แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ digital currency แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ digital currency แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ผู้เชี่ยวชาญชี้ : “หยวนดิจิทัล” ของจีน สร้างมาแข่งกับดอลลาร์ไม่ใช่ Bitcoin

ผู้เชี่ยวชาญชี้ : “หยวนดิจิทัล” ของจีน สร้างมาแข่งกับดอลลาร์ไม่ใช่ Bitcoin

Matthew Graham ซีอีโอของ Sino Global Capital ได้ทำการวิเคราะห์ เกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลที่กำลังจะมาถึงอย่าง “หยวนดิจิทัล” ว่ารัฐบาลจีนนั้นต้องการสร้างมาเพื่อแข่งขันกับดอลลาร์ ไม่ใช่ Bitcoin
Matthew Graham กล่าวกับทาง Michael Gu ผู้ก่อตั้ง Boxmining ในการประชุม Unitize เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม โดย Graham กล่าวว่า มันเป็นการยากที่จีนจะทำให้เงินหยวนกลายเป็นที่ยอมรับในสากล
“Swift, CHIPS, Fedwire พวกเค้าเหล่านี้เป็นเทคโนโลยีโบราณ , มีราคาแพง และช้ามาก นี่ปี 2020 และเราต้องทำธุรกรรมที่ใช้เวลาทำการถึงสามวันแถมมีราคาแพงกว่าที่ควรจะเป็น และเทคโนโลยีเหล่านี้ทั้งหมดทำหน้าที่สนับสนุนเศรษฐกิจโลกที่มีค่าเงินดอลลาร์เป็นศูนย์กลาง ซึ่งนี่ถือเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่สำหรับจีน”
DCEP เคือระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ด้วยสกุลเงินดิจิทัลที่กำลังจะมาถึง และ Matthew Gu ตั้งข้อสังเกตว่า “มันมีรายละเอียดทางเทคโนโลยีจำนวนมากที่มาจาก blockchain” รวมถึงแนวคิดเช่น UTXO
ถึงกระนั้น DCEP ก็ยังห่างไกลจาก public blockchain เช่น Bitcoin เนื่องจากมันอยู่ภายใต้การควบคุมของธนาคารกลาง เช่นเดียวกับสกุลเงิน Fiat อื่น ๆ ที่มีอยู่  
Graham ย้ำว่า “ถ้าคุณมอง DCEP จากฝั่งของ crypto หรือ blockchain ผมคิดว่าคุณคงแทบจะไม่เข้าใจมันแน่ ๆ ว่ามันคืออะไรและทำไมมันถึงสำคัญมาก” 
มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่ในหยวนดิจิตอลร วมถึงแง่มุมต่าง ๆ ที่ได้เรียนรู้จาก blockchain โดย Graham ยังย้ำว่าสำหรับนโยบายการเงินนั้น DCEP “อาจเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการนำอัตราดอกเบี้ยติดลบมาใช้” ยิ่งไปกว่านั้น “มันช่วยเปิดความสามารถมากมายในแง่ของ AI และการเรียนรู้ของการตรวจจับการฉ้อโกง [… ] และมีความสามารถในด้านการเชียนโปรแกรมด้วยเช่นกัน”
หากเปรียบเทียบกับระบบเช่น Fedwire, CHIPS, SWIFT – ที่กำลังใช้ดอลลาร์หนุนเศรษฐกิจโลกนั้น Graham กล่าวว่า “มันเป็นเทคโนโลยีอายุ 30 ,40 และ 50 ปี ที่ไม่มีความไหลลื่นและค่าใช้จ่ายที่แสนแพง”
“DCEP ไม่ได้เกี่ยวกับ Bitcoin แต่มันเกี่ยวกับเงินหยวนที่อาจทำให้มันกลายเป็นสากลได้อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง”

DiDi แอปเรียกรถแท็กซี่จากจีน เตรียมเปิดใช้ “หยวนดิจิตอล” ของธนาคารกลางในแพลตฟอร์ม

DiDi แอปเรียกรถแท็กซี่จากจีน เตรียมเปิดใช้ “หยวนดิจิตอล” ของธนาคารกลางในแพลตฟอร์ม

โฆษกของ DiDi แอปเรียกรถแท็กซี่รายใหญ่ของจีน กล่าวว่า ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับสถาบันวิจัยสกุลเงินดิจิตอลของธนาคารประชาชนจีน (PBoC) เพื่อเร่งการประยุกต์ใช้ CBDC ที่รู้จักกันในนาม หยวนดิจิตอล (Digital Payment Electronic Currency หรือ DCEP)
“ภายใต้กลยุทธ์ของ DCEP โดยรวมและระยะเวลาการดำเนินงานของ PBoC นั้น ทาง DiDi จะออกแบบและดำเนินโครงการนำร่องด้วย DCEP ตามมาตรฐานความปลอดภัยและการกำกับดูแลที่เข้มงวด”
“ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการริเริ่มของ DiDi เพื่อเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างภาคเศรษฐกิจทั้งออนไลน์และออฟไลน์ในประเทศจีน เนื่องจากรัฐบาลพยายามสนับสนุนการพัฒนาภาคเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมบริการทางการเงิน”
DiDi ถูกขนามนามวาเป็น Uber China โดยได้รับการสนับสนุนจากการลงทุนจาก SoftBank, Apple, Alibaba และ Tencent นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี  2012
ในขณะที่รายละเอียดของการเปิดตัวยังไม่ชัดเจน แต่นี่ก็ถือเป็นการริเริ่มการใช้งานหยวนดิจิทัลของจีน เนื่องจาก Didi มีผู้ใช้กว่า 500 ล้านคนในประเทศในการเรียกแท็กซี่และรถยนต์ส่วนตัว , โดยมีทั้งรถยนต์, มอเตอร์ไซต์, โลจิสติกส์และการจัดส่ง
ปัจจุบัน หยวนดิจิตอลอยู่ในขั้นตอนการทดสอบ โดยมีการดำเนินการในสี่เมืองของจีน และร้านค้าเชิงพาณิชย์ที่ได้รับการคัดเลือกเช่น McDonald’s, Starbucks และ Subway รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ

วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

“Digital Euro” ประสบความสำเร็จในการทดสอบครั้งแรกจากธนาคารกลางฝรั่งเศส

“Digital Euro” ประสบความสำเร็จในการทดสอบครั้งแรกจากธนาคารกลางฝรั่งเศส

พฤษภาคม 21, 2020
ตามประกาศ เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม Banque de France หรือธนาคารกลางฝรั่งเศส ได้กลายเป็นประเทศแรกที่ประสบความสำเร็จในการทดลองใช้เงิน “ยูโรดิจิทัล” (Digital Euro)
ธนาคารกล่าวว่าได้ทำการทดสอบการขายหลักทรัพย์สำหรับสกุลเงินดิจิตอลของธนาคารกลาง (CBDC) ในวันที่ 14 พฤษภาคม
“ตั้งแต่ต้นปี Banque de France ได้เริ่มดำเนินการทดลองกับสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางโดยมีเป้าหมายเพื่อสำรวจความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีใหม่ ๆ และเพื่อปรับปรุงการทำงานของตลาดการเงินและกฎระเบียบระหว่างธนาคารโดยเฉพาะ”

มุ่งไปที่ Wholesale มากกว่า retail CBDC

แม้ว่าการประกาศของธนาคารครั้งนี้จะไม่มีรายละเอียดมากนัก แต่ก็มีการระบุว่าโครงการนำร่องในปัจจุบันนั้นมุ่งเน้นไปที่ Wholesale มากกว่า retail สำหรับ ยูโรดิจิทัล 
wholesale CBDC จะเป็นการใช้งานระหว่างของธนาคารและผู้เล่นระดับสถาบัน – ตามที่ธนาคารกลางฝรั่งเศสกล่าวว่านี่เป็น “ระเบียบระหว่างธนาคาร”
ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ธนาคารกลางฝรั่งเศสจะดำเนินการทดสอบเพิ่มเติมต่อไป โดยสิ่งเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับการส่งเงินยูโรดิจิทัลระหว่างธนาคาร ตามข่าวประชาสัมพันธ์
ย้อนไปในเดือนธันวาคม 2019 ผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศส François Villeroy de Galha เคยกล่าวว่าเขาต้องการให้ฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกที่ออกเงินดิจิทัล

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

หมายเหตุประเทศไทย : ยลโฉมเงินหยวนดิจิทัลจีน

หมายเหตุประเทศไทย : ยลโฉมเงินหยวนดิจิทัลจีน
  ลม เปลี่ยนทิศ16 พ.ค. 2563 05:07 น.
เสาร์สบายๆ วันนี้ไปคุยเรื่อง “เงินหยวนดิจิทัล” หรือ Digital Currency Electronic Payment (DCEP) ของจีนกันเสียหน่อยนะครับ ธนาคารกลางจีน เพิ่งทดลองใช้จริงใน 4 เมืองทันสมัย เซินเจิ้น ซูโจว เฉินตู และ สงอัน เมืองอัจฉริยะในอนาคต เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง “เงินหยวนดิจิทัล” ไม่ใช่ “เงินดิจิทัล Cryptocurrency” เหมือน Bitcoin ที่ใช้ระบบ Blockchain หรือเงินดิจิทัล Libra ­ของ Facebook แต่เป็น เงินหยวนปกติที่อยู่ในรูปของเงินดิจิทัล ที่ ธนาคารกลางจีน นำมาใช้แทนธนบัตร เพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 จากการใช้ธนบัตร รวมทั้งป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันในอนาคตด้วย

มีงานวิจัยของโบรกเกอร์ ซิติก ซีเคียวริตี้ คาดว่า ธนาคารกลางจีนจะใช้เงินหยวนดิจิทัลอย่างเป็นทางการในปลายปี 2563 จะมีการออกเงินหยวนดิจิทัลถึง 1 ล้านล้านหยวน ราว 140,000 ล้านดอลลาร์ 4.5 ล้านล้านบาท หรือ 1 ใน 8 ของเงินสดในตลาดเงินจีน เกือบเท่ากับมูลค่าของ เงินดิจิทัล Cryptocurrency ทุกสกุล ที่มีอยู่ในตลาด 200,000 ล้านดอลลาร์
คุณมาณพ เสงี่ยมบุตร รองผู้จัดการใหญ่ สายงาน China Business ธนาคารไทยพาณิชย์ วิเคราะห์ เงินหยวนดิจิทัล ว่า ไม่ใช่เงินสกุลใหม่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเงินหยวนปกติ ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายการเงินของจีน ช่วยการปราบปรามการทุจริต ป้องกันการคดโกงและการฟอกเงิน ในระยะยาวจะช่วยเสริมความเป็นสากลของเงินหยวน ที่สำคัญ เงินหยวนดิจิทัลมีคุณสมบัติตรงกันข้ามกับ Cryptocurrency โดยสิ้นเชิง และรัฐบาลจีนก็ไม่มีนโยบายส่งเสริมการใช้ Cryptocurrency แต่อย่างใด
ธนาคารกลางจีน เริ่มศึกษา เงินหยวนดิจิทัล มาตั้งแต่ปี 2014 การนำออกมาใช้ในช่วงนี้ส่วนหนึ่ง เพื่อป้องกันการติดโรคระบาดผ่านธนบัตร แม้จีนจะเป็น สังคมไร้เงินสด แต่เบื้องหลัง กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ยังมีธนบัตรหนุนหลังในระยะต่อไป เมื่อมีการใช้เงินหยวนดิจิทัลในวงกว้าง ธนาคารกลางจีนก็สามารถดำเนินนโยบายทางการเงินได้ตรงจุดมากขึ้น
ที่น่ากลัวก็คือ แบงก์ชาติจีนสามารถติดตามสถานะผู้ถือเงินหยวนดิจิทัลได้ทั้งหมด เพราะ เงินหยวนดิจิทัลจะถูกเก็บอยู่ในโทรศัพท์มือถือของประชาชน การใช้จ่ายก็จ่ายผ่านคิวอาร์โค้ด แต่ข้อมูลการใช้จ่ายทุกหยวนจะถูกจัดเก็บรวมไว้ที่ธนาคารกลาง ไม่ได้กระจายอยู่ที่บริษัทเอกชน ดังนั้น แบงก์ชาติจีน จึงรู้อยู่ตลอดเวลาว่า เงินหยวนดิจิทัลอยู่ในกระเป๋าใครบ้าง จำนวนเงินเท่าไหร่ ช่วยให้ติดตามเงินและเก็บภาษีร้านค้าได้ง่ายขึ้น

จีนทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัลใน 4 เมืองแตกต่างกัน เช่น เมืองซูโจว ให้เงินหยวนดิจิทัลช่วยค่าเดินทางให้กับข้าราชการครึ่งหนึ่ง เมืองสงอัน ทดลองใช้กับ ธุรกิจค้าปลีก จัดเลี้ยง ฟิตเนส โดยมีบริษัทข้ามชาติ เช่น สตาร์บัคส์ แมคโดนัลด์ ซับเวย์ เข้าร่วมด้วย
เงินหยวนดิจิทัล ให้ความสะดวกในการเก็บและใช้จ่าย แต่ก็ต้องแลกด้วย อิสรภาพความลับส่วนตัว เพราะ แบงก์ชาติจีน รู้หมด คุณมีเงินเท่าไหร่ ใช้จ่ายอะไรที่ไหนบ้าง.

