แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จีน 2020 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จีน 2020 แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ส่องเส้นทางเงินหยวนดิจิทัลจากยุคเหมาเจ๋อตงสู่ยุคสีจิ้นผิง กับ 7 จุดเด่นเงิน DCEP ของจีน

08.05.2020
HIGHLIGHTS
  • 🔺 จีนในยุคสีจิ้นผิง ไม่ยอมรับเงินคริปโตเคอร์เรนซี แบบสำเร็จรูปที่คิดค้นโดยต่างประเทศ แต่ให้ความสนใจและศึกษาเทคโนโลยีบล็อกเชน ตลอดจนเทคโนโลยีทางการเงินอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมาตั้งแต่ปี 2014 จนกระทั่งเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2019 ธนาคารกลางของจีนได้ประกาศจะเริ่มทดลองใช้เงินหยวนในรูปแบบดิจิทัล โดยใช้ชื่อเรียกว่า Digital Currency Electronic Payment (DCEP)
  • 🔺 ก่อนจะทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัล  ภาครัฐได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนจีนแข่งขันกันการพัฒนาฟินเทค เพื่อนำพาจีนมุ่งสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) โดยเฉพาะการชำระเงินผ่านกระเป๋า E-Wallet เพื่อลดการใช้เงินธนบัตร เป็นการส่งเสริมเตรียมความพร้อมเพื่อใช้เงินดิจิทัลในอนาคต 
  • 🔺 เงินหยวนดิจิทัล ไม่ใช่เงินสกุลใหม่ และเปิดกว้างใช้ได้ไม่จำกัดแพลตฟอร์ม ออกโดยธนาคารกลาง สามารถใช้ชำระเงินได้ตามกฎหมาย มีค่าเงินที่แน่นอนและปลอดภัยกว่าคริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ เพราะมีการสำรองหนุนค่าเงินเหมือนเงินหยวน 

    เงินหยวนดิจิทัล (Digital Yuan) เป็นเรื่องใหม่ที่คนไทยให้ความสนใจกันมาก กว่าจะมีวันนี้ วันที่จีนสามารถพัฒนาเงินหยวนดิจิทัลจนสร้างความพลิกผันให้โลกการเงิน จีนต้องผ่านร้อนผ่านหนาวอะไรมาบ้าง บทความนี้จะพาไปศึกษาเส้นทางพัฒนาการของเงินหยวนจีนที่มีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคสมัยของผู้นำจีน ก่อนที่เราจะไปสรุป 7 ประเด็นเด่นของเงินหยวนดิจิทัลที่ควรรู้ ตลอดจนเป้าหมายของจีนในการผลักดันเงินตราดิจิทัลแห่งชาติ 

    จวบจนยุคสีจิ้นผิง เงินหยวนจีนมีพัฒนาการก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จนล่าสุดธนาคารกลางของจีน (People’s Bank of China – PBOC) ได้ประกาศทดลองนำเงินหยวนในรูปแบบของดิจิทัลมาใช้เป็นชาติแรกของโลกเพื่อรองรับวิถีชีวิตในยุคดิจิทัล โดยใช้คำเรียกเงินหยวนดิจิทัลนี้ว่า Digital Currency Electronic Payment (DCEP)

    โมเดลจีน: เน้นการทดลองแบบค่อยเป็นค่อยไป 
    บทความนี้ได้จัดทำตารางสรุปไทม์ไลน์พัฒนาการของเงินหยวนจีน (RMB) สู่เงินหยวนดิจิทัลตั้งแต่ปี 1948-2020 เพื่อชวนให้ย้อนไปศึกษาวิเคราะห์เส้นทางเงินหยวนจีน นับจากครั้งแรกในเดือนธันวาคม ปี 1948 ที่มีการนำสกุลเงินของจีนในชื่อทางการว่า เหรินหมินปี้ (Renminbi – RMB) มาใช้ครั้งแรก โดยที่คนทั่วไปเรียกว่าเงินหยวนจีน ซึ่งจากวันนั้นมาจนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 70 ปี เงินหยวนของจีนมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคสมัย 

    ตั้งแต่ยุคเหมาเจ๋อตง ช่วงปี 1949-1976 ที่เน้นระบบคอมมิวนิสต์เต็มรูปแบบ มาถึงยุคเติ้งเสี่ยวผิงที่เน้นการปฏิรูปเศรษฐกิจที่เริ่มตั้งแต่ปลายปี 1978 จากนั้นได้ใช้ระบบเงินสองสกุลในช่วงปี 1980-1994 จีนผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการลองผิดลองถูก ผ่านการเปลี่ยนแปลงต่างๆ จนมาถึงปี 1994 ก็ปรับเหลือเงินสกุลเดียวภายใต้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ และต่อมาในปี 2005 ก็ได้ปรับเปลี่ยนเป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบจัดการ จวบจนถึงยุคสีจิ้นผิงที่ขึ้นมากุมบังเหียนจีนตั้งแต่ปี 2013 และผลักดันให้เงินหยวนได้รับการยอมรับใน IMF เมื่อปี 2016 ให้เป็น 1 ใน 5 สกุลเงินที่นำมาคำนวณในตะกร้าเงิน Special Drawing Rights (SDRs) ร่วมกับอีก 4 สกุลเงิน ได้แก่ เงินดอลลาร์สหรัฐ เงินยูโร เงินปอนด์ และเงินเยน ที่สำคัญในยุคสีจิ้นผิงได้เน้นพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดเพื่อนำพาประเทศจีนมุ่งสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มที่ และมีการทดลองนำเงินหยวนในรูปแบบของ Digital Currency มาใช้เป็นประเทศแรกของโลกด้วย 

    จะเห็นได้ว่านี่คือลักษณะเด่นของโมเดลจีน คือเน้นการทดลองทำแบบค่อยเป็นค่อยไป (Gradualsim) เน้นทำทีละขั้นตอน จีนเน้นปฏิรูปแบบเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ผลีผลาม หากทดลองทำแล้วได้ผลจึงค่อยขยายผล ถ้าไม่สำเร็จก็จะหยุดทบทวนถอดบทเรียน ก่อนจะปรับแก้ไขเพื่อเดินหน้าต่อ โมเดลจีนจะ ‘เน้นรักษาเสถียรภาพ’ ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป จึงเปรียบเสมือน ‘การคลำหินข้ามห้วย’ จีนจะไม่กระโดดข้ามแม่น้ำทันที แต่จะค่อยๆ ทำ ถ้าไม่ได้ผลก็หยุดทบทวนแล้วค่อยไปต่อ

    จีนในยุคสีจิ้นผิงก็เช่นกัน ก่อนจะทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัล ภาครัฐได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนจีนแข่งขันกันการพัฒนาฟินเทคเพื่อนำพาจีนมุ่งสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) โดยเฉพาะการชำระเงินผ่านกระเป๋า E-Wallet เพื่อลดการใช้เงินธนบัตร เป็นการส่งเสริมและเตรียมความพร้อมเพื่อใช้เงินดิจิทัลในอนาคต ซึ่งในขณะนี้จีนมีผู้ใช้ระบบการเงินผ่านมือถือกว่า 621 ล้านบัญชี โดยมีสัดส่วนกว่า 90% ชำระผ่านระบบบุคคลที่ 3 เช่น Alipay หรือ WeChat Pay

    จุดเริ่มต้นเงินหยวนดิจิทัล (DCEP) 
    แม้ทางการจีนในยุคสีจิ้นผิงจะไม่ยอมรับเงินคริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) แบบสำเร็จรูปที่คิดค้นโดยต่างประเทศ แต่จีนได้ให้ความสนใจและศึกษาเทคโนโลยีบล็อกเชน ตลอดจนเทคโนโลยีทางการเงินอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมาตั้งแต่ปี 2014 จนกระทั่งเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2019 ธนาคารกลางของจีน (PBOC) ได้ประกาศจะเริ่มทดลองใช้เงินหยวนในรูปแบบดิจิทัล โดยใช้ชื่อเรียกว่า Digital Currency Electronic Payment (DCEP) 

    และล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2020 ธนาคารกลางจีนได้ประกาศจะ ‘ทดสอบ’ การใช้เงินหยวนดิจิทัลใน 4 เมืองสำคัญของจีน ได้แก่ ซูโจว เซินเจิ้น สงอัน และเฉิงตู โดยการทดลองจ่ายเงินเดือนบางส่วน/เบี้ยเลี้ยงแก่เจ้าหน้าที่รัฐของจีนด้วยเงินหยวนดิจิทัลผ่าน 4 ธนาคารใหญ่ของจีน ได้แก่ Agricultural Bank of China, Industrial and Commercial Bank of China, Bank of China และ China Construction Bank และได้ขอความร่วมมือทดลองนำเงินหยวนดิจิทัลไปใช้ในร้านค้าขนาดใหญ่ต่างๆ เช่น McDonald’s, Subway และ Starbucks  

    7 ประเด็นเด่นเงินหยวนดิจิทัล  
    เงินหยวนในรูปดิจิทัลของจีน หรือ DCEP มีลักษณะเด่นที่แตกต่างจากการชำระเงินผ่านระบบ E-Wallet รวมทั้งแตกต่างจากเงินคริปโตเคอร์เรนซีอย่างน้อย 7 เรื่อง สรุปได้ดังนี้

    ข้อแรก เงินหยวนดิจิทัลไม่ใช่คริปโตเคอร์เรนซี แต่เป็นเงินที่ออกโดยธนาคารกลางของประเทศ จึงมีความแตกต่างจากคริปโตเคอร์เรนซีทั่วไป และมีค่าเงินที่แน่นอน มีความปลอดภัยกว่า เพราะมีสำรองหนุนค่าเงินเหมือนเงินหยวน RMB ทั่วไป โดยผูกอิงค่า 1:1 ถือเป็น Stable Currency จะไม่เอื้อให้เกิดเงินเฟ้อ 

    ข้อสอง เงินหยวนดิจิทัลไม่ใช่เงินสกุลใหม่ และเปิดกว้างใช้ได้ไม่จำกัดแพลตฟอร์ม สามารถใช้ชำระเงินได้ตามกฎหมาย การใช้เงินหยวนดิจิทัลก็เปรียบเหมือนการใช้ธนบัตรหรือเงินสดที่เราถือในมือ ร้านค้าจะปฏิเสธการยอมรับไม่ได้ เพราะเป็นเงินที่รับรองโดยธนาคารกลางของประเทศ ไม่มีปัญหาดังเช่นระบบ E-Wallet ของเอกชนที่ใช้แพลตฟอร์มเฉพาะของตัวเอง เช่น Alipay ข้ามไปใช้ WeChat Pay ไม่ได้  

    ข้อสาม เงินหยวนดิจิทัลช่วยขจัดจุดอ่อนของการใช้เงินกระดาษ โดยสามารถชำระผ่านมือถือที่มีกระเป๋าดิจิทัล (Digital Wallet) ได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องผูกบัญชีหรือมีเล่มสมุดบัญชีธนาคาร และไม่จำเป็นต้องสัมผัสตัวเงินแบบเงินกระดาษ ใช้สะดวก ช่วยขจัดจุดอ่อนของการใช้เงินกระดาษที่อาจจะสกปรกหรือติดเชื้อโรค และลดต้นทุนการผลิตพิมพ์เงินกระดาษ การเก็บรักษาเงินกระดาษ ไปจนถึงกระบวนการทำลายเงินกระดาษที่เก่าหรือหมดสภาพ 

    ข้อสี่ เงินหยวนดิจิทัลสามารถใช้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีอินเทอร์เน็ต นั่นคือการชำระออฟไลน์ได้ การใช้จ่ายโอนเงินสามารถกระทำผ่านระบบเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลแบบไร้สายด้วยคลื่นความถี่ในระยะใกล้ หรือระบบ Near Field Communication (NFC) ที่มีในสมาร์ทโฟน เพียงแค่นำมือถือ 2 เครื่องที่มีกระเป๋าดิจิทัลมาชนกันเพื่อโอนเงินได้เลย  

    ข้อห้า การใช้เงินหยวนดิจิทัลไม่จำเป็นต้องเปิดเผยชื่อผู้ใช้ (Ordinary transactions are anonymous) จึงรักษาความลับทางการค้าได้ การทำธุรกรรมเสมือนการใช้จ่ายแบบเงินสดแบบปกติแตกต่างกับ E-Wallet ที่เจ้าของเงินต้องผูกกระเป๋าเงินกับบัตรธนาคารหรือบัตรเครดิต การใช้จ่ายทำผ่านระบบ QR Code และข้อมูลการใช้จ่ายจะถูกเก็บอยู่ในอีโคซิสเต็มของบริษัทผู้พัฒนา E-Wallet นั้นๆ ทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงพฤติกรรมการใช้เงินหรือความเป็นส่วนตัวของข้อมูลของผู้ถือ E-Wallet 

    ข้อหก ธนาคารกลางจีนคือผู้คุมระบบและมีอำนาจในการเข้าถึงข้อมูล จึงสามารถเก็บข้อมูลธุรกรรมการใช้เงินหยวนดิจิทัลในระบบฐานข้อมูลบิ๊กดาต้า และสามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ ในแง่นี้จะช่วยป้องกันการทำธุรกรรมการเงินที่ผิดกฎหมาย เช่น การฟอกเงิน การโอนเงินเพื่อการก่อการร้าย การเลี่ยงภาษี ตลอดจนการคอร์รัปชันต่างๆ เพราะเส้นทางการเงินใดๆ ที่ผิดกฎหมายจะถูกตรวจสอบได้ และอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลจะอยู่ที่ผู้คุมระบบคือธนาคารกลางจีน 

    ทั้งนี้ถ้าเป็นธุรกรรมปกติ ธนาคารกลางจีนก็จะช่วยปกปิดความลับให้ แต่ถ้าเป็นธุรกรรมผิดกฎหมายก็จะถูกนำข้อมูลไปใช้ดำเนินคดีตามกฎหมายได้

    ข้อเจ็ด มุ่งสร้างความเป็นสากลให้สกุลเงินของจีน ประเด็นเหตุผลเบื้องหลังของจีนในการผลักดันเงินสกุลหยวนดิจิทัลก็เพื่อให้สกุลเงินของจีนได้รับการยอมรับในระดับสากลมาdขึ้น (Internationalization of RMB) จึงเป็นเสมือนเส้นทางลัดให้เงินหยวนจีนสามารถผงาดเป็นสกุลหลักของโลกเทียบเท่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่ครองโลกมาตั้งแต่ปี 1945 

    โดยเฉพาะในยุคเทคโนโลยีพลิกผัน (Digital Disruption) พลังของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลเป็นตัวเร่งสำคัญ โดยเฉพาะพลเมืองเน็ตในจีนกว่า 900 ล้านคนจะเป็นแต้มต่อของจีนที่จะทำให้เงิน DCEP เป็นเงินสกุลดิจิทัลรายแรกของโลกที่จะถูกใช้แพร่หลายมากที่สุดในโลกได้อย่างรวดเร็ว และจีนได้เตรียมการในเรื่องนี้ผ่านการผลักดันยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหม Belt and Road Initiative (BRI) เน้นส่งออก ‘แพลตฟอร์มจีน’ ไปทั่วโลกผ่านระบบการค้าออนไลน์ เพื่อเป็นฐานยิงลูกต่อในการเป็นตัวเร่งให้เกิดการใช้เงินหยวนดิจิทัลอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก

    ตัวอย่างผู้บริโภคในรัสเซียนิยมช้อปปิ้งสินค้าออนไลน์ผ่าน AliExpress ของ Alibaba รวมทั้งในบราซิล และประเทศไทยเองที่นิยมช้อปปิ้งผ่าน Lazada หรือ Shopee โดยมีบริษัทเทคคอมจีนอย่าง Alibaba หรือ Tencent อยู่เบื้องหลัง เป็นต้น ดังนั้นการเปิดระบบชำระเงินในระบบดิจิทัลมากขึ้นทั้งผ่าน Alipay และ WeChat Pay ในบรรดาผู้บริโภคในประเทศขนาดใหญ่เหล่านี้ก็คือเป้าหมายของจีนที่จะเตรียมเป็นฐานยิงลูกต่อ เพื่อทำให้ทั่วโลกหันมาใช้ DCEP สกุลเงินดิจิทัลสัญชาติจีนอย่างแพร่หลายมากขึ้นนั่นเอง

    ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าจีนคิดใหญ่ มองไกล จีนมีการเตรียมการล่วงหน้าอย่างดี และทุ่มเทใฝ่เรียนรู้เทคโนโลยีบล็อกเชนและเทคโนโลยีทางการเงินต่างๆ อย่างจริงจัง จีนนำมาตรการต่างๆ มาดึงดูดและจูงใจนักเทคโนโลยีมาจากทั่วโลก เพื่อเตรียมการให้พร้อมก่อนจะพลิกผันให้โลกสะเทือนด้วยเงินหยวนดิจิทัล
    อย่างไรก็ดี ยังคงมีข้อกังวลในหลายประเด็นเกี่ยวกับการใช้เงินหยวนดิจิทัล โดยเฉพาะในเรื่องความลับของข้อมูลที่จีนใช้คำว่า ‘Controllable Anonymity’ แม้จะไม่จำเป็นต้องเปิดเผยชื่อผู้ใช้ แต่เนื่องจากธนาคารกลางของจีนจะสามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้และเก็บพฤติกรรมการใช้เงินหยวนดิจิทัลทั้งหมดได้ ทำให้เกิดข้อกังวลใจและถูกตั้งคำถามในประเด็นความเป็นส่วนตัวของข้อมูลดังกล่าว   

    เงินหยวนดิจิทัลกับอนาคตการค้าไทย-จีน

    ในประเด็นเงินหยวนดิจิทัลกับอนาคตการค้าไทย-จีน เนื่องด้วยการผลักดันอย่างจริงจังของธนาคารกลางจีน สะท้อนว่าเงินหยวนดิจิทัลน่าจะถูกนำไปใช้ในประเทศต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าหลักของจีน รวมทั้งไทย ดังนั้นการค้าไทย-จีนน่าจะมีการทำธุรกรรมในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น อย่างไรก็ดี หากมีการทำธุรกรรมด้วยเงินหยวนดิจิทัลมากขึ้นก็ยากจะที่เลี่ยงไม่ให้ทางการจีนและทางการไทยรู้ข้อมูลความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเส้นทางการเงินในรูปของดิจิทัล เพราะทุกอย่างจะกระทำผ่านระบบฐานข้อมูล บันทึกข้อมูลและติดตามได้ชัดเจน รวมทั้งมีความโปร่งใส และในประเด็นการค้าด้วยสกุลหยวนดิจิทัลจะทำให้เกิดความได้เปรียบทางการค้าหรือไม่ จำเป็นต้องศึกษาทิศทางของค่าเงินหรืออัตราแลกเปลี่ยนระหว่างไทยและจีน หลังจากที่มีการทำธุรกรรมผ่านระบบดิจิทัลมากขึ้นแล้ว อัตราแลกเปลี่ยนจะเป็นอย่างไร ซึ่งในประเด็นนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ต้องติดตามกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดต่อไป

    ทั้งหมดนี้คือแนวโน้มในอนาคตที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล ไม่ใช่แค่จีนเท่านั้น หากแต่ธนาคารกลางในประเทศต่างๆ ก็เริ่มสนใจศึกษาและผลักดันให้มีการใช้เงิน Digital Currency มากขึ้น เช่น ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ และธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็มีโครงการอินทนนท์ เพื่อเตรียมศึกษาเกี่ยวกับ Digital Currency เช่นกัน ทั้งหมดนี้จึงเป็นภาวะปกติใหม่ด้านระบบการเงินของโลกที่จะต้องจับตาและศึกษาข้อมูลให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อไป

  • ขยายภาพให้อ่านง่ายขึ้น






    https://thestandard.co/digital-yuan/


วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

จับตาศึกใหม่ 'สหรัฐ-จีน' ชิงผู้นำ 'เงินดิจิทัล'


จับตาศึกใหม่ 'สหรัฐ-จีน' ชิงผู้นำ 'เงินดิจิทัล'

4 พฤษภาคม 2563 | โดย [บทบรรณาธิการ]


หลังเฟซบุ๊คเปิดลิบราเวอร์ชั่น 2.0 ได้ไม่นาน ที่ในช่วงแรกจะเปิด 4 สกุลเงินหลัก คือ ลิบราดอลลาร์สหรัฐ ยูโร ปอนด์ ดอลลาร์สิงคโปร์  ด้านสื่อท้องถิ่นจีนก็มีข่าวการทดสอบใช้ดิจิทัลหยวนในทันที จึงเป็นที่น่าจับตามองว่าอนาคตใครจะเป็นผู้นำศึกเงินดิจิทัลนี้
       ทันทีที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ หรือ “โควิด-19” มีแนวโน้มผ่อนคลายลง หลังบริษัทยาในสหรัฐค้นพบว่า ยาต้านไวรัสที่ชื่อ remdesivir ใช้รักษาโรคโควิด-19 ได้ในระดับที่น่าพึงพอใจ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ก็ออกมาข่มขู่ “จีน” ทันทีว่าจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้ารอบใหม่ พร้อมกับกล่าวหาว่าจีน คือ ต้นตอการแพร่ระบาดของไวรัสชนิดนี้ ทำให้บรรยากาศการห้ำหั่นระหว่าง “จีน” กับ “สหรัฐ” กลับมาเป็นประเด็นอีกรอบ
อีกหนึ่ง “สนามรบ” ที่ควรต้องจับตา ซึ่งเราเชื่อว่าทั้ง “จีน” และ “สหรัฐ” จะแข่งกันช่วงชิงความเป็น “ผู้นำ” ในสนามนี้ คือ “ตลาดเงินดิจิทัล” ...ตลาดเงินดิจิทัลในที่นี้ไม่ได้หมายถึง เงินดิจิทัลที่ต้องอาศัยการเข้ารหัส หรือ “cryptocurrency” เช่น บิทคอยน์
แต่เป็นเงินดิจิทัลที่มีสินทรัพย์จริงหนุนหลัง หรือที่เรียกว่า “stable coin” โดยคำว่า stable coin เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น เมื่อครั้งที่ “เฟซบุ๊ค” เปิดตัว “ลิบรา” ในปีที่ผ่านมา แต่สุดท้ายลิบราก็ถูกเบรกไป เพราะธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กังวลว่า ลิบรา จะส่งผลต่อเสถียรภาพการเงินโลก
อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 16 เม.ย.ที่ผ่านมา “เฟซบุ๊ค” ได้เปิดตัวลิบราอีกรอบ เป็นลิบราใน “เวอร์ชั่น 2.0” ซึ่งเวอร์ชั่นนี้จะไม่ใช่ “ลิบรา” สกุลเดียวแล้วใช้กันทั่วโลกเหมือนในเวอร์ชั่นแรก แต่จะเป็นลิบราที่ “ธนาคารกลาง” ทุกแห่งทั่วโลกสามารถสร้างเงินดิจิทัลของตัวเองขึ้นมาได้ โดยช่วงแรกจะเปิดใน 4 สกุลเงินหลักก่อน คือ ลิบราดอลลาร์สหรัฐ ลิบรายูโร ลิบราปอนด์ และลิบราดอลลาร์สิงคโปร์ เพียงแต่การจะออกสกุลเงินเหล่านี้ได้ ต้องมีสินทรัพย์จริงหนุนหลัง เช่น ถ้าจะออก “ลิบราดอลลาร์สหรัฐ” ขึ้นมา 1 พันล้านเหรียญ ก็ต้องมีเงินดอลลาร์จริงมาฝากไว้ 1 พันล้านเหรียญเช่นกัน
หลัง “เฟซบุ๊ค” เปิดเผยไวเปเปอร์ของลิบราเวอร์ชั่น 2.0 ได้ไม่นาน สื่อท้องถิ่นจีนก็รายงานข่าวการทดสอบใช้ “ดิจิทัลหยวน” ในทันที ซึ่งเป็นการทดสอบโดยธนาคารกลางจีน (PBOC) ตามรายงานระบุว่า PBOC เริ่มทดสอบการใช้เงินดิจิทัลหยวนใน 4 เมืองหลัก คือ เซิ่นเจิ้น, ซูโจว, เฉินตู และ สงอัน โดยมีร้านค้าชั้นนำกว่า 19 แห่ง เข้าร่วมทดสอบด้วย ในจำนวนนี้มีบริษัทเอกชนจากสหรัฐ เช่น แมคโดนัลด์ สตาร์บัค และซับเวย์ เข้าร่วมทดสอบด้วย ซึ่งการทดสอบทางการจีนจะโอนเงินเดือนของข้าราชการที่อยู่ใน 4 เมืองนี้ เป็นสกุลเงินดิจิทัลหยวนครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งเป็นเงินหยวนปกติ
ข่าวการทดสอบ “ดิจิทัลหยวน” ของจีน รวมทั้งการเปิดตัว “ลิบรา 2.0” ของเฟซบุ๊คจากสหรัฐ ถือเป็นเรื่องที่ต้องติดตามใกล้ชิด ยิ่งวิกฤติโควิดนับเป็นโอกาสของตลาดเงินดิจิทัล เนื่องจากผู้คนจะกังวลกับการหยิบจับธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ อีกทั้งเงินดิจิทัลยังช่วยให้ “ตัวคูณ” ในระบบเศรษฐกิจหมุนได้มากขึ้น ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นด้วย
ในฝั่งของดิจิทัลหยวนชัดเจนว่า “รัฐบาลจีน” ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ พร้อมตั้งเป้าหมายขึ้นเป็นผู้นำในตลาดดังกล่าวด้วย ส่วนฝั่งของ “ลิบรา” ยังต้องดูท่าทีเพิ่มเติมจากรัฐบาลสหรัฐ แต่หาก “สหรัฐ” ต้องการช่วงชิงความเป็นผู้นำในตลาดนี้ ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงการสนับสนุน “เฟซบุ๊ค” ในการผลักดันโครงการลิบราเพื่อต่อกรกับดิจิทัลหยวน ...เราเชื่อว่านับจากนี้ไปตลาดเงินดิจิทัลจะมีแต่ความคึกคัก

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2563

ธนาคารแห่งประเทศจีนยืนยัน!! “หยวนดิจิตอล” จะยังใช้งานได้ แม้ไม่มีอินเตอร์เน็ต




ธนาคารแห่งประเทศจีนยืนยัน!! “หยวนดิจิตอล” จะยังใช้งานได้ แม้ไม่มีอินเตอร์เน็ต
  • Radius
  •  เมษายน 20, 2020

  • ธนาคารแห่งประเทศจีน (Bank of China) ยืนยันว่าการทดสอบสกุลเงินดิจิทัล ทำให้ชาวจีนตื่นเต้นกันมาก โดยธนาคารได้เปิดเผยถึงวิธีการทำงานออกมาอย่างเป็นทางการ

    ตัวแทนธนาคารยืนยันใน China Central Television เมื่อวันที่ 19 เมษายนว่า สกุลเงินดิจิทัลใหม่ (หรือที่เรียกว่า DC / EP หรือ “Digital Currency / Electronic Payment”) ได้ทำการทดสอบนำร่องในเมืองเซินเจิ้น ซูโจว สงอัน เฉิงตู
    อย่างไรก็ตามนักวิจัยได้ย้ำว่า การทดสอบในปัจจุบันไม่ได้หมายความว่าหยวนดิจิตอลจะเปิดให้ใช้งานแก่สาธารณะ 
    “การทดสอบในปัจจุบันของ หยวนดิจิตอล จะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ของสถาบัน และจะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบการออกเงินหยวนและการไหลเวียนของเงินหยวน รวมทั้งตลาดการเงินและเศรษฐกิจสังคมนอกการทดสอบ”
    เพื่อให้มั่นใจว่าสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางจะไม่ได้ถูกขายออกไปเกินกำหนด สถาบันการเงินจะจ่ายเงินสำรอง 100% ให้กับธนาคารกลาง  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเมื่อเหรียญดิจิตอลถูกเปิดใช้งาน ธนาคารประชาชนของจีนจะแลกเปลี่ยนเงินหยวนดิจิทัลให้แก่ธนาคารหรือหน่วยงานอื่น ๆ ก่อน และหน่วยงานเหล่านี้จะเป็นผู้กระจายสกุลเงินดิจิทัลให้แก่สาธารณะ

    การออกแบบทางเทคนิคและคุณสมบัติหลัก ๆ

    ธนาคารดำเนินการออกแบบ top layer เสร็จสมบูรณ์แล้ว พร้อมด้วยสกุลเงินดิจิทัลที่ใช้สถาปัตยกรรม two-layer และระบบการจัดส่งสองชั้น
    หากฟังก์ชั่นการชำระเงินของธนาคารออนไลน์และแพลตฟอร์มการชำระเงินหยุดทำงาน เนื่องจากสัญญาณเครือข่ายไม่ดี , เทคโนโลยี dual offline ของ DC / EP จะทำให้แน่ใจว่าเงินหยวนดิจิทัลจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนกับเงินกระดาษหยวน 
    ในกรณีที่ไม่มีสัญญาณของเครือข่าย แต่ตราบใดที่มีโทรศัพท์มือถือสองเครื่องที่มีกระเป๋าเงินดิจิตอล DC / EP แค่นำมาแตะกัน ฟังก์ชั่นการโอนหรือการชำระเงินก็ยังทำงานได้
    ตามที่ธนาคารระบุ หยวนดิจิตอลไม่ได้เชื่อมโยงกับบัญชีธนาคารใด ๆ พวกเขาอ้างว่ามันเป็นอิสระจากการควบคุมของระบบธนาคารแบบดั้งเดิม 
    ธนาคารยังบอกด้วยว่าเมื่อเทียบกับ Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลใหม่นี้จะมีความเสถียรโดยธรรมชาติมากกว่า