แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กระเป๋าเงินดิจิตอล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กระเป๋าเงินดิจิตอล แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2563

“ระบบหลังบ้านของ “หยวนดิจิตอล” พัฒนาเสร็จสมบูรณ์แล้ว” เจ้าหน้าจากจีนกล่าวยืนยัน

“ระบบหลังบ้านของ “หยวนดิจิตอล” พัฒนาเสร็จสมบูรณ์แล้ว” เจ้าหน้าจากจีนกล่าวยืนยัน     

มิถุนายน 23, 2020

Wang Zhong­min รองประธานคณะกรรมการกองทุนเพื่อการประกันสังคมแห่งชาติของจีน ประกาศว่าจีนได้เสร็จสิ้นการพัฒนาในส่วนของสถาปัตยกรรมของระบบหลังบ้าน หรือ backend architecture development ของ หยวนดิจิตอล หรือ สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางของจีน (CBDC)
การประกาศดังกล่าว เกิดขึ้นที่ 2020 Fin­tech Fo­rum ที่จัดโดย Tencent Fintech สถาบันวิจัยและ Fintech 50 ฟอรั่ม ในกรุงปักกิ่ง
ด้วย cryptocurrencies ในปัจจุบันที่มีจำนวนมากและที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา จีนกำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินที่สกุลเงินเหล่านี้สามารถอยู่ร่วมกับสกุลเงินดิจิตอลอื่นๆ  โดย Wang กล่าวว่า ระบบดังกล่าวจะทำให้เกิดการแข่งขันและความร่วมมือที่ดีขึ้นในพื้นที่ของ Crypto
จากข้อมูลของ Wang การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ได้เพิ่มการแข่งขันในพื้นที่ของสกุลเงินดิจิทัล โดยมียักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและรัฐบาลที่ให้ความสนใจในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินดิจิทัลที่ดีขึ้น และเขายังได้กล่าวถึงการพัฒนาของ Libra โดยเฉพาะ ซึ่ง Facebook กำลังพยายามใช้กระเป๋าเงินดิจิตอลที่เชื่อมต่อกับโซเชียลมีเดียของตนเอง

CBDC ของจีนอยู่ในขั้นตอนการทดสอบ

ขณะนี้ CBDC ของจีนอยู่ในขั้นตอนการทดสอบ โดย Wang กล่าวระหว่างการประชุม ซึ่งก่อนกน้านี้ก็มีรายงานว่าจีนได้เริ่มร่างกฎหมายที่จะช่วยในการเปิดตัวและการดำเนินการเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิตอลของตนเอง
 Alibaba, Tencent, Huawei, China Merchants Bank  จะได้เข้ามาทำงานร่วมกับธนาคารประชาชนจีนในการพัฒนาและทดสอบ หยวนดิจิตอล
ในขณะที่ทุกคนยังไม่แน่ใจเมื่อไหร่จีนจะเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลอย่างเป็นทางการ หัวหน้า Ledger Vault ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Glenn Woo กล่าวว่า เงินหยวนดิจิตอลน่าจะเป็นสกุลเงินดิจืตอลที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐที่จะเปิดตัวไปทั่วโลก
อ้างอิง : LINK

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2563

จีนอาจเปิดใช้งานเหรียญหยวนดิจิทัลโดยที่ไม่มีใครรู้

จีนอาจเปิดใช้งานเหรียญหยวนดิจิทัลโดยที่ไม่มีใครรู้


ล่าสุดนั้นประเทศจีนดูเหมือนว่าจะกลายมาเป็นผู้นำโลกในด้านสกุลเงินดิจิตอลของธนาคารกลางหรือ CBDC แล้ว ซึ่งส่งผลทำให้บริษัทเอกชนภายในประเทศต่างก็พยายามแข่งขันกันเพื่อปรับตัวเพื่อใช้เทคโนโลยี บล็อกเชน
นาย Glenn Woo หัวหน้าฝ่าย Asia Pacific  ของบริษัท Ledger Vault ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อแห่งหนึ่ง ไปแสดงความเห็นว่าสกุลเงินหยวนดิจิทัลของจีนนั้นจะเป็นสกุลแรกของโลกที่ถูกเปิดตัวขึ้น

นาย Woo เน้นย้ำถึงความรวดเร็วในการพัฒนาและติดตั้งระบบดังกล่าวของรัฐบาลจีน พร้อมชี้ว่าเหรียญคริปโตของพวกเขานั้นได้ถูกนำไปทดสอบกับบริษัทใหญ่ๆแล้วถึง 19 บริษัท ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงสตาร์บัคและ McDonalds  อีกด้วย โดยเขากล่าวว่า
“ผมเชื่อว่าเมื่อมันมาถึง มันจะเป็นอันดับ 1  เพิ่งจะเป็นเหรียญ CBDC ที่มีกรณีการใช้งานได้จริงๆทั่วโลก”

จะไม่มีใครรู้ถึงความแตกต่าง

นักวิเคราะห์เป็นจำนวนมากมองจีนว่าจะกลายมาเป็นผู้นำทางด้านการชำระเงินภายในประเทศผ่านเหรียญคริปโตของพวกเขา โดยนาย Woo คาดการณ์ว่าปัจจุบันมีร้านค้าเล็กๆภายในประเทศทั้งหมด 96 เปอร์เซ็นต์ที่ใช้งาน อาลีเพย์หรือ WeChat pay อยู่
อย่างไรก็ตามนาย Woo เน้นย้ำว่าการเติบโตของแปลกปลอมด้านการจ่ายเงินผ่าน Digital ในประเทศจีนหนังกำลังถูกควบคุมและสนับสนุนโดยทางรัฐบาลจีนไปพร้อมพร้อมกัน ซึ่งนั่นถือเป็นอีกหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้อุตสาหกรรมการจ่ายเงินผ่าน Digital ในจีนประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว
 นาย Woo คาดการณ์ว่าเหรียญคริปโตของจีนนั้นจะถูกนำไปเชื่อมต่อและใช้งานกับระบบการจ่ายเงินดิจิทัลแทบทั้งหมดในประเทศ ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องดีสำหรับรัฐบาลเนื่องจากว่าพวกเขาจะสามารถตามติดการทำธุรกรรมทุกอย่างของประชาชนได้ละเอียดมากขึ้น
“ในแง่ของผู้ใช้งานรายย่อยนั้น คุณจะไม่รู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย มันจะเป็นเหมือนเดิมทั้งหมด พวกเขาจะยังคงใช้ WeChat  หรือเจ้าสุดยอด App พี่สามารถทำอะไรได้หลายๆอย่างไม่ว่าจะเป็นการซื้อของ, เรียกแท็กซี่, โอนเงิน, หรือแม้กระทั่งการส่งอั่งเปาให้เพื่อน” 
“มันจะต้องทำงานได้แบบไร้รอยต่อ และจะไม่มีใครรู้ถึงความแตกต่าง” เขากล่าว

จีนเตรียมใช้เหรียญหยวนดิจิตอลโดยไม่สนใจเงินดอลลาร์

ในแง่ของนานาชาตินั้น นาย Woo ทำนายว่าทางประเทศจีนจะใช้เหรียญคริปโตของพวกเขาเพื่อค้าขายกับประเทศอื่นๆ แทนที่ดอลล่า
นาย Woo ทำนายว่ารัฐบาลประเทศจีนจะพยายามสร้างแรงจูงใจให้กับคู่ค้าของพวกเขาหันมาใช้เหรียญคริปโตของพวกเขา โดยหลักๆนั้นอาจมุ่งเป้าไปที่ประเทศที่เน้นการนำเข้าจากจีนเป็นอันดับต้นๆ
อย่างไรก็ตามนาย Woo ยังคงเคลือบแคลงใจว่ากลยุทธ์ดังกล่าวนั้นจะประสบความสำเร็จได้ในระยะสั้นหรือไม่ เนื่องจากว่าปัจจุบันแต่ละประเทศต่างก็กำลังมีการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับระบบเศรษฐกิจของตัวเองเนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจในตอนนี้

https://siamblockchain.com/2020/06/15/china-could-roll-out-its-cbdc-without-anyone-realizing/

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2563

เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) คืออะไร สำหรับผู้เริ่มต้น

เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) คืออะไร สำหรับผู้เริ่มต้น

เคยได้ยินไหมครับว่า Blockchain เป็นเรื่องเข้าใจยาก วันนี้แอดมินเลยจะมาขอลองเล่าเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชน ในแบบฉบับง่าย ๆ แบบที่ทุกคนเข้าใจได้ หวังว่าทุกคนจะเข้าใจกัน

การจดบันทึกทุกอย่างลงบนสมุด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านขนาดเล็กที่มีผู้คนอยู่แค่เพียงไม่กี่ร้อยคนเท่านั้น แต่ก็นับว่าหมู่บ้านนี้ก็เป็น หมู่บ้านที่สงบเรียบร้อยดี ในวันหนึ่งเกิดสงครามได้เกิดสงครามขึ้น ทำให้หมู่บ้านนี้เกิดความกังวลหากเกิดสงคราม
สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านนี้จึงได้ทำการจดบันทึกรายชื่อของประชากรของคนในหมู่บ้านทันที เพราะอาจมีไส้ศึกปะปนเข้ามาในหมู่บ้านและส่งข้อมูลให้แก่ประเทศฝั่งตรงข้ามได้ โดยสมุดบันทึกเล่มนี้ถูกถือไว้โดยผู้ใหญ่บ้าน
อย่างไรก็ตามแม้หมู่บ้านนี้จะเล็กแต่ก็อยู่ในจุดชัยภูมิที่ดีเพราะเป็นหมู่บ้านที่มีเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเมืองต่างๆ จึงพยายามที่จะส่งไส้ศึกเข้ามา แรกๆไส้ศึกเหล่านั้นถูกจับได้ทั้งสิ้นเพราะ ผู้ใหญ่บ้านสามารถตรวจสอบสมุดบันทึกได้ว่าใครเป็นประชากรของหมู่บ้านบ้าง


แต่ไม่นานเมื่อข้าศึกรู้ว่าผู้ใหญ่บ้านใช้สมุดบันทึกนี้ในการตรวจสอบ ข้าศึกจึงมุ่งเป้าไปที่สมุดบันทึกเล่มนี้แทน โดยข้าศึกได้พยายามแอบเข้าไปในบ้านของผู้ใหญ่บ้านยามวิกาล และแก้ไขสมุดบันทึกนั้น แรกๆผู้ใหญ่บ้านก็ไม่รู้ว่าสมุดบันทึกนั้นโดนแก้ไข แต่พอสองสามวันถัดมาผู้ใหญ่บ้านเห็นร่องรอยการแก้ไข จึงรีบทำให้กลายเป็นเหมือนเดิม
ต่อมาข้าศึกจึงได้พยายามวางแผนในการติดสินบนผู้ใหญ่บ้านแรกๆผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ยอมรับ แต่ผู้ใหญ่บ้านก็ได้รับข้อเสนอมากขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่ง สุดท้ายผู้ใหญ่บ้านก็ยอมแก้สมุดบันทึกนั้น จึงทำให้มีไส้ศึกปะปนเข้ามาในหมู่บ้านและคอยส่งข่าวให้กับฝั่งตรงข้ามจนกระทั่งประเทศฝั่งตรงข้ามชนะสงครามและเผาทำลายหมู่บ้านแห่งนี้ในภายหลัง

สมุดบันทึกกับผู้ใหญ่บ้าน

จากที่เล่ามาเราจะเห็นว่าหากผู้ใหญ่บ้านไม่ยอมรับสินบนประเทศก็อาจจะไม่แพ้สงคราม แต่ในความเป็นจริงแล้ววิธีอื่นที่สามารถทำได้ก็ยังมีอีกมากมายไม่ว่าจะ ลักพาตัว จับตัวประกัน หรือแม้แต่ฆ่าผู้ใหญ่บ้านทิ้งก็สามารถทำได้ 


รูปแบบสมุดบันทึกกับผู้ใหญ่บ้านที่เกิดขึ้นในในภาษาทางการเราจะเรียกว่า ”ระบบตัวกลางล้มเหลว” (Single point of failure) ซึ่งในความเป็นจริงตลอดยุคประวัติศาสตร์ของเรานั้นเราใช้ระบบตัวกลางนี้มาตลอดไม่ว่าจะเป็นการจดบันทึกประชากรไปจนถึง การจดบัญชีเงินในธนาคาร
ระบบตัวกลางเช่นนี้ไมได้มีแต่ข้อเสียเสมอไปเพราะอย่างไรมันก็ใช้ได้ระดับหนึ่งและยังมีการเสริมความปลอดภัยมากมาย แต่สุดท้ายแล้วระบบนี้ก็ไม่สามารถแก้ไขเรื่องการล้มเหลวของตัวกลางได้ ตลอดประวัติศาสตร์ของเรามีปัญหานี้เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน เราอาจจะเห็นข่าวที่มีพนักงานธนาคารเป็นคนยักยอกเงินของลูกค้า นี่ก็เป็นปัญหารูปแบบหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้นจากระบบที่ต้องพึ่งตัวกลางนั่นเอง

Blockchain กับการนำเสนอทางออกของ Satoshi Nakamoto

ในปี 2008 ปัญหาตัวกลางนี้ก็ได้เกิดขึ้นอีกครั้งอย่างร้ายแรง แต่คราวนี้มันไม่ใช่แค่สมุดบันทึกข้อมูลประชากร แต่มันคือตัวเลขในตลาดที่ดินของสหรัฐอเมริกา มีการเปลี่ยนตัวเลขของผลตอบแทนในตลาดซื้อขายที่ดินเป็นกระบวนการครั้งใหญ่ เมื่อเรื่องแดงความเสียหายต่อเศรษฐกิจจึงมหาศาลผู้คนตกงานและมีผลกระทบเป็นทอดๆไปทั่วโลกไม่ต่างจากผลของสงคราม
นั้นทำให้มีโปรแกรมเมอร์ปริศนาคนหนึ่งได้นำเสนอสิ่งที่เรียกว่า Bitcoin ซึ่งเป็นรูปแบบของเงินอิเล็คทรอนิคส์ที่สามารถแก้ปัญหาตัวกลางล้มเหลวที่มีมาตลอดประวัติศาสตร์ได้ โดยเทคโนโลยีที่ทำงานอยู่เบื้องหลังนี้มีชื่อว่า Blockchain

Blockchain คืออะไร?

โดยพื้นฐานเทคโนโลยี Blockchain คือรูปแบบของการเก็บข้อมูลบน database รูปแบบหนึ่งโดยมีคุณสมบัติหลัก 2 อย่างดังนี้
1. การกระจายข้อมูลไปเก็บหลายๆที่ 
ถ้าเราย้อนกลับไปในตัวอย่างหมู่บ้านในตอนต้นในเมื่อการที่ผู้ใหญ่บ้านถือสมุดบันทึกคนเดียวนั้นเป็นความเสี่ยงที่ร้ายแรง สิ่งที่หมู่บ้านควรทำคือ “ให้มีคนเก็บสำเนาของสมุดบันทึกมากกว่า 1 คน” ซึ่งในจุดนี้อาจจะเป็นตัวแทนที่ถูกเลือกมาหลายๆคนหรือทั้งหมู่บ้านเลยก็ได้ 


ในเมื่อมีผู้คนหลายคนเป็นผู้เก็บสมุดบันทึกประชากรในหมู่บ้าน เมื่อมีการที่จะแก้ไขรายชื่อคนในหมู่บ้าน ทุกคนที่เก็บสมุดบันทึกก็ต้องมารวมตัวกันเพื่อตกลงในการแก้สมุดบันทึก โอกาสที่หัวหน้าหมู่บ้านคนเดียวจะแก้ไขสมุดบันทึกโดยไม่มีคนอื่นล่วงรู้ได้จึงไม่มีอีกต่อไป
หากกรณีที่ประเทศฝั่งตรงข้ามต้องการจะติดสินบนผู้ที่ถือสมุดบันทึก การติดสินบนแค่หัวหน้าหมู่บ้านเพียงคนเดียวจึงไม่เพียงพอ เขาต้องให้สินบนแก่คนทุกคนที่ถือสมุดบัญชี และยิ่งถ้าจำนวนคนที่ถือสมุดบัญชีมีมาก สินบนนั้นก็ต้องมากขึ้นตามและอาจจะมีคนที่ไม่ยอมรับสินบนด้วยซ้ำ ทำให้โอกาสที่จะปลอมแปลงสมุดบันทึกนี้น้อยลงจนแทบเป็นไปไม่ได้เหรือาจต้องใช้ทุนที่มหาศาลมากๆ
2. การเก็บข้อมูลแบบห่วงโซ่


อีกสิ่งที่หนึ่งที่ Blockchain ทำคือการสร้างการเก็บข้อมูลแบบห่วงโซ่หรือมีการอ้างอิงกัน ในสมุดบันทึกแบบดั้งเดิมข้อมูลจะถูกเขียนลงทีละบรรทัดๆ แต่สิ่งที่ Blockchain ทำคือหลังจากที่ ข้อมูลถูกเขียนลงในบรรทัดนั้น เราจะเขียนข้อมูลของบรรทัดก่อนหน้าลงไปในบรรทัดนั้นๆด้วย


หากมีคนพยายามจะปลอมแปลงสมุดบันทึกนั้น จะพบว่าการปลอมแปลงข้อมูลที่ถูกเขียนไปแล้วเป็นสิ่งที่ยากลำบากเอามากๆ เพราะถ้าหากเขาต้องการจะแก้ข้อมูลที่เกิดขึ้นล่าสุดอาจจะพอเป็นไปได้ แต่การแก้ข้อมูลที่ถูกเขียนไปเป็นเวลานานแล้วนั้น การแก้ข้อมูลจะต้องแก้ตั้งแต่ข้อมูลบรรทัดล่าสุดไปจนถึงบรรทัดที่เราต้องการแก้ ส่งผลให้ต้นทุนในการแก้ข้อมูลนั้นสูงมากๆ เว้นแต่ว่าทุกคนที่เก็บสมุดบันทึกนั้นจะแก้ข้อมูลพร้อมกัน
Note: จริงๆในขั้นตอนนี้จะมีการเข้ารหัสเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เนื่องจากมันอาจจะทำความเข้าใจยากเลยขอไม่กล่าวถึงเพียงแค่ให้เข้าในแนวคิดของการเก็บแบบห่วงโซ่เท่านั้น

ประโยชน์ของเทคโนโลยี Blockchain

สิ่งที่ Blockchain มอบให้นั้นคือระบบฐานข้อมูลที่มีความปลอดภัยสูงมากและสามารถกำจัดปัญหาตัวกลางที่กล่าวไว้ข้างต้นได้ด้วย ทำให้เทคโนโลยี Blockchain มีประโยชน์มากในระบบใดก็ตามที่ต้องการความปลอดภัยของข้อมูลที่สูงมาก ทำให้เราสามารถเชื่อได้ว่าข้อมูลนี้มีความน่าเชื่อถือสูง Blockchain จึงมีประโยชน์มากในระบบที่ต้องการ การตรวจสอบปริมาณมากเช่น
  • การโอนเงินนำนวนมากๆ หรือการโอนเงินข้ามโลก
  • การโอนที่ดิน
  • การตรวจสอบคุณภาพสินค้า


Blockchain สามารถทำให้ขั้นตอนเหล่านี้นั้นกระชับขึ้นและมีต้นทุนที่ต่ำลงในแง่การจัดการและในยุคปัจจุบันที่ข้อมูลนั้นเป็นสิ่งมีมูลค่าการนำข้อมูลไปไว้บน Blockchain ที่ทำให้สามารถถ่ายโอนได้อย่างสะดวกและปลอดภัยนั้นทำให้ข้อมูลทั้งหลายที่ไม่เคยมีมูลค่ามีค่าขึ้น เช่นแนวคิดของ Cryptocurrency ที่เป็นสกุลเงินเสมือนอย่าง Bitcoin หรือแม้แต่การแปลงสินทรัพย์ทุกอย่างบนโลกให้กลายเป็นสินทรัพย์ในแนวคิดของ Digital asset  เป็นต้น

ข้อเสียของเทคโนโลยี Blockchain

แม้เทคโนโลยี Blockchain จะเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจ แต่มันก็มีข้อเสียถ้าเราดูตัวอย่างจากตอนต้นการที่สมุดบันทึกนั้นถูกเก็บที่คนหลายๆคนนั้นก็มีข้อเสียตรงที่เราต้องมีสมุดบันทึกหลายเล่ม นั้นเท่ากับว่าต้นทุนมันแพงกว่าสมุดบันทึกเล่มเดียวแน่นอน
นอกจากนี้การจะเขียนข้อมูลในแต่ละครั้งจะต้องได้รับการยินยอมจากคนอื่นๆอีกด้วย นั้นเท่ากับว่าการเขียนข้อมูลนั้นไม่สามารถทำได้รวดเร็ว เพราะต้องมีการให้หลายคนยินยอม เท่ากับว่าแม้ Blockchain จะมอบความปลอดภัยของข้อมูลก็ตามแต่ ต้นทุนการบริหารจัดการนั้นค่อนข้างแพงกว่าระบบตัวกลางแบบเดิมและยังช้ากว่าด้วย แต่หากความปลอดภัยของข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าความเร็ว หรือต้นทุนในการรักษาความปลอดภัยข้อมูลในระบบตัวกลางนั้นสูงมาก การเลือกใช้บล็อกเชนอาจเป็นคำตอบที่ถูกต้อง

ขอบคุณข้อมูล
https://bitcoinaddict.org/2020/06/09/what-is-blockchain-technology-for-beginners/?utm_source=izooto&utm_medium=push_notification&utm_campaign=Bitcoin_Addict

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2563

รายงานเผยจีนอาจนำเอาหยวนดิจิทัล (DCEP) ออกไปให้นอกประเทศใช้

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ธนาคารประชาชนจีน(PBoC) เตรียมเร่งผลักดันการยอมรับ Blockchain ในประเทศ

    ธนาคารประชาชนจีน(PBoC) เตรียมเร่งผลักดันการยอมรับ     Blockchain ในประเทศ
ธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีนหรือ PBoC และคณะกรรมการเทคโนโลยีการเงิน ได้จัดการประชุมขึ้นครั้งแรกของปีในสัปดาห์นี้ โดยในระหว่างการประชุม Fan Yifei รองผู้ว่าการธนาคารกลางขอเรียกร้องให้มีการเร่งผลักดันการยอมรับ Blockchain ของประเทศ
ตามรายงานที่ออกโดย Sina เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม รองผู้ว่าการธนาคารได้พบกับเจ้าหน้าที่ PBoC และหัวหน้าบริษัททางการเงินในเครือของพวกเขา ในระหว่างการพูดคุย Fan ได้เน้นถึงความสำคัญของอุตสาหกรรม Blockchain และ Fintech อย่างเปิดเผย เพื่อให้แน่ใจว่าแผนการอมรับของประเทศจะถูกนำไปใช้อย่างประสบผลสำเร็จตามกำหนดเส้นตายในปี 2021

การเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจของประเทศ

Fan เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการ “เร่งในการป็นดิจิทัล” ของเศรษฐกิจจีน โดยการประชุม เจ้าหน้าที่ระบุว่ามีความจำเป็นต้องศึกษาระบบดัชนีการพัฒนาฟินเทค , ตรวจสอบอย่างระมัดระวังและทำการประเมินที่ครอบคลุมเพื่อเป็นแนวทางให้สถาบันการเงินเร่งการเปลี่ยนแปลงทางดิจิตอล
“เราจำเป็นต้องเสริมความแข็งแกร่งให้กับการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งในด้านกฎระเบียบ, การใช้งาน big data, ปัญญาประดิษฐ์, cloud computing , blockchain และเทคโนโลยีอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการกำกับดูแลระบบดิจิตอล”

ความสนใจของจีนในเทคโนโลยี blockchain เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ

แผนพัฒนา Fintech ของจีน จะมุ่งเน้นไปที่มาตรฐานของ cross-market fintech operations ในประเทศจีนซึ่งเปิดตัวในเดือนสิงหาคม 2019
ความสนใจของจีนในเทคโนโลยีบล็อกเชนยังเติบโตต่อเนื่อง โดยย้อนไปเมื่อวันที่ 4 มีนาคม มณฑลหูหนานของจีนก็เพิ่งจัดตั้งเขตบล็อคเชนแห่งแรก
ขณะที่ ไหหลำอีกมณฑลของจีนก็ได้เข้าร่วมกับระบบนิเวศ blockchain พร้อมประกาศแพลตฟอร์มบริการทางการเงินข้ามพรมแดนในวันที่ 9 พฤษภาคม

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2563

การทดสอบแพลตฟอร์มการค้าข้ามพรมแดนผ่าน Blockchain ในจีนประสบความสำเร็จ..ลดเวลาเหลือเพียง 10 นาที


การทดสอบแพลตฟอร์มการค้าข้ามพรมแดนผ่าน Blockchain ในจีนประสบความสำเร็จ..ลดเวลาเหลือเพียง 10 นาที
เมื่อเร็ว ๆ นี้แพลตฟอร์มทดสอบสำหรับทำการค้าข้ามพรมแดนผ่าน blockchain ได้เริ่มดำเนินการทดสอบแล้วในเมือชิงเต่าของจีน  โดยบริษัทที่เกี่ยวข้องได้ทำการซื้อขายกับพันธมิตรในอเมริกาเหนือและเอเชียใต้เป็นครั้งแรก
ตามรายงานของ Sina หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเมื่อวันที่ 22 เมษายน ระบุว่าบริษัท ต่าง ๆ ได้ชื่นชมโครงการนำร่องนี้และอ้างว่าธนาคารของเมืองจะยังคงปรับปรุงการให้บริการต่อไป

การค้ากับประเทศอื่น ๆ ผ่าน blockchain

มีธุรกิจประมาณ 37 แห่งในเมืองชิงเต่า ที่ได้เริ่มทำธุรกิจกับผู้ประกอบการจากต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มบล็อกเชน ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา เม็กซิโก อินเดียและอีกหลายประเทศ
Sina รายงานว่าแพลตฟอร์มนำร่องมีการจัดการเพื่อตรวจสอบข้อมูลเครดิตขององค์กร ตรวจสอบสินเชื่อเพื่อการส่งออกและการเงิน และจัดการแบบฟอร์มการยื่นภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งโดยรวมแล้วสามารถช่วยให้การทำธุรกรรมหลายล้านดอลลาร์เสร็จสิ้นได้ในเวลาไม่ถึง 10 นาที
การลดลงของระยะเวลามีความสำคัญมาก เนื่องจากระบบเดิมในกระบวนการการค้าประเภทนี้ต้องใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมง และบริษัทจะต้องไปที่สำนักงานศุลกากรเพื่อดำเนินการให้เสร็จสิ้น

บริษัทต่าง ๆ ชื่นชมโครงการนำร่อง

Borec Brake System Co. , Ltd. ซึ่งเป็นบริษัท ผู้ผลิตเบรกรถยนต์ที่มีฐานอยู่ในเมืองชิงเต่า ได้มีส่วนร่วมในโครงการนำร่องและได้แสดงความคิดเห็นว่า:
“เราไม่ได้คาดหวังว่าการปล่อยสินเชื่อเพื่อการค้าจะเร็วมากาดนี้ และการดำเนินการนั้นก็สะดวกมาก ๆ ต้องขอบคุณแพลตฟอร์มบริการทางการเงินผ่านบล็อกเชนทที่ช่วยทำให้ปัญหาของบริษัทเราได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว”
เจ้าหน้าที่ของเมืองบอกกับ Sina ว่าพวกเขาจะยังคงพัฒนาโครงการนำร่องนี้ต่อไป นอกเหนือจากการพยายามขยายเครือข่ายไปยังธนาคารอื่น ๆ แล้ว ตอนนี้พวกเขาจะมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มจำนวนแอพพลิเคชั่นที่มีอยู่บนแพลตฟอร์มอีกด้วย

วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2563

ธนาคารกลางจีน กล่าวว่า “หยวนดิจิทัล” อาจได้ใช้ในช่วงกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2022


ธนาคารกลางจีน กล่าวว่า “หยวนดิจิทัล”
อาจได้ใช้ในช่วงกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2022


วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2563

อดีตรองประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนแสดงความเห็นเกี่ยวกับ ICO และ “หยวนดิจิตอล”

อดีตรองประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนแสดงความเห็นเกี่ยวกับ ICO และ “หยวนดิจิตอล”

ในระหว่างการสัมภาษณ์ Chen ถูกขอให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ICO หลอกลวงที่มีออกมาอย่างต่อเนื่องในประเทศจีน โดย Chen เชื่อว่า ICO และการซื้อขายสกุลเงินดิจิตอลจะต้องถูกห้ามอย่างสมบูรณ์ในอนาคต 
“ผมเชื่อเสมอว่าการเก็งกำไรในสกุลเงินดิจิตอลและ ICO ไม่ใช่ทิศทางของการพัฒนาทางการเงิน และต้องถูกห้ามอย่างเด็ดขาด”
หนึ่งในปัญหาหลักในการควบคุมเกี่ยวกับขบวนการแชร์ลูกโซ่ นั่นคือไม่มีการแบ่งการกำกับดูแลที่ชัดเจนในกฎหมายปัจจุบัน Chen คิดว่าเพื่อที่จะปราบปรามโครงการ ICO หลอกลวงและการเก็งกำไรใน cryptocurrency หน่วยงานกำกับดูแลทั้งหมด รวมถึงคณะกรรมการกำกับดูแลการธนาคารและการประกันภัย , คณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ควรจะต้องมีการทำงานร่วมกัน
แม้ว่า Chen คิดว่าการเก็งกำไรใน cryptocurrency นั้นผิดกฎหมาย แต่เขาชี้ให้เห็นว่าการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเรื่องที่แตกต่างออกไป เขาบอกว่าสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถซื้อขายได้กับสกุลเงิน Fiat 
“สำหรับการทำธุรกรรมสกุลเงินดิจิตัล ผมเชื่อว่ามันจะมีความเข้มงวดมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ธนาคารและสถาบันการเงินที่เป็นทางการจะถูกห้ามมิให้เป็นช่องทางสำหรับการทำธุรกรรมสกุลเงินดิจิตอล แต่การซื้อขายแบบส่วนตัวอาจยังมีต่อไป แต่จะไม่เป็นที่นิยม”
Chen กล่าวว่าจีนกำลังเตรียมการสำหรับ DCEP (Digital Currency Electronic Payment) นับตั้งแต่ปี 2015 เขาอธิบายว่า DCEP นั้นเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติที่สำคัญสำหรับจีน “เราจะต้องก้าวไปข้างหน้า อย่างน้อยก็ในด้านเทคโนโลยี และด้วยวิธีนี้จะทำให้หยวนดิจิตอลเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศในอนาคต”

วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2563

จีน: มหาอำนาจ Blockchain ในอนาคต





จีน: มหาอำนาจ Blockchain ในอนาคต
ความเดิมจากตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้เล่าถึงทิศทางของคริปโทในอนาคต ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของรัฐบาลจีน
โดยผู้เขียนได้เกริ่นว่า ไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลเพียงประการเดียวที่ทำให้จีนเป็นประเทศที่มีอิทธิพลในด้านเทคโนโลยีของโลก แต่จีนยังมีแนวนโยบายต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีภายในประเทศ รวมไปถึงการออกกฎหมายฉบับใหม่เพื่อรองรับเทคโนโลยีเข้ารหัส หรือ Cryptography Law ซึ่ง Cryptography หรือ เทคโนโลยีเข้ารหัสเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานในการพัฒนาระบบ Blockchain นั่นเอง

DCEP สกุลเงินดิจิทัลของจีน
DCEP หรือ Digital Currency Electronic Payment คือ สกุลเงินดิจิทัลของจีนที่ทำงาน
บนระบบ 
Private Blockchain ซึ่งเป็นระบบที่จำกัดผู้มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล (แบบวงปิด) ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลจีนต้องการจำกัดกลุ่มคนในการเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลที่รันอยู่บนระบบ

ในด้านคุณลักษณะ แม้ DCEP จะอิงอยู่กับสกุลเงินหยวนในอัตราส่วน 1:1 ซึ่งรูปแบบดังกล่าวคล้ายการสร้าง Stable Coin ของบริษัทเอกชนต่าง ๆ แต่ในกรณีของ DCEP ผู้ออกและกำหนดนโยบายในการกำกับดูแลจะเป็นรัฐบาลจีน (โดยธนาคารกลางเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากกรณีของ Stable coin สกุลอื่น ๆ ที่ออกโดยเอกชนแต่ใช้สกุลเงินหยวนของจีนมาค้ำประกันไว้ เช่น 

เหรียญ
 CNHT ของ Tether หรืออาจกล่าวได้ว่า วัตถุประสงค์ในการออก DCEP นั้นไม่ได้ต่างจากการออกธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ในแบบเดิม แต่ DCEP คือ การทำหยวนให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลและให้มีค่าไม่ต่างจากเงินในรูปแบบ Physical form ซึ่งร้านค้าและประชาชนทั่วไปสามารถใช้แทนกันได้ในระบบการเงินของประเทศจีน

ดังนั้น วัตถุประสงค์หลักของ DCEP คือ การสร้างระบบการเงินแบบดิจิทัลที่สามารถส่งเสริมการทำธุรกรรมแบบ Real-time และการเพิ่มความสามารถในการเก็บข้อมูลการทำธุรกรรมเหล่านั้นได้อย่างทันท่วงทีอันจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งผ่านนโยบายทางการเงินของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นการลดปัญหาในเรื่องค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการโอนเงินผ่านระบบชำระเงินในแบบเดิม รวมถึงแก้ปัญหาความล่าช้าของระบบ SWIFT ที่ใช้ในระบบการชำระเงินระหว่าง Inter-Bank

สำหรับผู้เขียน เชื่อว่าคุณสมบัติที่โดดเด่นของสกุลเงินดิจิทัล เช่น การเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างและทำงานผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ จะช่วยให้ DCEP ของจีนสามารถหมุนเวียนอยู่ในระบบการเงินทั่วโลกได้ไม่ยากนัก เหล่านี้ คือ แนวทางของจีนในการปูทางไปสู่การเป็น Digital global currency ในอนาคต

กฎหมาย Cryptography law
ที่ผ่านมา หากไม่นับโครงการ DCEP ของรัฐบาลจีน การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในจีน เช่น Cryptocurrency Trading และ ICO นั้น ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดจากรัฐบาลจีนมาโดยตลอด เนื่องจากจีนมองว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นการสร้างความเสี่ยงทางการเงินอย่างหนึ่งให้กับประเทศ

อย่างไรก็ดี เมื่อ ต.ค. ที่ผ่านมา จีนได้ประกาศแผนพัฒนา Blockchain โดยประธานาธิบดีสีได้กล่าวชัดเจนว่า การพัฒนา Blockchain คือแผนยุทธศาสตร์หลักที่ต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว และ Cryptography law คือ หนึ่งในกฎหมายที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือน ม.ค. 2020  



ทั้งนี้ จากการศึกษาข้อมูลที่เปิดเผยโดยรัฐบาลจีน พบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้
ประเด็นแรก มุ่งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสในเชิงพาณิชย์ กล่าวคือ กฎหมายฉบับนี้มุ่งส่งเสริมการศึกษาและวิจัย รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ในเชิงวิชาการในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้มีการค้นคว้า วิจัย และทดลอง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีเข้ารหัสและนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ (เช่น สร้างผลิตภัณฑ์หรือการให้บริการในรูปแบบใหม่) ทั้งนี้ การพัฒนาดังกล่าวจะต้องไม่เป็นการละเมิดผลประโยชน์ส่วนบุคคลของผู้ใด และไม่เป็นการสร้างผลิตภันฑ์หรือบริการที่กระทบต่อความมั่นคงของภาครัฐ ดังนั้น ก่อนการขายสินค้าหรือนำเสนอบริการโดยใช้ Cryptography ผู้ประกอบการจะต้องเข้าสู่ระบบตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนด โดยหากนำเสนอสินค้าโดยไม่ผ่านกระบวนการตรวบสอบดังกล่าวจะมีความผิดตามกฎหมายฉบับนี้

ประเด็นที่สอง การให้ความคุ้มครองข้อมูลและการสร้างความปลอดภัยให้กับระบบ
กล่าวคือ เมื่อกฎหมายมุ่งส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับ Cryptography แล้ว กฎหมายยังได้ระบุให้มีการคุ้มครองข้อมูลที่ได้มาจากการพัฒนานั้น ซึ่งได้มีการระบุชัดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปรับใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสจะต้องไม่บังคับให้ผู้พัฒนาระบบเปิดเผยข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหรือข้อมูลที่เป็นความลับทางธุรกิจให้กับตน (เช่น ข้อมูล Source Codes) นอกจากการนี้ กฎหมายยังกำหนดให้การพัฒนา Cryptography ดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ภายใต้กฎหมาย Cybersecurity Law อีกด้วย

ประเด็นที่สาม บทกำหนดโทษในกรณีมีการกระทำโดยมิชอบ เช่น กรณีที่มีการขโมยข้อมูลการเข้ารหัส (Encrypted Information) การ hack ระบบความปลอดภัยของระบบเข้ารหัสของบุคคลอื่น การใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสเพื่อวัตถุประสงค์ในการทำลายความมั่นคงของรัฐ เป็นต้น
ทั้งนี้หากภาครัฐตรวจพบบุคคลที่มีความเสี่ยงในการกระทำความผิดดังกล่าว สามารถสั่งให้บุคคลนั้นกำหนดนโยบายหรือปรับใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันเหตุร้ายอันอาจเกิดขึ้นได้

นโยบายสนับสนุน Blockchain
ธนาคารกลางของจีนได้มีการประกาศเกณฑ์ Certification of FinTech Products (CFP) โดยเป็นการเร่งให้ใบอนุญาตกับผู้ประกอบการ digital payment ที่นำเอาเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการให้บริการ ซึ่งการออกเกณฑ์ใหม่ในครั้งนี้ ถือเป็นการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินเพื่อรองรับสกุลเงินดิจิทัลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งในปัจจุบัน ผู้ที่มายื่นขอรับใบอนุญาตดังกล่าว เช่น ผู้ให้บริการ point-of-sale mobile terminal และผู้พัฒนา Trusted Execution Environment (TEE) หรือ เทคโนโลยีที่จะช่วยในการสร้าง Consortium Blockchain Network ซึ่งจะเป็นโครงข่ายที่สำคัญในการ Verify การทำธุรกรรมทางการเงินบนระบบ Blockchain

ท้ายที่สุด รัฐบาลจีนไม่ได้สนับสนุนการใช้ Blockchain ในภาคธุรกิจเพียงอย่างเดียว
แต่รัฐบาลยังได้จัดให้มีวิดีโอสื่อการสอนจำนวน 
25 รายการเพื่อให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับ Blockchain โดยยังรวมไปถึงการให้ข้อมูลเกี่ยวกับคริปโทสกุลต่าง ๆ เช่น Ethereum และ BitCoin อีกด้วย .... สำหรับผู้เขียน นี่คือตัวอย่างที่น่าเลียนแบบในการส่งเสริมรัฐบาลและประชาชนในยุค5G อย่างแท้จริง

[บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน]

ขอบคุณแหล่งข้อมูล https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/648722