แหล่งข้อมูล
https://www.thairath.co.th/news/business/1844898?cx_testId=0&cx_testVariant=cx_0&cx_artPos=0#cxrecs_s

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ธนาคารประชาชนจีน(PBoC) เตรียมเร่งผลักดันการยอมรับ Blockchain ในประเทศ

    ธนาคารประชาชนจีน(PBoC) เตรียมเร่งผลักดันการยอมรับ     Blockchain ในประเทศ
ธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีนหรือ PBoC และคณะกรรมการเทคโนโลยีการเงิน ได้จัดการประชุมขึ้นครั้งแรกของปีในสัปดาห์นี้ โดยในระหว่างการประชุม Fan Yifei รองผู้ว่าการธนาคารกลางขอเรียกร้องให้มีการเร่งผลักดันการยอมรับ Blockchain ของประเทศ
ตามรายงานที่ออกโดย Sina เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม รองผู้ว่าการธนาคารได้พบกับเจ้าหน้าที่ PBoC และหัวหน้าบริษัททางการเงินในเครือของพวกเขา ในระหว่างการพูดคุย Fan ได้เน้นถึงความสำคัญของอุตสาหกรรม Blockchain และ Fintech อย่างเปิดเผย เพื่อให้แน่ใจว่าแผนการอมรับของประเทศจะถูกนำไปใช้อย่างประสบผลสำเร็จตามกำหนดเส้นตายในปี 2021

การเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจของประเทศ

Fan เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการ “เร่งในการป็นดิจิทัล” ของเศรษฐกิจจีน โดยการประชุม เจ้าหน้าที่ระบุว่ามีความจำเป็นต้องศึกษาระบบดัชนีการพัฒนาฟินเทค , ตรวจสอบอย่างระมัดระวังและทำการประเมินที่ครอบคลุมเพื่อเป็นแนวทางให้สถาบันการเงินเร่งการเปลี่ยนแปลงทางดิจิตอล
“เราจำเป็นต้องเสริมความแข็งแกร่งให้กับการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งในด้านกฎระเบียบ, การใช้งาน big data, ปัญญาประดิษฐ์, cloud computing , blockchain และเทคโนโลยีอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการกำกับดูแลระบบดิจิตอล”

ความสนใจของจีนในเทคโนโลยี blockchain เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ

แผนพัฒนา Fintech ของจีน จะมุ่งเน้นไปที่มาตรฐานของ cross-market fintech operations ในประเทศจีนซึ่งเปิดตัวในเดือนสิงหาคม 2019
ความสนใจของจีนในเทคโนโลยีบล็อกเชนยังเติบโตต่อเนื่อง โดยย้อนไปเมื่อวันที่ 4 มีนาคม มณฑลหูหนานของจีนก็เพิ่งจัดตั้งเขตบล็อคเชนแห่งแรก
ขณะที่ ไหหลำอีกมณฑลของจีนก็ได้เข้าร่วมกับระบบนิเวศ blockchain พร้อมประกาศแพลตฟอร์มบริการทางการเงินข้ามพรมแดนในวันที่ 9 พฤษภาคม

ไทยพาณิชย์ชี้ "เงินหยวนดิจิทัล" เป็นนวัตกรรมการเงินครั้งสำคัญที่สุด แนะธุรกิจไทยจับตาความคล่องตัวเงินหยวนในระยะยาว

ไทยพาณิชย์ชี้ "เงินหยวนดิจิทัล" เป็นนวัตกรรมการเงินครั้งสำคัญที่สุด แนะธุรกิจไทยจับตาความคล่องตัวเงินหยวนในระยะยาว
Tuesday May 12, 2020 15:51 —ThaiPR.net
ไทยพาณิชย์มองเงินหยวนดิจิทัลเป็นนวัตกรรมการเงินครั้งสำคัญที่สุด หลังจากเกิดไวรัส COVID-19 ชี้ข้อดีช่วยให้ผู้บริโภคมั่นใจข้อมูลการใช้จ่ายส่วนตัว เนื่องจากข้อมูลถูกจัดเก็บรวมกันที่ธนาคารกลาง ไม่กระจายอยู่ที่บริษัทเอกชน ระบุธนาคารพาณิชย์ของจีนต้องเตรียมรับมือหลังถูกลดทอนบทบาทการส่งต่อกลไกราคา พร้อมแนะธุรกิจไทยควรจับตาแนวโน้มระยะยาว ความคล่องตัวของเงินหยวนดิจิทัลจะผลักดันให้เงินหยวนมีความสากลมากขึ้น
นายมาณพ เสงี่ยมบุตร รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน China Business ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การประกาศเริ่มใช้เงินหยวนดิจิทัลน่าจะเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่สำคัญที่สุดหลังจากเหตุการณ์โรคระบาด โดยเงินหยวนดิจิทัลนี้ไม่ใช่สกุลใหม่หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของเงินหยวนปกติ ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินนโยบายการเงิน ตลอดจนมีส่วนช่วยในการปราบปรามการทุจริต ในระยะยาวอาจเป็นตัวเสริมความเป็นสากลของเงินหยวน อีกทั้งเงินหยวนดิจิทัลมีคุณสมบัติและวัตถุประสงค์ที่ตรงกันข้ามกับ crypto currency โดยสิ้นเชิง และรัฐบาลจีนไม่ได้มีสัญญาณที่จะเปลี่ยนท่าทีมาส่งเสริมการใช้ crypto currency แต่อย่างใด เมื่อพิจารณาถึงผลต่อภาคธุรกิจ คาดว่าธนาคารพาณิชย์จีนน่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะดูเหมือนธนาคารกลางจีนออกแบบเงินดิจิทัลนี้ให้ลดทอนบทบาทธนาคารพาณิชย์ในการทำหน้าที่เป็นตัวส่งต่อกลไกราคา อีกทั้งความต้องการใช้บริการบางด้าน เช่น ธุรกิจ custodian และธุรกิจกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ อาจลดลง
ธนาคารกลางจีน หรือ หรือ People’s Bank of China (PBOC) ได้ศึกษาแนวทางการออกเงินหยวนดิจิทัลมาตั้งแต่ปี 2014 แล้ว การนำเงินหยวนดิจิทัลออกมาใช้ในช่วงเวลานี้ ส่วนหนึ่งเพื่อการป้องกันการติดโรคระบาดผ่านธนบัตร ถึงแม้ประเทศจีนเป็นสังคมไร้เงินสดเกือบทั้งหมด แต่เบื้องหลังของกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย ยังมีส่วนที่เป็นธนบัตรกระดาษอยู่ อาทิ การจัดเก็บธนบัตรที่ธนาคารพาณิชย์ ส่วนเงินหยวนดิจิทัลจะไม่มีขั้นตอนของธนบัตรกระดาษแต่อย่างใด ในระยะต่อไปเมื่อมีการใช้เงินหยวนดิจิทัลในวงกว้าง ธนาคารกลางจีน น่าจะสามารถดำเนินนโยบายทางการเงินได้แบบคล่องตัวและตรงจุดมากขึ้น เนื่องจากคุณสมบัติด้านการรวมศูนย์ที่ทำให้ติดตามสถานะของผู้ถือเงินได้ ซึ่งธนาคารกลางอาจกำหนดหรือปรับอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ต่างกันสำหรับกลุ่มผู้ถือเงินแต่ละกลุ่มโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกลไกของธนาคารพาณิชย์ ทำให้ธนาคารกลางสามารถบริหารสภาพคล่องในแต่ละภาคเศรษฐกิจได้โดยตรงมากขึ้น นอกจากนี้ ประโยชน์อื่น ๆ ของเงินดิจิทัล ได้แก่ ต้นทุนการผลิตเงินที่ต่ำกว่า การป้องกันการคดโกงและการฟอกเงินที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า หรือแม้กระทั่งการจ่ายเงินอุดหนุนในเหตุวิกฤติที่ทำได้แบบตรงตัวกว่า เป็นต้น
เงินหยวนดิจิทัลมีความต่างจากกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากเงินหยวนดิจิทัลจะถูกเก็บอยู่ในมือถือของประชาชนโดยตรง การใช้จ่ายทำผ่านระบบ NFC ก็คือเอาโทรศัพท์มือถือมาแตะกัน จึงให้ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลสูงกว่าสำหรับประชาชนทั่วไป เพราะข้อมูลการใช้จ่ายจะถูกจัดเก็บรวมกันที่ธนาคารกลาง ไม่กระจายอยู่ที่บริษัทเอกชน และสิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้ในภาคธุรกิจ คือ เมื่อมีการใช้เงินหยวนดิจิทัลในวงกว้าง ธุรกิจร้านค้าอาจถูกติดตามเรื่องการเสียภาษีได้ง่ายขึ้น”
ปัจจุบัน ธนาคารกลางจีน กำลังจะทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัลที่มีชื่อทางการว่า Digital Currency/Electronic Payment (DCEP) โดยกำหนดทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัลนี้ใน 4 เมือง ได้แก่ เซิ่นเจิ้น ซูโจว เฉิงตู และเขตเมืองใหม่สงอัน โดยในเมืองซูโจว ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม รัฐบาลจะจ่ายค่าเดินทางให้กับข้าราชการครึ่งหนึ่งเป็นเงินหยวนดิจิทัล ส่วนการทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัลในเมืองสงอันนั้น จะเน้นทดลองใช้กับธุรกิจค้าปลีกและการจัดเลี้ยง เช่น ซุปเปอร์มาร์เก็ต และฟิตเนส เป็นต้น โดยมีบริษัทข้ามชาติใหญ่ ๆ เช่น Starbucks McDonald’s และ Subway เข้าร่วมโครงการทดลองในครั้งนี้ด้วย
ในมุมมองของไทยพาณิชย์ สิ่งที่ต้องจับตามองอย่างมาก คือ เมืองสงอัน ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงปักกิ่ง เพราะรัฐบาลจีนจะผลักดันให้เป็นเมืองอัจฉริยะแห่งอนาคต ในส่วนของกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Apple Pay, AliPay และ WeChat นั้น รัฐบาลจีนก็ออกกฎชัดว่าต้องสามารถรองรับการใช้งานของเงินหยวนดิจิทัลได้ ซึ่งน่าจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การใช้แพร่หลายอย่างรวดเร็ว
นายมาณพ ยังกล่าวด้วยว่า แนวคิดของเงินหยวนดิจิทัลนั้นอยู่ตรงกันข้ามกับ cryptocurrency เช่น bitcoin หรือ stable coin เช่น Libra และโดยนัยยังเป็นการสกัดกั้น cryptocurrency เนื่องจากเงินหยวนดิจิทัลมีลักษณะ 3 ประการ
มีกฎหมายรองรับและไม่ใช่เงินสกุลใหม่ : 
เงินหยวนดิจิทัลเป็นเงินที่มีกฎหมายและความน่าเชื่อถือของประเทศรองรับ 
ไม่ใช่เงินสกุลใหม่ หากแต่เป็นเงินหยวนในรูปแบบดิจิทัล (แทนที่จะเป็นกระดาษ) 

ดังนั้น ไม่ต้องมีการอิงราคากับสกุลเงินหรือสินทรัพย์ใด ๆ ไม่ต้องมีการกำหนดราคาเป็นของตัวเองเพิ่มขึ้น เพราะว่าเป็นส่วนหนึ่งของเงินหยวนที่มีใช้อยู่แล้ว หากเปรียบเทียบกับ Bitcoin จะเห็นได้ว่า Bitcoin ถือเป็นอีกสกุลเงินหนึ่งที่มีราคาตลาดขึ้นลงเป็นของตัวเอง โดยไม่ต้องสอดคล้องกับสกุลเงินจริงใด ๆ หรือแม้กระทั่ง Libra ก็ยังถือเป็นอีกสกุลเงินหนึ่ง ที่มีการผูกค่ากับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อไม่ให้มีความผันผวน แต่โดยตัวเองไม่ได้มีการรับรองโดยรัฐประเทศมีลักษณะรวมศูนย์: เงินหยวนดิจิทัลไม่อิงกับเทคโนโลยี blockchain มีลักษณะการจัดเก็บแบบรวมศูนย์มาที่ธนาคารกลาง คือธนาคารกลางสามารถรู้ข้อมูลการเคลื่อนไหวตลอดจนสถานะของผู้ถือ (ว่าเป็นบุคคลธรรมดา หรือบริษัท SME หรือรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น) โดยที่แนวคิดเรื่องการรวมศูนย์นี้ มีความตรงกันข้ามกับ crypto currency ชนิดต่าง ๆ ที่เน้นการกระจายการจัดเก็บข้อมูลโดยไม่มีตัวกลางมีดอกเบี้ย: ที่น่าสนใจมากคือธนาคารกลางสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้กับเงินหยวนดิจิทัลได้โดยตรง คุณสมบัติข้อนี้เป็นจุดแตกต่างจากเงิน crypto currency โดยทั่วไป แต่ในขั้นทดลองนี้ยังไม่มีการกำหนดดอกเบี้ย

นายมาณพ กล่าวด้วยว่า ภาคธุรกิจไทยควรจับตาแนวโน้มระยะยาวว่าความคล่องตัวของ
เงินหยวนดิจิทัลจะมีส่วนผลักดันให้เงินหยวนมีความเป็นสากลมากขึ้นหรือไม่เพียงใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขั้นตอนการโอนเงินเข้าออกประเทศจีนเพื่อชำระสินค้าค่าบริการและการลงทุน ตลอดจนการเพิ่มน้ำหนักของเงินหยวนในเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของประเทศต่าง ๆ ซึ่งมีผลต่อเนื่องกับอัตราแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม เงินหยวนดิจิทัลนี้คงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมการปฏิรูปเงินหยวนให้มีความเสรีมากขึ้น จึงต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการเปิดเสรีบัญชีทุนของประเทศจีนด้วย สำหรับในระยะสั้น ไม่คิดว่าการใช้เงินหยวนดิจิทัลจะมีผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจไทยแต่อย่างใด
ขอบคุณแหล่งข้อมูล https://www.ryt9.com/s/prg/3123004

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

หยวนดิจิตอลหรือ DCEP คืออะไร เมื่อจีนจะแทนที่เงินสดทั้งหมดด้วยคริปโต

หยวนดิจิตอลหรือ DCEP คืออะไร
เมื่อจีนจะแทนที่เงินสดทั้งหมดด้วยคริปโต

พ.ค. 07, 2020


เหรียญดิจิตอลหยวนของจีนนั้นใกล้จะเปิดตัวออกมาแล้ว สังคมต่างรอคอยว่ามันจะออกมาเป็นลักษณะเช่นไร ด้านอดีตผู้ว่าการธนาคาร People’s Bank of China ก็ได้ออกมาชี้ว่ามันอาจเข้ามาแทนที่เงินสดได้ หากมันมีประสิทธิภาพมากพอและผู้คนยอมรับ

DCEP คืออะไร

Digital Currency DCEP (Digital Currency Electronic Payment, DC / EP) เป็นสกุลเงินดิจิตอลของประเทศจีนที่สร้างด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชนและคริปโตกราฟฟิคซึ่งเหรียญ DCEP นี้อาจเป็นสกุลเงินดิจิตอลของธนาคารกลางเหรียญแรกของโลกเลยก็ว่าได้ จุดประสงค์ของการสร้างเงินหยวนดิจิตอลนี้ก็เพื่อผลักดันให้เงินหยวนมีการไหลเวียนในระบบคล่องมากขึ้น รวมถึงให้นานาประเทศสามารถเข้าถึงเงินหยวนได้และทำให้เงินหยวนเป็นที่นิยมเทียบเท่ากับเงินดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ประเทศจีนยังเป็นประเทศที่ผลักดันเทคโนโลยีบล็อกเชนโดยมีจุดประสงค์เพื่อแข่งขันกับเหรียญลิบร้าของเฟสบุ๊คที่ทางซีอีโอนายมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กตั้งใจจะให้มันกลายมาเป็นนวัตกรรมฟินเท็คขั้นต่อไป ทางการจีนก็มองว่าเหรียญลิบร้านี้เป็นภัยคุกคามต่ออำนาจอธิปไตยของจีนจึงได้ตั้งใจสร้างและออกเหรียญ DCEP โดยเหรียญจะไม่ถูกลิสต์บนเว็บเทรดคริปโตและไม่ได้เอามาไว้ใช้เก็งกำไรแต่อย่างใด

DCEP เป็นเงินดิจิตอลที่ถูกกฎหมายสกุลเดียวของจีน

เงินหยวนดิจิตอลหรือ DCEP นั้นจะเป็นสกุลเงินที่สร้างและบังคับใช้โดยรัฐบาลจีนและไม่ใช่เหรียญ stablecoin ที่สร้างจากบุคคลที่สามอย่าง Tether โดยเงินหยวนดิจิตอลนี้จะมีเงินหยวนจริงๆ เป็นแบ็คอัพแบบ 1:1 ซึ่ง  DCEP เป็นสกุลเงินดิจิตอลที่ถูกกฎหมายเพียงหนึ่งเดียวในจีน
นาย Huang Qifan ประธานศูนย์การแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศของจีนได้กล่าวว่าพวกเขาทำการสร้างและพัฒนาเหรียญ DCEP มาเป็นเวลา 5-6 ปีจึงมั่นใจที่จะนำมาใช้ในระบบการเงินของประเทศซึ่งใกล้จะเปิดตัวเร็วๆ นี้แล้ว

ทำไมจีนถึงสร้างสกุลเงินดิจิตอล?

รายงานจากสื่อของประเทศเผยว่า DCEP จะช่วยลดความเสี่ยงด้านการปลอมแปลง, การฟอกเงินและการจัดหาเงินทุนที่ผิดกฎหมาย เพราะหน่วยงานกำกับดูแลสามารถตรวจสอบการทำธุรกรรมสกุลเงินดิจิตอลได้ นอกจากนี้การใช้เงินหยวนดิจิตอลยังสามารถลดค่าใช้จ่ายในการรีไซเคิลธนบัตรและเหรียญกษาปณ์
นอกจากนี้เหรียญ DCEP ก็จะถูกนำมาใช้กับการค้าระหว่างประเทศด้วย โดยก่อนหน้าที่จะใช้ระบบ CIPS นั้นประเทศจีนได้ใช้ระบบ CHIPS (Clearing House Interbank Payments System) หรือ SWIFT (Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication)ในการชำระเงินระหว่างประเทศมาก่อน ซึ่งทั้งระบบ CHIP และ SWIFT นั้นมีข้อเสีย อย่างแรกเลยคือ CHIPS เป็นบริษัทของสหรัฐฯ ส่วน SWIFT นั้นก็ค่อนข้างที่จะเป็นที่ใช้งานกันแพร่หลายระหว่างธนาคารนานาประเทศ ซึ่งใครก็ตามที่เป็นผู้ควบคุมระบบ SWIFT จะสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการชำระเงินระหว่างประเทศได้เกือบทั้งหมด 
ในขณะที่องค์กร SWIFT นั้นก็อ้างว่าตนเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่เป็นกลางแต่กระนั้นเองกรรมการทั้ง 12 คนจาก 25 คนนั้นมาจากสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตร อีกทั้งข้อมูลการทำธุรกรรมก็จะถูกส่งไปที่ฐานข้อมูลของสหรัฐ ซึ่งจีนไม่ต้องการเช่นนั้นจีนต้องการสร้างระบบการธนาคารระหว่างประเทศของตนเองซึ่งก็คือ DCEP นั่นเอง

ทางรัฐบาลจีนยังเห็นว่ามันจำเป็นที่จะต้องสร้างสกุลเงินใหม่เพื่อปฏิรูประบบการเงินแบบเดิม ซึ่ง  DCEP ถูกมองว่าเป็น “คลื่นลูกที่สาม” แข่งกับสหรัฐอเมริกา

DCEP ไม่ได้เอาไว้เก็งกำไร

รัฐบาลจีนได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่าสกุลเงินดิจิตอลหยวนของประเทศนั้นจะไม่ได้มีเอาไว้เพื่อเก็บกำไร ประธานของสถาบันสกุลเงินดิจิตอลประจำธนาคารประชาชนจีนนาย Mu Changchun ก็ได้กล่าวว่ามันเป็นรูปแบบเงินหยวนดิจิตอลและจะไม่มีการเก็งกำไรราคาอะไรทั้งสิ้น 
“สกุลเงินไม่ได้มีไว้เพื่อเก็งกำไร มันแตกต่างจาก Bitcoin และเหรียญ stablecoin ต่างๆ”

การใช้งาน

เมื่อมีการเปิดใช้งาน DCEP แล้วอันดับแรกเหรียญจะถูกแจกจ่ายไปยังธนาคารพาณิชย์ที่อยู่ในเครือของธนาคารกลางจีน เช่น  ICBC และ Agriculture Bank of China โดยการเปิดตัวเหรียญ DCEP ก็จะมีลักษณะคล้ายกับเงินหยวนที่เป็นธนบัตรโดย DCEP ถูกสร้างมาเเพื่อใช้แทนระบบสำรองเงิน ลดต้นทุนในการโอนเงิน ซึ่งด้านของนาย Huang ก็ชี้ว่าระบบ SWIFT นั้นล้าสมัย, ช้า, ไม่มีประสิทธิภาพและใช้ต้นทุนสูงมากเวลาโอนเงินข้ามประเทศ ช่วงแรกจะมีการทดลองใช้ DCEP ในระบบการเงินก่อนจากนั้นขั้นตอนต่อไปจึงจะมีการนำระบบ DCEP ไปใช้กับบริษัทฟินเท็ครายใหญ่ เช่น Tencent และ Alibaba เพื่อให้สามารถใช้งานได้บนแอปพลิเคชั่น WeChat Pay และ AliPay 
ระบบ DCEP นั้นจะเป็นระบบแบบรวมศูนย์ (Centralized) และเป็นสกุลเงินดิจิตอลของประเทศ ไม่สามารถทำการขุดหรือการวางเงินค้ำประกัน (Staking) บนเครือข่าย DCEP ได้

มืองแรกที่ทดสอบ DCEP

รายงานล่าสุดได้เผยว่าเมืองเซินเจิ้น, เฉิงตู, สงอันและซูโจวจะกลายเป็นเมืองแรกที่ทดสอบ DCEP  และต่อไปอาจจะมีการทดสอบเหรียญไปที่ฮ่องกงด้วย



ในเมืองซูโจวจะนำ DCEP ไปใช้จ่ายจะถูกนำไปใช้จ่ายเงินครึ่งหนึ่งของเงินช่วยค่าเดินทางของพนักงานภาครัฐในเดือนพฤษภาคม 2020 ส่วนในเมืองสงอันการทดสอบส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับบริษัทจัดเลี้ยงและค้าปลีก ยิ่งไปกว่านั้นสถานที่สำหรับจัดโอลิมปิกภาคฤดูหนาวปี 2022 ในปักกิ่งและจางเจียโข่วจะเข้าร่วมโปรแกรมการทดสอบ DCEP ด้วย

McDonalds และ Starbucks จะเข้าร่วมทดสอบ DCEP

เงินหยวนดิจิตอลนี้ได้รับความสนใจจากสังคมมากมายซึ่งบริษัทต่างๆ ก็เต็มใจที่จะเข้าร่วมทดสอบระบบ DCEP ซึ่งรวมถึง Starbucks, McDonald และ Subway ด้วยซึ่งบริษัททั้งสามก็ได้ออกมาประกาศเมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2020 แล้วว่าจะร่วมทดสอบระบบ DCEP ซึ่งจัดขึ้นโดยคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติโดยจะมีบริษัทกว่า 19 แห่งเข้าร่วมทดสอบ อย่างไรก็ตามยังไม่มีประกาศออกมาอย่างเป็นทางการว่า DCEP นั้นจะเปิดตัวออกมาเมื่อไหร่



สำหรับบริษัทที่ตั้งใจจะเข้าร่วมก็ได้เปิดเผยว่าพวกเขาได้รับประกาศอย่างเป็นทางการจากธนาคารกลางแล้ว แต่ยังไม่ได้รับรายละเอียดของวิธีการทดสอบ

ร้านค้าต้องรับชำระเงินด้วย DCEP

ธนาคารกลางตั้งใจสร้าง DCEP ขึ้นมาเพื่อนำไปใช้กับร้านค้าที่รับชำระเงินด้วยวิธีดิจิทัล เช่น Apple Pay, AliPay และ WeChat pay ซึ่งร้านค้าเหล่านั้นจะต้องรับ DCEP เพื่อให้มีการใช้งาน DCEP อย่างแพร่หลายในจีนเพราะร้านค้าถูกบังคับให้เข้าร่วมไม่เช่นนั้นก็จะเสี่ยงที่จะสูญเสียใบอนุญาตประกอบธุรกิจ 

หัวเหว่ยสนับสนุน DCEP

โทรศัพท์มือถือยี่ห้อหัวเหว่ยนั้นเป็นที่นิยมและใช้งานกันมากใยประเทศจีน อีกทั้งบริษัทยังค่อนข้างที่จะมีความสนิทชิดเชื้อกับรัฐบาลมันจึงมีข่าวลือออกมาว่าหัวเหว่ยอาจเป็นบริษัทแรกที่ใช้ DCEP นอกจากนี้ยังมีภาพหลุดออกมาเป็นรูปภาพแอพ Huawei Pay ที่มีการเชื่อมต่อตรงไปยังธนาคารพาณิชย์จีนและสามารถถอน DCEP ได้ด้วย คู่แข่งของบริษัทอย่าง Tencent ก็ได้ระบุด้วยว่าบริษัทจะสนับสนุน DCEP บนแพลตฟอร์มชำระเงิน WeChat

ประกาศสถาบันนำร่อง DCEP ชุดแรก

สถาบันที่จะเข้าร่วมทดสอบโครงการนำร่องของ DCEP นั้นจะประกอบไปด้วยธนาคารเพื่อการก่อสร้างของจีน (China Construction Bank), ธนาคารเพื่อการเกษตรแห่งประเทศจีน (Agricultural Bank of China), ธนาคารแห่งประเทศจีน (Bank of China) และธนาคารเพื่อการอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ของจีน (Industrial and Commercial Bank of China) รวมถึงบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของจีน China Mobile, China Telecom และ China Unicom
ช่วงแรก DCEP จะนำไปใช้ในภาคการขนส่ง, การศึกษา, การแพทย์, การค้าปลีกและอื่นๆ จากนั้นจะเริ่มขยายไปยังภาคส่วนอื่นของประเทศ

DCEP มีทองคำหนุนหรือไม่?

คำตอบคือ “ไม่” มันมีรายงานของ Kitco News ที่นาย Max Kaiser อ้างว่าจีนจะเปิดตัวคริปโตที่หนุนมูลค่าโดยทองคำเพื่อทำลาย USD และนำมันมาเป็นทุนสำรองของประเทศพร้อม กล่าวเสริมว่าจีนได้รวบรวมทองคำได้มากถึง 20,000 ตันแล้ว อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงการข่าวลือที่ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดและจีนไม่มีแผนที่จะกลับไปใช้ Gold Standard หรือออก คริปโตที่หนุนมูลค่าด้วยทองคำ

ความแตกต่างระหว่าง DCEP, Libra, Bitcoin และเงินสด 

ตารางด้านล่างนี้จะแสดงความแตกต่างระหว่าง DCEP, Libra, Bitcoin และเงินสดดังนี้:


ใช้ระบบชำระเงิน NFC Contact 

อ้างอิงจากเว็บไซต์ Official Sina Blockchain, DCEP มีระบบการชำระเงินที่ใช้ NFC เป็นฐานทำให้อุปกรณ์ไม่จำเป็นต้องเปิดออนไลน์เวลาจะโอนเงิน ซึ่งตรงนี้มันทำให้ DCEP สามารถนำมาใช้แทนเงินสดได้เลยดังนั้นแล้วพื้นที่ที่ไม่มีอินเตอร์เน็ตก็สามารถใช้งาน DCEP ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีธนาคาร คนที่ไม่สามารถเข้าถึงธนาคารได้ก็สามารถใช้เงินหยวนดิจิตอลนี้ได้เหมือนกัน


พัฒนา Blockchain

ประเทศจีนได้มีการริเริ่มผลักดันการยอมรับ Blockchain ทั่วประเทศประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้ออกมาประกาศด้วยตนเองให้มีการพัฒนาเทคโนโลยี Blockchain ของประเทศในวันที่ 24 ตุลาคม อย่างไรก็ตามประเทศจีนนั้นได้รับรอง “ Blockchain ไม่ใช่ Cryptocurrency” โดยเน้นถึงประโยชน์ของ Blockchain ในทางตรงกันข้ามการใช้งาน Cryptocurrency และ ICOs กลับถูกแบนในประเทศ

DCEP เป็นสกุลเงินแบบรวมศูนย์อำนาจ

เครือข่าย DCEP จะรันบนเครือข่ายส่วนตัวที่ Centralized โดยธนาคารประชาชนจีนจะเป็นผู้ควบคุมเครือข่ายทั้งหมด แตกต่างจาก Bitcoin ที่เป็นเครือข่ายแบบกระจายศูนย์ (Decentralized) ดังนั้นธนาคารกลางจีนจะมีสิทธิสร้างและทำลาย DCEP ได้แต่เพียงผู้เดียว

แพลตฟอร์มอะไรที่ซัพพอร์ต DCEP

หลังจากที่มีการประกาศ  DCEP ออกมาเว็บเทรดของจีนที่ส่วนใหญ่แล้วเป็นสแกมก็ได้อ้างว่าตนลิสต์ IOUs และเหรียญที่อ้างว่าเป็น DCEP แล้ว ซึ่งจริงๆ แล้ว DCEP ยังไม่ได้เปิดให้ใช้งานแก่สาธารณชน ในตอนนี้มันเปิดให้ธนาคารร่วมมือกับ PBoC ใช้เท่านั้น ดังนั้นผู้ใช้งานจะต้องไม่ซื้อขาย DCEP จนกว่าจะมีประกาศอย่างเป็นทางการออกมาและไม่ได้มีการรับประกันว่าเว็บเทรดจะสามารถลิสต์เหรียญ DCEP นี้ได้ด้วย


จะซื้อ DCEP ได้อย่างไร?

ในตอนนี้ DCEP สามารถใช้งานได้ในหมู่ธนาคารที่เข้าร่วมกับ People’s Bank of China เท่านั้น ซึ่งมันจะเปิดตัวต่อสาธารณชนในปีนี้ แต่ตอนนี้ยังไม่มีเว็บเทรดคริปโตใดๆ ที่สามารถเทรด DCEP ได้

DCEP ออกมาเพื่อท้าทายระบบการเงินสหรัฐหรือไม่?

จากมุมมองส่วนใหญ่มองว่า DCEP นั้นออกมาเพื่อท้าทายระบบการเงินสหรัฐฯ ทั้งจากมุมมองของจีนและสหรัฐอเมริกา จากสถิติของธนาคารโลกมีผู้ใหญ่กว่า 1.7 พันล้านคนทั่วโลกใช้เงินสดเพราะพวกเขาไม่มีบัญชีธนาคาร อย่างไรก็ตามสองในสามของประชากรกลุ่มนี้มีโทรศัพท์มือถือซึ่งสามารถใช้ทำธุรกรรมทางการเงินได้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศจีนที่การชำระเงินผ่านมือถือ เช่น Alipay หรือ WeChat Pay มีผู้ใช้งานมากกว่า 1.7 พันล้านรายทั่วประเทศจีน ปัจจุบันบริษัท ชำระเงินออนไลน์ทั้งสองแห่งมีการชำระเงินต่อเดือนมากกว่าที่จ่ายใน Paypal ทั้งหมดในปี 2017  (ประมาณ $451 พันล้าน) เป็นเรื่องธรรมดามากในประเทศจีนที่จะเห็นพ่อค้าแม่ค้าที่รับชำระเงินด้วย PayPal หรือ WeChat



ส่วนในสหรัฐอเมริการัฐบาลยังไม่ต้องการสร้างสกุลเงินดิจิตอล จากจดหมายของประธาน Fed ของสหรัฐนาย Jerome Powell มองว่าความท้าทายหลายประการที่สกุลเงินดิจิตอลต้องการเข้ามาแก้ไขมันไม่ได้สามารถนำมาใช้ได้กับสหรัฐอเมริกา ในมุมมองของเขาภูมิทัศน์การชำระเงินของสหรัฐฯ นั้นมีการแข่งขันสูงและมีนวัตกรรมพร้อมตัวเลือกการชำระเงินดิจิตอลมากมายสำหรับผู้บริโภค อีกทั้งเขายังได้กล่าวถึงท่าทีของฝ่ายนิติบัญญัติของประเทศที่ต่อต้านเหรียญลิบร้าของเฟสบุ๊คก็เห็นแล้วว่าระบบการชำระเงินดิจิตอลที่สามารถติดตามธุรกรรมได้ทุกๆ อันนั้นไม่เป็นที่น่าสนใจในสหรัฐฯ


Confidence in Fed Chair Hits Highest Point Since Greenspan Era ...

ในทางกลับกันประเทศจีนกลับมองว่าเหรียญลิบร้ามันจะยิ่งเข้าไปเสริมความแข็งแกร่งให้กับเงินดอลลาร์สหรัฐ นั่นเป็นสาเหตุที่จีนเร่งพัฒนาและเปิดตัว DCEP เพราะไม่อยากที่จะตกอยู่ภายใต้การคุกคามของเหรียญลิบร้า
อีกมุมมองหนึ่งก็อาจมองได้ว่า DCEP สามารถใช้เป็นอาวุธต่อสู้สงครามเศรษฐกิจกับสหรัฐ เพราะเมื่อมีการยอมรับ DCEP มากขึ้นไปแล้ว จีนจะมีอำนาจเหนือกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลกเลยทีเดียว นอกจากนี้ระบบของ DCEP จะทำให้จีนสามารถติดตามการทำธุรกรรมและการใช้จ่ายของผู้คนได้หมดและสามารถบล็อกสินทรัพย์ดิจิทัลของผู้ใช้งานผ่านทางวอลเล็ทมือถือได้ และมันเป็นเรื่องปกติเพราะประเทศจีนใช้ “ระบบเครดิตทางสังคม” เห็นได้จากการที่ประชาชนหลายล้านคนถูกห้ามไม่ให้ซื้อตั๋วเครื่องบินโดยใช้วอลเล็ทบนมือถือ

มีการทดสอบ DCEP แล้ว

โซเชียลมีเดียได้มีการลือกันว่าตอนนี้มีการทดสอบภายใน DCEP แล้วโดยธนาคารเพื่อการเกษตรของจีนเป็นผู้ทดสอบเวอร์ชั่นเบต้า ซึ่งก็ได้มีรูปภาพ screenshot ถูกเผยแพร่ออกมา ตัววอลเล็ทของ DCEP นั้นซัพพอร์ตฟังก์ชั่นหลายอย่าง รวมถึงการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิตอล, การจัดการวอลเล็ทและตรวจสอบประวัติการทำธุรกรรม ฟังก์ชั่นอื่นๆ ก็จะมี QR code, การโอนเงินและการชำระเงินด้วยมือถือ




DCEP thread in advance of our 10 AM EST Twitter AMA
1) A DCEP wallet application from a test that included the Agricultural Bank of China was inadvertently published.  It’s important as it’s the first time we’ve seen pictures of the working DCEP wallet application, which is rumored to have a targeted late 2020 release date.


ดูรูปภาพบนทวิตเตอร์

ธนาคารเพื่อการเกษตรได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าการเปิดตัว DCEP จะดำเนินการภายใต้ข้อตกลงร่วมของธนาคารกลาง และจะมีการประกาศรายละเอียดการเตรียมการในไม่ช้า จากประกาศนี้ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทเทคโนโลยี เช่น  BeiJing Certificate  และ Global InfoTech Holdings Inc ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ราคาหุ้นของบางบริษัทเพิ่มขึ้นเกือบ 10%
สังคมจีนให้ความสนใจและตื่นเต้นกับการเปิดตัว DCEP ที่จะถึงเร็วๆ นี้เป็นอย่างมาก มีภาพวอลเล็ท DCEP ถูกเผยแพร่ออนไลน์มากมาย ภาพล่าสุดนั้นแชร์มาจาก Weibo ซึ่งเมื่อดูจากภาพจะเห็นว่าวอลเล็ทนี้สามารถทำการโอนเงิน, แปลงเงินและรับเงินได้ รวมถึงแสดงประวัติการใช้งานของผู้ใช้ด้วย



ถือว่าเป็นข่าวดีของประเทศจีนที่ได้มีการพัฒนา DCEP นี้ออกมา ซึ่งสังคมต่างก็เฝ้ารอการเปิดตัวของมันอย่างใจจดใจจ่อและคาดหวัง DCEP นี้จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการเงินของประเทศไปอย่างสิ้นเชิง