ

Fan เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการ “เร่งในการป็นดิจิทัล” ของเศรษฐกิจจีน โดยการประชุม เจ้าหน้าที่ระบุว่ามีความจำเป็นต้องศึกษาระบบดัชนีการพัฒนาฟินเทค , ตรวจสอบอย่างระมัดระวังและทำการประเมินที่ครอบคลุมเพื่อเป็นแนวทางให้สถาบันการเงินเร่งการเปลี่ยนแปลงทางดิจิตอล
“เราจำเป็นต้องเสริมความแข็งแกร่งให้กับการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งในด้านกฎระเบียบ, การใช้งาน big data, ปัญญาประดิษฐ์, cloud computing , blockchain และเทคโนโลยีอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการกำกับดูแลระบบดิจิตอล”

ความสนใจของจีนในเทคโนโลยี blockchain เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ

แผนพัฒนา Fintech ของจีน จะมุ่งเน้นไปที่มาตรฐานของ cross-market fintech operations ในประเทศจีนซึ่งเปิดตัวในเดือนสิงหาคม 2019
ความสนใจของจีนในเทคโนโลยีบล็อกเชนยังเติบโตต่อเนื่อง โดยย้อนไปเมื่อวันที่ 4 มีนาคม มณฑลหูหนานของจีนก็เพิ่งจัดตั้งเขตบล็อคเชนแห่งแรก
ขณะที่ ไหหลำอีกมณฑลของจีนก็ได้เข้าร่วมกับระบบนิเวศ blockchain พร้อมประกาศแพลตฟอร์มบริการทางการเงินข้ามพรมแดนในวันที่ 9 พฤษภาคม

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ส่องเส้นทางเงินหยวนดิจิทัลจากยุคเหมาเจ๋อตงสู่ยุคสีจิ้นผิง กับ 7 จุดเด่นเงิน DCEP ของจีน

08.05.2020
HIGHLIGHTS
  • 🔺 จีนในยุคสีจิ้นผิง ไม่ยอมรับเงินคริปโตเคอร์เรนซี แบบสำเร็จรูปที่คิดค้นโดยต่างประเทศ แต่ให้ความสนใจและศึกษาเทคโนโลยีบล็อกเชน ตลอดจนเทคโนโลยีทางการเงินอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมาตั้งแต่ปี 2014 จนกระทั่งเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2019 ธนาคารกลางของจีนได้ประกาศจะเริ่มทดลองใช้เงินหยวนในรูปแบบดิจิทัล โดยใช้ชื่อเรียกว่า Digital Currency Electronic Payment (DCEP)
  • 🔺 ก่อนจะทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัล  ภาครัฐได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนจีนแข่งขันกันการพัฒนาฟินเทค เพื่อนำพาจีนมุ่งสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) โดยเฉพาะการชำระเงินผ่านกระเป๋า E-Wallet เพื่อลดการใช้เงินธนบัตร เป็นการส่งเสริมเตรียมความพร้อมเพื่อใช้เงินดิจิทัลในอนาคต 
  • 🔺 เงินหยวนดิจิทัล ไม่ใช่เงินสกุลใหม่ และเปิดกว้างใช้ได้ไม่จำกัดแพลตฟอร์ม ออกโดยธนาคารกลาง สามารถใช้ชำระเงินได้ตามกฎหมาย มีค่าเงินที่แน่นอนและปลอดภัยกว่าคริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ เพราะมีการสำรองหนุนค่าเงินเหมือนเงินหยวน 

    เงินหยวนดิจิทัล (Digital Yuan) เป็นเรื่องใหม่ที่คนไทยให้ความสนใจกันมาก กว่าจะมีวันนี้ วันที่จีนสามารถพัฒนาเงินหยวนดิจิทัลจนสร้างความพลิกผันให้โลกการเงิน จีนต้องผ่านร้อนผ่านหนาวอะไรมาบ้าง บทความนี้จะพาไปศึกษาเส้นทางพัฒนาการของเงินหยวนจีนที่มีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคสมัยของผู้นำจีน ก่อนที่เราจะไปสรุป 7 ประเด็นเด่นของเงินหยวนดิจิทัลที่ควรรู้ ตลอดจนเป้าหมายของจีนในการผลักดันเงินตราดิจิทัลแห่งชาติ 

    จวบจนยุคสีจิ้นผิง เงินหยวนจีนมีพัฒนาการก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จนล่าสุดธนาคารกลางของจีน (People’s Bank of China – PBOC) ได้ประกาศทดลองนำเงินหยวนในรูปแบบของดิจิทัลมาใช้เป็นชาติแรกของโลกเพื่อรองรับวิถีชีวิตในยุคดิจิทัล โดยใช้คำเรียกเงินหยวนดิจิทัลนี้ว่า Digital Currency Electronic Payment (DCEP)

    โมเดลจีน: เน้นการทดลองแบบค่อยเป็นค่อยไป 
    บทความนี้ได้จัดทำตารางสรุปไทม์ไลน์พัฒนาการของเงินหยวนจีน (RMB) สู่เงินหยวนดิจิทัลตั้งแต่ปี 1948-2020 เพื่อชวนให้ย้อนไปศึกษาวิเคราะห์เส้นทางเงินหยวนจีน นับจากครั้งแรกในเดือนธันวาคม ปี 1948 ที่มีการนำสกุลเงินของจีนในชื่อทางการว่า เหรินหมินปี้ (Renminbi – RMB) มาใช้ครั้งแรก โดยที่คนทั่วไปเรียกว่าเงินหยวนจีน ซึ่งจากวันนั้นมาจนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 70 ปี เงินหยวนของจีนมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคสมัย 

