แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฎหมาย Cryptography law แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฎหมาย Cryptography law แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

พรรคคอมมิวนิสต์ในจีนประกาศเพิ่ม Cryptocurrency เข้าไปในระบบการศึกษาแล้ว

พรรคคอมมิวนิสต์ในจีนประกาศเพิ่ม Cryptocurrency เข้าไปในระบบการศึกษาแล้วพฤษภาคม 20, 2020

สถาบันการเรียนการสอนระดับสูงในจีนที่ทำหน้าที่ผลิตบุคลากรสำหรับพรรคคอมมิวนิสต์นั้นได้ออกมาประกาศเปิดตัวหนังสือเรียนเล่มใหม่ด้าน cryptocurrency แล้ว
โดยอ้างอิงจากรายงานของสื่อท้องถิ่นในจีนฉบับหนึ่งของเมื่อวานนี้ เผยว่าโรงเรียน Party School of the Central Committee of the Communist Party of China หรือในชื่อย่อยว่า Central Party School นั้นได้ออกมาประกาศตีพิมพ์หนังสือเรียนที่เกี่ยวข้องกับคริปโต โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งนั้นมีเกี่ยวกับเรื่องของ AI และ Blockchain อีกด้วย
ภาพตัวอย่างหนังสือ
เป้าหมายหลัก ๆ ของหนังสือดังกล่าวนั้นก็เพื่อที่จะเป็นแหล่งการเรียนรู้ให้กับบุคลากรในพรรค และผู้คนทั่วไปสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับเทรนด์ใหม่ดังกล่าวนี้ได้ โดยผู้บริหารธนาคารกลาง, ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ และผู้ออกกฎหมายนั้นก็ยังได้รับการเชิญให้เขียนปฐมบทในหนังสือด้านคริปโตดังกล่าวอีกด้วย

จากจุดเริ่มต้นของเงินไปสู่ bitcoin

หนังสือดังกล่าวนั้นเริ่มต้นขึ้นด้วยเรื่องประวัติศาสตร์และจุดเริ่มต้นของสกุลเงิน หลังจากนั้นก็ได้พูดถึงมุมมองของระบบการเงินในปัจจุบัน และข้อเสียของมัน ก่อนที่จะเข้าสู่จุดกำเนิดของการสร้างเหรียญคริปโตอย่างเช่น bitcoin ขึ้นมา
นอกจากนี้หนังสือดังกล่าวยังได้มีการพูดถึงจุดเด่นหลัก ๆ ของสกุลเงินดิจิทัลและอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับเว็บเทรดคริปโตและ ICO อีกด้วย รวมถึงพูดถึงเรื่องปัญหาด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเหรียญคริปโตเหล่านี้

CBDC และเหรียญ cryptocurrency อื่น ๆ

บทหนึ่งในหนังสือนั้นยังได้มีการพูดถึงสกุลเงินดิจิทัลที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยธนาคารกลางหรือ CBDC ที่เป็นการอธิบายเรื่องกลยุทธ์ที่อยู่เบื้องหลังดิจิตอลหยวน รวมถึงผลกระทบที่มันอาจจะนำมาสู่ระบบการจ่ายเงินในปัจจุบันได้
นอกจากนี้มันยังได้มีการอธิบายเกี่ยวกับเหรียญคริปโตของประเทศต่าง ๆ, Libra ของ Facebook และเหรียญ stablecoin อีกด้วย
ที่น่าสนใจคือ หนังสือเล่มนั้นได้มีการเตือนถึงความเสี่ยงของเหรียญ Libra ที่ผงาดขึ้นมาท้าชนสกุลเงินของรัฐบาลต่าง ๆ ทั่วโลก อีกทั้งยังมีระบบรากฐานด้านการเงินที่ไม่สมบูรณ์แบบ โดยหนังสือนั้นได้เสนอแนวทางโต้กลับเหรียญ Libra ไปอีกด้วย

https://siamblockchain.com/2020/05/20/chinese-communist-party-adds-crypto-to-curriculum/

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

DCEP เป็นเงินดิจิตอลที่ถูกกฎหมายสกุลเดียวของจีน




DCEP เป็นเงินดิจิตอลที่ถูกกฎหมายสกุลเดียวของจีน



เหรียญดิจิตอลหยวนของจีนนั้นใกล้จะเปิดตัวออกมาแล้ว สังคมต่างรอคอยว่ามันจะออกมาเป็นลักษณะเช่นไร ด้านอดีตผู้ว่าการธนาคาร People’s Bank of China ก็ได้ออกมาชี้ว่ามันอาจเข้ามาแทนที่เงินสดได้ หากมันมีประสิทธิภาพมากพอและผู้คนยอมรับ

DCEP คืออะไร

Digital Currency DCEP (Digital Currency Electronic Payment, DC / EP) เป็นสกุลเงินดิจิตอลของประเทศจีนที่สร้างด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชนและคริปโตกราฟฟิคซึ่งเหรียญ DCEP นี้อาจเป็นสกุลเงินดิจิตอลของธนาคารกลางเหรียญแรกของโลกเลยก็ว่าได้ จุดประสงค์ของการสร้างเงินหยวนดิจิตอลนี้ก็เพื่อผลักดันให้เงินหยวนมีการไหลเวียนในระบบคล่องมากขึ้น รวมถึงให้นานาประเทศสามารถเข้าถึงเงินหยวนได้และทำให้เงินหยวนเป็นที่นิยมเทียบเท่ากับเงินดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ประเทศจีนยังเป็นประเทศที่ผลักดันเทคโนโลยีบล็อกเชนโดยมีจุดประสงค์เพื่อแข่งขันกับเหรียญลิบร้าของเฟสบุ๊คที่ทางซีอีโอนายมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กตั้งใจจะให้มันกลายมาเป็นนวัตกรรมฟินเท็คขั้นต่อไป ทางการจีนก็มองว่าเหรียญลิบร้านี้เป็นภัยคุกคามต่ออำนาจอธิปไตยของจีนจึงได้ตั้งใจสร้างและออกเหรียญ DCEP โดยเหรียญจะไม่ถูกลิสต์บนเว็บเทรดคริปโตและไม่ได้เอามาไว้ใช้เก็งกำไรแต่อย่างใด


DCEP เป็นเงินดิจิตอลที่ถูกกฎหมายสกุลเดียวของจีน

เงินหยวนดิจิตอลหรือ DCEP นั้นจะเป็นสกุลเงินที่สร้างและบังคับใช้โดยรัฐบาลจีนและไม่ใช่เหรียญ stablecoin ที่สร้างจากบุคคลที่สามอย่าง Tether โดยเงินหยวนดิจิตอลนี้จะมีเงินหยวนจริงๆ เป็นแบ็คอัพแบบ 1:1 ซึ่ง  DCEP เป็นสกุลเงินดิจิตอลที่ถูกกฎหมายเพียงหนึ่งเดียวในจีน

นาย Huang Qifan ประธานศูนย์การแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศของจีนได้กล่าวว่าพวกเขาทำการสร้างและพัฒนาเหรียญ DCEP มาเป็นเวลา 5-6 ปีจึงมั่นใจที่จะนำมาใช้ในระบบการเงินของประเทศซึ่งใกล้จะเปิดตัวเร็วๆ นี้แล้ว


ทำไมจีนถึงสร้างสกุลเงินดิจิตอล?

รายงานจากสื่อของประเทศเผยว่า DCEP จะช่วยลดความเสี่ยงด้านการปลอมแปลง, การฟอกเงินและการจัดหาเงินทุนที่ผิดกฎหมาย เพราะหน่วยงานกำกับดูแลสามารถตรวจสอบการทำธุรกรรมสกุลเงินดิจิตอลได้ นอกจากนี้การใช้เงินหยวนดิจิตอลยังสามารถลดค่าใช้จ่ายในการรีไซเคิลธนบัตรและเหรียญกษาปณ์

นอกจากนี้เหรียญ DCEP ก็จะถูกนำมาใช้กับการค้าระหว่างประเทศด้วย โดยก่อนหน้าที่จะใช้ระบบ CIPS นั้นประเทศจีนได้ใช้ระบบ CHIPS (Clearing House Interbank Payments System) หรือ SWIFT (Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication)ในการชำระเงินระหว่างประเทศมาก่อน ซึ่งทั้งระบบ CHIP และ SWIFT นั้นมีข้อเสีย อย่างแรกเลยคือ CHIPS เป็นบริษัทของสหรัฐฯ ส่วน SWIFT นั้นก็ค่อนข้างที่จะเป็นที่ใช้งานกันแพร่หลายระหว่างธนาคารนานาประเทศ ซึ่งใครก็ตามที่เป็นผู้ควบคุมระบบ SWIFT จะสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการชำระเงินระหว่างประเทศได้เกือบทั้งหมด 

https://m.youtube.com/watch?v=wWoN8Nx2u44&feature=youtu.b














วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2563

การทดสอบแพลตฟอร์มการค้าข้ามพรมแดนผ่าน Blockchain ในจีนประสบความสำเร็จ..ลดเวลาเหลือเพียง 10 นาที


การทดสอบแพลตฟอร์มการค้าข้ามพรมแดนผ่าน Blockchain ในจีนประสบความสำเร็จ..ลดเวลาเหลือเพียง 10 นาที
เมื่อเร็ว ๆ นี้แพลตฟอร์มทดสอบสำหรับทำการค้าข้ามพรมแดนผ่าน blockchain ได้เริ่มดำเนินการทดสอบแล้วในเมือชิงเต่าของจีน  โดยบริษัทที่เกี่ยวข้องได้ทำการซื้อขายกับพันธมิตรในอเมริกาเหนือและเอเชียใต้เป็นครั้งแรก
ตามรายงานของ Sina หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเมื่อวันที่ 22 เมษายน ระบุว่าบริษัท ต่าง ๆ ได้ชื่นชมโครงการนำร่องนี้และอ้างว่าธนาคารของเมืองจะยังคงปรับปรุงการให้บริการต่อไป

การค้ากับประเทศอื่น ๆ ผ่าน blockchain

มีธุรกิจประมาณ 37 แห่งในเมืองชิงเต่า ที่ได้เริ่มทำธุรกิจกับผู้ประกอบการจากต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มบล็อกเชน ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา เม็กซิโก อินเดียและอีกหลายประเทศ
Sina รายงานว่าแพลตฟอร์มนำร่องมีการจัดการเพื่อตรวจสอบข้อมูลเครดิตขององค์กร ตรวจสอบสินเชื่อเพื่อการส่งออกและการเงิน และจัดการแบบฟอร์มการยื่นภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งโดยรวมแล้วสามารถช่วยให้การทำธุรกรรมหลายล้านดอลลาร์เสร็จสิ้นได้ในเวลาไม่ถึง 10 นาที
การลดลงของระยะเวลามีความสำคัญมาก เนื่องจากระบบเดิมในกระบวนการการค้าประเภทนี้ต้องใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมง และบริษัทจะต้องไปที่สำนักงานศุลกากรเพื่อดำเนินการให้เสร็จสิ้น

บริษัทต่าง ๆ ชื่นชมโครงการนำร่อง

Borec Brake System Co. , Ltd. ซึ่งเป็นบริษัท ผู้ผลิตเบรกรถยนต์ที่มีฐานอยู่ในเมืองชิงเต่า ได้มีส่วนร่วมในโครงการนำร่องและได้แสดงความคิดเห็นว่า:
“เราไม่ได้คาดหวังว่าการปล่อยสินเชื่อเพื่อการค้าจะเร็วมากาดนี้ และการดำเนินการนั้นก็สะดวกมาก ๆ ต้องขอบคุณแพลตฟอร์มบริการทางการเงินผ่านบล็อกเชนทที่ช่วยทำให้ปัญหาของบริษัทเราได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว”
เจ้าหน้าที่ของเมืองบอกกับ Sina ว่าพวกเขาจะยังคงพัฒนาโครงการนำร่องนี้ต่อไป นอกเหนือจากการพยายามขยายเครือข่ายไปยังธนาคารอื่น ๆ แล้ว ตอนนี้พวกเขาจะมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มจำนวนแอพพลิเคชั่นที่มีอยู่บนแพลตฟอร์มอีกด้วย

วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2563

หลุดภาพโครงการเหรียญ Cryptocurrency ล่าสุดของจีน จ่ายผ่านแอพแทนเงินจริงได้





วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2563

ผู้คนใช้จ่ายด้วย Crypto เกี่ยวกับอาหารและเสื้อผ้า มากกว่ายาเสพติดที่ผิดกฎหมาย


ผู้คนใช้จ่ายด้วย Crypto เกี่ยวกับอาหารและเสื้อผ้า มากกว่ายาเสพติดที่ผิดกฎหมาย
  • Radius
  •  เมษายน 21, 2020
  • การสำรวจที่เผยแพร่โดย Visual Objects ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยพบว่า การซื้ออาหารและเสื้อผ้าเป็นกรณีการใช้งานที่มากที่สุดสำหรับ cryptocurrencies
    การสำรวจนี้ จะเน้นไปที่ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างการรับรู้และความเป็นจริงของวิธีการใช้สกุลเงินดิจิตอล หลายคนที่ตอบแบบสำรวจกล่าวว่า กรณีการใช้งานที่ดีที่สุดสำหรับ cryptocurrencies คือการซื้อขายและกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย
    การสำรวจนี้รวบรวมข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถาม 983 คนในสหรัฐอเมริกา ที่มีความคุ้นเคยกับสกุลเงินดิจิทัล รวมถึงผู้ที่ซื้อสินค้าโดยใช้สินทรัพย์ crypto กว่า 120 ราย
    40% ของผู้ตอบแบบสอบถามคิดว่า การเก็งกำไรเป็นกรณีการใช้งานที่โดดเด่นที่สุดของ crypto ตามมาด้วยการซื้อของที่ผิดกฎหมาย 30% และอิเล็กทรอนิกส์ 23% ตัวเลือกที่ได้คะแนนต่ำสุดคือเสื้อผ้าและอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ 15% และการซื้ออาหารอยู่ที่ 14%

    Picture 1

    อย่างไรก็ตามเมื่อถามผู้ที่ซื้อสินค้าด้วย Crypto พบว่า “อาหาร” ติดอันดับรายการซื้อที่พบบ่อยที่สุดของ cryptocurrency ที่ 38% ตามด้วยเสื้อผ้าที่ 34% และการเก็งกำไรที่ 29% ยาเสพติดและอาวุธปืนได้คะแนนต่ำสุด 11% และ 15% ตามลำดับ

    ภาพที่ 2

    การชำระเงินด้วย Crypto ก็เป็นที่นิยมเช่นกัน

    การสำรวจเมื่อเร็ว ๆ นี้จัดทำโดย The Economist และ Crypto.com ก็พบว่าการชำระเงินเป็นกรณีการใช้งานที่สำคัญสำหรับสินทรัพย์ Crypto
    34.2% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด กล่าวว่าการชำระเงินออนไลน์เได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับสกุลเงินดิจิตอล
    “นี่เป็นตัวบ่งบอกที่แข็งแกร่งของแนวโน้มว่าสกุลเงินดิจิทัลนั้นอยู่ในทิศทางที่ถูกต้องสำหรับการนำไปใช้งานจริง ด้วยความสามารถในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม และการชำระเงิน”

    วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2563

    ธนาคารแห่งประเทศจีนยืนยัน!! “หยวนดิจิตอล” จะยังใช้งานได้ แม้ไม่มีอินเตอร์เน็ต




    ธนาคารแห่งประเทศจีนยืนยัน!! “หยวนดิจิตอล” จะยังใช้งานได้ แม้ไม่มีอินเตอร์เน็ต
  • Radius
  •  เมษายน 20, 2020

  • ธนาคารแห่งประเทศจีน (Bank of China) ยืนยันว่าการทดสอบสกุลเงินดิจิทัล ทำให้ชาวจีนตื่นเต้นกันมาก โดยธนาคารได้เปิดเผยถึงวิธีการทำงานออกมาอย่างเป็นทางการ

    ตัวแทนธนาคารยืนยันใน China Central Television เมื่อวันที่ 19 เมษายนว่า สกุลเงินดิจิทัลใหม่ (หรือที่เรียกว่า DC / EP หรือ “Digital Currency / Electronic Payment”) ได้ทำการทดสอบนำร่องในเมืองเซินเจิ้น ซูโจว สงอัน เฉิงตู
    อย่างไรก็ตามนักวิจัยได้ย้ำว่า การทดสอบในปัจจุบันไม่ได้หมายความว่าหยวนดิจิตอลจะเปิดให้ใช้งานแก่สาธารณะ 
    “การทดสอบในปัจจุบันของ หยวนดิจิตอล จะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ของสถาบัน และจะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบการออกเงินหยวนและการไหลเวียนของเงินหยวน รวมทั้งตลาดการเงินและเศรษฐกิจสังคมนอกการทดสอบ”
    เพื่อให้มั่นใจว่าสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางจะไม่ได้ถูกขายออกไปเกินกำหนด สถาบันการเงินจะจ่ายเงินสำรอง 100% ให้กับธนาคารกลาง  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเมื่อเหรียญดิจิตอลถูกเปิดใช้งาน ธนาคารประชาชนของจีนจะแลกเปลี่ยนเงินหยวนดิจิทัลให้แก่ธนาคารหรือหน่วยงานอื่น ๆ ก่อน และหน่วยงานเหล่านี้จะเป็นผู้กระจายสกุลเงินดิจิทัลให้แก่สาธารณะ

    การออกแบบทางเทคนิคและคุณสมบัติหลัก ๆ

    ธนาคารดำเนินการออกแบบ top layer เสร็จสมบูรณ์แล้ว พร้อมด้วยสกุลเงินดิจิทัลที่ใช้สถาปัตยกรรม two-layer และระบบการจัดส่งสองชั้น
    หากฟังก์ชั่นการชำระเงินของธนาคารออนไลน์และแพลตฟอร์มการชำระเงินหยุดทำงาน เนื่องจากสัญญาณเครือข่ายไม่ดี , เทคโนโลยี dual offline ของ DC / EP จะทำให้แน่ใจว่าเงินหยวนดิจิทัลจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนกับเงินกระดาษหยวน 
    ในกรณีที่ไม่มีสัญญาณของเครือข่าย แต่ตราบใดที่มีโทรศัพท์มือถือสองเครื่องที่มีกระเป๋าเงินดิจิตอล DC / EP แค่นำมาแตะกัน ฟังก์ชั่นการโอนหรือการชำระเงินก็ยังทำงานได้
    ตามที่ธนาคารระบุ หยวนดิจิตอลไม่ได้เชื่อมโยงกับบัญชีธนาคารใด ๆ พวกเขาอ้างว่ามันเป็นอิสระจากการควบคุมของระบบธนาคารแบบดั้งเดิม 
    ธนาคารยังบอกด้วยว่าเมื่อเทียบกับ Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลใหม่นี้จะมีความเสถียรโดยธรรมชาติมากกว่า

    วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2563

    อดีตรองประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนแสดงความเห็นเกี่ยวกับ ICO และ “หยวนดิจิตอล”

    อดีตรองประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนแสดงความเห็นเกี่ยวกับ ICO และ “หยวนดิจิตอล”

    ในระหว่างการสัมภาษณ์ Chen ถูกขอให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ICO หลอกลวงที่มีออกมาอย่างต่อเนื่องในประเทศจีน โดย Chen เชื่อว่า ICO และการซื้อขายสกุลเงินดิจิตอลจะต้องถูกห้ามอย่างสมบูรณ์ในอนาคต 
    “ผมเชื่อเสมอว่าการเก็งกำไรในสกุลเงินดิจิตอลและ ICO ไม่ใช่ทิศทางของการพัฒนาทางการเงิน และต้องถูกห้ามอย่างเด็ดขาด”
    หนึ่งในปัญหาหลักในการควบคุมเกี่ยวกับขบวนการแชร์ลูกโซ่ นั่นคือไม่มีการแบ่งการกำกับดูแลที่ชัดเจนในกฎหมายปัจจุบัน Chen คิดว่าเพื่อที่จะปราบปรามโครงการ ICO หลอกลวงและการเก็งกำไรใน cryptocurrency หน่วยงานกำกับดูแลทั้งหมด รวมถึงคณะกรรมการกำกับดูแลการธนาคารและการประกันภัย , คณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ควรจะต้องมีการทำงานร่วมกัน
    แม้ว่า Chen คิดว่าการเก็งกำไรใน cryptocurrency นั้นผิดกฎหมาย แต่เขาชี้ให้เห็นว่าการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเรื่องที่แตกต่างออกไป เขาบอกว่าสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถซื้อขายได้กับสกุลเงิน Fiat 
    “สำหรับการทำธุรกรรมสกุลเงินดิจิตัล ผมเชื่อว่ามันจะมีความเข้มงวดมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ธนาคารและสถาบันการเงินที่เป็นทางการจะถูกห้ามมิให้เป็นช่องทางสำหรับการทำธุรกรรมสกุลเงินดิจิตอล แต่การซื้อขายแบบส่วนตัวอาจยังมีต่อไป แต่จะไม่เป็นที่นิยม”
    Chen กล่าวว่าจีนกำลังเตรียมการสำหรับ DCEP (Digital Currency Electronic Payment) นับตั้งแต่ปี 2015 เขาอธิบายว่า DCEP นั้นเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติที่สำคัญสำหรับจีน “เราจะต้องก้าวไปข้างหน้า อย่างน้อยก็ในด้านเทคโนโลยี และด้วยวิธีนี้จะทำให้หยวนดิจิตอลเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศในอนาคต”

    วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2563

    จีน: มหาอำนาจ Blockchain ในอนาคต





    จีน: มหาอำนาจ Blockchain ในอนาคต
    ความเดิมจากตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้เล่าถึงทิศทางของคริปโทในอนาคต ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของรัฐบาลจีน
    โดยผู้เขียนได้เกริ่นว่า ไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลเพียงประการเดียวที่ทำให้จีนเป็นประเทศที่มีอิทธิพลในด้านเทคโนโลยีของโลก แต่จีนยังมีแนวนโยบายต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีภายในประเทศ รวมไปถึงการออกกฎหมายฉบับใหม่เพื่อรองรับเทคโนโลยีเข้ารหัส หรือ Cryptography Law ซึ่ง Cryptography หรือ เทคโนโลยีเข้ารหัสเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานในการพัฒนาระบบ Blockchain นั่นเอง

    DCEP สกุลเงินดิจิทัลของจีน
    DCEP หรือ Digital Currency Electronic Payment คือ สกุลเงินดิจิทัลของจีนที่ทำงาน
    บนระบบ 
    Private Blockchain ซึ่งเป็นระบบที่จำกัดผู้มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล (แบบวงปิด) ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลจีนต้องการจำกัดกลุ่มคนในการเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลที่รันอยู่บนระบบ

    ในด้านคุณลักษณะ แม้ DCEP จะอิงอยู่กับสกุลเงินหยวนในอัตราส่วน 1:1 ซึ่งรูปแบบดังกล่าวคล้ายการสร้าง Stable Coin ของบริษัทเอกชนต่าง ๆ แต่ในกรณีของ DCEP ผู้ออกและกำหนดนโยบายในการกำกับดูแลจะเป็นรัฐบาลจีน (โดยธนาคารกลางเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากกรณีของ Stable coin สกุลอื่น ๆ ที่ออกโดยเอกชนแต่ใช้สกุลเงินหยวนของจีนมาค้ำประกันไว้ เช่น 

    เหรียญ
     CNHT ของ Tether หรืออาจกล่าวได้ว่า วัตถุประสงค์ในการออก DCEP นั้นไม่ได้ต่างจากการออกธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ในแบบเดิม แต่ DCEP คือ การทำหยวนให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลและให้มีค่าไม่ต่างจากเงินในรูปแบบ Physical form ซึ่งร้านค้าและประชาชนทั่วไปสามารถใช้แทนกันได้ในระบบการเงินของประเทศจีน

    ดังนั้น วัตถุประสงค์หลักของ DCEP คือ การสร้างระบบการเงินแบบดิจิทัลที่สามารถส่งเสริมการทำธุรกรรมแบบ Real-time และการเพิ่มความสามารถในการเก็บข้อมูลการทำธุรกรรมเหล่านั้นได้อย่างทันท่วงทีอันจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งผ่านนโยบายทางการเงินของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นการลดปัญหาในเรื่องค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการโอนเงินผ่านระบบชำระเงินในแบบเดิม รวมถึงแก้ปัญหาความล่าช้าของระบบ SWIFT ที่ใช้ในระบบการชำระเงินระหว่าง Inter-Bank

    สำหรับผู้เขียน เชื่อว่าคุณสมบัติที่โดดเด่นของสกุลเงินดิจิทัล เช่น การเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างและทำงานผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ จะช่วยให้ DCEP ของจีนสามารถหมุนเวียนอยู่ในระบบการเงินทั่วโลกได้ไม่ยากนัก เหล่านี้ คือ แนวทางของจีนในการปูทางไปสู่การเป็น Digital global currency ในอนาคต

    กฎหมาย Cryptography law
    ที่ผ่านมา หากไม่นับโครงการ DCEP ของรัฐบาลจีน การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในจีน เช่น Cryptocurrency Trading และ ICO นั้น ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดจากรัฐบาลจีนมาโดยตลอด เนื่องจากจีนมองว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นการสร้างความเสี่ยงทางการเงินอย่างหนึ่งให้กับประเทศ

    อย่างไรก็ดี เมื่อ ต.ค. ที่ผ่านมา จีนได้ประกาศแผนพัฒนา Blockchain โดยประธานาธิบดีสีได้กล่าวชัดเจนว่า การพัฒนา Blockchain คือแผนยุทธศาสตร์หลักที่ต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว และ Cryptography law คือ หนึ่งในกฎหมายที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือน ม.ค. 2020  



    ทั้งนี้ จากการศึกษาข้อมูลที่เปิดเผยโดยรัฐบาลจีน พบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้
    ประเด็นแรก มุ่งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสในเชิงพาณิชย์ กล่าวคือ กฎหมายฉบับนี้มุ่งส่งเสริมการศึกษาและวิจัย รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ในเชิงวิชาการในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้มีการค้นคว้า วิจัย และทดลอง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีเข้ารหัสและนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ (เช่น สร้างผลิตภัณฑ์หรือการให้บริการในรูปแบบใหม่) ทั้งนี้ การพัฒนาดังกล่าวจะต้องไม่เป็นการละเมิดผลประโยชน์ส่วนบุคคลของผู้ใด และไม่เป็นการสร้างผลิตภันฑ์หรือบริการที่กระทบต่อความมั่นคงของภาครัฐ ดังนั้น ก่อนการขายสินค้าหรือนำเสนอบริการโดยใช้ Cryptography ผู้ประกอบการจะต้องเข้าสู่ระบบตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนด โดยหากนำเสนอสินค้าโดยไม่ผ่านกระบวนการตรวบสอบดังกล่าวจะมีความผิดตามกฎหมายฉบับนี้

    ประเด็นที่สอง การให้ความคุ้มครองข้อมูลและการสร้างความปลอดภัยให้กับระบบ
    กล่าวคือ เมื่อกฎหมายมุ่งส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับ Cryptography แล้ว กฎหมายยังได้ระบุให้มีการคุ้มครองข้อมูลที่ได้มาจากการพัฒนานั้น ซึ่งได้มีการระบุชัดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปรับใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสจะต้องไม่บังคับให้ผู้พัฒนาระบบเปิดเผยข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหรือข้อมูลที่เป็นความลับทางธุรกิจให้กับตน (เช่น ข้อมูล Source Codes) นอกจากการนี้ กฎหมายยังกำหนดให้การพัฒนา Cryptography ดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ภายใต้กฎหมาย Cybersecurity Law อีกด้วย

    ประเด็นที่สาม บทกำหนดโทษในกรณีมีการกระทำโดยมิชอบ เช่น กรณีที่มีการขโมยข้อมูลการเข้ารหัส (Encrypted Information) การ hack ระบบความปลอดภัยของระบบเข้ารหัสของบุคคลอื่น การใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสเพื่อวัตถุประสงค์ในการทำลายความมั่นคงของรัฐ เป็นต้น
    ทั้งนี้หากภาครัฐตรวจพบบุคคลที่มีความเสี่ยงในการกระทำความผิดดังกล่าว สามารถสั่งให้บุคคลนั้นกำหนดนโยบายหรือปรับใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันเหตุร้ายอันอาจเกิดขึ้นได้

    นโยบายสนับสนุน Blockchain
    ธนาคารกลางของจีนได้มีการประกาศเกณฑ์ Certification of FinTech Products (CFP) โดยเป็นการเร่งให้ใบอนุญาตกับผู้ประกอบการ digital payment ที่นำเอาเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการให้บริการ ซึ่งการออกเกณฑ์ใหม่ในครั้งนี้ ถือเป็นการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินเพื่อรองรับสกุลเงินดิจิทัลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งในปัจจุบัน ผู้ที่มายื่นขอรับใบอนุญาตดังกล่าว เช่น ผู้ให้บริการ point-of-sale mobile terminal และผู้พัฒนา Trusted Execution Environment (TEE) หรือ เทคโนโลยีที่จะช่วยในการสร้าง Consortium Blockchain Network ซึ่งจะเป็นโครงข่ายที่สำคัญในการ Verify การทำธุรกรรมทางการเงินบนระบบ Blockchain

    ท้ายที่สุด รัฐบาลจีนไม่ได้สนับสนุนการใช้ Blockchain ในภาคธุรกิจเพียงอย่างเดียว
    แต่รัฐบาลยังได้จัดให้มีวิดีโอสื่อการสอนจำนวน 
    25 รายการเพื่อให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับ Blockchain โดยยังรวมไปถึงการให้ข้อมูลเกี่ยวกับคริปโทสกุลต่าง ๆ เช่น Ethereum และ BitCoin อีกด้วย .... สำหรับผู้เขียน นี่คือตัวอย่างที่น่าเลียนแบบในการส่งเสริมรัฐบาลและประชาชนในยุค5G อย่างแท้จริง

    [บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน]

    ขอบคุณแหล่งข้อมูล https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/648722

    วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

    จีน: มหาอำนาจ Blockchain ในอนาคต



    จีน: มหาอำนาจ Blockchain ในอนาคต

    ความเดิมจากตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้เล่าถึงทิศทางของคริปโทในอนาคต ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของรัฐบาลจีน

    โดยผู้เขียนได้เกริ่นว่า ไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลเพียงประการเดียวที่ทำให้จีนเป็นประเทศที่มีอิทธิพลในด้านเทคโนโลยีของโลก แต่จีนยังมีแนวนโยบายต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีภายในประเทศ รวมไปถึงการออกกฎหมายฉบับใหม่เพื่อรองรับเทคโนโลยีเข้ารหัส หรือ Cryptography Law ซึ่ง Cryptography หรือ เทคโนโลยีเข้ารหัสเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานในการพัฒนาระบบ Blockchain นั่นเอง

    DCEP สกุลเงินดิจิทัลของจีน DCEP หรือ Digital Currency Electronic Payment
    คือ สกุลเงินดิจิทัลของจีน   ที่ทำงานบนระบบ Private Blockchain ซึ่งเป็นระบบที่จำกัดผู้มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล (แบบวงปิด) 


    ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลจีนต้องการจำกัดกลุ่มคนในการเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลที่รันอยู่บนระบบ
    ในด้านคุณลักษณะ แม้ DCEP จะอิงอยู่กับสกุลเงินหยวนในอัตราส่วน 1:1 ซึ่งรูปแบบดังกล่าวคล้ายการสร้าง Stable Coin ของบริษัทเอกชนต่าง ๆ แต่ในกรณีของ DCEP ผู้ออกและกำหนดนโยบายในการกำกับดูแลจะเป็นรัฐบาลจีน (โดยธนาคารกลางเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากกรณีของ Stable coin สกุลอื่น ๆ ที่ออกโดยเอกชนแต่ใช้สกุลเงินหยวนของจีนมาค้ำประกันไว้ เช่น เหรียญ CNHT ของ Tether หรืออาจกล่าวได้ว่า ...


          "....วัตถุประสงค์ในการออก DCEP นั้นไม่ได้ต่างจากการออกธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ในแบบเดิม แต่ DCEP คือ การทำหยวนให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลและให้มีค่าไม่ต่างจากเงินในรูปแบบ Physical form ซึ่งร้านค้าและประชาชนทั่วไปสามารถใช้แทนกันได้ในระบบการเงินของประเทศจีน..."

    ดังนั้น วัตถุประสงค์หลักของ DCEP คือ การสร้างระบบการเงินแบบดิจิทัลที่สามารถส่งเสริมการทำธุรกรรมแบบ Real-time และการเพิ่มความสามารถในการเก็บข้อมูลการทำธุรกรรมเหล่านั้นได้อย่างทันท่วงทีอันจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งผ่านนโยบายทางการเงินของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นการลดปัญหาในเรื่องค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการโอนเงินผ่านระบบชำระเงินในแบบเดิม รวมถึงแก้ปัญหาความล่าช้าของระบบ SWIFT ที่ใช้ในระบบการชำระเงินระหว่าง Inter-Bank

    สำหรับผู้เขียน เชื่อว่าคุณสมบัติที่โดดเด่นของสกุลเงินดิจิทัล เช่น การเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างและทำงานผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ จะช่วยให้ DCEP ของจีนสามารถหมุนเวียนอยู่ในระบบการเงินทั่วโลกได้ไม่ยากนัก เหล่านี้ คือ แนวทางของจีนในการปูทางไปสู่การเป็น Digital global currency ในอนาคต

    กฎหมาย Cryptography law
    ที่ผ่านมา หากไม่นับโครงการ ของรัฐบาลจีน การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในจีน เช่น Cryptocurrency Trading และ ICO นั้น ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดจากรัฐบาลจีนมาโดยตลอด เนื่องจากจีนมองว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นการสร้างความเสี่ยงทางการเงินอย่างหนึ่งให้กับประเทศ

    อย่างไรก็ดี เมื่อ ต.ค. ที่ผ่านมา จีนได้ประกาศแผนพัฒนา Blockchain โดยประธานาธิบดีสีได้กล่าวชัดเจนว่า การพัฒนา Blockchain คือแผนยุทธศาสตร์หลักที่ต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว และ Cryptography law คือ หนึ่งในกฎหมายที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือน ม.ค. 2020  ทั้งนี้ จากการศึกษาข้อมูลที่เปิดเผยโดยรัฐบาลจีน พบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

    ประเด็นแรก มุ่งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสในเชิงพาณิชย์ กล่าวคือ กฎหมายฉบับนี้มุ่งส่งเสริมการศึกษาและวิจัย รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ในเชิงวิชาการในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้มีการค้นคว้า วิจัย และทดลอง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีเข้ารหัสและนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ (เช่น สร้างผลิตภัณฑ์หรือการให้บริการในรูปแบบใหม่) ทั้งนี้ การพัฒนาดังกล่าวจะต้องไม่เป็นการละเมิดผลประโยชน์ส่วนบุคคลของผู้ใด และไม่เป็นการสร้างผลิตภันฑ์หรือบริการที่กระทบต่อความมั่นคงของภาครัฐ ดังนั้น ก่อนการขายสินค้าหรือนำเสนอบริการโดยใช้ Cryptography ผู้ประกอบการจะต้องเข้าสู่ระบบตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนด โดยหากนำเสนอสินค้าโดยไม่ผ่านกระบวนการตรวบสอบดังกล่าวจะมีความผิดตามกฎหมายฉบับนี้

    ประเด็นที่สอง การให้ความคุ้มครองข้อมูลและการสร้างความปลอดภัยให้กับระบบ
    กล่าวคือ เมื่อกฎหมายมุ่งส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับ Cryptography แล้ว กฎหมายยังได้ระบุให้มีการคุ้มครองข้อมูลที่ได้มาจากการพัฒนานั้น ซึ่งได้มีการระบุชัดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปรับใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสจะต้องไม่บังคับให้ผู้พัฒนาระบบเปิดเผยข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหรือข้อมูลที่เป็นความลับทางธุรกิจให้กับตน (เช่น ข้อมูล Source Codes) นอกจากการนี้ กฎหมายยังกำหนดให้การพัฒนา Cryptography ดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ภายใต้กฎหมาย Cybersecurity Law อีกด้วย

    ประเด็นที่สาม บทกำหนดโทษในกรณีมีการกระทำโดยมิชอบ เช่น กรณีที่มีการขโมยข้อมูลการเข้ารหัส (Encrypted Information) การ hack ระบบความปลอดภัยของระบบเข้ารหัสของบุคคลอื่น การใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสเพื่อวัตถุประสงค์ในการทำลายความมั่นคงของรัฐ เป็นต้น
    ทั้งนี้หากภาครัฐตรวจพบบุคคลที่มีความเสี่ยงในการกระทำความผิดดังกล่าว สามารถสั่งให้บุคคลนั้นกำหนดนโยบายหรือปรับใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันเหตุร้ายอันอาจเกิดขึ้นได้

    นโยบายสนับสนุน Blockchain

    ธนาคารกลางของจีนได้มีการประกาศเกณฑ์ Certification of FinTech Products (CFP) โดยเป็นการเร่งให้ใบอนุญาตกับผู้ประกอบการ digital payment ที่นำเอาเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการให้บริการ ซึ่งการออกเกณฑ์ใหม่ในครั้งนี้ ถือเป็นการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินเพื่อรองรับสกุลเงินดิจิทัลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งในปัจจุบัน ผู้ที่มายื่นขอรับใบอนุญาตดังกล่าว เช่น ผู้ให้บริการ point-of-sale mobile terminal และผู้พัฒนา Trusted Execution Environment (TEE) หรือ เทคโนโลยีที่จะช่วยในการสร้าง Consortium Blockchain Network ซึ่งจะเป็นโครงข่ายที่สำคัญในการ Verify การทำธุรกรรมทางการเงินบนระบบ Blockchain

           ท้ายที่สุด รัฐบาลจีนไม่ได้สนับสนุนการใช้ Blockchain ในภาคธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่รัฐบาลยังได้จัดให้มีวิดีโอสื่อการสอนจำนวน 25 รายการเพื่อให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับ Blockchain โดยยังรวมไปถึงการให้ข้อมูลเกี่ยวกับคริปโทสกุลต่าง ๆ เช่น Ethereum และ BitCoin อีกด้วย ....

    สำหรับผู้เขียน นี่คือตัวอย่างที่น่าเลียนแบบ
    ในการส่งเสริมรัฐบาลและประชาชนในยุค
    5G อย่างแท้จริง

    [บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน]