แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เงินหยวน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เงินหยวน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

อดีตประธานธนาคารแห่งประเทศจีน เผย!! “หยวนดิจิตอล” สามารถทดแทนเงินสดได้

อดีตประธานธนาคารแห่งประเทศจีน เผย!!   “หยวนดิจิตอล” สามารถทดแทนเงินสดได้
Li Lihui อดีตประธานธนาคารแห่งประเทศจีนเปิดเผยว่า การเปิดตัว “หยวนดิจิตอล” นั้นใกล้เข้ามาแล้ว และสกุลเงินนี้ก็สามารถเข้ามาแทนที่เงินสดได้หากเข้าเงื่อนไขสำคัญ 4 ประการ 
ปัจจุบันหยวนดิจิทัลของธนาคารกลางกำลังอยู่ในช่วงทดสอบ และกำลังสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวจีน 
Lihui ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม และอธิบายว่า “หยวนดิจิตอล” นั้นไม่เหมือนกับ WeChat Pay และ Alipay เพราะถูกออกแบบมาให้เป็นอิสระจากเครือข่ายใด ๆ หรือธนาคารหรือบุคคลที่สาม อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่าสำหรับการเข้ามาแทนที่เงินสดหรือโซลูชันการชำระเงินอื่น ๆ ในปัจจุบันนั้นยังจำเป็นต้องมีเงื่อนไขสำคัญ 4 ประการ: 
“หยวนดิจิทัลจะสามารถกลายเป็นสกุลเงินและวิธีการชำระเงินหลักได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่ามันมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน , ช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรมลงได้หรือไม่ , มี economic scale ที่เพียงพอกับมูลค่าทางการค้าหรือไม่ และสุดท้ายคือการยอมรับของผู้คน”

รูปแบบที่แตกต่างกันของสกุลเงินดิจิตอล

Li กล่าวว่าเข้ากำหนดสกุลเงินดิจิทัลเป็นสามหมวดหมู่: ได้แก ่สกุลเงินดิจิทัลที่ถูกกฎหมาย (สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางหรือ CBDC) , สกุลเงินดิจิทัลที่อยู่บน blockchain และสกุลเงินดิจิทัลของสถาบันที่เชื่อถือได้ 
สกุลเงิน Crypto เช่น Bitcoin ได้รับการออกแบบให้ไม่ต้องระบุตัวตน แต่มีความโปร่งใส ขณะที่เงินหยวนดิจิทัลตามคำพูดของ Li กล่าวว่ามันอนุญาตให้มีการทำธุรกรรมที่ไม่ต้องระบุตัวตน  อย่างไรก็ตามเขาเสริมว่ามันจะมีข้อจำกัดที่เกี่ยวกับจำนวนครั้งและจำนวนเงินในการทำธุรกรรมที่ไม่ระบุตัวตน
อ้างอิง : LINK
แหล่งข้อมูลhttps://www.blogger.com/blogger.g?rinli=1&pli=1&blogID=5023001810053525609#editor/target=post;postID=4565468515307110167;onPublishedMenu=allposts;onClosedMenu=allposts;postNum=0;src=link

วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2563

จีนจะยกเลิกสกุลเงินหยวน ใช้สกุลเงินดิจิตอลแทน ล้มอาลีเพย์ โค่นอำนาจครองความเป็นเจ้าทางการเงิน


จีนจะยกเลิกสกุลเงินหยวน
ใช้ "สกุลเงินดิจิตอล" แทน
ล้มอาลีเพย์ โค่นอำนาจครองความเป็นเจ้าทางการเงิน

(ชมคลิป)

    ..สวัสดีท่านผู้ชมนี่คือรายการ "ไฟลามทุ่ง" วันนี้จะคุยกับท่านผู้ชมถึงเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งของจีน ในที่ประชุมประกาศสถิติทางการเงินเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2020 โจวเสียตรงผู้อำนวยการในการสำนักงานธนาคารกลางชี้ว่า
   "..สกุลเงินดิจิตอลของธนาคารกลางคืบหน้าไปตามแผนเดิม"
เวลาต่อมาบนอินเตอร์เน็ตก็มีการเผยแพร่ภาพถ่าย  เผยโฉมหน้าสกุลเงินดิจิตอลลักษณะจำเพาะของจีน  สกุลเงินดิจิตอลของจีน ได้เข้าสู่สายตาของผู้คนเป็นครั้งแรก จากสื่อที่มีส่วนเกี่ยวข้องเผยว่า..

    "..ปัจจุบันสกุลเงินดิจิตอลตามกฎหมายของธนาคารกลาง  DC / EP ได้สำเร็จลุล่วงแล้วโดยพื้นฐาน งานออกแบบประดับบนกำหนดมาตรฐานพัฒนาฟังชั่น และทดสอบข้อต่อเป็นต้น รวมได้ทำการทดสอบภายในธนาคารเกษตรกรรมแล้ว  โดยให้เสิ่นเจิ้น สงอาน เฉินตู ซูโจว เป็นเมืองทดลอง.."
       ชมถึงตรงนี้ท่านผู้ชมคงจะสงสัย ...สกุลเงินดิจิตอล ก็คือ สกุลเงินดิจิตอล แต่เหตุใดต้องเพิ่มคำว่า DC / EP นั่นหมายถึงอะไร สกุลเงินดิจิตอลกับ Alipay ในปัจจุบันแตกต่างกันอย่างไร ใจเย็นๆเดี๋ยวจะอธิบายให้ฟัง..

สกุลเงินดิจิตอลกับ Alipay แตกต่างกันมาก

      สกุลเงินดิจิตอลที่ธนาคารกลางค้นพบครั้งนี้ อาจเปลี่ยนแปลงโลกทั้งโลก ให้สกุลเงินประชาชนก้าวออกนอกประเทศ ทำให้เจ้าอำนาจทางการเงินของอเมริกาต้องชิดซ้าย 
      จากภาพ DCEP ที่ไหลออกมาจะเห็นตัวพิมพ์  "ธนาคารประชาชนจีน" และ "ธนาคารเกษตรกรรม"  

      คอลัมน์แรกของ DCEP  ผ่านกระบวนการสแกนคิวอาร์โค้ด ชำระเงิน โอนเงิน รับจ่ายเงิน  การทำงานคล้ายคลึงกับ Alipay และ WeChat  ขั้นตอนการทำงานน้อยกว่า ยิ่งสะท้อนให้เห็นสภาพคล่องเเละเรียบง่ายขึ้น เข้าใจง่ายๆ DCEP ก็คือธนบัตรที่แปรเปลี่ยนเป็นดิจิตอลนั่นเอง 

ฟังชั่นกับคุณสมบัติเหมือนกับธนบัตร เพียงแต่ว่ารูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง
  คำจำกัดความของมันแปลออกมาแล้วก็คือ   "เครื่องมือชำระดิจิตอลที่มีสัญลักษณ์แห่งมูลค่า" 