    ตั้งแต่ยุคเหมาเจ๋อตง ช่วงปี 1949-1976 ที่เน้นระบบคอมมิวนิสต์เต็มรูปแบบ มาถึงยุคเติ้งเสี่ยวผิงที่เน้นการปฏิรูปเศรษฐกิจที่เริ่มตั้งแต่ปลายปี 1978 จากนั้นได้ใช้ระบบเงินสองสกุลในช่วงปี 1980-1994 จีนผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการลองผิดลองถูก ผ่านการเปลี่ยนแปลงต่างๆ จนมาถึงปี 1994 ก็ปรับเหลือเงินสกุลเดียวภายใต้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ และต่อมาในปี 2005 ก็ได้ปรับเปลี่ยนเป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบจัดการ จวบจนถึงยุคสีจิ้นผิงที่ขึ้นมากุมบังเหียนจีนตั้งแต่ปี 2013 และผลักดันให้เงินหยวนได้รับการยอมรับใน IMF เมื่อปี 2016 ให้เป็น 1 ใน 5 สกุลเงินที่นำมาคำนวณในตะกร้าเงิน Special Drawing Rights (SDRs) ร่วมกับอีก 4 สกุลเงิน ได้แก่ เงินดอลลาร์สหรัฐ เงินยูโร เงินปอนด์ และเงินเยน ที่สำคัญในยุคสีจิ้นผิงได้เน้นพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดเพื่อนำพาประเทศจีนมุ่งสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มที่ และมีการทดลองนำเงินหยวนในรูปแบบของ Digital Currency มาใช้เป็นประเทศแรกของโลกด้วย 

    จะเห็นได้ว่านี่คือลักษณะเด่นของโมเดลจีน คือเน้นการทดลองทำแบบค่อยเป็นค่อยไป (Gradualsim) เน้นทำทีละขั้นตอน จีนเน้นปฏิรูปแบบเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ผลีผลาม หากทดลองทำแล้วได้ผลจึงค่อยขยายผล ถ้าไม่สำเร็จก็จะหยุดทบทวนถอดบทเรียน ก่อนจะปรับแก้ไขเพื่อเดินหน้าต่อ โมเดลจีนจะ ‘เน้นรักษาเสถียรภาพ’ ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป จึงเปรียบเสมือน ‘การคลำหินข้ามห้วย’ จีนจะไม่กระโดดข้ามแม่น้ำทันที แต่จะค่อยๆ ทำ ถ้าไม่ได้ผลก็หยุดทบทวนแล้วค่อยไปต่อ

    จีนในยุคสีจิ้นผิงก็เช่นกัน ก่อนจะทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัล ภาครัฐได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนจีนแข่งขันกันการพัฒนาฟินเทคเพื่อนำพาจีนมุ่งสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) โดยเฉพาะการชำระเงินผ่านกระเป๋า E-Wallet เพื่อลดการใช้เงินธนบัตร เป็นการส่งเสริมและเตรียมความพร้อมเพื่อใช้เงินดิจิทัลในอนาคต ซึ่งในขณะนี้จีนมีผู้ใช้ระบบการเงินผ่านมือถือกว่า 621 ล้านบัญชี โดยมีสัดส่วนกว่า 90% ชำระผ่านระบบบุคคลที่ 3 เช่น Alipay หรือ WeChat Pay

    จุดเริ่มต้นเงินหยวนดิจิทัล (DCEP) 
    แม้ทางการจีนในยุคสีจิ้นผิงจะไม่ยอมรับเงินคริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) แบบสำเร็จรูปที่คิดค้นโดยต่างประเทศ แต่จีนได้ให้ความสนใจและศึกษาเทคโนโลยีบล็อกเชน ตลอดจนเทคโนโลยีทางการเงินอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมาตั้งแต่ปี 2014 จนกระทั่งเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2019 ธนาคารกลางของจีน (PBOC) ได้ประกาศจะเริ่มทดลองใช้เงินหยวนในรูปแบบดิจิทัล โดยใช้ชื่อเรียกว่า Digital Currency Electronic Payment (DCEP) 

    และล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2020 ธนาคารกลางจีนได้ประกาศจะ ‘ทดสอบ’ การใช้เงินหยวนดิจิทัลใน 4 เมืองสำคัญของจีน ได้แก่ ซูโจว เซินเจิ้น สงอัน และเฉิงตู โดยการทดลองจ่ายเงินเดือนบางส่วน/เบี้ยเลี้ยงแก่เจ้าหน้าที่รัฐของจีนด้วยเงินหยวนดิจิทัลผ่าน 4 ธนาคารใหญ่ของจีน ได้แก่ Agricultural Bank of China, Industrial and Commercial Bank of China, Bank of China และ China Construction Bank และได้ขอความร่วมมือทดลองนำเงินหยวนดิจิทัลไปใช้ในร้านค้าขนาดใหญ่ต่างๆ เช่น McDonald’s, Subway และ Starbucks  

    7 ประเด็นเด่นเงินหยวนดิจิทัล  
    เงินหยวนในรูปดิจิทัลของจีน หรือ DCEP มีลักษณะเด่นที่แตกต่างจากการชำระเงินผ่านระบบ E-Wallet รวมทั้งแตกต่างจากเงินคริปโตเคอร์เรนซีอย่างน้อย 7 เรื่อง สรุปได้ดังนี้

    ข้อแรก เงินหยวนดิจิทัลไม่ใช่คริปโตเคอร์เรนซี แต่เป็นเงินที่ออกโดยธนาคารกลางของประเทศ จึงมีความแตกต่างจากคริปโตเคอร์เรนซีทั่วไป และมีค่าเงินที่แน่นอน มีความปลอดภัยกว่า เพราะมีสำรองหนุนค่าเงินเหมือนเงินหยวน RMB ทั่วไป โดยผูกอิงค่า 1:1 ถือเป็น Stable Currency จะไม่เอื้อให้เกิดเงินเฟ้อ 

    ข้อสอง เงินหยวนดิจิทัลไม่ใช่เงินสกุลใหม่ และเปิดกว้างใช้ได้ไม่จำกัดแพลตฟอร์ม สามารถใช้ชำระเงินได้ตามกฎหมาย การใช้เงินหยวนดิจิทัลก็เปรียบเหมือนการใช้ธนบัตรหรือเงินสดที่เราถือในมือ ร้านค้าจะปฏิเสธการยอมรับไม่ได้ เพราะเป็นเงินที่รับรองโดยธนาคารกลางของประเทศ ไม่มีปัญหาดังเช่นระบบ E-Wallet ของเอกชนที่ใช้แพลตฟอร์มเฉพาะของตัวเอง เช่น Alipay ข้ามไปใช้ WeChat Pay ไม่ได้  

    ข้อสาม เงินหยวนดิจิทัลช่วยขจัดจุดอ่อนของการใช้เงินกระดาษ โดยสามารถชำระผ่านมือถือที่มีกระเป๋าดิจิทัล (Digital Wallet) ได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องผูกบัญชีหรือมีเล่มสมุดบัญชีธนาคาร และไม่จำเป็นต้องสัมผัสตัวเงินแบบเงินกระดาษ ใช้สะดวก ช่วยขจัดจุดอ่อนของการใช้เงินกระดาษที่อาจจะสกปรกหรือติดเชื้อโรค และลดต้นทุนการผลิตพิมพ์เงินกระดาษ การเก็บรักษาเงินกระดาษ ไปจนถึงกระบวนการทำลายเงินกระดาษที่เก่าหรือหมดสภาพ 

    ข้อสี่ เงินหยวนดิจิทัลสามารถใช้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีอินเทอร์เน็ต นั่นคือการชำระออฟไลน์ได้ การใช้จ่ายโอนเงินสามารถกระทำผ่านระบบเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลแบบไร้สายด้วยคลื่นความถี่ในระยะใกล้ หรือระบบ Near Field Communication (NFC) ที่มีในสมาร์ทโฟน เพียงแค่นำมือถือ 2 เครื่องที่มีกระเป๋าดิจิทัลมาชนกันเพื่อโอนเงินได้เลย  

    ข้อห้า การใช้เงินหยวนดิจิทัลไม่จำเป็นต้องเปิดเผยชื่อผู้ใช้ (Ordinary transactions are anonymous) จึงรักษาความลับทางการค้าได้ การทำธุรกรรมเสมือนการใช้จ่ายแบบเงินสดแบบปกติแตกต่างกับ E-Wallet ที่เจ้าของเงินต้องผูกกระเป๋าเงินกับบัตรธนาคารหรือบัตรเครดิต การใช้จ่ายทำผ่านระบบ QR Code และข้อมูลการใช้จ่ายจะถูกเก็บอยู่ในอีโคซิสเต็มของบริษัทผู้พัฒนา E-Wallet นั้นๆ ทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงพฤติกรรมการใช้เงินหรือความเป็นส่วนตัวของข้อมูลของผู้ถือ E-Wallet 

    ข้อหก ธนาคารกลางจีนคือผู้คุมระบบและมีอำนาจในการเข้าถึงข้อมูล จึงสามารถเก็บข้อมูลธุรกรรมการใช้เงินหยวนดิจิทัลในระบบฐานข้อมูลบิ๊กดาต้า และสามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ ในแง่นี้จะช่วยป้องกันการทำธุรกรรมการเงินที่ผิดกฎหมาย เช่น การฟอกเงิน การโอนเงินเพื่อการก่อการร้าย การเลี่ยงภาษี ตลอดจนการคอร์รัปชันต่างๆ เพราะเส้นทางการเงินใดๆ ที่ผิดกฎหมายจะถูกตรวจสอบได้ และอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลจะอยู่ที่ผู้คุมระบบคือธนาคารกลางจีน 

    ทั้งนี้ถ้าเป็นธุรกรรมปกติ ธนาคารกลางจีนก็จะช่วยปกปิดความลับให้ แต่ถ้าเป็นธุรกรรมผิดกฎหมายก็จะถูกนำข้อมูลไปใช้ดำเนินคดีตามกฎหมายได้

    ข้อเจ็ด มุ่งสร้างความเป็นสากลให้สกุลเงินของจีน ประเด็นเหตุผลเบื้องหลังของจีนในการผลักดันเงินสกุลหยวนดิจิทัลก็เพื่อให้สกุลเงินของจีนได้รับการยอมรับในระดับสากลมาdขึ้น (Internationalization of RMB) จึงเป็นเสมือนเส้นทางลัดให้เงินหยวนจีนสามารถผงาดเป็นสกุลหลักของโลกเทียบเท่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่ครองโลกมาตั้งแต่ปี 1945 

    โดยเฉพาะในยุคเทคโนโลยีพลิกผัน (Digital Disruption) พลังของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลเป็นตัวเร่งสำคัญ โดยเฉพาะพลเมืองเน็ตในจีนกว่า 900 ล้านคนจะเป็นแต้มต่อของจีนที่จะทำให้เงิน DCEP เป็นเงินสกุลดิจิทัลรายแรกของโลกที่จะถูกใช้แพร่หลายมากที่สุดในโลกได้อย่างรวดเร็ว และจีนได้เตรียมการในเรื่องนี้ผ่านการผลักดันยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหม Belt and Road Initiative (BRI) เน้นส่งออก ‘แพลตฟอร์มจีน’ ไปทั่วโลกผ่านระบบการค้าออนไลน์ เพื่อเป็นฐานยิงลูกต่อในการเป็นตัวเร่งให้เกิดการใช้เงินหยวนดิจิทัลอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก

    ตัวอย่างผู้บริโภคในรัสเซียนิยมช้อปปิ้งสินค้าออนไลน์ผ่าน AliExpress ของ Alibaba รวมทั้งในบราซิล และประเทศไทยเองที่นิยมช้อปปิ้งผ่าน Lazada หรือ Shopee โดยมีบริษัทเทคคอมจีนอย่าง Alibaba หรือ Tencent อยู่เบื้องหลัง เป็นต้น ดังนั้นการเปิดระบบชำระเงินในระบบดิจิทัลมากขึ้นทั้งผ่าน Alipay และ WeChat Pay ในบรรดาผู้บริโภคในประเทศขนาดใหญ่เหล่านี้ก็คือเป้าหมายของจีนที่จะเตรียมเป็นฐานยิงลูกต่อ เพื่อทำให้ทั่วโลกหันมาใช้ DCEP สกุลเงินดิจิทัลสัญชาติจีนอย่างแพร่หลายมากขึ้นนั่นเอง

    ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าจีนคิดใหญ่ มองไกล จีนมีการเตรียมการล่วงหน้าอย่างดี และทุ่มเทใฝ่เรียนรู้เทคโนโลยีบล็อกเชนและเทคโนโลยีทางการเงินต่างๆ อย่างจริงจัง จีนนำมาตรการต่างๆ มาดึงดูดและจูงใจนักเทคโนโลยีมาจากทั่วโลก เพื่อเตรียมการให้พร้อมก่อนจะพลิกผันให้โลกสะเทือนด้วยเงินหยวนดิจิทัล
    อย่างไรก็ดี ยังคงมีข้อกังวลในหลายประเด็นเกี่ยวกับการใช้เงินหยวนดิจิทัล โดยเฉพาะในเรื่องความลับของข้อมูลที่จีนใช้คำว่า ‘Controllable Anonymity’ แม้จะไม่จำเป็นต้องเปิดเผยชื่อผู้ใช้ แต่เนื่องจากธนาคารกลางของจีนจะสามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้และเก็บพฤติกรรมการใช้เงินหยวนดิจิทัลทั้งหมดได้ ทำให้เกิดข้อกังวลใจและถูกตั้งคำถามในประเด็นความเป็นส่วนตัวของข้อมูลดังกล่าว   

    เงินหยวนดิจิทัลกับอนาคตการค้าไทย-จีน

    ในประเด็นเงินหยวนดิจิทัลกับอนาคตการค้าไทย-จีน เนื่องด้วยการผลักดันอย่างจริงจังของธนาคารกลางจีน สะท้อนว่าเงินหยวนดิจิทัลน่าจะถูกนำไปใช้ในประเทศต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าหลักของจีน รวมทั้งไทย ดังนั้นการค้าไทย-จีนน่าจะมีการทำธุรกรรมในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น อย่างไรก็ดี หากมีการทำธุรกรรมด้วยเงินหยวนดิจิทัลมากขึ้นก็ยากจะที่เลี่ยงไม่ให้ทางการจีนและทางการไทยรู้ข้อมูลความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเส้นทางการเงินในรูปของดิจิทัล เพราะทุกอย่างจะกระทำผ่านระบบฐานข้อมูล บันทึกข้อมูลและติดตามได้ชัดเจน รวมทั้งมีความโปร่งใส และในประเด็นการค้าด้วยสกุลหยวนดิจิทัลจะทำให้เกิดความได้เปรียบทางการค้าหรือไม่ จำเป็นต้องศึกษาทิศทางของค่าเงินหรืออัตราแลกเปลี่ยนระหว่างไทยและจีน หลังจากที่มีการทำธุรกรรมผ่านระบบดิจิทัลมากขึ้นแล้ว อัตราแลกเปลี่ยนจะเป็นอย่างไร ซึ่งในประเด็นนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ต้องติดตามกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดต่อไป

    ทั้งหมดนี้คือแนวโน้มในอนาคตที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล ไม่ใช่แค่จีนเท่านั้น หากแต่ธนาคารกลางในประเทศต่างๆ ก็เริ่มสนใจศึกษาและผลักดันให้มีการใช้เงิน Digital Currency มากขึ้น เช่น ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ และธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็มีโครงการอินทนนท์ เพื่อเตรียมศึกษาเกี่ยวกับ Digital Currency เช่นกัน ทั้งหมดนี้จึงเป็นภาวะปกติใหม่ด้านระบบการเงินของโลกที่จะต้องจับตาและศึกษาข้อมูลให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อไป

  • ขยายภาพให้อ่านง่ายขึ้น






    https://thestandard.co/digital-yuan/


วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

5 เรื่องต้องรู้ เมื่อจีนทดสอบ "หยวนดิจิทัล" ใหม่เต็มรูปแบบ


5 เรื่องต้องรู้ เมื่อจีนทดสอบ
"หยวนดิจิทัล" ใหม่เต็มรูปแบบ

เผยแพร่:    ปรับปรุง:    โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ประเทศจีนมีกำหนดเริ่มทดสอบระบบสกุลเงินดิจิทัลใหม่ใน 4 เมืองใหญ่ตั้งแต่ต้นพฤษภาคม 63 ต่อยอดจากที่ธนาคารกลางของจีนลงมือพัฒนาระบบ e-RMB หรือเงินหยวนดิจิทัลในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ความสำคัญของเงินหยวนดิจิทัลคือโอกาสเป็นสกุลเงินดิจิทัลตัวแรกที่ถูกดำเนินการโดยระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก

ทดสอบนอกปักกิ่ง
ก่อนหน้านี้ จีนเริ่มนำร่องทดสอบระบบชำระเงินด้วยหยวนดิจิทัลในหลายเมือง เช่น เซินเจิ้น, ซูโจว, เฉิงตู และพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ ทางตอนใต้ของปักกิ่งอย่างเซียงอัน รวมถึงพื้นที่ที่จีนวางแผนเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว Beijing Winter Olympics ปี 2022
สื่อของรัฐบาลจีนอย่างไชน่าเดลี่ ย้ำว่าปัจจุบัน จีนได้ปรับใช้หยวนดิจิทัลกับระบบการเงินของหลายเมืองอย่างเป็นทางการ  โดยพนักงานของรัฐ และข้าราชการบางส่วนจะเริ่มได้รับเงินเดือนและสวัสดิการเป็นสกุลเงินดิจิทัลตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป




ธุรกิจข้ามชาติยังรอดู
เงินหยวนดิจิทัลจะถูกใช้กับระบบขนส่งมวลชนในซูโจว ขณะที่เมืองเซียงอันจะใช้กับธุรกิจอาหารและค้าปลีกเป็นหลัก  รายงานบางฉบับชี้ว่าเงินหยวนดิจิทัลเริ่มจุดพลุตั้งแต่กลางเมษายน  ขณะที่บางรายงานชี้ว่าบริษัทข้ามชาติอย่างแมคโดนัลด์ (McDonald)  และสตาร์บักส์ (Starbucks) ได้ตกลงที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบด้วย อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังไม่แน่ชัด เพราะในแถลงการณ์ที่ Starbucks ชี้แจงกับ The Guardian ระบุว่าบริษัทยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการ

แพลตฟอร์มการชำระเงินดิจิทัลที่แพร่หลายในประเทศจีนเช่นอาลีเพย์ (Alipay) ของบริษัทแอนท์ไฟแนนเชียล (Ant Financial) ในเครืออาลีบาบา และวีแชตเพย์ (WeChat Pay) ของเทนเซ็นต์ (Tencent) จะไม่ได้รับหรือส่งผลกระทบใดกับสกุลเงินของจีน โดยหยวนดิจิทัลถูกสร้างมาเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในเงินสดเท่านั้น

สางปมเงินสดกระจัดกระจาย
Xu Yuan อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยการพัฒนาแห่งชาติ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง กล่าวกับสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี (CCTV) ของจีนว่าเนื่องจากการทำธุรกรรมเงินสดเป็นแบบออฟไลน์ และข้อมูลธุรกรรมจากแพลตฟอร์มการชำระเงินที่มีอยู่ในปัจจุบันล้วนกระจัดกระจาย ทำให้ธนาคารกลางไม่สามารถตรวจสอบกระแสเงินสดได้แบบเรียลไทม์
เงินหยวนดิจิทัลจึงเกิดขึ้นเพื่อเอื้อต่อการกำกับดูแลของธนาคารกลาง ซึ่งจีนมองว่าแม้เงินหยวนดิจิทัลจะทำให้ผู้ใช้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง แต่ก็ถือเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการได้ติดตามรูปแบบทางการเงินและกำกับดูแลกิจการและสังคมอย่างใกล้ชิดอีกขั้น

ไม่มีผิดพลาด
เมื่อวันที่ 17 เมษายน 63 สถาบันวิจัยสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีน ย้ำว่าการวิจัยและพัฒนาเงินหยวนในระบบดิจิตอลนั้นเป็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  ผ่านการออกแบบด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ถูกวิจัยและดีบักหรือแก้ปัญหาในระบบอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

การการันตีนี้ถูกมองว่าเป็นแผนเรียกความมั่นใจ  เพราะเงินหยวนดิจิทัลที่จะถูกตรึงไว้กับสกุลเงินหยวนของประเทศนั้นเพิ่งถูกพัฒนาขึ้นไม่กี่ปีที่ผ่านมา  แต่ในเดือนสิงหาคม ธนาคารจีนย้ำว่าเงินสกุลนี้มีความพร้อม “เกือบเต็มร้อย” อย่างไรก็ตาม ในเดือนต่อมา  ผู้อำนวยการธนาคาร Yi Gang กลับกล่าวว่ายังไม่มีกำหนดการสำหรับการเปิดตัว ซึ่งการเปลี่ยนใจครั้งนี้ทำให้เงินหยวนดิจิทัลถูกจุดพลุก่อนหน้าเฟซบุ๊ก (Facebook) ที่มีแผนจะเปิดตัวสกุลเงินของตัวเองในเดือนมิถุนายนนี้


ลดการคุกคาม
สื่อจีนชี้ว่าการเปิดตัวหยวนดิจิทัลจะเป็นทางเลือกที่ประชาชนจะใช้งานเทียบเท่ากับเงินดอลล่าร์ ผลคือเงินดิจิทัลนี้จะช่วยลดผลกระทบจากมาตรการ หรือการคุกคามอื่นทั้งในรูปแบบยึดทรัพย์ทั้งในระดับประเทศและระดับบริษัท นอกจากนี้ยังสามารถอำนวยความสะดวกในการฝังตัวรวมเข้ากับตลาดสกุลเงินทั่วโลก โดยที่ลดความเสี่ยงจากการแทรกแซงทางการเมืองได้ชัดเจน


"เงินหยวนดิจิทัล" จะทำให้การใช้เงินสดของชาวจีนลดลงแน่นอน ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจน ท่ามกลางแพลตฟอร์มการชำระเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น  พร้อมกับที่ผู้คนต้องการหลีกเลี่ยงการสัมผัสในช่วงการระบาดของโควิด-19 ด้วย


วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

อดีตประธานธนาคารแห่งประเทศจีน เผย!! “หยวนดิจิตอล” สามารถทดแทนเงินสดได้

อดีตประธานธนาคารแห่งประเทศจีน เผย!!   “หยวนดิจิตอล” สามารถทดแทนเงินสดได้
Li Lihui อดีตประธานธนาคารแห่งประเทศจีนเปิดเผยว่า การเปิดตัว “หยวนดิจิตอล” นั้นใกล้เข้ามาแล้ว และสกุลเงินนี้ก็สามารถเข้ามาแทนที่เงินสดได้หากเข้าเงื่อนไขสำคัญ 4 ประการ 
ปัจจุบันหยวนดิจิทัลของธนาคารกลางกำลังอยู่ในช่วงทดสอบ และกำลังสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวจีน 
Lihui ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม และอธิบายว่า “หยวนดิจิตอล” นั้นไม่เหมือนกับ WeChat Pay และ Alipay เพราะถูกออกแบบมาให้เป็นอิสระจากเครือข่ายใด ๆ หรือธนาคารหรือบุคคลที่สาม อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่าสำหรับการเข้ามาแทนที่เงินสดหรือโซลูชันการชำระเงินอื่น ๆ ในปัจจุบันนั้นยังจำเป็นต้องมีเงื่อนไขสำคัญ 4 ประการ: 
“หยวนดิจิทัลจะสามารถกลายเป็นสกุลเงินและวิธีการชำระเงินหลักได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่ามันมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน , ช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรมลงได้หรือไม่ , มี economic scale ที่เพียงพอกับมูลค่าทางการค้าหรือไม่ และสุดท้ายคือการยอมรับของผู้คน”

รูปแบบที่แตกต่างกันของสกุลเงินดิจิตอล

Li กล่าวว่าเข้ากำหนดสกุลเงินดิจิทัลเป็นสามหมวดหมู่: ได้แก ่สกุลเงินดิจิทัลที่ถูกกฎหมาย (สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางหรือ CBDC) , สกุลเงินดิจิทัลที่อยู่บน blockchain และสกุลเงินดิจิทัลของสถาบันที่เชื่อถือได้ 
สกุลเงิน Crypto เช่น Bitcoin ได้รับการออกแบบให้ไม่ต้องระบุตัวตน แต่มีความโปร่งใส ขณะที่เงินหยวนดิจิทัลตามคำพูดของ Li กล่าวว่ามันอนุญาตให้มีการทำธุรกรรมที่ไม่ต้องระบุตัวตน  อย่างไรก็ตามเขาเสริมว่ามันจะมีข้อจำกัดที่เกี่ยวกับจำนวนครั้งและจำนวนเงินในการทำธุรกรรมที่ไม่ระบุตัวตน
อ้างอิง : LINK
แหล่งข้อมูลhttps://www.blogger.com/blogger.g?rinli=1&pli=1&blogID=5023001810053525609#editor/target=post;postID=4565468515307110167;onPublishedMenu=allposts;onClosedMenu=allposts;postNum=0;src=link

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2563

เผยโฉม!! แอพทดสอบโครงการ “หยวนดิจิตอล” ของธนาคารประชาชนจีน (PBoC)



เผยโฉม!! แอพทดสอบโครงการ “หยวนดิจิตอล” ของธนาคารประชาชนจีน (PBoC)
ธนาคารในจีนได้เปิดตัวแอพทดสอบบนมือถือ ที่ออกมาแบบเพื่อสนับสนุนโครงการสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารประชาชนจีน (PBOC)
จากเว็บลิงค์ที่ทีมงาน The Block ได้รับมาจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดแอปสำหรับการชำระเงินที่ออกโดยธนาคารเพื่อการเกษตรแห่งประเทศจีน
แอพดังกล่าว มีคุณสมบัติหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิตอล รวมถึงการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล การจัดการกับกระเป๋าเงิน การติดตามธุรกรรม และการเชื่อมต่อกับกระเป๋าเงินอื่น ๆ 
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ยังไม่สามารถใช้งานได้กับบุคคลทั่วไป โดยหลังจากที่ได้ลองพยายามที่จะลงทะเบียนบัญชีในแอปเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติเหล่านี้ ระบบจะตอบกลับว่าไม่สามารถสร้างบัญชีได้เนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลที่ให้ไว้ไม่ตรงกับ “white list” ซึ่งเป็นรายชื่อผู้ใช้ที่ผ่านการรับรองสำหรับการทดสอบ
แอพพลิเคชั่นใหม่นี้มีให้บริการผ่านสาขาท้องถิ่น 4 แห่งของธนาคารเพื่อการเกษตรแห่งประเทศจีน รวมถึงที่เซินเจิ้น , สงอัน , เฉิงตูและซูโจว


วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

จีน: มหาอำนาจ Blockchain ในอนาคต



จีน: มหาอำนาจ Blockchain ในอนาคต

ความเดิมจากตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้เล่าถึงทิศทางของคริปโทในอนาคต ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของรัฐบาลจีน

โดยผู้เขียนได้เกริ่นว่า ไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลเพียงประการเดียวที่ทำให้จีนเป็นประเทศที่มีอิทธิพลในด้านเทคโนโลยีของโลก แต่จีนยังมีแนวนโยบายต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีภายในประเทศ รวมไปถึงการออกกฎหมายฉบับใหม่เพื่อรองรับเทคโนโลยีเข้ารหัส หรือ Cryptography Law ซึ่ง Cryptography หรือ เทคโนโลยีเข้ารหัสเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานในการพัฒนาระบบ Blockchain นั่นเอง

DCEP สกุลเงินดิจิทัลของจีน DCEP หรือ Digital Currency Electronic Payment
คือ สกุลเงินดิจิทัลของจีน   ที่ทำงานบนระบบ Private Blockchain ซึ่งเป็นระบบที่จำกัดผู้มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล (แบบวงปิด) 


ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลจีนต้องการจำกัดกลุ่มคนในการเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลที่รันอยู่บนระบบ
ในด้านคุณลักษณะ แม้ DCEP จะอิงอยู่กับสกุลเงินหยวนในอัตราส่วน 1:1 ซึ่งรูปแบบดังกล่าวคล้ายการสร้าง Stable Coin ของบริษัทเอกชนต่าง ๆ แต่ในกรณีของ DCEP ผู้ออกและกำหนดนโยบายในการกำกับดูแลจะเป็นรัฐบาลจีน (โดยธนาคารกลางเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากกรณีของ Stable coin สกุลอื่น ๆ ที่ออกโดยเอกชนแต่ใช้สกุลเงินหยวนของจีนมาค้ำประกันไว้ เช่น เหรียญ CNHT ของ Tether หรืออาจกล่าวได้ว่า ...


      "....วัตถุประสงค์ในการออก DCEP นั้นไม่ได้ต่างจากการออกธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ในแบบเดิม แต่ DCEP คือ การทำหยวนให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลและให้มีค่าไม่ต่างจากเงินในรูปแบบ Physical form ซึ่งร้านค้าและประชาชนทั่วไปสามารถใช้แทนกันได้ในระบบการเงินของประเทศจีน..."

ดังนั้น วัตถุประสงค์หลักของ DCEP คือ การสร้างระบบการเงินแบบดิจิทัลที่สามารถส่งเสริมการทำธุรกรรมแบบ Real-time และการเพิ่มความสามารถในการเก็บข้อมูลการทำธุรกรรมเหล่านั้นได้อย่างทันท่วงทีอันจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งผ่านนโยบายทางการเงินของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นการลดปัญหาในเรื่องค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการโอนเงินผ่านระบบชำระเงินในแบบเดิม รวมถึงแก้ปัญหาความล่าช้าของระบบ SWIFT ที่ใช้ในระบบการชำระเงินระหว่าง Inter-Bank

สำหรับผู้เขียน เชื่อว่าคุณสมบัติที่โดดเด่นของสกุลเงินดิจิทัล เช่น การเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างและทำงานผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ จะช่วยให้ DCEP ของจีนสามารถหมุนเวียนอยู่ในระบบการเงินทั่วโลกได้ไม่ยากนัก เหล่านี้ คือ แนวทางของจีนในการปูทางไปสู่การเป็น Digital global currency ในอนาคต

กฎหมาย Cryptography law
ที่ผ่านมา หากไม่นับโครงการ ของรัฐบาลจีน การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในจีน เช่น Cryptocurrency Trading และ ICO นั้น ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดจากรัฐบาลจีนมาโดยตลอด เนื่องจากจีนมองว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นการสร้างความเสี่ยงทางการเงินอย่างหนึ่งให้กับประเทศ

อย่างไรก็ดี เมื่อ ต.ค. ที่ผ่านมา จีนได้ประกาศแผนพัฒนา Blockchain โดยประธานาธิบดีสีได้กล่าวชัดเจนว่า การพัฒนา Blockchain คือแผนยุทธศาสตร์หลักที่ต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว และ Cryptography law คือ หนึ่งในกฎหมายที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือน ม.ค. 2020  ทั้งนี้ จากการศึกษาข้อมูลที่เปิดเผยโดยรัฐบาลจีน พบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

ประเด็นแรก มุ่งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสในเชิงพาณิชย์ กล่าวคือ กฎหมายฉบับนี้มุ่งส่งเสริมการศึกษาและวิจัย รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ในเชิงวิชาการในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้มีการค้นคว้า วิจัย และทดลอง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีเข้ารหัสและนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ (เช่น สร้างผลิตภัณฑ์หรือการให้บริการในรูปแบบใหม่) ทั้งนี้ การพัฒนาดังกล่าวจะต้องไม่เป็นการละเมิดผลประโยชน์ส่วนบุคคลของผู้ใด และไม่เป็นการสร้างผลิตภันฑ์หรือบริการที่กระทบต่อความมั่นคงของภาครัฐ ดังนั้น ก่อนการขายสินค้าหรือนำเสนอบริการโดยใช้ Cryptography ผู้ประกอบการจะต้องเข้าสู่ระบบตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนด โดยหากนำเสนอสินค้าโดยไม่ผ่านกระบวนการตรวบสอบดังกล่าวจะมีความผิดตามกฎหมายฉบับนี้

ประเด็นที่สอง การให้ความคุ้มครองข้อมูลและการสร้างความปลอดภัยให้กับระบบ
กล่าวคือ เมื่อกฎหมายมุ่งส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับ Cryptography แล้ว กฎหมายยังได้ระบุให้มีการคุ้มครองข้อมูลที่ได้มาจากการพัฒนานั้น ซึ่งได้มีการระบุชัดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปรับใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสจะต้องไม่บังคับให้ผู้พัฒนาระบบเปิดเผยข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหรือข้อมูลที่เป็นความลับทางธุรกิจให้กับตน (เช่น ข้อมูล Source Codes) นอกจากการนี้ กฎหมายยังกำหนดให้การพัฒนา Cryptography ดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ภายใต้กฎหมาย Cybersecurity Law อีกด้วย

ประเด็นที่สาม บทกำหนดโทษในกรณีมีการกระทำโดยมิชอบ เช่น กรณีที่มีการขโมยข้อมูลการเข้ารหัส (Encrypted Information) การ hack ระบบความปลอดภัยของระบบเข้ารหัสของบุคคลอื่น การใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสเพื่อวัตถุประสงค์ในการทำลายความมั่นคงของรัฐ เป็นต้น
ทั้งนี้หากภาครัฐตรวจพบบุคคลที่มีความเสี่ยงในการกระทำความผิดดังกล่าว สามารถสั่งให้บุคคลนั้นกำหนดนโยบายหรือปรับใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันเหตุร้ายอันอาจเกิดขึ้นได้

นโยบายสนับสนุน Blockchain

ธนาคารกลางของจีนได้มีการประกาศเกณฑ์ Certification of FinTech Products (CFP) โดยเป็นการเร่งให้ใบอนุญาตกับผู้ประกอบการ digital payment ที่นำเอาเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการให้บริการ ซึ่งการออกเกณฑ์ใหม่ในครั้งนี้ ถือเป็นการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินเพื่อรองรับสกุลเงินดิจิทัลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งในปัจจุบัน ผู้ที่มายื่นขอรับใบอนุญาตดังกล่าว เช่น ผู้ให้บริการ point-of-sale mobile terminal และผู้พัฒนา Trusted Execution Environment (TEE) หรือ เทคโนโลยีที่จะช่วยในการสร้าง Consortium Blockchain Network ซึ่งจะเป็นโครงข่ายที่สำคัญในการ Verify การทำธุรกรรมทางการเงินบนระบบ Blockchain

       ท้ายที่สุด รัฐบาลจีนไม่ได้สนับสนุนการใช้ Blockchain ในภาคธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่รัฐบาลยังได้จัดให้มีวิดีโอสื่อการสอนจำนวน 25 รายการเพื่อให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับ Blockchain โดยยังรวมไปถึงการให้ข้อมูลเกี่ยวกับคริปโทสกุลต่าง ๆ เช่น Ethereum และ BitCoin อีกด้วย ....

สำหรับผู้เขียน นี่คือตัวอย่างที่น่าเลียนแบบ
ในการส่งเสริมรัฐบาลและประชาชนในยุค
5G อย่างแท้จริง

[บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน]