แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ DCEP หยวนดิจิตอล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ DCEP หยวนดิจิตอล แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ธนาคารของรัฐรายใหญ่ของจีนเริ่มทดสอบ Wallet สำหรับ “หยวนดิจิตอล” แล้ว


ธนาคารของรัฐรายใหญ่ของจีนเริ่มทดสอบ Wallet สำหรับ “หยวนดิจิตอล” แล้ว

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม รายงานจากรอยเตอร์ระบุว่า ธนาคารได้มีการทดสอบการประยุกต์ใช้ Wallet application เพื่อโอนเงินและชำระเงินในสกุลเงินของธนาคารกลางจีนหรือ DCEP โดยตามรายงานระบุว่า การพัฒนาดังกล่าวได้รับการเปิดเผยในขั้นต้นจากทางหนังสือพิมพ์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐโดดยมีการอ้างถึงแหล่งข่าวที่ระบุว่าพนักงานของธนาคารของรัฐในเมืองต่าง ๆ รวมถึงเซินเจิ้นได้เริ่มทดสอบแอพหยวนดิจิลตอลแบบภายในเพื่อการโอนเงินและชำระเงิน

การพัฒนาครั้งใหม่นี้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าครั้งสำคัญอีกครั้งของจีนในการนำเงินหยวนดิจิตอลมาใช้ และสอดคล้องกับเป้าหมายสำคัญของธนาคารกลางของจีนอย่าง PBOC โดยเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม PBOC รายงานว่าจีนควรส่งเสริมการพัฒนาเงินหยวนดิจิทัลอย่างจริงจังโดยเป็นส่วนหนึ่งของความสำคัญสูงสุดในช่วงครึ่งหลังของปี 2020

ในขณะที่จีนกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่เข้มงวดที่สุดในแง่ของการควบคุม Crypto แต่อีกมุมก็ยังเป็นผู้นำของโลกในเรื่องการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของประเทศ โดยธนาคารกลางของจีนมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในส่วนของ Cbdc และในเดือนเมษายน จีนก็ประสบความสำเร็จในการทำโครงการนำร่องในสี่เมือง ได้แก่ เซินเจิ้น เฉิงตู ซูโจว และสงอัน

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม มีรายงานว่า PBoC มีเจตนาที่จะใช้เงินหยวนดิจิตอลเพื่อลดการครอบงำของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเช่น Alibaba และ Tencent 

อ้างอิง : LINK

https://bitcoinaddict.org/2020/08/07/chinas-state-run-banks-reportedly-testing-wallet-for-digital-yuan/?utm_source=izooto&utm_medium=push_notification&utm_campaign=Bitcoin_Addict
 

วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2563

อดีตรองประธานธนาคารกลางจีน ต้องการผลักดันให้ “หยวนดิจิตอล” ใช้แทนเงินสดหมุนเวียน


อดีตรองประธานธนาคารกลางจีน ต้องการผลักดันให้ “หยวนดิจิตอล” ใช้แทนเงินสดหมุนเวียน

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ลิบรา 2.0 VS ดิจิทัลหยวน อนาคตการเงินและบิตคอยน์ จากท็อป จิรายุส(ตอน1-2)





ลิบรา 2.0 VS ดิจิทัลหยวน อนาคตการเงินและบิตคอยน์

จาก ท็อป จิรายุส (ตอน 1)


New Normal ของโลกการเงินในอนาคตจะเป็นอย่างไร
เงินดิจิทัลมีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร
จะสามารถมาช่วยพัฒนาระบบการเงินดั้งเดิมในปัจจุบันได้อย่างไร  
เคน นครินทร์ คุยกับ จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา
ผู้ก่อตั้งเว็บซื้อ-ขายเงินดิจิทัล Bitkub.com    
สามารถฟังพอดแคสต์ The Secret Sauce
ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ที่คุณสะดวกหรือใช้อยู่แล้วได้


ลิบรา 2.0 VS ดิจิทัลหยวน อนาคตการเงินและบิตคอยน์

จาก ท็อป จิรายุส (ตอน 2)ไขข้อข้องใจ ลิบรา 2.0, ดิจิทัลหยวน, 

บิตคอยน์ฮาล์ฟวิ่ง คืออะไร 
ความรู้สามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร
 เพื่อให้รู้เท่าทันอนาคตการเงินที่จะเกิดขึ้น   
เคน นครินทร์ คุยกับ จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา 
ผู้ก่อตั้งเว็บซื้อ-ขายเงินดิจิทัล Bitkub.com       
สามารถฟังพอดแคสต์ The Secret Sauce 
ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ที่คุณสะดวกหรือใชอยู่แล้วได้


[เปิดฟังคลิปได้ที่นี่]





วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

รัฐบาลเฉิงตูของจีน ประกาศจัดตั้งศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล คาดอาจเตรียมรองรับ “หยวนดิจิตอล”

รัฐบาลเฉิงตูของจีน ประกาศจัดตั้งศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล คาดอาจเตรียมรองรับ “หยวนดิจิตอล” 
เมื่อช่วงเช้าวันที่ 14 พฤษภาคม นายกเทศมนตรี Luo Qiang เมืองเฉิงตู ได้ประกาศจัดตั้งศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิตอล ในการประชุมสภาประชาชนเฉิงตูครั้งที่ 17
Luo Qiang กล่าวว่า จะเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่และส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมเศรษฐกิจดิจิทัลในระดับประเทศอย่างแข็งขัน ในฐานะที่เป็นพื้นที่นำร่องของการพัฒนา blockchain, 5g, AI, 8K
ในฐานะที่เฉิงตูเป็นหนึ่งเมืองที่ได้ทดสอบการใช้งาน “หยวนดิจิตอล” หรือ DCEP ของธนาคารเพื่อการเกษตรแห่งประเทศจีน ดังนั้นรัฐบาลจะส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลและเร่งการนำร่องของสกุลเงินดิจิทัลที่ถูกกฎหมาย
การจัดตั้งศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งนี้ อาจเป็นไปได้ว่าจะเป็นการทดสอบการใช้งานหยวนดิจิตอลในการซื้อขายด้วยหรือไม่?
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลยังไม่มีออกมา ดังนั้นเราคงต้องรอติดตามกันต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร
ย้อนไปเมื่อต้นปี 2019 เมืองหลวงของมณฑลเสฉวน เฉิงตูได้เปิดตัวแพลตฟอร์มบล็อกเชนเพื่อรองรับการค้าข้ามพรมแดนระหว่างจีนและยุโรป นอกจากนี้ล่าสุดยังประกาศสนับสนุนการขุด Bitcoin ด้วยการลดภาษีและไฟฟ้าราคาถูกอีกด้วย
https://bitcoinaddict.org/2020/05/14/chinas-chengdu-to-establish-digital-assets-trading-center/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=chinas-chengdu-to-establish-digital-assets-trading-center

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ไทยพาณิชย์ชี้ "เงินหยวนดิจิทัล" เป็นนวัตกรรมการเงินครั้งสำคัญที่สุด แนะธุรกิจไทยจับตาความคล่องตัวเงินหยวนในระยะยาว

ไทยพาณิชย์ชี้ "เงินหยวนดิจิทัล" เป็นนวัตกรรมการเงินครั้งสำคัญที่สุด แนะธุรกิจไทยจับตาความคล่องตัวเงินหยวนในระยะยาว
Tuesday May 12, 2020 15:51 —ThaiPR.net
ไทยพาณิชย์มองเงินหยวนดิจิทัลเป็นนวัตกรรมการเงินครั้งสำคัญที่สุด หลังจากเกิดไวรัส COVID-19 ชี้ข้อดีช่วยให้ผู้บริโภคมั่นใจข้อมูลการใช้จ่ายส่วนตัว เนื่องจากข้อมูลถูกจัดเก็บรวมกันที่ธนาคารกลาง ไม่กระจายอยู่ที่บริษัทเอกชน ระบุธนาคารพาณิชย์ของจีนต้องเตรียมรับมือหลังถูกลดทอนบทบาทการส่งต่อกลไกราคา พร้อมแนะธุรกิจไทยควรจับตาแนวโน้มระยะยาว ความคล่องตัวของเงินหยวนดิจิทัลจะผลักดันให้เงินหยวนมีความสากลมากขึ้น
นายมาณพ เสงี่ยมบุตร รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน China Business ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การประกาศเริ่มใช้เงินหยวนดิจิทัลน่าจะเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่สำคัญที่สุดหลังจากเหตุการณ์โรคระบาด โดยเงินหยวนดิจิทัลนี้ไม่ใช่สกุลใหม่หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของเงินหยวนปกติ ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินนโยบายการเงิน ตลอดจนมีส่วนช่วยในการปราบปรามการทุจริต ในระยะยาวอาจเป็นตัวเสริมความเป็นสากลของเงินหยวน อีกทั้งเงินหยวนดิจิทัลมีคุณสมบัติและวัตถุประสงค์ที่ตรงกันข้ามกับ crypto currency โดยสิ้นเชิง และรัฐบาลจีนไม่ได้มีสัญญาณที่จะเปลี่ยนท่าทีมาส่งเสริมการใช้ crypto currency แต่อย่างใด เมื่อพิจารณาถึงผลต่อภาคธุรกิจ คาดว่าธนาคารพาณิชย์จีนน่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะดูเหมือนธนาคารกลางจีนออกแบบเงินดิจิทัลนี้ให้ลดทอนบทบาทธนาคารพาณิชย์ในการทำหน้าที่เป็นตัวส่งต่อกลไกราคา อีกทั้งความต้องการใช้บริการบางด้าน เช่น ธุรกิจ custodian และธุรกิจกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ อาจลดลง
ธนาคารกลางจีน หรือ หรือ People’s Bank of China (PBOC) ได้ศึกษาแนวทางการออกเงินหยวนดิจิทัลมาตั้งแต่ปี 2014 แล้ว การนำเงินหยวนดิจิทัลออกมาใช้ในช่วงเวลานี้ ส่วนหนึ่งเพื่อการป้องกันการติดโรคระบาดผ่านธนบัตร ถึงแม้ประเทศจีนเป็นสังคมไร้เงินสดเกือบทั้งหมด แต่เบื้องหลังของกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย ยังมีส่วนที่เป็นธนบัตรกระดาษอยู่ อาทิ การจัดเก็บธนบัตรที่ธนาคารพาณิชย์ ส่วนเงินหยวนดิจิทัลจะไม่มีขั้นตอนของธนบัตรกระดาษแต่อย่างใด ในระยะต่อไปเมื่อมีการใช้เงินหยวนดิจิทัลในวงกว้าง ธนาคารกลางจีน น่าจะสามารถดำเนินนโยบายทางการเงินได้แบบคล่องตัวและตรงจุดมากขึ้น เนื่องจากคุณสมบัติด้านการรวมศูนย์ที่ทำให้ติดตามสถานะของผู้ถือเงินได้ ซึ่งธนาคารกลางอาจกำหนดหรือปรับอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ต่างกันสำหรับกลุ่มผู้ถือเงินแต่ละกลุ่มโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกลไกของธนาคารพาณิชย์ ทำให้ธนาคารกลางสามารถบริหารสภาพคล่องในแต่ละภาคเศรษฐกิจได้โดยตรงมากขึ้น นอกจากนี้ ประโยชน์อื่น ๆ ของเงินดิจิทัล ได้แก่ ต้นทุนการผลิตเงินที่ต่ำกว่า การป้องกันการคดโกงและการฟอกเงินที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า หรือแม้กระทั่งการจ่ายเงินอุดหนุนในเหตุวิกฤติที่ทำได้แบบตรงตัวกว่า เป็นต้น
เงินหยวนดิจิทัลมีความต่างจากกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากเงินหยวนดิจิทัลจะถูกเก็บอยู่ในมือถือของประชาชนโดยตรง การใช้จ่ายทำผ่านระบบ NFC ก็คือเอาโทรศัพท์มือถือมาแตะกัน จึงให้ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลสูงกว่าสำหรับประชาชนทั่วไป เพราะข้อมูลการใช้จ่ายจะถูกจัดเก็บรวมกันที่ธนาคารกลาง ไม่กระจายอยู่ที่บริษัทเอกชน และสิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้ในภาคธุรกิจ คือ เมื่อมีการใช้เงินหยวนดิจิทัลในวงกว้าง ธุรกิจร้านค้าอาจถูกติดตามเรื่องการเสียภาษีได้ง่ายขึ้น”
ปัจจุบัน ธนาคารกลางจีน กำลังจะทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัลที่มีชื่อทางการว่า Digital Currency/Electronic Payment (DCEP) โดยกำหนดทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัลนี้ใน 4 เมือง ได้แก่ เซิ่นเจิ้น ซูโจว เฉิงตู และเขตเมืองใหม่สงอัน โดยในเมืองซูโจว ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม รัฐบาลจะจ่ายค่าเดินทางให้กับข้าราชการครึ่งหนึ่งเป็นเงินหยวนดิจิทัล ส่วนการทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัลในเมืองสงอันนั้น จะเน้นทดลองใช้กับธุรกิจค้าปลีกและการจัดเลี้ยง เช่น ซุปเปอร์มาร์เก็ต และฟิตเนส เป็นต้น โดยมีบริษัทข้ามชาติใหญ่ ๆ เช่น Starbucks McDonald’s และ Subway เข้าร่วมโครงการทดลองในครั้งนี้ด้วย
ในมุมมองของไทยพาณิชย์ สิ่งที่ต้องจับตามองอย่างมาก คือ เมืองสงอัน ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงปักกิ่ง เพราะรัฐบาลจีนจะผลักดันให้เป็นเมืองอัจฉริยะแห่งอนาคต ในส่วนของกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Apple Pay, AliPay และ WeChat นั้น รัฐบาลจีนก็ออกกฎชัดว่าต้องสามารถรองรับการใช้งานของเงินหยวนดิจิทัลได้ ซึ่งน่าจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การใช้แพร่หลายอย่างรวดเร็ว
นายมาณพ ยังกล่าวด้วยว่า แนวคิดของเงินหยวนดิจิทัลนั้นอยู่ตรงกันข้ามกับ cryptocurrency เช่น bitcoin หรือ stable coin เช่น Libra และโดยนัยยังเป็นการสกัดกั้น cryptocurrency เนื่องจากเงินหยวนดิจิทัลมีลักษณะ 3 ประการ
มีกฎหมายรองรับและไม่ใช่เงินสกุลใหม่ : 
เงินหยวนดิจิทัลเป็นเงินที่มีกฎหมายและความน่าเชื่อถือของประเทศรองรับ 
ไม่ใช่เงินสกุลใหม่ หากแต่เป็นเงินหยวนในรูปแบบดิจิทัล (แทนที่จะเป็นกระดาษ) 

ดังนั้น ไม่ต้องมีการอิงราคากับสกุลเงินหรือสินทรัพย์ใด ๆ ไม่ต้องมีการกำหนดราคาเป็นของตัวเองเพิ่มขึ้น เพราะว่าเป็นส่วนหนึ่งของเงินหยวนที่มีใช้อยู่แล้ว หากเปรียบเทียบกับ Bitcoin จะเห็นได้ว่า Bitcoin ถือเป็นอีกสกุลเงินหนึ่งที่มีราคาตลาดขึ้นลงเป็นของตัวเอง โดยไม่ต้องสอดคล้องกับสกุลเงินจริงใด ๆ หรือแม้กระทั่ง Libra ก็ยังถือเป็นอีกสกุลเงินหนึ่ง ที่มีการผูกค่ากับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อไม่ให้มีความผันผวน แต่โดยตัวเองไม่ได้มีการรับรองโดยรัฐประเทศมีลักษณะรวมศูนย์: เงินหยวนดิจิทัลไม่อิงกับเทคโนโลยี blockchain มีลักษณะการจัดเก็บแบบรวมศูนย์มาที่ธนาคารกลาง คือธนาคารกลางสามารถรู้ข้อมูลการเคลื่อนไหวตลอดจนสถานะของผู้ถือ (ว่าเป็นบุคคลธรรมดา หรือบริษัท SME หรือรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น) โดยที่แนวคิดเรื่องการรวมศูนย์นี้ มีความตรงกันข้ามกับ crypto currency ชนิดต่าง ๆ ที่เน้นการกระจายการจัดเก็บข้อมูลโดยไม่มีตัวกลางมีดอกเบี้ย: ที่น่าสนใจมากคือธนาคารกลางสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้กับเงินหยวนดิจิทัลได้โดยตรง คุณสมบัติข้อนี้เป็นจุดแตกต่างจากเงิน crypto currency โดยทั่วไป แต่ในขั้นทดลองนี้ยังไม่มีการกำหนดดอกเบี้ย

นายมาณพ กล่าวด้วยว่า ภาคธุรกิจไทยควรจับตาแนวโน้มระยะยาวว่าความคล่องตัวของ
เงินหยวนดิจิทัลจะมีส่วนผลักดันให้เงินหยวนมีความเป็นสากลมากขึ้นหรือไม่เพียงใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขั้นตอนการโอนเงินเข้าออกประเทศจีนเพื่อชำระสินค้าค่าบริการและการลงทุน ตลอดจนการเพิ่มน้ำหนักของเงินหยวนในเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของประเทศต่าง ๆ ซึ่งมีผลต่อเนื่องกับอัตราแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม เงินหยวนดิจิทัลนี้คงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมการปฏิรูปเงินหยวนให้มีความเสรีมากขึ้น จึงต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการเปิดเสรีบัญชีทุนของประเทศจีนด้วย สำหรับในระยะสั้น ไม่คิดว่าการใช้เงินหยวนดิจิทัลจะมีผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจไทยแต่อย่างใด
ขอบคุณแหล่งข้อมูล https://www.ryt9.com/s/prg/3123004

จีนออก "หยวนดิจิตอล" แต่ไม่ได้แปลว่าจะส่งเสริม crypto currency

                           จีนออก "หยวนดิจิตอล"                                                       แต่ไม่ได้แปลว่าจะส่งเสริม crypto currency

คอลัมน์ลวดลายมังกร โดย... มาณพ เสงี่ยมบุตร
รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน China Business ธนาคารไทยพาณิชย์ 
หน้า 4 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,570 วันที่ 30 เมษายน - 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 
อาจมีการมองว่าการประกาศตัวเงินหยวนดิจิตอลเป็นสัญญาณจากจีนที่เปลี่ยนท่าทีมาให้ความสำคัญและสนับสนุนการใช้ crypto currency ในทางกลับกัน ผู้เขียนเห็นว่าเงินหยวนดิจิตอลมีคุณสมบัติและวัตถุประสงค์ต่างจาก crypto currency อย่างสิ้นเชิง โดยเงินหยวนดิจิตอลเป็นส่วนหนึ่งของเงินหยวนปกติและช่วยเสริมการใช้เงินหยวนโดยรวม ในขณะที่เงิน crypto currency ทั้งหลายมีวัตถุประสงค์ต้องการทดแทนเงินปกติ
บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าประเทศจีนต้องการนำเงินหยวนดิจิตอลออกมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินนโยบายทางการเงิน ตลอดจนปราบปรามการทุจริต และในระยะยาวอาจเป็นตัวเสริมความเป็นสากลของเงินหยวน ธนาคารพาณิชย์จะต้องปรับตัวเพื่อรองรับนวัตกรรมอันใหม่นี้

แนวคิดตรงกันข้ามกับ crypto currency โดยสิ้นเชิง - ธนาคารกลางจีนหรือ PBOC กำลังจะทดลองใช้เงินหยวนดิจิตอลที่มีชื่อทางการว่า Digital Currency/Electronic Payment (DCEP) โดยมีลักษณะที่แตกต่างจาก crypto currency เช่น bitcoin หรือ stable coin เช่น Libra (ที่บริษัท Facebook เคยคิดที่จะทำ) อยู่ 3 ประการดังนี้

1. มีกฎหมายรองรับและไม่ใช่เงินสกุลใหม่ : เงินหยวนดิจิตอลเป็นเงินที่มีกฎหมายและความน่าเชื่อถือของประเทศรองรับ ไม่ใช่เงินสกุลใหม่ หากแต่เป็นเงินหยวนในรูปแบบดิจิตอล (แทนที่จะเป็นกระดาษ) ดังนั้น ไม่ต้องมีการอิงราคากับสกุลเงินหรือสินทรัพย์ใดๆ ไม่ต้องมีการกำหนดราคาเป็นของตัวเองเพิ่มขึ้น เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของเงินหยวนที่มีใช้อยู่แล้ว ทีนี้ลองเปรียบเทียบกันดู Bitcoin ถือเป็นอีกสกุลเงินหนึ่งที่มีราคาตลาดขึ้นลงโดยไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับสกุลเงินจริงใดๆ หรือแม้กระทั่ง Libra ก็ยังถือเป็นอีกสกุลเงินหนึ่ง ที่มีการผูกค่ากับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อไม่ให้มีความผันผวน แต่โดยตัวมันเองไม่ได้มีการรับรองโดยรัฐประเทศ

2. มีลักษณะรวมศูนย์ : เจ้าหน้าที่ของ PBOC ระบุในหน้าข่าวว่าเงินหยวนดิจิตอลมีลักษณะการจัดเก็บแบบรวมศูนย์มาที่ธนาคารกลาง คือธนาคารกลางสามารถรู้ข้อมูลการเคลื่อนไหวตลอดจนสถานะของผู้ถือ (ว่าเป็นบุคคลธรรมดา หรือบริษัท SME หรือรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น) และฟังดูเหมือนว่าจะไม่อิงกับเทคโนโลยี blockchain โดยที่แนวคิดเรื่องการรวมศูนย์นี้ มีความตรงกันข้ามกับ blockchain ที่เน้นการกระจายการจัดเก็บข้อมูลโดยไม่มีตัวกลาง ตรงนี้ คงเป็นเพราะประเทศจีนมีแนวคิดการบริหารนโยบายการเงินแบบที่ยังต้องควบคุมได้

3. มีดอกเบี้ย : ที่น่าสนใจคือธนาคารกลางสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้กับเงินหยวนดิจิตอลได้โดยตรง คุณสมบัติข้อนี้เป็นจุดแตกต่างจากเงิน crypto currency โดยทั่วไป แต่ในขั้นทดลองนี้ยังไม่มีการกำหนดดอกเบี้ย

จึงเห็นได้ว่า การดำเนินการในครั้งนี้ ประเทศจีนไม่เพียงไม่ส่งเสริม แต่โดยนัยยังเป็นการสกัดกั้น crypto currency เสียด้วยซ้ำ
จีนจะใช้ประโยชน์อะไร - ธนาคารกลางจีนได้ศึกษาแนวทางการออกเงินหยวนดิจิตอลมาตั้งแต่ปี 2014 แล้ว การนำเงินหยวนดิจิตอลออกมาใช้ในช่วงเวลานี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพื่อการป้องกันการติดโรคระบาดผ่านธนบัตร ถึงแม้ประเทศจีนเป็นสังคมไร้เงินสดเกือบทั้งหมด แต่เบื้องหลังของกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายที่มีอยู่ยังมีส่วนที่เป็นธนบัตรกระดาษอยู่ อาทิ การจัดเก็บที่ธนาคารพาณิชย์ ส่วนหยวนดิจิตอลจะไม่มีขั้นตอนของธนบัตรกระดาษแต่อย่างใด

ในระยะต่อไปเมื่อมีการใช้เงินหยวนดิจิตอลในวงกว้าง ธนาคาร PBOC น่าจะสามารถดำเนินนโยบายทางการเงินได้แบบคล่องตัวและตรงจุดมากขึ้น เนื่องจากคุณสมบัติด้านการรวมศูนย์ที่ทำให้ติดตามสถานะของผู้ถือเงินได้ กล่าวคือธนาคารกลางอาจกำหนดหรือปรับอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ต่างกันสำหรับกลุ่มผู้ถือเงินแต่ละกลุ่มโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกลไกของธนาคารพาณิชย์

ผู้อ่านที่ไม่คุ้นเคยกับวิธีการดำเนินนโยบายการเงินของจีน อาจจะงงกับประเด็นนี้ ผู้เขียนจึงขอขยายความว่า นอกจากเครื่องมือนโยบายที่อาศัยกลไกราคาดอกเบี้ยและกลไกตลาดต่างๆ แล้ว ธนาคาร PBOC มีระบบการชี้นำโควตาการปล่อยเงินกู้สำหรับแต่ละธนาคารพาณิชย์โดยตรงอีกด้วย เพื่อให้สภาพคล่องในระบบอยู่ในระดับที่ต้องการโดยตรง
ขอบคุณแหล่งข้อมูล https://www.thansettakij.com/content/431841

สกุลเงินดิจิทัลของธนาคาร (CBDC) จะช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้หรือไม่?


สกุลเงินดิจิทัลของธนาคาร (CBDC) จะช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้หรือไม่?
ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรม Crypto ได้ถกเถียงกันในเรื่องของความเป็นส่วนตัวของสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยรัฐหรือธนาคารกลาง (CBDC) ในงาน “Money Re-Imagined” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Consensus เมื่อวันจันทร์
Lawrence Summers อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกาและอดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ World Bank, ให้เหตุผลว่าระบบการเงินในปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงปัญหาความเป็นส่วนตัวที่มากเกินไป ซึ่งคาดว่า CBDC จะช่วยอำนวยความสะดวกในการกำกับดูแลได้มากขึ้น

ระบบการเงินในปัจจุบันมี “ความเป็นส่วนตัวมากเกินไป”

Summers แย้งว่าการเคลื่อนไหวของเงินจำนวนหลายล้านดอลลาร์โดยไม่ระบุตัวตน ไม่ควรมีอยู่ในวัตถุประสงค์ของนโยบายการเงิน:
“ในบรรดาเสรีภาพที่สำคัญทั้งหมด ความสามารถในการครอบครอง , โอนและทำธุรกิจด้วยเงินจำนวนหลายล้านดอลลาร์นั้นดูเหมือนว่าจะเป็นหนึ่งในเสรีภาพที่สำคัญที่สุดที่รัฐบาลควรรักษาไว้ [… ] แต่ในกรณีของสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) คือการทำให้เท่าเทียมกันระหว่างผู้เล่นขนาดเล็กและใหญ่ และทำให้ยากขึ้นสำหรับการโอนเงินโดยไม่ระบุตัวตน
ทางด้าน Caitlin Long หัวหน้าผู้บริหารของ Avanti Bank & Trust ซึ่งเป็นธนาคารที่กำลังจะเปิดตัวที่จะให้บริการแก่บริษัทที่ดำเนินการกับ crypto ยืนยันว่า ประเด็นความเป็นส่วนตัวและการไม่เปิดเผยตัวตนนั้นจะถูกนำมาเป็นประเด็นในการอภิปรายเกี่ยวกับ cryptocurrencies ต่อไป
นอกจากนี้เธอยังยืนยันว่าสถาบันการเงินหลายแห่งถูกบังคับให้ปฏิบัติตามกฎหมายที่พวกเขาไม่เห็นด้วย

Digital Dollar จะปลดล็อคความสามารถในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล “ที่เหมาะสมยิ่งขึ้น”

Christopher Giancarlo ผู้อำนวยการโครงการ Digital Dollar และอดีตประธาน CFTC ยืนยันว่าสกุลเงินดิจิตอลที่ออกโดยรัฐนั้น จะเปิดโอกาสในการใช้สิทธิส่วนบุคคลที่สมดุลและเหมาะสมกับความต้องการของรัฐบาล
“การมีความสมดุลของความเป็นส่วนตัวที่ถูกต้อง” จะอยู่ใน “ความจำเป็นในการออกแบบ” สำหรับสกุลเงิน fiat แบบดิจิทัลใด ๆ
Giancarlo ยังแย้งว่า วัตถุประสงค์ของ Digital Dollar ควรเป็นการสร้างสกุลเงินที่เป็นหน่วยเงินที่ต้องการในหมู่ประชาชน โดยเน้นว่าการออกแบบ Digital Dollar จะต้องผ่านการอภิปรายสาธารณะอย่างจริงจัง

ความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวปรากฏอย่างชัดเจน

Sheila Warren หัวหน้าแผนก blockchain และ data policy ที่ World Economic Forum กล่าวเน้นถึงงปัญหาความเป็นส่วนตัวที่เกิดขึ้นในการแปลงสกุลเงิน Fiat ให้เป็นแบบดิจิทัล โดยเน้นถึงความสำคัญของลักษณะทางการเมืองของประเทศต่างๆ
“บริบททางวัฒนธรรม , เศรษฐกิจและการเมืองที่มีเอกลักษณ์และหลากหลายในแต่ละประเทศ จะทำให้เกิดความแตกต่างในเรื่องของความเป็นส่วนตัวอย่างมีนัยสำคัญ” Sheila กล่าว

CBDC และ Private digital currencies จะมาบรรจบกัน

Dante Disparte รองประธานของสมาคม Libra Association แย้งว่าส่วนใหญ่ของ Private digital currencies เหมาะสมที่จะให้บริการแก่ประชาชน และจะช่วยให้บุคคลสามารถเลือกใช้โปรโตคอลใดก็ได้ตามความต้องการของพวกเขา
นอกจากนี้ยังกล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการสร้างสกุลเงินดิจิทัล คือการเป็น “ตัวเลือก” ที่ดีกว่า รวมถึงอธิบายถึงการขาดตัวเลือกทางการเงินในปัจจุบันว่าเป็นการสร้างช่องโหว่ที่นำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ผู้ใหญ่ขอให้อธิบายเรื่อง "เงินหยวนดิจิทัล" ที่กำลังจะใช้ในเดือนนี้




ผู้ใหญ่ขอให้อธิบายเรื่องเงินหยวนดิจิทัลที่กำลังจะใช้ในเดือนนี้ให้บอร์ดเข้าใจใน 1 นาทีและห้ามมีศัพท์เทคนิค จึงขอบันทึกไว้ ณ ที่นี้

- DCEP หรือเงินดิจิทัลหยวนมาจาก Digital Currency Electronic Payment แปลว่าเป็นเงินหยวนแท้ ๆ ที่เอามาใช้จ่ายในระบบดิจิทัลครับ

- มันไม่ใช่เงินดิจิทัลแบบที่เรารู้จัก (อย่างที่ผมเคยซื้อเจ้านึงที่ราคา 6 บาทตอนนี้เหลือบาทกว่า ๆ) ราคาขึ้นลงตามการเก็งกำไร แต่ DCEP ไม่เป็นยังงั้นเพราะมันคือเงินหยวนแท้ ๆ ที่รัฐบาลค้ำประกันครับ

- แปลว่ารัฐบาลจีนจะปล่อยเงินสู่ระบบสักล็อตหนึ่ง แทนที่จะให้โรงกษาปณ์พิมพ์เป็นธนบัตรออกมาก็ออกมาเป็นโค้ดใช้กับกระเป๋าเงินอิเล็คทรอนิกส์

- คนไทยรู้จักกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ดีจากแอพ “เป๋าตัง” ที่ธนาคารกรุงไทยทำ แต่ DCEP ไม่ง้อธนาคารครับ แอพอะไรก็ใช้ได้ ไม่มีบัญชีธนาคารก็ใช้ได้ด้วย

- ทำไมมันถึงทำได้ เพราะรัฐบาลจีนทำเองครับ เอกชนก็สนับสนุน คนจีนเองก็ใช้ Mobile Payment กันอยู่แล้ว จึงไม่ต้องปรับตัวกันมาก

- DCEP ลดขั้นตอนการทำธุรกรรมลงมหาศาล จะซื้อจะขายอะไร เดิมต้องมีข้อมูลวิ่งไปมาระหว่าง ผู้ซื้อ-ธนาคาร-บัตรเครดิต-ผู้ขาย ตอนนี้ไม่ต้องเลย กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์จัดการทั้งหมด

- มันไม่เหมือน Bitcoin หรือเงินคริปโตอื่น ๆ ที่เราเคยรุ้จักเพราะจีนออกแบบมันใหม่ทั้งหมด โดยไม่อิงกับเทคโนโลยีบล็อคเชนแบบเดิม มันจึงโอนเงินได้แม้อินเตอร์เน็ตล่ม แค่คนซื้อคนขายมีมือถือและอยู่ด้วยกันก็พอแล้ว

- เงินหยวนจะโอนข้ามประเทศได้ง่ายมาก ๆ เพราะไม่ต้องผ่านตัวกลางใด ๆ แปลว่าค่าธรรมเนียมเป็น 0 ไม่ต้องจ่ายซ้ำซ้อนให้ธนาคารและบัตรเครดิตเหมือนที่เคยเจอ

- ข่าวเกินจริงที่ออกมาก่อนหน้านี้คือจะยกเลิกเงินสกุลหยวนและหันมาใช้ DCEP แทนทำให้คนแตกตื่น ซึ่งไม่จริงครับ เงินหยวนยังอยู่ แต่ในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้าก็ไม่แน่ เพราะความต้องการธนบัตรจะลดลงอยู่แล้ว

- มันไม่ได้มาแทนที่ AliPay, WeChatPay อย่างที่เป็นข่าว แต่จะทำให้แอพพวกนี้และการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์โตขึ้นอย่างมหาศาล เพราะรัฐบาลไม่ได้แค่ส่งเสริม แต่ลงมาทำเองครับผม..

แหล่งข้อมูล 
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=2891662357553548&set=a.106115969441548&type=3&theater


วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

“หยวนดิจิทัล” ความพยายามของจีนที่จะโค่น US Dollar

"หยวนดิจิทัล” ความพยายามของจีนที่จะโค่น US Dollar
บทวิเคราะห์ โดยTHINK FUTURE
#เกิดอะไรขึ้น# จีนกำลังจะเป็นประเทศแรกของโลกที่ออกเงินดิจิทัลของชาติบนบล็อคเชน ในตอนนี้เงินดิจิทัลนี้กำลังถูกทดสอบใน 4 เมืองทั่วประเทศจีน ได้แก่ เซินเจิ้น สงอัน เฉิงตูและซูโจว โดยที่เมืองสงอันจะมีการมุ่งเน้นการทดสอบในร้านค้า ร้านอาหารต่างๆ เช่น McDonald และ Starbucks

## หมายความว่าอย่างไร?
จีนยุคใหม่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมาก รัฐบาลเองก็สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีทุกรูปแบบ
ที่ผ่านมาเราอาจจะเห็นว่าจีนเน้นไปที่ AI แต่เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้ประกาศในการประชุมกับทางสำนักการเมืองของคณะกรรมการกลางของพรรคว่าจะสนับสนุนบล็อคเชนเทคโนโลยีเพื่อ “เป็นผู้นำในตลาดเกิดใหม่ของบล็อคเชน” ในช่วงปลายปีที่แล้วจนถึงตอนนี้เราจึงได้ยินข่าวเรื่องการพัฒนาบล็อคเชนจากจีนเยอะมาก ถึงแม้จีนจะเพิ่งประกาศออกมาแต่แท้ที่จริงแล้วจีนได้ซุ่มพัฒนาเงินดิจิทัลบนบล็อคเชนของตัวเองมานานถึง 6 ปีแล้ว และในปีนี้โปรเจคลับที่ซุ่มทำมานานถึง 6 ปีก็พัฒนามาถึงขั้นทดสอบเรียบร้อย
DCEP (DC/EP) หรือ Digital Currency Electronic Payment คือสกุลเงินดิจิทัลแห่งชาติของจีนซึ่งถูกสร้างขึ้นบนเทคโนโลยีบล็อคเชนและการเข้ารหัส (Cryptographic) เป็นหลัก (แต่มีเทคโนโลยีอื่นผสมด้วยเพราะข้อจำกัดบางประการของบล็อคเชน) DCEP จะถูกยึดกับเงินหยวนในอัตรา 1:1 สกุลเงินนี้แตกต่างจาก Libra ของ Facebook ที่ถูกสร้างขึ้นโดยบริษัทเอกชนตรงที่ DCEP ถูกสร้างขึ้นโดยรัฐบาลจีนเอง ดังนั้นเราสามารถเรียกมันได้อย่างเต็มปากว่าหยวนดิจิทัล DCEP จะมีการใช้งานหลักๆอยู่สองแบบ หนึ่งคือการใช้สำหรับการค้าทั่วไป สองคือการใช้โอนเงินภายในของธนาคาร
ทีนี้ก็มาถึงคำถามสำคัญ ทำไมจีนถึงสร้างหยวนดิจิทัลขึ้นมา?
ผู้นำสถาบันวิจัยสกุลเงินดิจิทัลของจีนให้เหตุผลในการสร้างสกุลเงินดิจิทัลว่า “เพื่อปกป้องอธิปไตยทางการเงินและสถานะทางการเงินของจีน เราต้องวางแผนสำหรับในช่วงเวลาคับขัน” อาจเป็นเพราะประวัติศาสตร์ที่เคยโดนล่าอาณานิคมทำให้จีนหวงแหนอำนาจอธิปไตยของตัวเองมาก
James A. Garfield ประธานาธิบดีคนที่ 20 ของอเมริกาเคยกล่าวไว้ว่า “Whoever controls the volume of money in any country is absolute master of all industry and commerce” แปลได้ว่าใครก็ตามที่สามารถควบคุมเงินในประเทศไหนก็ได้คือผู้ชนะในทุกอุตสหกรรมและการค้า สิ่งที่ทำให้อเมริกาเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งเป็นเวลานานนั้นไม่ใช่เพราะแสนยานุภาพของกองทัพแต่เป็นสกุลเงิน US Dollar ต่างหาก เงินดอลลาร์ถือได้ว่าเป็นสกุลเงินของโลกมาเป็นเวลานาน ข้อมูลจาก IMF ชี้ว่าในปัจจุบันมากกว่า 61% ของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศทั่วโลกเป็นเงินดอลลาร์ซึ่งอยู่ในรูปเงินสด พันธบัตร และตราสารหนี้ต่างๆ และกว่า 40% ของหนี้ทั่วโลกก็อยู่ในสกุลดอลลาร์เช่นกัน ถ้าจีนไม่รีบพัฒนาเงินดิจิทัลของตัวเองขึ้นมาแล้วปล่อยให้ทางอเมริกาไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือ Facebook ทำสำเร็จก่อน จีนเองจะมีความเสี่ยงที่จะโดนดอลลาร์ควบคุมมากขึ้นกว่าเดิม
แต่นอกจากเพื่อรักษาอธิปไตยทางการเงินแล้ว จีนยังต้องการผลักดันให้เงินหยวนดิจิทัลกลายเป็นตัวเลือกในการใช้ทำ Cross Border Payment หรือการชำระเงินข้ามพรมแดนแทน SWIFT ซึ่งจะเป็นการเพิ่มการหมุนเวียนของเงินหยวนในระดับโลก แน่นอนว่าความหวังสูงสุดของจีนคือการได้เป็นสกุลเงินของโลกแบบเงินดอลลาร์
## มีผลกระทบกับเราอย่างไร?
โปรเจคระดับชาติของประเทศที่เป็นมหาอำนาจลำดับสองของโลกย่อมต้องสร้างแรงสั่นสะเทือนไปในทุกระดับ แต่ในบทความนี้เราจะโฟกัสไปที่ผลกระทบของหยวนดิจิทัลกับเรื่องการเงินของโลกเท่านั้น
สำหรับเงินหยวน: ในขั้นต้นสกุลเงินหยวนไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรเพราะ DCEP คือการเปลี่ยนรูปเงินหยวนแบบกระดาษไปสู่รูปแบบดิจิทัลเท่านั้นเอง ดังนั้นมันจึงไม่มีผลกระทบอะไรมาก แต่ถ้าในระยะยาวหยวนดิจิทัลถูกใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้นซึ่งรวมถึงการค้าระหว่างประเทศหรือเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ในตอนนั้นเงินหยวนจะมีอำนาจมากขึ้นในเวทีโลก
สำหรับอเมริกา: นักวิเคราะห์ของนิตยสาร Fortune ได้วิเคราะห์ไว้ว่า ชัยชนะของจีนในสังเวียนสกุลเงินดิจิทัลอาจจะส่งผลเสียต่ออเมริกาและกลุ่มทุนของประเทศทางตะวันตกถ้าธุรกิจระหว่างประเทศสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องผ่านธนาคารหรือองค์กรที่อเมริกาควบคุมอยู่ อเมริกาจะสูญเสียสิทธิในการลงโทษ (Sanction) ประเทศอื่นๆเวลาทำผิดกฏการค้าหรือทำอะไรให้อเมริกาไม่พอใจ นอกจากนี้ประเทศคู่ค้าของจีนก็จะไม่จำเป็นต้องกังวลถึงความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ (ปกติการค้าระหว่างประเทศจะถูกแปลงเป็นเงินดอลลาร์ก่อนเพราะเราใช้ระบบ Money Settlement ของอเมริกา) ทำให้ประเทศเหล่านี้ไม่ต้องตุนดอลลาร์ไว้ในเงินทุนสำรองระหว่างประเทศซึ่งจะส่งผลให้เงินดอลลาร์มีความต้องการน้อยลงและอาจส่งผลต่อความเสื่อมอำนาจของเงินดอลลาร์
ธนาคารกลางประเทศต่างๆ: ในขั้นแรกธนาคารกลางของประเทศต่างๆอาจจะไม่รู้สึกถึงผลกระทบของหยวนดิจิทัล แต่เมื่อเวลาผ่านไปธนาคารกลางของหลายประเทศที่จีนเป็นคู่ค้าสำคัญหรือประเทศที่ประชาชนไม่เชื่อมั่นในเศรษฐกิจหรือรัฐบาลของประเทศตัวเองอาจจะเริ่มปวดหัวไปตามๆกัน ในประเทศเหล่านี้ประชาชนอาจจะพอใจที่จะใช้เงินหยวนมากกว่าเงินของประเทศตัวเอง เราอาจจะเคยเห็นมาแล้วว่าประชาชนในประเทศที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือการเมืองพอใจที่จะถือสกุลเงินต่างประเทศมากกว่าของประเทศตัวเอง ด้วยความที่หยวนชนิดใหม่นี้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลทำให้มันไร้พรมแดน คนสามารถเก็บเงินจำนวนมหาศาลไว้ในโทรศัพท์เครื่องเดียวได้ หากประชาชนจำนวนมากเลิกใช้เงินของประเทศตัวเองเมื่อไหร่นั้นหมายความว่าประเทศนั้นได้เสียอำนาจอธิปไตยทางการเงินของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว หยวนดิจิทัลอาจจะมากระตุ้นให้เกิดสิ่งเหล่านี้เร็วขึ้น
ส่วนธนาคารกลางของประเทศที่เห็นจีนเป็นภัยคุกคามก็จะเริ่มออกสกุลเงินดิจิทัลแห่งชาติออกมาเพื่อพยายามรักษาอำนาจทางการเงินของประเทศตัวเอง อย่างน้อยเราสามารถมั่นใจได้เลยว่าประเทศในกลุ่ม G20 หรือแม้กระทั้งไทยเองจะต้องออกสกุลเงินของตัวเองในรูปแบบดิจิทัลออกมาในที่สุด
ธนาคารพาณิชย์ประเทศต่างๆ: ธนาคารพาณิชย์ในประเทศต่างๆอาจจะต้องเริ่มทบทวนบทบาทและโมเดลธุรกิจของตัวเองใหม่ แม้ว่าหยวนดิจิทัลจะยังไม่มีผลกระทบทางตรงกับธนาคารเหล่านี้ แต่ผลกระทบทางอ้อมนั้นก็รุนแรงไม่แพ้กัน นั้นก็คือถ้าธนาคารกลางของประเทศเหล่านี้ออกสกุลเงินดิจิิทัลของประเทศออกมาในที่สุด ประชาชนอาจจะเริ่มตั้งคำถามแล้วว่าทำไมเรายังต้องเอาเงินไปฝากธนาคารในเมื่อเราสามารถเก็บไว้กับตัวได้ ธนาคารพาณิชย์ที่มีโมเดลธุรกิจในการเอาเงินฝากของลูกค้ามาทำธุรกิจอาจจะต้องเตรียมพร้อมถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึงในอนาคต

สำหรับประเทศไทย(และประเทศอื่นๆ): หยวนดิจิทัลจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อไทยอย่างรวดเร็วแบบ Libra ของ Facebook นั้นก็เพราะว่าประเทศจีนไม่ได้เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มที่มีคนไทย 40 กว่าล้านคนใช้งานอยู่แล้ว คนไทยโดยส่วนใหญ่ก็ไม่มีเหตุผลอะไรในการต้องใช้เงินหยวน อย่างไรก็ตามไทยอาจโดนจีนบีบให้ใช้หยวนดิจิทัลในการทำการค้ากับจีนเพื่อที่จะกระตุ้นความต้องการเงินหยวนในระดับโลก คุ้นๆเรื่อง Belt and Road Initiative หรือเส้นทางสายไหมยุคใหม่ที่จีนเป็นคนเริ่มไหมครับ? นั้นแหละครับ Think Future คิดว่าคงโดนบังคับใช้กันทุกประเทศในเส้นทางเลย ผู้ประกอบการที่ทำการค้ากับจีนอาจจะต้องเปิดบัญชีบนบล็อคเชนของหยวนดิจิทัลเพื่อที่จะสามารถทำธุรกิจได้เช่นเดียวกับที่ผู้ประกอบการเหล่านี้เปิดรับ Alipay และ Wechat Pay และแน่นอนถ้าไทยใช้หยวนดิจิทัลเมื่อไหร่จีนก็จะรู้ความเคลื่อนไหวของเงินระหว่างไทย-จีนมากขึ้นกว่าเดิมซึ่งอาจจะทำให้เกิดความได้เปรียบทางการค้ากับไทยในอนาคต https://www.blockdit.com/articles/5eaff266250a650ca08e9b87