แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ CBDC แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ CBDC แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

อดีตประธานกรรมการหลักทรัพย์จีนกล่าวว่า “จีนจำเป็นต้องปฏิรูปกฎหมาย Crypto ใหม่”

Xiao Gang อดีตประธานคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์ของจีนกล่าวว่า ประเทศจีนกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจดิจิทัล และต้องยอมรับกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับตลาด crypto ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว 
Xiao Gang ได้กล่าวในงาน Pushan Lectures of China Finance 40 Forum ครั้งที่ 19 หรือ CF40 ซึ่งจัดขึ้นทางออนไลน์เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม โดยได้พูดถึงบทเรียนที่ได้เรียนรู้จากการพัฒนาตลาดทุนของจีนตลอดระยะเวลา 30 ปี 
ตามรายงานข่าว Xiao กล่าวว่า จีนมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนเกี่ยวกับการปฏิรูประบบดิจิทัล:
“การพัฒนาตลาดทุนดิจิทัลกำลังประสบปัญหากับการเปลี่ยนแปลง เช่นเว็บเทรด cryptocurrency ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต วิธีจัดการกับการเปลี่ยนแปลงองค์กรเช่นนี้เป็นปัญหาที่เราอาจประสบ”
Xiao กล่าวว่า ขอบเขตของผลิตภัณฑ์และบริการบางอย่างในตลาดทุนดิจิทัลกำลังเจอปัญหาในด้านกฎหมายและข้อบังคับในปัจจุบันที่ไม่สามารถติดตามพวกเขาได้  โดยเขากล่าวว่าความสมดุลที่ผิดจากการพยายามปกป้องนักลงทุนและผู้บริโภคอาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่
Xiao ตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาสำหรับการพัฒนาของตลาดทุนดิจิตอลรวมถึงการเกิดขึ้นของการผูกขาดเส้นทางการพัฒนาการกระจายอำนาจและการเปิดเผยข้อมูลยังคงมีอยู่ ซึ่งยังต้องมีการชี้แจง หารือและวิจัยเพิ่มเติม
“เราต้องยึดมั่นในหลักการของความเปิดกว้างการ แบ่งปัน และความเป็นธรรมในการพัฒนาตลาดทุนดิจิตอล [… ] เราควรจะยอมรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และเร่งสร้างโมเดลธุรกิจที่ชาญฉลาด [… ] รวมถึงส่งเสริมการเชื่อมต่อของข้อมูลและสร้างสภาพแวดล้อมของตลาดที่ยุติธรรม” 
ก่อนหน้านี้ ก็มีรายงานว่าโรงเรียนของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้ตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับ crypto เช่น Bitcoin และ Blockchain

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

จีนอาจเปิดตัวหยวนดิจิทัลเร็วขึ้น เพื่อโต้การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

จีนอาจเปิดตัวหยวนดิจิทัลเร็วขึ้น 
เพื่อโต้การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

พฤษภาคม 26, 2020
รายงานใหม่ระบุว่าจีนอาจเร่งการเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) เร็วขึ้นกว่าเดิม เพื่อตอบโต้ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากภัยคุกคามของสหรัฐอเมริกา

CBDC จะเปิดตัวเร็วขึ้น ?

อ้างอิงจากรายงานล่าสุดที่เผยว่า ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกกำลังทดสอบโปรเจค CBDC บนแอปพลิเคชั่นมือถือ แหล่งข่าวอ้างว่าองค์กรที่อยู่เบื้องหลังโปรเจคนี้คือ ธนาคารประชาชนจีน (PBoC), AliPay และ Tencent ซึ่งได้นำร่องใช้เวอร์ชั่นแรกในพื้นที่ใหม่อย่าง Xiongan 
ในขณะที่แหล่งข่าวก่อนหน้านี้ได้ยืนยันแล้วว่า ในช่วงแรกสกุลเงินดิจิทัลดังกล่าวนี้จะถูกใช้สำหรับการชำระเงินรายย่อยและการชำระค่าธรรมเนียมของสมาชิกในพรรคคอมมิวนิสต์ โดยสื่อข่าวท้องถิ่นได้ชี้ให้เห็นวัตถุประสงค์หลักสองประการที่แตกต่างกันสำหรับโปรเจค CBDC ว่า
ประการแรกมันอาจจะมาถึงเร็วขึ้นเพื่อที่จะตอบโต้ภัยคุกคามจากสหรัฐอเมริกาที่อาจส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินและค่าเงินหยวน
“แม้ว่าสหรัฐฯ จะไม่ได้นำบริษัทและสถาบันการเงินของจีนเข้าไปอยู่ในลิสรายชื่อบัญชีดำ แต่สหรัฐฯ ก็อาจยังคงคุกคามสถาบันของจีนในวงกว้างและส่งผลกระทบต่อสถานะของเงินหยวนในการชำระเงินในระดับสากล ด้วยเหตุนี้สกุลเงินดิจิทัลที่ดำเนินการโดยรัฐของจีนจึงอาจจะถูกนำออกใช้เร็วกว่าที่คาดเพื่อตอบโต้การคุกคามของสหรัฐฯ” โดยกล่าวสำนักข่าว Cao Yin
นอกจากนี้ประเทศยังรายงานการได้ใช้ CBDC เพื่อดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หลังวิกฤต COVID-19 จบลง สำนักข่าว Cao Yin อธิบายว่า “ความสามารถในการติดตามสกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับการสนับสนุนจาก blockchain นั่นสามารถช่วยให้เงินหลั่งไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง”

บทลงโทษระหว่างสหรัฐ ฯ กับจีน

ทั้งสองประเทศนั่นมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่มากที่สุดในโลก อ้างอิงตาม GDP ซึ่งปัจจุบันสหรัฐ ฯ และจีนกำลังมีความขัดแย้งครั้งใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่จีนเสนอกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติใหม่ในฮ่องกง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสั่งห้ามการปลุกระดม , การแยกตัวและการโค่นล้มรัฐบาล
นโยบายสองระบบที่ช่วยให้ฮ่องกงสามารถรักษาการดำเนินงานทางเศรษฐกิจและการบริหารของตนเองที่เพิ่งถูกยกเลิกไปนั่นได้ทำให้ประชาชนหลายพันคนได้ออกมาประท้วงและต่อต้าน ในขณะที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่ากฎหมายนี้อาจเป็นอันตรายต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง
นาย Robert O’Brien ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกากล่าวว่ากฎหมายฉบับใหม่นี้จะอนุญาตให้จีนสามารถ “เข้ายึดครองฮ่องกง” ดังนั้นเขาเชื่อว่าสหรัฐ ฯ จะดำเนินการตามมาตรการลงโทษต่อไป
“การเสนอร่างกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในครั้งนี้ ตีความเป็นนัย ๆ ได้ว่าจีนกำลังจะเข้ายึดครองฮ่องกงและหากทำเช่นนั้นจริง มันจะไม่สามารถรับรองได้เลยว่าฮ่องกงจะมีอิสรภาพ” กล่าวโดยนาย Mike Pompeo รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐฯ 

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

Digital Yuan & Libra 2.0 : อนาคตเงินดิจิทัลหลังโควิด


Digital Yuan & Libra 2.0 : 
อนาคตเงินดิจิทัลหลังโควิด

ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกในปัจจุบันและหลังโควิดเราจะอยู่บนสังคมออนไลน์มากขึ้น “เงิน” ก็เช่นกัน

จากที่เคยใช้กระดาษเป็นสื่อกลาง ก็มีช่องทางในการใช้ที่ยากขึ้นในยุคที่การซื้อขายส่วนใหญ่ทำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัจจัยเร่งในการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลเพื่อรองรับการทำธุรกรรมแบบ cashless ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มทดลองใช้ Digital Yuan ของจีน หรือการออกเวอร์ชั่น 2.0 ของ Facebook Libra โดยผู้เขียนขอตั้งประเด็น ดังนี้
1.ใครเป็นคนสร้าง?

Digital Yuan : รัฐบาลเป็นเจ้าภาพ โดยธนาคารกลางจีนเป็นผู้ออกแต่เพียงผู้เดียว และไม่ได้ยกเลิกสกุลเงินหยวนที่อยู่ในรูปแบบธนบัตร/เหรียญกษาปณ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่ Digital Yuan จะถูกใช้ควบคู่กันไป
โดยวัตถุประสงค์ของเหรียญก็เพื่อการชำระเงินรายย่อย (Retail CBDC) หรืออาจกล่าวได้ว่าประชาชนจีนสามารถใช้จ่ายเงินหยวนในรูปแบบดิจิทัลผ่านกระเป๋าสตางค์ e-wallet ของตนเองได้
Libra 2.0 : เอกชนเป็นเจ้าภาพ โดย Fb ผ่าน Libra Association เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งในเวอร์ชั่น 2.0 ได้มีการเปลี่ยนรูปแบบจากการที่ Fb จะเป็นผู้ออกเหรียญเอง เป็นการสร้าง Platform ที่เชิญชวนให้ธนาคารกลางทั่วโลกเข้ามาพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลบน platform ของ Libra หรือพูดง่ายๆ ว่า Fb กำลังเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ออกเหรียญ เป็นผู้สร้างระบบที่ให้ธนาคารกลางต่างๆ มาลงโปรแกรมเงินดิจิทัลของตนบน Libra platform
2.รูปแบบและการใช้งานเป็นอย่างไร?

Digital Yuan : ในการออก Digital Yuan จำนวน 1 เหรียญ จะต้องมีการตั้งสำรองจำนวน 1 หยวน (1:1) และเก็บรักษาไว้ในบัญชีของธนาคารกลาง ซึ่งเท่ากับว่ามีหลักทรัพย์หนุนหลังในลักษณะที่ไม่ต่างจากการพิมพ์ธนบัตรในกรณีปกติ นอกจากนี้ Digital Yuan ยังสามารถใช้งานแบบ Offline ได้ (ผ่านระบบ NFC หรือเทคโนโลยี​ไร้สาย​ที่​ช่วย​​จับคู่​​อุปกรณ์) ดังนั้น แม้โทรศัพท์จะไม่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้แต่ก็ยังสามารถทำธุรกรรมทางการเงินผ่าน e-Wallet ได้อยู่ดี
Libra 2.0 : ได้เสนอสร้างเหรียญในสองรูปแบบ รูปแบบแรกคือ การสร้าง Single-currency stablecoins ซึ่งมีหลักการในการตั้งสำรองแบบ 1:1 เหมือน Digital Yuan ในข้างต้น แต่ต่างกันที่ในระยะแรก Libra ได้กำหนดสกุลเงินที่สามารถเข้าร่วมพัฒนาบนระบบไว้เพียง 4 สกุล ได้แก่ USD, EUR, GBP และ SGD (ในอนาคตอาจมีการกำหนดเพิ่ม) ดังนั้น หากมีการออก LibraGBP จำนวน 1 ล้าน LibraGBP ก็ต้องตั้งสำรองไว้ 1 ล้าน GBP และเก็บไว้ในบัญชีธนาคารที่ Libra กำหนด 
รูปแบบที่สองคือ การสร้าง Global Libra โดยมูลค่าสินทรัพย์ที่หนุนหลังคือมูลค่าของทุกเหรียญที่รวมกันอยู่ใน Single-currency stablecoins ซึ่งจะคำนวณแบบค่าเฉลี่ยของทุกสกุล (คล้ายกับสิทธิพิเศษถอนเงิน (SDR) ที่กำหนดโดย IMF) โดยวัตถุประสงค์ในการสร้างเหรียญประเภทนี้เพื่อใช้เป็นช่องทางการชำระเงินระหว่างประเทศ

3.บทบาทของรัฐจะเป็นอย่างไร?
Digital Yuan : ผู้เขียนชื่อว่าบทบาทในการกำกับและสอดส่องระบบการเงินของธนาคารกลางจีนจะเพิ่มขึ้นจากเดิม ลองคิดภาพว่านี่คือการสร้างระบบการเงินที่ดึงความ Centralize กลับมาที่ธนาคารกลางอย่างเต็มรูปแบบ กล่าวคือ “เงิน” หากอยู่ในรูปแบบธนบัตร/เหรียญกษาปณ์ โดยทั่วไปธนาคารกลางจะกำกับดูแลได้ในระดับหนึ่งแต่ไม่เต็มรูปแบบเพราะไม่อาจเห็นภาพการเคลื่อนไหวทั้งหมดของระบบการเงินได้
แต่หากปรับให้อยู่ในแบบดิจิทัลที่ตนเป็นผู้สร้าง การสอดส่องระบบการเงินจะทำได้ดีขึ้น ประกอบกับชาวจีนจำนวนมากนิยมทำธุรกรรมและเปิดบัญชีบน platform ของเอกชนอย่าง Alipay/WeChat ซึ่งแต่ละ platform เปรียบเสมือนช่องทางการทำธุรกรรมของประชาชนที่รัฐอาจไม่เห็นทั้งหมด เพราะต่างมีระบบของตนแยกกันไป ดังนั้น การออก Digital Yuan จึงเท่ากับเป็นการที่รัฐจะบอกว่า กำลังจะสร้างหยวนให้อยู่ในรูปดิจิทัลเพื่อเป็นสื่อกลางให้ทุก App ใช้รูปแบบเดียวกัน ซึ่งสิ่งที่จีนทำคือการให้ร้านค้าและ App ต่างๆ ลงระบบที่สามารถใช้ Digital Yuan ได้ และกำหนดห้ามผู้ใดออกเงินดิจิทัลแข่งกับรัฐบาล

Libra 2.0 ได้ปรับรูปแบบเพื่อเพิ่มบทบาทให้กับรัฐหลายประการ ประการแรกคือ เสนอให้ธนาคารกลางเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเงินดิจิทัลบนระบบของตน ซึ่งข้อสังเกตของผู้เขียนคือ ธนาคารกลางประเทศต่างๆ จะสนใจพัฒนาสกุลเงินของตนบน platform ของเอกชนหรือไม่? ประกอบกับเงินสำรองที่ตั้งไว้ก็อาจอยู่นอกเหนือการควบคุม เพราะต้องเก็บไว้ในบัญชีตามที่ Fb กำหนด และแม้ Fb จะเพิ่มเติมระบบความปลอดภัยให้กับระบบ แต่แนวโน้มในปัจจุบันคือประเทศต่างๆ เร่งพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลบน platform ที่ศึกษาและพัฒนาเองเสียมากกว่า

ประการที่สอง Libra จะเปิดให้ผู้บริการบางประเภท (เช่น ผู้ให้บริการแลกเงิน) ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากรัฐอยู่แล้ว (Regulated VASPs) สามารถให้บริการบน Libra Platform ได้ ซึ่งในอนาคต Fb ได้ระบุว่าอาจมีการเพิ่มผู้ให้บริการอีกกลุ่ม ซึ่งกลุ่มหลังนี้จะเข้ามาได้ต้องผ่านการรับรองจาก Libra Association ก่อน (Certified VASPs) ซึ่งหากผู้ให้บริการในรูปแบบที่สองนี้เกิดขึ้นจริง ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ Fb อาจอนุญาตผู้ให้บริการที่ไม่ได้ “license” จากภาครัฐ แต่ได้ “การรับรอง” จาก Fb เข้าประกอบธุรกิจทางการเงินบน Platform ของตน ซึ่งในส่วนนี้ Whitepaper ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดชัด

4. จีนกับสหรัฐ ใครได้เปรียบ?
ถ้ามองว่านี่คือการแข่งขัน ก็ต้องบอกว่าสหรัฐตามจีนอยู่หลายช่วงตัว ในขณะที่จีนได้เริ่มมีการทดลองใช้แล้วในสี่เมืองใหญ่และคาดว่าจะทดลองแล้วเสร็จภายในปีนี้ แต่สหรัฐยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องสกุลเงินดิจิทัล และแม้ว่าสหรัฐจะเร่งให้ Libra 2.0 ออก LibraUSD ให้ได้เร็วเท่าไร ก็ต้องไม่ลืมว่า Libra Platform ได้รองรับการสร้างเหรียญในสกุลอื่นๆ ด้วยเช่นกัน เนื่องจาก Libra 2.0 มีวัตถุประสงค์ในการสร้างสกุลเงินที่หลากหลายและไม่ได้รองรับเพียงแค่ USD (เพื่อให้มีเงินหลายสกุลมาค้ำประกันเหรียญดิจิทัลได้)
ท้ายที่สุด โควิดคล้ายจะเป็นวิกฤติในโอกาสที่ทำให้จีนมองภาพในอนาคตได้ชัดเจนขึ้น ผู้เขียนเชื่อว่าอีกไม่นานเงินดิจิทัลจะมีบทบาทและเป็นความจำเป็นหนึ่งในชีวิตเราโดยไม่รู้ตัว ซึ่งนี่อาจเป็นความปกติใหม่ประการหนึ่งหลังโควิดก็เป็นได้

[บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน]

วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

“Digital Euro” ประสบความสำเร็จในการทดสอบครั้งแรกจากธนาคารกลางฝรั่งเศส

“Digital Euro” ประสบความสำเร็จในการทดสอบครั้งแรกจากธนาคารกลางฝรั่งเศส

พฤษภาคม 21, 2020
ตามประกาศ เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม Banque de France หรือธนาคารกลางฝรั่งเศส ได้กลายเป็นประเทศแรกที่ประสบความสำเร็จในการทดลองใช้เงิน “ยูโรดิจิทัล” (Digital Euro)
ธนาคารกล่าวว่าได้ทำการทดสอบการขายหลักทรัพย์สำหรับสกุลเงินดิจิตอลของธนาคารกลาง (CBDC) ในวันที่ 14 พฤษภาคม
“ตั้งแต่ต้นปี Banque de France ได้เริ่มดำเนินการทดลองกับสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางโดยมีเป้าหมายเพื่อสำรวจความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีใหม่ ๆ และเพื่อปรับปรุงการทำงานของตลาดการเงินและกฎระเบียบระหว่างธนาคารโดยเฉพาะ”

มุ่งไปที่ Wholesale มากกว่า retail CBDC

แม้ว่าการประกาศของธนาคารครั้งนี้จะไม่มีรายละเอียดมากนัก แต่ก็มีการระบุว่าโครงการนำร่องในปัจจุบันนั้นมุ่งเน้นไปที่ Wholesale มากกว่า retail สำหรับ ยูโรดิจิทัล 
wholesale CBDC จะเป็นการใช้งานระหว่างของธนาคารและผู้เล่นระดับสถาบัน – ตามที่ธนาคารกลางฝรั่งเศสกล่าวว่านี่เป็น “ระเบียบระหว่างธนาคาร”
ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ธนาคารกลางฝรั่งเศสจะดำเนินการทดสอบเพิ่มเติมต่อไป โดยสิ่งเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับการส่งเงินยูโรดิจิทัลระหว่างธนาคาร ตามข่าวประชาสัมพันธ์
ย้อนไปในเดือนธันวาคม 2019 ผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศส François Villeroy de Galha เคยกล่าวว่าเขาต้องการให้ฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกที่ออกเงินดิจิทัล

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ไทยพาณิชย์ชี้ "เงินหยวนดิจิทัล" เป็นนวัตกรรมการเงินครั้งสำคัญที่สุด แนะธุรกิจไทยจับตาความคล่องตัวเงินหยวนในระยะยาว

ไทยพาณิชย์ชี้ "เงินหยวนดิจิทัล" เป็นนวัตกรรมการเงินครั้งสำคัญที่สุด แนะธุรกิจไทยจับตาความคล่องตัวเงินหยวนในระยะยาว
Tuesday May 12, 2020 15:51 —ThaiPR.net
ไทยพาณิชย์มองเงินหยวนดิจิทัลเป็นนวัตกรรมการเงินครั้งสำคัญที่สุด หลังจากเกิดไวรัส COVID-19 ชี้ข้อดีช่วยให้ผู้บริโภคมั่นใจข้อมูลการใช้จ่ายส่วนตัว เนื่องจากข้อมูลถูกจัดเก็บรวมกันที่ธนาคารกลาง ไม่กระจายอยู่ที่บริษัทเอกชน ระบุธนาคารพาณิชย์ของจีนต้องเตรียมรับมือหลังถูกลดทอนบทบาทการส่งต่อกลไกราคา พร้อมแนะธุรกิจไทยควรจับตาแนวโน้มระยะยาว ความคล่องตัวของเงินหยวนดิจิทัลจะผลักดันให้เงินหยวนมีความสากลมากขึ้น
นายมาณพ เสงี่ยมบุตร รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน China Business ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การประกาศเริ่มใช้เงินหยวนดิจิทัลน่าจะเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่สำคัญที่สุดหลังจากเหตุการณ์โรคระบาด โดยเงินหยวนดิจิทัลนี้ไม่ใช่สกุลใหม่หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของเงินหยวนปกติ ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินนโยบายการเงิน ตลอดจนมีส่วนช่วยในการปราบปรามการทุจริต ในระยะยาวอาจเป็นตัวเสริมความเป็นสากลของเงินหยวน อีกทั้งเงินหยวนดิจิทัลมีคุณสมบัติและวัตถุประสงค์ที่ตรงกันข้ามกับ crypto currency โดยสิ้นเชิง และรัฐบาลจีนไม่ได้มีสัญญาณที่จะเปลี่ยนท่าทีมาส่งเสริมการใช้ crypto currency แต่อย่างใด เมื่อพิจารณาถึงผลต่อภาคธุรกิจ คาดว่าธนาคารพาณิชย์จีนน่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะดูเหมือนธนาคารกลางจีนออกแบบเงินดิจิทัลนี้ให้ลดทอนบทบาทธนาคารพาณิชย์ในการทำหน้าที่เป็นตัวส่งต่อกลไกราคา อีกทั้งความต้องการใช้บริการบางด้าน เช่น ธุรกิจ custodian และธุรกิจกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ อาจลดลง
ธนาคารกลางจีน หรือ หรือ People’s Bank of China (PBOC) ได้ศึกษาแนวทางการออกเงินหยวนดิจิทัลมาตั้งแต่ปี 2014 แล้ว การนำเงินหยวนดิจิทัลออกมาใช้ในช่วงเวลานี้ ส่วนหนึ่งเพื่อการป้องกันการติดโรคระบาดผ่านธนบัตร ถึงแม้ประเทศจีนเป็นสังคมไร้เงินสดเกือบทั้งหมด แต่เบื้องหลังของกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย ยังมีส่วนที่เป็นธนบัตรกระดาษอยู่ อาทิ การจัดเก็บธนบัตรที่ธนาคารพาณิชย์ ส่วนเงินหยวนดิจิทัลจะไม่มีขั้นตอนของธนบัตรกระดาษแต่อย่างใด ในระยะต่อไปเมื่อมีการใช้เงินหยวนดิจิทัลในวงกว้าง ธนาคารกลางจีน น่าจะสามารถดำเนินนโยบายทางการเงินได้แบบคล่องตัวและตรงจุดมากขึ้น เนื่องจากคุณสมบัติด้านการรวมศูนย์ที่ทำให้ติดตามสถานะของผู้ถือเงินได้ ซึ่งธนาคารกลางอาจกำหนดหรือปรับอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ต่างกันสำหรับกลุ่มผู้ถือเงินแต่ละกลุ่มโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกลไกของธนาคารพาณิชย์ ทำให้ธนาคารกลางสามารถบริหารสภาพคล่องในแต่ละภาคเศรษฐกิจได้โดยตรงมากขึ้น นอกจากนี้ ประโยชน์อื่น ๆ ของเงินดิจิทัล ได้แก่ ต้นทุนการผลิตเงินที่ต่ำกว่า การป้องกันการคดโกงและการฟอกเงินที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า หรือแม้กระทั่งการจ่ายเงินอุดหนุนในเหตุวิกฤติที่ทำได้แบบตรงตัวกว่า เป็นต้น
เงินหยวนดิจิทัลมีความต่างจากกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากเงินหยวนดิจิทัลจะถูกเก็บอยู่ในมือถือของประชาชนโดยตรง การใช้จ่ายทำผ่านระบบ NFC ก็คือเอาโทรศัพท์มือถือมาแตะกัน จึงให้ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลสูงกว่าสำหรับประชาชนทั่วไป เพราะข้อมูลการใช้จ่ายจะถูกจัดเก็บรวมกันที่ธนาคารกลาง ไม่กระจายอยู่ที่บริษัทเอกชน และสิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้ในภาคธุรกิจ คือ เมื่อมีการใช้เงินหยวนดิจิทัลในวงกว้าง ธุรกิจร้านค้าอาจถูกติดตามเรื่องการเสียภาษีได้ง่ายขึ้น”
ปัจจุบัน ธนาคารกลางจีน กำลังจะทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัลที่มีชื่อทางการว่า Digital Currency/Electronic Payment (DCEP) โดยกำหนดทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัลนี้ใน 4 เมือง ได้แก่ เซิ่นเจิ้น ซูโจว เฉิงตู และเขตเมืองใหม่สงอัน โดยในเมืองซูโจว ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม รัฐบาลจะจ่ายค่าเดินทางให้กับข้าราชการครึ่งหนึ่งเป็นเงินหยวนดิจิทัล ส่วนการทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัลในเมืองสงอันนั้น จะเน้นทดลองใช้กับธุรกิจค้าปลีกและการจัดเลี้ยง เช่น ซุปเปอร์มาร์เก็ต และฟิตเนส เป็นต้น โดยมีบริษัทข้ามชาติใหญ่ ๆ เช่น Starbucks McDonald’s และ Subway เข้าร่วมโครงการทดลองในครั้งนี้ด้วย
ในมุมมองของไทยพาณิชย์ สิ่งที่ต้องจับตามองอย่างมาก คือ เมืองสงอัน ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงปักกิ่ง เพราะรัฐบาลจีนจะผลักดันให้เป็นเมืองอัจฉริยะแห่งอนาคต ในส่วนของกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Apple Pay, AliPay และ WeChat นั้น รัฐบาลจีนก็ออกกฎชัดว่าต้องสามารถรองรับการใช้งานของเงินหยวนดิจิทัลได้ ซึ่งน่าจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การใช้แพร่หลายอย่างรวดเร็ว
นายมาณพ ยังกล่าวด้วยว่า แนวคิดของเงินหยวนดิจิทัลนั้นอยู่ตรงกันข้ามกับ cryptocurrency เช่น bitcoin หรือ stable coin เช่น Libra และโดยนัยยังเป็นการสกัดกั้น cryptocurrency เนื่องจากเงินหยวนดิจิทัลมีลักษณะ 3 ประการ
มีกฎหมายรองรับและไม่ใช่เงินสกุลใหม่ : 
เงินหยวนดิจิทัลเป็นเงินที่มีกฎหมายและความน่าเชื่อถือของประเทศรองรับ 
ไม่ใช่เงินสกุลใหม่ หากแต่เป็นเงินหยวนในรูปแบบดิจิทัล (แทนที่จะเป็นกระดาษ) 

ดังนั้น ไม่ต้องมีการอิงราคากับสกุลเงินหรือสินทรัพย์ใด ๆ ไม่ต้องมีการกำหนดราคาเป็นของตัวเองเพิ่มขึ้น เพราะว่าเป็นส่วนหนึ่งของเงินหยวนที่มีใช้อยู่แล้ว หากเปรียบเทียบกับ Bitcoin จะเห็นได้ว่า Bitcoin ถือเป็นอีกสกุลเงินหนึ่งที่มีราคาตลาดขึ้นลงเป็นของตัวเอง โดยไม่ต้องสอดคล้องกับสกุลเงินจริงใด ๆ หรือแม้กระทั่ง Libra ก็ยังถือเป็นอีกสกุลเงินหนึ่ง ที่มีการผูกค่ากับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อไม่ให้มีความผันผวน แต่โดยตัวเองไม่ได้มีการรับรองโดยรัฐประเทศมีลักษณะรวมศูนย์: เงินหยวนดิจิทัลไม่อิงกับเทคโนโลยี blockchain มีลักษณะการจัดเก็บแบบรวมศูนย์มาที่ธนาคารกลาง คือธนาคารกลางสามารถรู้ข้อมูลการเคลื่อนไหวตลอดจนสถานะของผู้ถือ (ว่าเป็นบุคคลธรรมดา หรือบริษัท SME หรือรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น) โดยที่แนวคิดเรื่องการรวมศูนย์นี้ มีความตรงกันข้ามกับ crypto currency ชนิดต่าง ๆ ที่เน้นการกระจายการจัดเก็บข้อมูลโดยไม่มีตัวกลางมีดอกเบี้ย: ที่น่าสนใจมากคือธนาคารกลางสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้กับเงินหยวนดิจิทัลได้โดยตรง คุณสมบัติข้อนี้เป็นจุดแตกต่างจากเงิน crypto currency โดยทั่วไป แต่ในขั้นทดลองนี้ยังไม่มีการกำหนดดอกเบี้ย

นายมาณพ กล่าวด้วยว่า ภาคธุรกิจไทยควรจับตาแนวโน้มระยะยาวว่าความคล่องตัวของ
เงินหยวนดิจิทัลจะมีส่วนผลักดันให้เงินหยวนมีความเป็นสากลมากขึ้นหรือไม่เพียงใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขั้นตอนการโอนเงินเข้าออกประเทศจีนเพื่อชำระสินค้าค่าบริการและการลงทุน ตลอดจนการเพิ่มน้ำหนักของเงินหยวนในเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของประเทศต่าง ๆ ซึ่งมีผลต่อเนื่องกับอัตราแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม เงินหยวนดิจิทัลนี้คงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมการปฏิรูปเงินหยวนให้มีความเสรีมากขึ้น จึงต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการเปิดเสรีบัญชีทุนของประเทศจีนด้วย สำหรับในระยะสั้น ไม่คิดว่าการใช้เงินหยวนดิจิทัลจะมีผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจไทยแต่อย่างใด
ขอบคุณแหล่งข้อมูล https://www.ryt9.com/s/prg/3123004

จีนออก "หยวนดิจิตอล" แต่ไม่ได้แปลว่าจะส่งเสริม crypto currency

                           จีนออก "หยวนดิจิตอล"                                                       แต่ไม่ได้แปลว่าจะส่งเสริม crypto currency

คอลัมน์ลวดลายมังกร โดย... มาณพ เสงี่ยมบุตร
รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน China Business ธนาคารไทยพาณิชย์ 
หน้า 4 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,570 วันที่ 30 เมษายน - 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 
อาจมีการมองว่าการประกาศตัวเงินหยวนดิจิตอลเป็นสัญญาณจากจีนที่เปลี่ยนท่าทีมาให้ความสำคัญและสนับสนุนการใช้ crypto currency ในทางกลับกัน ผู้เขียนเห็นว่าเงินหยวนดิจิตอลมีคุณสมบัติและวัตถุประสงค์ต่างจาก crypto currency อย่างสิ้นเชิง โดยเงินหยวนดิจิตอลเป็นส่วนหนึ่งของเงินหยวนปกติและช่วยเสริมการใช้เงินหยวนโดยรวม ในขณะที่เงิน crypto currency ทั้งหลายมีวัตถุประสงค์ต้องการทดแทนเงินปกติ
บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าประเทศจีนต้องการนำเงินหยวนดิจิตอลออกมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินนโยบายทางการเงิน ตลอดจนปราบปรามการทุจริต และในระยะยาวอาจเป็นตัวเสริมความเป็นสากลของเงินหยวน ธนาคารพาณิชย์จะต้องปรับตัวเพื่อรองรับนวัตกรรมอันใหม่นี้

แนวคิดตรงกันข้ามกับ crypto currency โดยสิ้นเชิง - ธนาคารกลางจีนหรือ PBOC กำลังจะทดลองใช้เงินหยวนดิจิตอลที่มีชื่อทางการว่า Digital Currency/Electronic Payment (DCEP) โดยมีลักษณะที่แตกต่างจาก crypto currency เช่น bitcoin หรือ stable coin เช่น Libra (ที่บริษัท Facebook เคยคิดที่จะทำ) อยู่ 3 ประการดังนี้

1. มีกฎหมายรองรับและไม่ใช่เงินสกุลใหม่ : เงินหยวนดิจิตอลเป็นเงินที่มีกฎหมายและความน่าเชื่อถือของประเทศรองรับ ไม่ใช่เงินสกุลใหม่ หากแต่เป็นเงินหยวนในรูปแบบดิจิตอล (แทนที่จะเป็นกระดาษ) ดังนั้น ไม่ต้องมีการอิงราคากับสกุลเงินหรือสินทรัพย์ใดๆ ไม่ต้องมีการกำหนดราคาเป็นของตัวเองเพิ่มขึ้น เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของเงินหยวนที่มีใช้อยู่แล้ว ทีนี้ลองเปรียบเทียบกันดู Bitcoin ถือเป็นอีกสกุลเงินหนึ่งที่มีราคาตลาดขึ้นลงโดยไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับสกุลเงินจริงใดๆ หรือแม้กระทั่ง Libra ก็ยังถือเป็นอีกสกุลเงินหนึ่ง ที่มีการผูกค่ากับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อไม่ให้มีความผันผวน แต่โดยตัวมันเองไม่ได้มีการรับรองโดยรัฐประเทศ

2. มีลักษณะรวมศูนย์ : เจ้าหน้าที่ของ PBOC ระบุในหน้าข่าวว่าเงินหยวนดิจิตอลมีลักษณะการจัดเก็บแบบรวมศูนย์มาที่ธนาคารกลาง คือธนาคารกลางสามารถรู้ข้อมูลการเคลื่อนไหวตลอดจนสถานะของผู้ถือ (ว่าเป็นบุคคลธรรมดา หรือบริษัท SME หรือรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น) และฟังดูเหมือนว่าจะไม่อิงกับเทคโนโลยี blockchain โดยที่แนวคิดเรื่องการรวมศูนย์นี้ มีความตรงกันข้ามกับ blockchain ที่เน้นการกระจายการจัดเก็บข้อมูลโดยไม่มีตัวกลาง ตรงนี้ คงเป็นเพราะประเทศจีนมีแนวคิดการบริหารนโยบายการเงินแบบที่ยังต้องควบคุมได้

3. มีดอกเบี้ย : ที่น่าสนใจคือธนาคารกลางสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้กับเงินหยวนดิจิตอลได้โดยตรง คุณสมบัติข้อนี้เป็นจุดแตกต่างจากเงิน crypto currency โดยทั่วไป แต่ในขั้นทดลองนี้ยังไม่มีการกำหนดดอกเบี้ย

จึงเห็นได้ว่า การดำเนินการในครั้งนี้ ประเทศจีนไม่เพียงไม่ส่งเสริม แต่โดยนัยยังเป็นการสกัดกั้น crypto currency เสียด้วยซ้ำ
จีนจะใช้ประโยชน์อะไร - ธนาคารกลางจีนได้ศึกษาแนวทางการออกเงินหยวนดิจิตอลมาตั้งแต่ปี 2014 แล้ว การนำเงินหยวนดิจิตอลออกมาใช้ในช่วงเวลานี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพื่อการป้องกันการติดโรคระบาดผ่านธนบัตร ถึงแม้ประเทศจีนเป็นสังคมไร้เงินสดเกือบทั้งหมด แต่เบื้องหลังของกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายที่มีอยู่ยังมีส่วนที่เป็นธนบัตรกระดาษอยู่ อาทิ การจัดเก็บที่ธนาคารพาณิชย์ ส่วนหยวนดิจิตอลจะไม่มีขั้นตอนของธนบัตรกระดาษแต่อย่างใด

ในระยะต่อไปเมื่อมีการใช้เงินหยวนดิจิตอลในวงกว้าง ธนาคาร PBOC น่าจะสามารถดำเนินนโยบายทางการเงินได้แบบคล่องตัวและตรงจุดมากขึ้น เนื่องจากคุณสมบัติด้านการรวมศูนย์ที่ทำให้ติดตามสถานะของผู้ถือเงินได้ กล่าวคือธนาคารกลางอาจกำหนดหรือปรับอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ต่างกันสำหรับกลุ่มผู้ถือเงินแต่ละกลุ่มโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกลไกของธนาคารพาณิชย์

ผู้อ่านที่ไม่คุ้นเคยกับวิธีการดำเนินนโยบายการเงินของจีน อาจจะงงกับประเด็นนี้ ผู้เขียนจึงขอขยายความว่า นอกจากเครื่องมือนโยบายที่อาศัยกลไกราคาดอกเบี้ยและกลไกตลาดต่างๆ แล้ว ธนาคาร PBOC มีระบบการชี้นำโควตาการปล่อยเงินกู้สำหรับแต่ละธนาคารพาณิชย์โดยตรงอีกด้วย เพื่อให้สภาพคล่องในระบบอยู่ในระดับที่ต้องการโดยตรง
ขอบคุณแหล่งข้อมูล https://www.thansettakij.com/content/431841