 ลักษณะพิเศษที่สำคัญของสกุลเงินดิจิตอลมีอยู่ ข้อ
1.ไม่ต้องมีสมุดบัญชีธนาคาร  มีมือถือติดตั้งกระเป๋าดิจิตอล DCEP ก็สามารถค้าขายได้ ไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีกับธนาคาร ภายใต้สภาพที่ไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต มือถือที่ติดตั้งกระเป๋าดิจิตอล 2 เครื่องแค่เอามาชนกันก็สามารถโอนเงินได้
2.มีนิติวิทยาศาสตร์ไม่จำกัดเหมือนเงินสด จะปฏิเสธไม่รับ DCEP ไม่ได้
3.มีลักษณะไม่เปิดเผยชื่อที่แน่นอน รักษาความลับทางการค้าที่ปกติธรรมดา การชำระออฟไลน์ทั้ง2ฝ่าย คือจุดเด่นของ DCEP  การชำระทางอิเล็กทรอนิกของ Alipay และ WeChat ภายใต้ภาวะแวดล้อมที่เลวร้าย เป็นต้นว่าแผ่นดินใต้ดินบนอากาศ ไม่มีสัญญาณ แต่DCEPไม่จำเป็นต้องมีสัญญาณอินเตอร์เน็ต ฝ่ายรับฝ่ายชำระภายใต้ภาวะออฟไลน์ก็สามารถทำได้ ไม่ต่างกับเงินสด 
ลักษณะพิเศษสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ไม่เปิดเผยชื่อในชีวิตประจำวันเราชำระเงินทางอินเตอร์เน็ตหรือบัตรเครดิตธนาคาร  ล้วนต้องผูกติดกับระบบธนาคารดั้งเดิมไม่สามารถสนองความต้องการในการไม่เปิดเผยชื่อ
DCEP สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ทั้งสามารถสนองความต้องการในคุณสมบัติของธนบัตรในลักษณะมูลค่าที่สำคัญ อีกทั้งสามารถสนองความต้องการที่สะดวกต่อการพกพาและไม่เปิดเผยชื่อ  

ขณะเดียวกัน DCEP ยังเป็นอาวุธต่อต้านการฟอกเงิน
         แล้วไม่ย้อนแย้งกับลักษณะไม่เปิดเผยชื่อหรือ ?? ต้องเข้าใจลักษณะไม่เปิดเผยชื่อของ DCEP เป็นสิ่งสัมพัทธ์ มันทั้งรักษาความลับทางการค้าที่ปกติ แต่ผ่านรูปแบบบิ๊กดาต้าไปล่วงรู้พฤติกรรมฟอกเงิน          ยังสามารถล็อกฐานะที่แท้จริงของบุคคล ธาตุแท้ของ DCEP ทางเทคนิคไม่มี  ลักษณะไม่เปิดเผยชื่อ อำนาจการเข้าถึงข้อมูลยังคงอยู่ในมือธนาคารกลาง ในทางเทคนิค สามารถหยิบใช้ข้อมูลทางการค้าของทุกๆคน   คุณก่ออาชญากรรมก็ต้องตรวจสอบคุณ..   คุณไม่ก่ออาชญากรรมก็รักษาความลับให้คุณ..จะรักษาความลับให้คุณหรือไม่ อำนาจอยู่ในมือของธนาคารกลาง
        พูดง่ายๆก็คือ  "ไม่จำเป็นต้องมีบัญชีธนาคารก็สามารถถ่ายโอน มูลค่าได้" คุณลองคิดถึงธนบัตรคุณก็จะเข้าใจ ตอนที่คุณใช้ธนบัตรไปชำระเงิน คุณไม่จำเป็นต้องมีบัญชีธนาคาร DCEP ก็เช่นเดียวกัน  ตอนที่คุณจะชำระเงิน ไม่จำเป็นต้องผูกติดกับบัญชีธนาคารใดๆ ไม่เหมือนตอนนี้ที่เราชำระด้วยWeChatก็ดี Alipay ก็ดี ล้วนต้องผูกติดกับบัตรเครดิตธนาคาร
       แต่ DCEP ไม่จำเป็น..สามารถบรรลุได้ด้วยการ "ชำระออฟไลน์ทั้งสองฝ่าย " ซึ่งก็คือภายใต้สภาพที่ออฟไลน์ทั้งสองฝ่ายก็สามารถทำการชำระได้ นี่ก็หมายความว่า  DCEP เหมือนธนบัตรสามารถหมุนเวียนได้ นี่ก็คือทำไมเราถึงพูดว่า คุณสามารถเข้าใจง่ายๆว่า "มันคือธนบัตรที่แปรเปลี่ยนเป็นดิจิตอล"


สกุลเงินดิจิตอลของธนาคารกลางเป็นสกุลเงินตามกฎหมาย เหมือนเงินสด สกุลเงินดิจิตอลของธนาคารกลางก็มีนิติวิทยาศาสตร์ที่ไม่จำกัดเช่นกัน หมายความว่าคุณไม่สามารถปฏิเสธไม่รับ DCEP ถ้าหากในอนาคต "เงิน"ของเราทั้งหมดเบิกจ่ายด้วยสกุลเงินดิจิตอลเช่นนี้แล้วก็ไม่มีใครสามารถหลบเลี่ยงภาษีได้ เส้นทางการเงินใดๆล้วนถูกควบคุมตรวจสอบได้
      ข้างต้นเรากล่าวว่าสกุลเงินดิจิตอล สามารถช่วยให้สกุลเงินของจีนก้าวออกนอกประเทศได้นั้น ก็เพราะถูกกำหนดจากลักษณะพิเศษข้างต้นของสกุลเงินดิจิตอล มิพักต้องสงสัย  สกุลเงินดิจิตอลเป็นแนวโน้มของอนาคต มันล้ำเลิศกว่าธนบัตรดั้งเดิมมากมาย  

   จีนแผ่นดินใหญ่ในปัจจุบันแม้ในเขตเขาที่ห่างไกล ก็ยังสามารถใช้ Alipay และ WeChat ได้ นี่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลอันน่าตกใจของการชำระเงินด้วยมือถือ  ในทางเป็นจริงบริษัทของจีนก็เริ่มเผยแพร่สินค้าที่ชำระเงินด้วยมือถือของตนในต่างประเทศ แล้ว แต่สินค้าเหล่านี้เทียบกับเงินตราดั้งเดิมแล้ว  ยังมีข้อจำกัดชนิดต่างๆมากมาย เป็นต้นว่าต้องผูกติดกับบัตรเครดิตธนาคาร ต้องมีสัญญาณอินเตอร์เน็ตเป็นต้น  

    แนวโน้มของสังคมในอนาคตก็คือ การร่วมมือของกลุ่มเดียวกันแต่ละกลุ่มจะค่อยๆแนบแน่น ความเป็นเอกภาพของเงินตราในอนาคตเป็นสิ่งที่ยากมาก แต่ว่าตอนนี้สกุลเงินดิจิตอลออกมาแล้ว ประเทศจีนถืออาวุธอันคมกริบนี้ เพื่อนพ้องน้องพี่ที่อยู่รอบๆพากันแนบชิดประเทศจีน 
      แล้วข้างต้นที่เราพูดถึงว่าสกุลเงินดิจิตอลสามารถโค่นอำนาจครองความเป็นเจ้าของทางการเงินของอเมริกาที่จริงแล้วเหตุผลง่ายๆ อำนาจเป็นเจ้าทางการเงินของอเมริกาสร้างอยู่บนพื้นฐานอะไร สร้างอยู่บนพื้นฐานที่อเมริกาสามารถปล่อยเงินตราสู่ทั่วโลกเกินขีดจำกัดอย่างไม่ต้องเกรงใจใคร ก่อนหน้านี้อเมริกาไม่ยอมรับว่าปล่อยเงินตราออกมาเกินขีดจำกัด ล้วนมุบๆ มิบๆ พิมพ์เงินออกมาจำนวนมาก
     ไม่มีใครสามารถมุดเข้าไปควบคุมในโรงพิมพ์ธนบัตรของอเมริกา แต่ว่าเมื่อทุกคนหันมาใช้สกุลเงิน ดิจิตอลแล้ว เป็นเงินเท่าไหร่ล้วนมีตัวเลขบันทึกไว้ ถ้าท่านปล่อยเงินออกมาเกินแค่เหรียญเดียวล้วนสามารถตรวจสอบได้  

       ถึงเวลาท่านปล่อยเงินออกมาเกินขีดจำกัด ถ้าอย่างนั้นก็ขอโทษที ประเทศอื่นๆก็จะมองเห็นโฉมหน้าแท้จริงของคุณ ไม่เล่นกับคุณแล้ว เงินเหรียญสหรัฐไม่มีคนใช้ อำนาจครองความเป็นเจ้าก็หมดเป็นธรรมดา ฉะนั้นอเมริกาจึงร้อนใจ  ความจริงอเมริกาคิดอยู่ตลอดจะปล่อยสกุลเงินดิจิตอลของตัวเองออกมา แต่ว่าเทคโนโลยีของทางการอเมริกาด้อยเกินไป ได้แต่ปล่อยให้อุตสาหกรรมเอกชนไปทำเรื่องนี้แต่ว่าเรื่องนี้มันใหญ่โตมหาศาลเกินไป ทางการอเมริกาเกรงว่าอุตสาหกรรมเอกชนจะหลุดจากการควบคุมของตน ก็ภายใต้การยื้อยุดฉุดกระชากนี้เอง ได้เปิดโอกาสให้จีนสามารถแซงรถทางโค้ง ทำให้จีนสามารถนำหน้าพัฒนาสกุลเงินดิจิตอลออกมาก่อน
     ถ้าอย่างนั้นสกุลเงินดิจิตอลของอเมริกาใครเป็นคนพัฒนา  ก็คือบริษัทโซเชียลอินเตอร์เน็ต Facebook ที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกา วันที่ 18 มิถุนายน 2019  Facebook ประกาศออกสมุดปกขาว ประกาศว่าจะเปิดตัวสกุลเงินเข้ารหัสลับ ไลบรา เหมือนโยนก้อนหินก้อนใหญ่ลงในสระน้ำ ใหญ่โตมโหฬารมาก ฝูงนกเป็ดน้ำตกใจบินว่อน ละลอกคลื่นซัดยาวไม่ถอย

ไลบราเทียบกับสกุลเงินดิจิตอลของจีนมีพิเศษตรงไหน
1.สกุลเงินเข้ารหัสลับที่เครือข่ายยักษ์ใหญ่รายแรกของโลกริเริ่มนั้น นอกจาก Facebook แล้วยังมีวีซ่าซ่ PayPal อูเบอร์ องค์กรใหญ่ใหญ่หลาย องค์กรเข้าร่วมด้วย
2. สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์
3. มีสมอ ต้องเกาะเกี่ยวอยู่กับตะกร้าเงินฝากหรือพันธบัตรรัฐบาล เงินเหรียญสหรัฐ เงินปอนด์อังกฤษ เงินยูโรและเงินเยนญี่ปุ่นและเงินตราแบบนี้ไม่มีทรัพย์สินใดๆเป็นตัวค้ำยัน
4. Facebook มีเครือข่ายสังคมออนไลน์ 2,400,000,000 เครือข่าย ยังมีบริษัทวีซ่าเป็นต้นหนุนช่วย ความเร็วในการเผยแพร่จะเหมือน WeChat แจกอังเปาในวันตรุษจีน เป็นที่เด่นชัดว่าไลบราหวังจะสร้างระบบสกุลเงินดิจิตอลอันมหึมา สร้างอำนาจครองความเป็นเจ้าทางการเงินของอเมริกาในยุคดิจิตอล มีความละโมภยิ่งกว่า Alipay และ WeChat เป็นไหนๆ ล้อมรอบกับไลบรา ได้มีการประชุมพิจารณามาหลายครั้งแล้ว
         หัวข้อการพิจารณาครั้งล่าสุดของสภาผู้แทนอเมริกาในวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมา ตรวจสอบผลกระทบของ Facebook ที่มีต่อการให้บริการทางการเงินและกิจการที่อยู่อาศัย โฟกัสที่แท้จริงมีเพียงหนึ่งเดียวคือ ไลบรา ผู้ที่ไปฟังการพิจารณามีคนเดียวคือ จาคเกอร์แบร์ก ในการพิจารณาครั้งนี้ จาคน้อยโหมโจมตีแบรนด์จีน แข่งขันการเงินดิจิตอลระหว่างบริษัทจีนและระหว่างจีนอเมริกา ว่าเป็นแรงผลักดันสำหรับเขา
     เขาบอกว่าประเทศจีนกำลังใช้ปฏิบัติการอันรวดเร็ว ผลักดันโครงการที่คล้ายคลึงกับ "ไลบรา" ไลบราไม่ทำ สกุลเงินดิจิตอลของธนาคารกลางจีนจะทำไลบราจะยกฐานะการนำทางการเงินแก่อเมริกาช่วยอเมริกาส่งออกค่านิยมไปยังท้องที่ต่างๆทั่วโลกคู่ต่อสู้ของจาคเกอร์เเบร์กคือบริษัทจีน บริษัทจีนจะเป็นคู่แข่งที่สำคัญ ผมมีเหตุผลมีหลักฐานสงสัยโครงการประเภทนี้ สามารถส่งผลต่ออำนาจการนำในปริมณฑลทางการเงินของชาวอเมริกัน
        ตลอดจนความสามารถในการกำหนดบทลงโทษของเราในขอบเขตทั่วโลก  ถ้าหากระบบการเงินของจีนกลายเป็นมาตรฐานของประเทศต่างๆมากขึ้น ถ้าอย่างนั้นในอนาคตเราก็ยากจะกำหนดบทลงโทษและมาตรการป้องกันที่ต่างๆได้ 

      จาคเกอร์เเบร์ก เห็นว่าคู่ต่อสู้ที่แข็งขันดิจิตอลของอเมริกาก็คือประเทศจีน เขาให้ความสนใจทุกอากัปกิริยาของจีน เขาบอกว่าภายหลังประกาศสมุดปกขาวเรื่องไลบราแล้ว ทางจีนก็ได้ทดลองเงินหยวนจีนฉบับดิจิตอลทันทีอีกทั้งเตรียมใช้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ 1แถบ 1 เส้นทาง และจะเปิดตัวภายหลังจากนี้ไม่กี่เดือน  การเร่ขาย "ความวิตกกังวล" ของจาคเกอร์เเบร์กประสบความสำเร็จมาก และก็เป็นการเผยให้เห็นความคิดที่แท้จริงของอเมริกา คือดำเนินสงครามการเงินดิจิตอลกับประเทศจีน นอกจากช่วงชิงอำนาจเจ้าการเงินดิจิตอลใหม่กับประเทศจีนแล้ว เงินบิทคอยน์ที่จีนกับอเมริกาปฏิบัติต่อก่อนหน้านี้ กลับมีท่าทีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันต่อสกุลเงินบล็อกเชนชนิดนี้อย่างน่าแปลก เพราะอะไร ???....เพราะว่ามันได้กระทบเค้กก้อนใหญ่ที่สุดของรัฐบาล 
      ถ้าอย่างนั้นสกุลเงินDCEP ดิจิตอลของจีน กับสกุลเงินบิทคอยน์ต่างกันอย่างไร ?? วันนี้ผมจะอธิบายต่อผู้ชมให้แจ่มชัด   ความจริง DCEP กับบิทคอยน์เป็นสรรพสิ่งของคนละโลก  
DCEP โดยธาตุแท้แล้วยังคงเป็นเงินหยวน เพียงแต่ว่าเป็นเงินหยวนฉบับแปรเป็นดิจิตอล

         ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่ DCEP จะท้าทายเงินบิทคอยน์ กล่าวให้แม่นยำยิ่งขึ้น ก็คือ เงินบิทคอยน์มีความเป็นไปได้ไหมที่จะท้าทายเงินตามกฏหมายทั้งหมด รวมทั้งเงินตามกฏหมายฉบับแปรเป็นดิจิตอลเงินบิทคอยน์อันเป็นเงินตราสมมติเหมือนเงินตราส่วนตัวชนิดหนึ่งมากกว่า  ไม่มีพื้นฐานทางเครดิตที่มั่นคงเงินบิทคอยน์ขาดกลไกการควบคุมจากส่วนกลางไม่เพียงแต่ยากจะสนองนโยบายด้านการเงินกระทั่งไม่สามารถรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน  หลายปีมานี้ค่าเงินแข็งขึ้นและอ่อนลงอย่างฮวบฮาบ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว 
      ดังนั้นเทียบ DCEP กับเงินบิทคอยน์กับเงินตราอื่นๆ และสกุลเงินเข้ารหัสลับเป็นเรื่องของคนโลกโดยสิ้นเชิง DCEPไม่ใช่หน่วยหนึ่งของสกุลเงินเข้ารหัสลับ ไม่มีลักษณะเก็งกำไร ไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับตลาดสกุลเงินเข้ารหัสลับ สกุลเงินรูปใหม่เข้าสู่สายตาของผู้คน แต่ว่าเบื้องหลังกับเกิดการเปลี่ยนแปลงชนิด "พลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน"       การทดลองหมุนเวียนของมันหากสอดคล้องกับกฎภววิสัยและแนวโน้มการพัฒนาของสรรพสิ่ง ย่อมต้องมีพลังชีวิตอันมหาศาลและอนาคตอันกว้างไกล การเจริญอย่างทั่วด้านของการปฏิรูปเทคนิคและเศรษฐกิจเป็นแบบดิจิตอ ล  ทำให้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเปลี่ยนจากตัวแสดงที่เป็นเครื่องมือแต่เดิม กลายเป็นพลังที่เป็นแกนผลักดันการปฏิรูปการเงิน      ขั้นตอนต่อไปของคลื่นดิจิตอลก็คือ DCEP ปัญญาประดิษฐ์บริการคราวด์ทางการเงิน  เงินฝากบล็อกเชนเป็นต้น ภายใต้การผลักดันของเทคโนโลยีใหม่กิจการด้านการเงินย่อมจะวิวัฒนาการไม่ขาดสาย 
เมื่อDCEP เเพร่หลายเราก็อาจเข้าสู่ยุคดิจิตอลใหม่อีกยุคหนึ่ง


https://www.youtube.com/channel/UCAQianidBpoX7QHWGio43ng


วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2563

“หยวนดิจิตอล” (DCEP) ของจีนคืออะไร ทำไมจีนถึงให้ความสำคัญกับโครงการนี้มาก


“หยวนดิจิตอล” (DCEP) ของจีนคืออะไร
ทำไมจีนถึงให้ความสำคัญกับโครงการนี้มาก

     
  •       Radius
  •  เมษายน 27, 2020
  • หยวนดิจิตอล (Digital Yuan :DCEP) ของจีนกำลังใกล้เข้ามา โดยจากรายงานล่าสุดที่บอกว่าโทเค็นจะเปิดทดสอบใน 4 เมืองในเดือนหน้า รวมถึงการเข้าร่วมของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ให้การสนับสนุนในด้านงานวิจัยของโทเค็น สิ่งนี้เป็นการบ่งบอกว่าโครงการนี้มีความสำคัญขนาดไหน

    DCEP ของจีนคืออะไร  

    หยวนดิจิตอล (DCEP) เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่สามารถใช้งานได้ผ่านแอพกระเป๋าเงิน ด้วยการผูกกับสกุลเงินประจำชาติของจีนคือ Renminbi (RMB) แบบ 1: 1 แตกต่างจาก cryptocurrencies ทั่วไปเนื่องจากเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังโทเค็นนี้ไม่ใช่ blockchain แต่เป็นเทคโนโลยีที่มีความหลากหลาย เพราะเทคโนโลยี blockchain ทำความเร็วได้ช้าเกินไป
    สกุลเงินจะแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ประเภทที่จะใช้ในเชิงพาณิชย์คือเพื่อการค้าปลีกและการใช้งานแบบวันต่อวัน ประเภทที่สองใช้สำหรับการโอนเงินภายในธนาคาร  เนื่องจากระบบปัจจุบันนั้นช้าเกินไป และคาดว่าสกุลเงินใหม่นี้จะช่วยแก้ไขปัญหาได้ 

    ใครเป็นคนสร้างสกุลเงิน

    สร้างขึ้นโดยธนาคารของจีน ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศจีน (People’s Bank of China) ผ่านกลุ่มการวิจัยที่มีชื่อว่า Digital Currency Research Institute ซึ่งพวกเขาก่อตั้งขึ้นในปี 2017 นำโดย Changchun Mu รวมทั้งสมาชิกกว่า 996 คนของสถาบัน
    นอกจากนี้ก็ยังมีธนาคารของรัฐอื่น ๆ ทั้งหมด ที่เชื่อมโยงกับหยวนดิจิตอล  รวมทั้งยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Alipay และอีก 22 บริษัท เช่น Tencent, Huawei และ China Merchants Bank โดยได้ช่วยในการวิจัยและการดำเนินการ 

    ทดสอบที่ไหน

    ตามรายงานของสื่อท้องถิ่น สกุลเงินนี้จะถูกทดสอบใน 4 เมืองทั่วประเทศจีน ได้แก่ เซินเจิ้น สงอัน เฉิงตูและซูโจว โดยใช้เวลาประมาณ 6-12 เดือน การทดสอบจะเริ่มขึ้นในซูโจวในเดือนพฤษภาคมโดยเจ้าหน้าที่เมืองซูโจวจะได้รับเงินเบี้ยเลี้ยงค่าเดินทาง 50% เป็นเงินหยวนดิจิตอลในเดือนพฤษภาคม  ขณะที่เมืองสงอัน จะมีการมุ่งเน้นการทดสอบในร้านค้า ร้านอาหารต่าง ๆ เช่น McDonald , Starbucks  นอกจากนี้ยังคาดว่าปักกิ่งและ Zhangjiakou‎ คาดว่าจะเป็นเมืองต่อไปที่ได้เริ่มทดสอบ

    สถาบันนำร่อง

    มีสถาบันหลายแห่งที่จะนำร่องโทเค็นบนแพลตฟอร์มของตนเอง โดยจะเริ่มที่ธนาคารของรัฐได้แก่ China Construction Bank, ธนาคารเพื่อการเกษตรแห่งประเทศจีน, ธนาคารแห่งประเทศจีนและธนาคารเพื่อการอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ของจีน  รวมถึงบริษัทโทรคมนาคมที่กำลังทดสอบเช่น China Mobile, China Telecom และ China Unicom

    สามารถใช้สกุลเงินนี้ได้ที่ไหน

    เนื่องจากมันเป็นโทเค็นที่สามารถใช้งานได้ในร้านค้าปลีก ดังนั้นบริษัทต่างๆจึงสามารถเข้าร่วมได้  โดยล่าสุดนั้นมีถึง 19 ร้านค้าที่เข้าร่วมทดสอบ เช่น McDonald , Subway และ Starbucks โดยในอนาคตจะมีการรวมหยวนดิจิตอลเข้ากับ การขนส่ง การศึกษาและบริการทางการแพทย์

    วิธีใช้ DCEP

    บริษัทยักษ์ใหญ่อื่น ๆ ของจีน ยืนยันว่าผู้ใช้รายย่อยนั้นสามารถเข้าถึงโทเค็นได้ โดยรัฐบาลจีนได้ประกาศว่าผู้ให้บริการชำระเงินทุกรายเช่น Apple pay , Wechat และ Alipay จะต้องรองรับ DCEP ในระบบของตน นอกจากนี้ Huawei ก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมการใช้โทเค็น โดยเคยมีข่าวลือหลุดมาว่าจะรองรับบนแอป Huawei Pay

    แอพ Wallet

    ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ DCEP จะมีแอพกระเป๋าเงินของตัวเอง แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่สามารถพูดอะไรได้มากมาย ก่อนจะถึงการทดสอบอย่างเป็นทางการ แต่ภาพหน้าจอที่รั่วไหลออกมาจากแอพของธนาคารเกษตรแห่งประเทศจีนนั้น ก็เผยให้เห็นคุณสมบัติบางอย่าง และยังมีภาพของแอปธนาคารแห่งประเทศจีนและสถาบันการชำระเงินอื่น ๆ ที่รั่วไหลไหลออกมาบนโซเชียลมีเดีย
    จากภาพหน้าจอกระเป๋าเงิน DCEP พบว่ามีการรองรับฟังก์ชั่นที่สำคัญหลายอย่าง เช่น การแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิตอล , การจัดการกระเป๋าเงิน , การค้นหาธุรกรรมที่ผ่านมาในอดีต และฟังก์ชั่นอื่น ๆ รวมถึงการชำระเงินผ่านรหัส QR , การโอนเงินและรองรับ NFC

    คุณสมบัติอื่น ๆ

    ฟีเจอร์ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งที่กระเป๋าเงินมี คือการใช้ตัวเลือกการชำระเงินแบบ NFC (near field communication) ซึ่งไม่ต้องการอินเตอรเน็ตในระหว่างการถ่ายโอน ไม่เพียงเท่านั้นรายงานยังแนะนำว่าอาจไม่จำเป็นต้องมีบัญชีธนาคาร ในการถือสกุลเงินหยวนดิจิตอลแม้ว่าจะยังไม่ได้รับการยืนยัน 

    ทำไมจีนถึงสร้าง DCEP

    จีนมีการวิจัยเกี่ยวกับสกุลเงินที่มาหลายปี รวมถึงการได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากผู้นำสูงสุดอย่าง สีจินผิง ที่ได้พูดในการประชุมเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว โดยบอกกับสมาชิกพรรคว่าเขาต้องการให้จีนขึ้นเป็นผู้นำในด้าน Blockchain เพื่อให้ได้เปรียบเหนือประเทศสำคัญอื่น ๆ
    ขณะที่ ผู้นำสถาบันวิจัยสกุลเงินดิจิตอลก็ให้เหตุผลในการสร้างสกุลเงินว่า: “เพื่อปกป้องอธิปไตยทางการเงินและสถานะทางการเงินของเรา เราต้องวางแผนสำหรับในช่วงคับขัน” 
    อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ การท้าทายโดยตรงกับการครอบงำของดอลลาร์สหรัฐฯ และหวังว่าพวกเขาจะสามารถพลิกขึ้นเป็นผู้นำในด้านนี้ก่อนที่สหรัฐฯจะสามารถคิดได้  นี่เป็นความหวาดกลัวของ Mark Zuckerberg ซีอีโอของ Facebook ที่เคยพูดถึงข้อกังวลนี้ในการประชุมกับรัฐสภาที่เกี่ยวกับ Libra

    อนาคตของ DCEP

    หยวนดิจิตอล แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของจีนและจะเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่ออำนาจของสหรัฐฯ ซึ่งมีการคาดกาณ์ว่าโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งโครงการเส้นทางสายไหมของจีน ซึ่งมีเป้าหมายไปที่ 70 ประเทศทั่วโลก ซึ่งอาจสร้างความกังวลให้แก่สหรัฐอเมริกาคืมากขึ้น หากฝ่ายตรงข้ามหันไปใช้ cryptocurrencies จากจีนตัวนี้

    วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2563

    ธนาคารแห่งประเทศจีนยืนยัน!! “หยวนดิจิตอล” จะยังใช้งานได้ แม้ไม่มีอินเตอร์เน็ต




    ธนาคารแห่งประเทศจีนยืนยัน!! “หยวนดิจิตอล” จะยังใช้งานได้ แม้ไม่มีอินเตอร์เน็ต
  • Radius
  •  เมษายน 20, 2020

  • ธนาคารแห่งประเทศจีน (Bank of China) ยืนยันว่าการทดสอบสกุลเงินดิจิทัล ทำให้ชาวจีนตื่นเต้นกันมาก โดยธนาคารได้เปิดเผยถึงวิธีการทำงานออกมาอย่างเป็นทางการ

    ตัวแทนธนาคารยืนยันใน China Central Television เมื่อวันที่ 19 เมษายนว่า สกุลเงินดิจิทัลใหม่ (หรือที่เรียกว่า DC / EP หรือ “Digital Currency / Electronic Payment”) ได้ทำการทดสอบนำร่องในเมืองเซินเจิ้น ซูโจว สงอัน เฉิงตู
    อย่างไรก็ตามนักวิจัยได้ย้ำว่า การทดสอบในปัจจุบันไม่ได้หมายความว่าหยวนดิจิตอลจะเปิดให้ใช้งานแก่สาธารณะ 
    “การทดสอบในปัจจุบันของ หยวนดิจิตอล จะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ของสถาบัน และจะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบการออกเงินหยวนและการไหลเวียนของเงินหยวน รวมทั้งตลาดการเงินและเศรษฐกิจสังคมนอกการทดสอบ”
    เพื่อให้มั่นใจว่าสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางจะไม่ได้ถูกขายออกไปเกินกำหนด สถาบันการเงินจะจ่ายเงินสำรอง 100% ให้กับธนาคารกลาง  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเมื่อเหรียญดิจิตอลถูกเปิดใช้งาน ธนาคารประชาชนของจีนจะแลกเปลี่ยนเงินหยวนดิจิทัลให้แก่ธนาคารหรือหน่วยงานอื่น ๆ ก่อน และหน่วยงานเหล่านี้จะเป็นผู้กระจายสกุลเงินดิจิทัลให้แก่สาธารณะ

    การออกแบบทางเทคนิคและคุณสมบัติหลัก ๆ

    ธนาคารดำเนินการออกแบบ top layer เสร็จสมบูรณ์แล้ว พร้อมด้วยสกุลเงินดิจิทัลที่ใช้สถาปัตยกรรม two-layer และระบบการจัดส่งสองชั้น
    หากฟังก์ชั่นการชำระเงินของธนาคารออนไลน์และแพลตฟอร์มการชำระเงินหยุดทำงาน เนื่องจากสัญญาณเครือข่ายไม่ดี , เทคโนโลยี dual offline ของ DC / EP จะทำให้แน่ใจว่าเงินหยวนดิจิทัลจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนกับเงินกระดาษหยวน 
    ในกรณีที่ไม่มีสัญญาณของเครือข่าย แต่ตราบใดที่มีโทรศัพท์มือถือสองเครื่องที่มีกระเป๋าเงินดิจิตอล DC / EP แค่นำมาแตะกัน ฟังก์ชั่นการโอนหรือการชำระเงินก็ยังทำงานได้
    ตามที่ธนาคารระบุ หยวนดิจิตอลไม่ได้เชื่อมโยงกับบัญชีธนาคารใด ๆ พวกเขาอ้างว่ามันเป็นอิสระจากการควบคุมของระบบธนาคารแบบดั้งเดิม 
    ธนาคารยังบอกด้วยว่าเมื่อเทียบกับ Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลใหม่นี้จะมีความเสถียรโดยธรรมชาติมากกว่า

    วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2563

    อดีตรองประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนแสดงความเห็นเกี่ยวกับ ICO และ “หยวนดิจิตอล”

    อดีตรองประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนแสดงความเห็นเกี่ยวกับ ICO และ “หยวนดิจิตอล”

    ในระหว่างการสัมภาษณ์ Chen ถูกขอให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ICO หลอกลวงที่มีออกมาอย่างต่อเนื่องในประเทศจีน โดย Chen เชื่อว่า ICO และการซื้อขายสกุลเงินดิจิตอลจะต้องถูกห้ามอย่างสมบูรณ์ในอนาคต 
    “ผมเชื่อเสมอว่าการเก็งกำไรในสกุลเงินดิจิตอลและ ICO ไม่ใช่ทิศทางของการพัฒนาทางการเงิน และต้องถูกห้ามอย่างเด็ดขาด”
    หนึ่งในปัญหาหลักในการควบคุมเกี่ยวกับขบวนการแชร์ลูกโซ่ นั่นคือไม่มีการแบ่งการกำกับดูแลที่ชัดเจนในกฎหมายปัจจุบัน Chen คิดว่าเพื่อที่จะปราบปรามโครงการ ICO หลอกลวงและการเก็งกำไรใน cryptocurrency หน่วยงานกำกับดูแลทั้งหมด รวมถึงคณะกรรมการกำกับดูแลการธนาคารและการประกันภัย , คณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ควรจะต้องมีการทำงานร่วมกัน
    แม้ว่า Chen คิดว่าการเก็งกำไรใน cryptocurrency นั้นผิดกฎหมาย แต่เขาชี้ให้เห็นว่าการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเรื่องที่แตกต่างออกไป เขาบอกว่าสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถซื้อขายได้กับสกุลเงิน Fiat 
    “สำหรับการทำธุรกรรมสกุลเงินดิจิตัล ผมเชื่อว่ามันจะมีความเข้มงวดมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ธนาคารและสถาบันการเงินที่เป็นทางการจะถูกห้ามมิให้เป็นช่องทางสำหรับการทำธุรกรรมสกุลเงินดิจิตอล แต่การซื้อขายแบบส่วนตัวอาจยังมีต่อไป แต่จะไม่เป็นที่นิยม”
    Chen กล่าวว่าจีนกำลังเตรียมการสำหรับ DCEP (Digital Currency Electronic Payment) นับตั้งแต่ปี 2015 เขาอธิบายว่า DCEP นั้นเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติที่สำคัญสำหรับจีน “เราจะต้องก้าวไปข้างหน้า อย่างน้อยก็ในด้านเทคโนโลยี และด้วยวิธีนี้จะทำให้หยวนดิจิตอลเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศในอนาคต”

    วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

    ทำความรู้จัก เงินดิจิตอล (Cryptocurrency)

    ทำความรู้จัก เงินดิจิตอล (Cryptocurrency)


    สกุลเงินดิจิทัลหรือ CryptoCurrency ถือเป็นนวัตรกรรมใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นบนโลกประมาณปี 2008 หรือสิบปีที่ผ่านมา โดยเริ่มจากสกุลแรกก็คือ Bitcoin ก่อนจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจนเพิ่มเป็นพันกว่าสกุลในช่วงที่กระแสตื่นตัวมากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการระดมทุนที่เรียกว่า ICO (Initial Coin Offering)
    หากสงสัยว่า Crypto Currency ต่างจากสินค้าการลงทุนอื่นอย่างไร เรามาทำความรู้จักสินค้าการลงทุนที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันก่อน อย่างเช่น อัตราแลกเปลี่ยน (Forex) ก็คือสกุลเงินของแต่ละประเทศที่ซื้อขายกันเป็นคู่ เช่น USD/EUR USD/JPY หรือทองคำ ก็เป็นสินทรัพย์ที่ทั่วโลกยอมรับในการแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้ หรือน้ำมันก็เป็นแหล่งพลังงานที่ใช้ราคาซื้อขายเดียวกันทั่วโลก 
    แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ถูกสร้างขึ้นโดยมีตัวกลางหรือผู้ควบคุมดูแลราคา อย่างเช่นอัตราแลกเปลี่ยนจะถูกควบคุมราคาโดยธนาคารกลางของแต่ละชาติ บางประเทศสามารถควบคุมดีมานด์ซัพพลายได้ เช่น ธนาคารกลางสหรัฐฯที่สามารถพิมพ์ธนบัตรได้เอง หรือราคาน้ำมันที่มีกลุ่มโอเปคควบคุมดูแล (หรือเป็นเจ้ามือเอง)  
            “แต่สำหรับ CryptoCurrency เป็นสินค้าการลงทุนที่เกิดขึ้นมาโดยกำจัดตัวกลางหรือผู้ควบคุมดูแลออกไป ภายใต้คอนเซบท์กระจายศูนย์กลางหรือ Decentralize” 
    พูดง่ายๆคือ Crypto Currency ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มดิจิทัลผ่านเทคโนโลยีที่เรียกว่า Blockchain ทุกคนสามารถซื้อขายและเป็นเจ้าของได้ผ่านแพลตฟอร์มที่เรียกว่า Exchange (ทำหน้าที่คล้ายตลาดกลางซื้อขาย  แต่ไม่ได้ควบคุมราคาและดีมานด์ซัพพลาย)
    ส่วน Crypto Currency ที่เกิดจากการระดมทุนด้วย ICO มีคุณค่าในตัวเองด้วยลักษณะการนำไปใช้งานเหมือนกับหุ้นที่มีคุณค่าในตัวเองด้วยรูปแบบธุรกิจ
    แม้หน้าที่ของ Crypto Currency จะมีประโยชน์ในเชิงการใช้งาน แต่ต้องยอมรับว่าในช่วงปี 2017 ที่ผ่านมา CryptoCurrency ถูกยกให้เป็นสินค้าการลงทุนอย่างหนึ่งด้วยรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาที่มีความผันผวนสูงเหมาะกับการเก็งกำไร

    รูปแบบการลงทุนใน Crypto Currency มีหลายรูปแบบ เช่น 
    Crypto Currency จึงเป็นสินค้าที่ไม่มีตัวตนที่เป็น Physical (จับต้องไม่ได้) แต่มีคุณค่าในตัวเองในแง่ของคุณประโยชน์ในการนำไปใช้งาน เช่น Bitcoin มีคุณค่าในการที่จะใช้จ่ายแทนเงิน ,Etherium มีคุณค่าในการนำไปใช้สร้าง Smart Contract, Ripple มีคุณค่าในการใช้เป็นสื่อกลางในการโอนเงิน ฯลฯ 
    หนึ่ง..ลงทุนในตลาดแรกผ่าน ICO คล้ายกันการลงทุนในหุ้น IPO 
    สอง..ลงทุนผ่านตลาดรองหรือซื้อขายผ่าน Exchange ในกรณีที่เราไม่ได้ลงทุนผ่านตลาดแรก
    สาม..ลงทุนด้วยการขุด (Mining)
    ปัจจุบันได้มีนักลงทุนจำนวนมากทั้งรายบุคคลและสถาบันเข้ามาในตลาด Crypto Currency มากขึ้น ได้เกิดเศรษฐีหน้าใหม่ขึ้นจำนวนมาก แต่ขณะเดียวกันก็มีผู้ที่เสียหายจำนวนมากด้วยเช่นกัน ผู้ที่สนใจลงทุนจึงควรศึกษาหาความรู้อย่างรอบด้าน โอกาสที่จะสร้างผลกำไรก็จะมีสูงขึ้น

    วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2563

    Top 5 Blockchain Trend in 2020




    Top 5 Blockchain Trend in 2020

    ต่อจากบทความที่แล้วว่า บล็อกเชน เกี่ยวอะไร ยังไงกับชีวิตเรา ซึ่งผมอยากจะบอกว่าในปี 2020 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่สำคัญของเทคโนโลยีบล็อกเชน เพราะเราอยู่ในจุดที่เรียกว่าเทคโนโลยีมีความพร้อม เหลือเพียงแค่การใช้งานที่จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และจะกระทบคนทั่วไปได้มากแค่ไหนเท่านั้น
     
    ผมจึงขออนุญาตสรุปแนวโน้มสำคัญ
    ของเทคโนโลยีบล็อกเชนและคริปโตเคอร์เรนซี
    ออกเป็น
    5 เรื่องหลักๆ นะครับ
     
    เรื่องที่ 1 Federated Blockchain
    Federated Blockchain หรือที่หลายคนเรียกว่า Consortium Blockchain คือการพัฒนาไปอีกขั้นของ Private Blockchain ซึ่งใน Private Blockchain นั้นเป็นการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ภายในบริษัท เพื่อจุดประสงค์หลักในการลดค่าใช้จ่ายในการปฎิบัติงานในบริษัทเท่านั้น แต่ Federated Blockchain จะเป็นการพัฒนาเพื่อนำมาใช้ในกลุ่มบริษัท แบ่งปันข้อมูลบางส่วนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และผู้ที่จะเข้ามาร่วมในกลุ่มจะต้องได้รับอนุญาตจากกลุ่มเท่านั้น ซึ่งต่างจาก Public Blockchain ที่ข้อมูลทุกอย่างจะถูกแบ่งให้กับใครก็ได้ที่มาร่วม ตัวอย่างของ Federated Blockchain นั้นเริ่มมีให้เห็นในหลากลุ่มอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น
    กลุ่มของ MarcoPolo Network ที่เป็นการรวมกลุ่มของสถาบันการเงิน 17 บริษัท เพื่อลดขั้นตอนในการดำเนินงานและเพิ่มความโปร่งใสในด้านการบริการธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ หรือ Trade Finance

    กลุ่มของ B3i ที่เป็นการรวมกลุ่มของบริษัทประกันภัยกว่า 40 บริษัททั่วโลกโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ และลดปัญหาในการถ่ายโอนความเสี่ยงของบริษัทในอุตสาหกรรมประกันภัย

    กลุ่มของ IBM Food Trust ที่เป็นการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรมอาหารตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของอาหารแต่ละชนิด

    กลุ่ม BCI ของเมืองไทย ที่เกิดจากความร่วมมือของธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย 22 แห่ง เพื่อให้บริการหนังสือค้ำประกันบนเทคโนโลยีบล็อกเชน โดยมีเป้าหมายในการลดขั้นตอนการทำงานและเปลี่ยนความยุ่งยากในกระบวนการรับส่งเอกสารไปมาให้ง่ายขึ้นกว่าเดิม
     
    เรื่องที่ 2 Blockchain as a Service (BaaS)
    เทคโนโลยีบล็อกเชนจะไม่ไกลตัวอีกต่อไป เพราะจะมีผู้ให้บริการรายใหญ่ทั่วโลกให้บริการบล็อกเชนแบบพร้อมใช้ โดยบริการ BaaS นี้จะเป็นส่วนเชื่อมระหว่างบล็อกเชนแพลตฟอร์มต่างๆ และบริษัทหรือนักพัฒนาที่ต้องการใช้บล็อกเชน โดยไม่ต้องไปเสียเวลาในการเรียนรู้ใหม่ตั้งแต่ต้น จะทำให้นักพัฒนาสามารถต่อยอดเพื่อสร้างบล็อกเชนแอปพลิเคชันได้อย่างง่ายดายผ่าน Cloud Service ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวกระตุ้นสำคัญให้เกิดการใช้งานบล็อกเชนในวงกว้างผ่านแต่ละบริษัท ปัจจุบันผู้ให้บริการ BaaS รายใหญ่ๆ ได้แก่ Microsoft Azure, Amazon Web Services (AWS), IBM Cloud, Oracle Blockchain และ VMWare

    เรื่่องที่ 3 ยุคทองของ Stable Coin
    Stable Coin คือ เหรียญหรือ Token อีกรูปแบบของคริปโตเคอเรนซีโดยใช้บล็อกเชนที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาความผันผวนของราคา และจะมีราคาคงที่โดยที่แต่ละเหรียญจะมีการอ้างอิงกับสินทรัพย์บางประเภท เพื่อให้ราคาคงที่ เหมาะสำหรับนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ในปัจจุบันได้มี Stable Coin อยู่แล้วหลายเหรียญ ไม่ว่าจะเป็น Tether ซึ่งเป็นเหรียญที่อ้างอิงกับ US Dollar หรือเหรียญ JPM Coin ของ JP Morgan บริษัททางการเงินชื่อดังที่นำมาใช้ภายใน Ecosystem ของตัวเอง แต่อย่างไรก็ตามในปี 2020 จะมี Stable Coin เด่นๆ ที่มีแผนจะออกมาอีก คือ

    Central Bank Digital Currency (CBDC) หรือเหรียญดิจิทัลที่จะออกโดยธนาคารของแต่ละประเทศ ซึ่งในปีที่ผ่านมา The Bank of International Settlements (BIS) ได้มีการทำการสำรวจและพบว่า มากกว่า 63 ธนาคารกลางทั่วโลก ได้มีการทำการทดลองและพิจารณาที่จะออก CBDC โดยประเทศที่โดดเด่นที่สุดก็หนีไม่พ้นประเทศจีน ที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ได้มีการประกาศแล้วว่า จีนจะเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนของโลก และมีความคาดหวังว่า Chinese Digital Currency Electronic Payment (DCEP) ที่เป็นองค์กรที่ดูแลโดยตรงของจีน จะประกาศใช้งานเงินดิจิทัลของจีนผ่านแพล็ตฟอร์มชื่อดังของจีน ไม่ว่าจะเป็น Alipay หรือ Wechat ที่มีคนใช้อยู่แล้วหลายร้อยล้านคน โดยเหรียญดิจิทัลของรัฐบาลกลางนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถตรวจสอบที่มาที่ไป การใช้จ่ายของคนได้ดียิ่งขึ้นในแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อนบนเงินแบบกระดาษ

    Libra อีกหนึ่งเหรียญที่น่าตื่นตาตื่นใจ ที่ถึงแม้จะมีแรงต้านจากหลายๆ ส่วน รวมถึงการถอนตัวของหุ้นส่วนหลักๆ หลายราย แต่ด้วยจำนวนผู้ใช้งานของ Facebook กว่า 4 พันล้านคนทั่วโลก ทำให้เหรียญ Libra ยังเป็นที่น่าจับตามอง และน่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ Facebook สามารถขยายฐานลูกค้าได้เพิ่มมากขึ้นอีก รวมถึงนำเสนอบริการทางการเงินให้กับสมาชิกของ Facebook ทั่วโลกในแบบที่ธนาคารแบบปกติได้แต่มองตาปริบๆ

    Stable Coin จากผู้ให้บริการระดับโลกเหล่านี้ จะเป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้คนทั่วโลกได้เข้ามาใช้งานดิจิทัลเคอเรนซี และจะก่อให้เกิดการใช้งานใหม่ๆ อีกมากมาย ถือเป็นหนึ่งในจุดสำคัญของประวัติศาสตร์ระดับเดียวกับที่ Netscape เคยทำให้คนทั่วโลกสามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้อย่างสะดวกสบายเลยทีเดียว
     
    เรื่องที่ 4 การพัฒนาครั้งสำคัญของ Bitcoin และ Ethereum
    การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ 2 เหรียญหลักของคริปโตเคอร์เรนซี เริ่มจาก Lightning network ซึ่งเป็นการพัฒนา layer 2 ของบิตคอยน์เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและลดค่าธรรมเนียมในการโอนเหรียญซึ่งเป็นปัญหาหลักในการใช้งานของบิตคอยน์ โดยใช้การทำงานนอกเชนหลัก ก็เริ่มมีการใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ และน่าจะเห็นแอปพลิเคชันหรือการใช้งานใหม่ๆ มากขึ้นในปี 2020 นี้

    และในปี 2020 ก็จะเกิด Bitcoin halving ที่จะลดจำนวนผลตอบแทนจากการขุดลงครึ่งหนึ่งตามแผนงานที่วางไว้ ซึ่งจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงด้านราคาที่น่าจับตามอง

    ในส่วนของ Ethereum เหรียญคริปโตเคอร์เรนซีที่ประกาศแผนงานของ Etheruem 2.0 ที่จะเปลี่ยนวิธีการ Consensus หรือการยืนยันธุรกรรมจาก Proof of Work ที่เสียพลังงานมากในการแข่งขันเพื่อได้รับค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรม ไปใช้ Proof of Stake ที่เป็นการแบ่งค่าธรรมเนียมแทน รวมถึงการพัฒนาระบบให้มีการใช้งานได้รวดเร็วยิ่งขึันอีกและลดค่าธรรมเนียมลง ซึ่งตามแผนงานก็จะเริ่มได้เห็นความก้าวหน้าในปี 2020 นี้

    ซึ่งการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของทั้งสองเชนนี้ก็จะเป็นการเพิ่มความมั่นใจต่อผู้ถือเหรียญ ผู้ใช้งาน และผู้พัฒนาแอปพลิเคชันที่ได้มีการสร้างต่อยอดอีกมากมาย และถือเป็นระบบนิเวศน์ทางด้านบล็อกเชนที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก
     
    เรื่องที่ 5 Defi และ Open Finance
    เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้เพราะถือเป็นคลื่นลูกใหม่ของวงการคริปโตเคอร์เรนซีในปลายปี2019 ที่ผ่านมา คือ Defi หรือ Decentralized Finance ซึ่งเป็นระบบการให้บริการทางการเงินรูปแบบใหม่แบบไร้คนกลางโดยใช้ความสามารถของ Smart Contract ที่สามารถกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ได้ล่วงหน้าบน Public Blockchain ซึ่งสามารถตรวจสอบได้และไม่จำเป็นต้องมีคนกลางหรือพนักงานมาจัดการ รวมถึงเป็นการให้บริการได้แบบ 24/7 และสามารถทำงานได้ทันทีทั่วโลก เป็น Open Finance หรือการเงินระบบเปิดแบบไร้คนกลางอย่างแท้จริง โดย Defi แรกๆ ที่เริ่มเป็นที่รู้จัก คือ ระบบกู้ยืมแบบ Peer 2 Peer บนคริปโตเคอร์เรนซีที่สามารถให้คนมาปล่อยกู้และรับดอกเบี้ย ซึ่งส่วนใหญ่จะได้ดอกเบี้ยมากกว่าธนาคารในปัจจุบัน และมีความเสี่ยงน้อยมาก เพราะผู้กู้จะต้องนำหลักทรัพย์หรือคริปโตเคอร์เรนซีมาค้ำประกัน และได้เงินกู้ในจำนวนที่ต่ำกว่าสิ่งที่นำมาค้ำ

    การเติบโตของ Defi ดูได้จากคริปโตเคอร์เรนซีที่ถูกล็อคไว้เพื่อนำมาค้ำประกัน ซึ่งในวันที่ 3 มกราคม 2563 มีจำนวนมากถึง 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลจาก https://defipulse.com/) และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวไปเรื่อยๆ ตัวอย่างของ Defi ที่ให้บริการกู้ยืมหลักๆได้แก่ MakerDAO, Compound Finance, Instadapp เป็นต้น ซึ่งถึงแม้จะเป็นตัวเลขไม่มากเมื่อเทียบกับภาพใหญ่ของวงการเงินระดับโลก แต่ก็ทำให้เราเริ่มเห็นแนวโน้มสำคัญกับธุรกิจการเงินรูปแบบใหม่ที่จะมาแทนรูปแบบที่เราเคยชินในอนาคตอันใกล้

    จากแนวโน้มของเทคโนโลยีบล็อกเชนที่กล่าวมา ปี 2020 ถือเป็นปีสำคัญที่เราจะเริ่มเห็นการใช้งานในรูปแบบต่างๆ ของบล็อกเชนมากขึ้นเรื่อยๆ และไปได้ไกลกว่าเงินดิจิทัลหรือคริปโตเคอร์เรนซีที่เราเห็นก่อนหน้า เทคโนโลยีจะเริ่มวิ่งใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ แบบไม่เคยเป็นมาก่อน ทุกธุรกิจและชีวิตประจำวันของเราจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ความคิดความเข้าใจแบบเดิมๆ จะเริ่มถูกปรับเปลี่ยน มาร่วมสังเกตการณ์และเตรียมความพร้อมร่วมกันนะครับ

    สวัสดีปีใหม่ 2020 ครับ.
    โดย วรพจน์ ธาราศิริสกุล
    :CTO บริษัท เจเวนเจอร์ส จำกัด
    8 มกราคม 2563