แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Blockchain แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Blockchain แสดงบทความทั้งหมด
วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2563
เจ้าแรก!! ธนาคารกสิกร ร่วมกับสมาคมตราสารหนี้ไทย เปิดขายหุ้นกู้ผ่าน Blockchain
เจ้าแรก!! ธนาคารกสิกร ร่วมกับสมาคมตราสารหนี้ไทย เปิดขายหุ้นกู้ผ่าน Blockchain
วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2563
สายการบิน “AirAsia” เปิดตัวระบบ Blockchain สำหรับจองการขนส่งสินค้าทางอากาศ
สายการบิน “AirAsia”
เปิดตัวระบบ Blockchain
สำหรับจองการขนส่งสินค้าทางอากาศ
Teleport, แผนกสำหรับการขนส่งสินค้าของสายการบินแอร์เอเชีย (AirAsia) ได้เปิดตัวระบบการจองขนส่งสินค้าทาง Blockchain ในชื่อ “Freightchain”
จากการประกาศเมื่อวันที่ 16 เมษายน Freightchain เป็น “เครือข่ายการขนส่งสินค้าทางอากาศดิแบบจิตอลแห่งแรกของโลกที่ทำงานบน blockchain” ช่วยให้ผู้ส่งสินค้าหรือผู้ให้บริการขนส่งสามารถจองและยืนยันเครื่องบิน 247 เครื่องของแอร์เอเชียที่จะขนส่งสินค้าได้ทันที
Freightchain จะช่วยให้ผู้ขนส่งและผู้ส่งไปยังจุดเชื่อมต่อสินค้า เพื่อช่วยพวกเขาตามระบบ supply chain และอำนวยความสะดวกในการจองแบบ real-time ซึ่งมีการประมวลผลแบบออนไลน์ ทางด้านเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีหัวหน้าโครงการของ Vishal Batra อธิบายว่า เครือข่ายนี้มีไว้เพื่อช่วยเหลือธุรกิจในช่วงการระบาดใหญ่ของ COVID-19:
ได้“เราตั้งใจเปิดตัว Freightchain ในช่วงเวลาที่กำลังมีความไม่แน่นอนภายในระบบ supply chainsทั่วโลก ซึ่งเกิดจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 แพลตฟอร์ม Freightchain จะช่วยเชื่อมต่อ supply และ demand ได้อย่างรวดเร็ว และเพิ่มความไว้วางใจและความโปร่งใสซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก
เครือข่าย Freightchain ได้รับการทดสอบแล้ว ในการขนส่งสินค้าทางเภสัชกรรมจาก Bengaluru ประเทศอินเดีย ไปยัง Ulan Bator ประเทศมองโกเลีย เนื่องจากไม่มีเที่ยวบินตรงจาก Bengaluru ไปยัง Ulan Bator สินค้าจำต้องผ่านกัวลาลัมเปอร์มาเลเซียและโซลเกาหลีใต้
การจองได้รับการยืนยันแบบเรียลไทม์ ด้วยเที่ยวบินจากผู้ให้บริการที่ต่างกัน 3 ราย ผ่าน smart contract ของ blockchain ซึ่งถ้าเป็นในระบบดั้งเดิม ผู้ส่งจะต้องสอบถามด้วยตนเองเกี่ยวกับความพร้อมในการเชื่อมต่อเที่ยวบินกับสายการบินและตัวแทนหลายแห่ง และบ่อยครั้งที่ต้องใช้เวลาไปกับการโทรศัพท์และอีเมล แต่ระบบใหม่นั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อพูดถึงการลดปริมาณงานที่ต้องการและความเร็วในการประมวลผล:
“Freightchain ช่วยให้ขั้นตอนการจองง่ายขึ้นและยืนยันการเดินทางได้เร็วขึ้น 10 เท่าสำหรับผู้ขนส่ง โดยการค้นหาเส้นทางที่มีอยู่ด้วยโปรแกรมโดยการต่อเที่ยวบินภายในงบประมาณของผู้ส่งและช่วยประหยัดต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ
ที่มา : LINK
ขอบคุณแหล่งข้อมูล : https://bitcoinaddict.org/2020/04/18/major-airline-airasia-launches-blockchain-driven-cargo-booking-system/?utm_source=izooto&utm_medium=push_notification&utm_campaign=Bitcoin_Addict
ขอบคุณแหล่งข้อมูล : https://bitcoinaddict.org/2020/04/18/major-airline-airasia-launches-blockchain-driven-cargo-booking-system/?utm_source=izooto&utm_medium=push_notification&utm_campaign=Bitcoin_Addict
ป้ายกำกับ:
Blockchain
วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2563
จีน: มหาอำนาจ Blockchain ในอนาคต
จีน: มหาอำนาจ Blockchain ในอนาคต
ความเดิมจากตอนที่แล้ว
ผู้เขียนได้เล่าถึงทิศทางของคริปโทในอนาคต
ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของรัฐบาลจีน
โดยผู้เขียนได้เกริ่นว่า
ไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลเพียงประการเดียวที่ทำให้จีนเป็นประเทศที่มีอิทธิพลในด้านเทคโนโลยีของโลก
แต่จีนยังมีแนวนโยบายต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีภายในประเทศ
รวมไปถึงการออกกฎหมายฉบับใหม่เพื่อรองรับเทคโนโลยีเข้ารหัส หรือ Cryptography
Law ซึ่ง Cryptography หรือ เทคโนโลยีเข้ารหัสเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานในการพัฒนาระบบ Blockchain นั่นเอง
DCEP สกุลเงินดิจิทัลของจีน
DCEP หรือ Digital Currency Electronic
Payment คือ สกุลเงินดิจิทัลของจีนที่ทำงาน
บนระบบ Private Blockchain ซึ่งเป็นระบบที่จำกัดผู้มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล (แบบวงปิด) ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลจีนต้องการจำกัดกลุ่มคนในการเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลที่รันอยู่บนระบบ
บนระบบ Private Blockchain ซึ่งเป็นระบบที่จำกัดผู้มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล (แบบวงปิด) ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลจีนต้องการจำกัดกลุ่มคนในการเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลที่รันอยู่บนระบบ
ในด้านคุณลักษณะ
แม้ DCEP จะอิงอยู่กับสกุลเงินหยวนในอัตราส่วน 1:1 ซึ่งรูปแบบดังกล่าวคล้ายการสร้าง Stable Coin ของบริษัทเอกชนต่าง ๆ
แต่ในกรณีของ DCEP ผู้ออกและกำหนดนโยบายในการกำกับดูแลจะเป็นรัฐบาลจีน (โดยธนาคารกลาง) เท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากกรณีของ Stable coin สกุลอื่น ๆ ที่ออกโดยเอกชนแต่ใช้สกุลเงินหยวนของจีนมาค้ำประกันไว้
เช่น
เหรียญ CNHT ของ Tether หรืออาจกล่าวได้ว่า วัตถุประสงค์ในการออก DCEP นั้นไม่ได้ต่างจากการออกธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ในแบบเดิม แต่ DCEP คือ การทำหยวนให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลและให้มีค่าไม่ต่างจากเงินในรูปแบบ Physical form ซึ่งร้านค้าและประชาชนทั่วไปสามารถใช้แทนกันได้ในระบบการเงินของประเทศจีน
ดังนั้น
วัตถุประสงค์หลักของ DCEP คือ
การสร้างระบบการเงินแบบดิจิทัลที่สามารถส่งเสริมการทำธุรกรรมแบบ Real-time และการเพิ่มความสามารถในการเก็บข้อมูลการทำธุรกรรมเหล่านั้นได้อย่างทันท่วงทีอันจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งผ่านนโยบายทางการเงินของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และยังเป็นการลดปัญหาในเรื่องค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการโอนเงินผ่านระบบชำระเงินในแบบเดิม
รวมถึงแก้ปัญหาความล่าช้าของระบบ SWIFT ที่ใช้ในระบบการชำระเงินระหว่าง Inter-Bank
สำหรับผู้เขียน
เชื่อว่าคุณสมบัติที่โดดเด่นของสกุลเงินดิจิทัล เช่น การเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างและทำงานผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
จะช่วยให้ DCEP ของจีนสามารถหมุนเวียนอยู่ในระบบการเงินทั่วโลกได้ไม่ยากนัก
เหล่านี้ คือ แนวทางของจีนในการปูทางไปสู่การเป็น Digital global
currency ในอนาคต
กฎหมาย Cryptography
law
ที่ผ่านมา
หากไม่นับโครงการ DCEP ของรัฐบาลจีน
การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในจีน เช่น Cryptocurrency
Trading และ ICO นั้น
ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดจากรัฐบาลจีนมาโดยตลอด
เนื่องจากจีนมองว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นการสร้างความเสี่ยงทางการเงินอย่างหนึ่งให้กับประเทศ
อย่างไรก็ดี
เมื่อ ต.ค. ที่ผ่านมา จีนได้ประกาศแผนพัฒนา Blockchain โดยประธานาธิบดีสีได้กล่าวชัดเจนว่า การพัฒนา Blockchain คือแผนยุทธศาสตร์หลักที่ต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว และ Cryptography
law คือ หนึ่งในกฎหมายที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือน ม.ค. 2020
ทั้งนี้
จากการศึกษาข้อมูลที่เปิดเผยโดยรัฐบาลจีน พบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้
ประเด็นแรก
มุ่งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสในเชิงพาณิชย์ กล่าวคือ กฎหมายฉบับนี้มุ่งส่งเสริมการศึกษาและวิจัย
รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ในเชิงวิชาการในรูปแบบต่าง ๆ
เพื่อส่งเสริมให้มีการค้นคว้า วิจัย และทดลอง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีเข้ารหัสและนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์
(เช่น สร้างผลิตภัณฑ์หรือการให้บริการในรูปแบบใหม่) ทั้งนี้
การพัฒนาดังกล่าวจะต้องไม่เป็นการละเมิดผลประโยชน์ส่วนบุคคลของผู้ใด
และไม่เป็นการสร้างผลิตภันฑ์หรือบริการที่กระทบต่อความมั่นคงของภาครัฐ ดังนั้น
ก่อนการขายสินค้าหรือนำเสนอบริการโดยใช้ Cryptography ผู้ประกอบการจะต้องเข้าสู่ระบบตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนด
โดยหากนำเสนอสินค้าโดยไม่ผ่านกระบวนการตรวบสอบดังกล่าวจะมีความผิดตามกฎหมายฉบับนี้
ประเด็นที่สอง
การให้ความคุ้มครองข้อมูลและการสร้างความปลอดภัยให้กับระบบ
กล่าวคือ เมื่อกฎหมายมุ่งส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับ Cryptography แล้ว กฎหมายยังได้ระบุให้มีการคุ้มครองข้อมูลที่ได้มาจากการพัฒนานั้น ซึ่งได้มีการระบุชัดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปรับใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสจะต้องไม่บังคับให้ผู้พัฒนาระบบเปิดเผยข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหรือข้อมูลที่เป็นความลับทางธุรกิจให้กับตน (เช่น ข้อมูล Source Codes) นอกจากการนี้ กฎหมายยังกำหนดให้การพัฒนา Cryptography ดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ภายใต้กฎหมาย Cybersecurity Law อีกด้วย
กล่าวคือ เมื่อกฎหมายมุ่งส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับ Cryptography แล้ว กฎหมายยังได้ระบุให้มีการคุ้มครองข้อมูลที่ได้มาจากการพัฒนานั้น ซึ่งได้มีการระบุชัดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปรับใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสจะต้องไม่บังคับให้ผู้พัฒนาระบบเปิดเผยข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหรือข้อมูลที่เป็นความลับทางธุรกิจให้กับตน (เช่น ข้อมูล Source Codes) นอกจากการนี้ กฎหมายยังกำหนดให้การพัฒนา Cryptography ดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ภายใต้กฎหมาย Cybersecurity Law อีกด้วย
ประเด็นที่สาม
บทกำหนดโทษในกรณีมีการกระทำโดยมิชอบ เช่น กรณีที่มีการขโมยข้อมูลการเข้ารหัส (Encrypted
Information) การ hack ระบบความปลอดภัยของระบบเข้ารหัสของบุคคลอื่น
การใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสเพื่อวัตถุประสงค์ในการทำลายความมั่นคงของรัฐ เป็นต้น
ทั้งนี้หากภาครัฐตรวจพบบุคคลที่มีความเสี่ยงในการกระทำความผิดดังกล่าว สามารถสั่งให้บุคคลนั้นกำหนดนโยบายหรือปรับใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันเหตุร้ายอันอาจเกิดขึ้นได้
ทั้งนี้หากภาครัฐตรวจพบบุคคลที่มีความเสี่ยงในการกระทำความผิดดังกล่าว สามารถสั่งให้บุคคลนั้นกำหนดนโยบายหรือปรับใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันเหตุร้ายอันอาจเกิดขึ้นได้
นโยบายสนับสนุน Blockchain
ธนาคารกลางของจีนได้มีการประกาศเกณฑ์
Certification of FinTech Products (CFP) โดยเป็นการเร่งให้ใบอนุญาตกับผู้ประกอบการ digital payment ที่นำเอาเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการให้บริการ ซึ่งการออกเกณฑ์ใหม่ในครั้งนี้
ถือเป็นการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินเพื่อรองรับสกุลเงินดิจิทัลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ซึ่งในปัจจุบัน ผู้ที่มายื่นขอรับใบอนุญาตดังกล่าว เช่น ผู้ให้บริการ point-of-sale
mobile terminal และผู้พัฒนา Trusted Execution Environment (TEE) หรือ เทคโนโลยีที่จะช่วยในการสร้าง Consortium
Blockchain Network ซึ่งจะเป็นโครงข่ายที่สำคัญในการ Verify การทำธุรกรรมทางการเงินบนระบบ Blockchain
ท้ายที่สุด
รัฐบาลจีนไม่ได้สนับสนุนการใช้ Blockchain ในภาคธุรกิจเพียงอย่างเดียว
แต่รัฐบาลยังได้จัดให้มีวิดีโอสื่อการสอนจำนวน 25 รายการเพื่อให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับ Blockchain โดยยังรวมไปถึงการให้ข้อมูลเกี่ยวกับคริปโทสกุลต่าง ๆ เช่น Ethereum และ BitCoin อีกด้วย .... สำหรับผู้เขียน นี่คือตัวอย่างที่น่าเลียนแบบในการส่งเสริมรัฐบาลและประชาชนในยุค5G อย่างแท้จริง
แต่รัฐบาลยังได้จัดให้มีวิดีโอสื่อการสอนจำนวน 25 รายการเพื่อให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับ Blockchain โดยยังรวมไปถึงการให้ข้อมูลเกี่ยวกับคริปโทสกุลต่าง ๆ เช่น Ethereum และ BitCoin อีกด้วย .... สำหรับผู้เขียน นี่คือตัวอย่างที่น่าเลียนแบบในการส่งเสริมรัฐบาลและประชาชนในยุค5G อย่างแท้จริง
[บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน]
ขอบคุณแหล่งข้อมูล https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/648722
วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563
จีน: มหาอำนาจ Blockchain ในอนาคต
จีน: มหาอำนาจ Blockchain ในอนาคต
ความเดิมจากตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้เล่าถึงทิศทางของคริปโทในอนาคต
ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของรัฐบาลจีน
จีน: มหาอำนาจ Blockchain ในอนาคต
โดยผู้เขียนได้เกริ่นว่า
ไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลเพียงประการเดียวที่ทำให้จีนเป็นประเทศที่มีอิทธิพลในด้านเทคโนโลยีของโลก
แต่จีนยังมีแนวนโยบายต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีภายในประเทศ
รวมไปถึงการออกกฎหมายฉบับใหม่เพื่อรองรับเทคโนโลยีเข้ารหัส หรือ Cryptography
Law ซึ่ง Cryptography หรือ
เทคโนโลยีเข้ารหัสเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานในการพัฒนาระบบ Blockchain นั่นเอง
DCEP สกุลเงินดิจิทัลของจีน DCEP หรือ Digital Currency Electronic Payment
คือ สกุลเงินดิจิทัลของจีน ที่ทำงานบนระบบ Private Blockchain ซึ่งเป็นระบบที่จำกัดผู้มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล
(แบบวงปิด)
ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลจีนต้องการจำกัดกลุ่มคนในการเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลที่รันอยู่บนระบบ
ในด้านคุณลักษณะ แม้ DCEP จะอิงอยู่กับสกุลเงินหยวนในอัตราส่วน 1:1 ซึ่งรูปแบบดังกล่าวคล้ายการสร้าง Stable Coin ของบริษัทเอกชนต่าง
ๆ แต่ในกรณีของ DCEP ผู้ออกและกำหนดนโยบายในการกำกับดูแลจะเป็นรัฐบาลจีน
(โดยธนาคารกลาง) เท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากกรณีของ Stable coin สกุลอื่น ๆ
ที่ออกโดยเอกชนแต่ใช้สกุลเงินหยวนของจีนมาค้ำประกันไว้ เช่น เหรียญ CNHT ของ Tether หรืออาจกล่าวได้ว่า ...
"....วัตถุประสงค์ในการออก DCEP นั้นไม่ได้ต่างจากการออกธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ในแบบเดิม แต่ DCEP คือ การทำหยวนให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลและให้มีค่าไม่ต่างจากเงินในรูปแบบ Physical form ซึ่งร้านค้าและประชาชนทั่วไปสามารถใช้แทนกันได้ในระบบการเงินของประเทศจีน..."
ดังนั้น วัตถุประสงค์หลักของ DCEP คือ
การสร้างระบบการเงินแบบดิจิทัลที่สามารถส่งเสริมการทำธุรกรรมแบบ Real-time และการเพิ่มความสามารถในการเก็บข้อมูลการทำธุรกรรมเหล่านั้นได้อย่างทันท่วงทีอันจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งผ่านนโยบายทางการเงินของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และยังเป็นการลดปัญหาในเรื่องค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการโอนเงินผ่านระบบชำระเงินในแบบเดิม
รวมถึงแก้ปัญหาความล่าช้าของระบบ SWIFT ที่ใช้ในระบบการชำระเงินระหว่าง Inter-Bank
สำหรับผู้เขียน
เชื่อว่าคุณสมบัติที่โดดเด่นของสกุลเงินดิจิทัล เช่น
การเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างและทำงานผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ จะช่วยให้ DCEP ของจีนสามารถหมุนเวียนอยู่ในระบบการเงินทั่วโลกได้ไม่ยากนัก
เหล่านี้ คือ แนวทางของจีนในการปูทางไปสู่การเป็น Digital
global currency ในอนาคต
กฎหมาย Cryptography
law
ที่ผ่านมา หากไม่นับโครงการ ของรัฐบาลจีน
การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในจีน เช่น Cryptocurrency
Trading และ ICO นั้น ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดจากรัฐบาลจีนมาโดยตลอด
เนื่องจากจีนมองว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นการสร้างความเสี่ยงทางการเงินอย่างหนึ่งให้กับประเทศ
อย่างไรก็ดี เมื่อ ต.ค. ที่ผ่านมา จีนได้ประกาศแผนพัฒนา
Blockchain โดยประธานาธิบดีสีได้กล่าวชัดเจนว่า การพัฒนา Blockchain คือแผนยุทธศาสตร์หลักที่ต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว
และ Cryptography law คือ หนึ่งในกฎหมายที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือน ม.ค. 2020 ทั้งนี้ จากการศึกษาข้อมูลที่เปิดเผยโดยรัฐบาลจีน พบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ
ดังนี้
ประเด็นแรก
มุ่งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสในเชิงพาณิชย์ กล่าวคือ
กฎหมายฉบับนี้มุ่งส่งเสริมการศึกษาและวิจัย
รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ในเชิงวิชาการในรูปแบบต่าง ๆ
เพื่อส่งเสริมให้มีการค้นคว้า วิจัย และทดลอง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีเข้ารหัสและนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์
(เช่น สร้างผลิตภัณฑ์หรือการให้บริการในรูปแบบใหม่) ทั้งนี้
การพัฒนาดังกล่าวจะต้องไม่เป็นการละเมิดผลประโยชน์ส่วนบุคคลของผู้ใด
และไม่เป็นการสร้างผลิตภันฑ์หรือบริการที่กระทบต่อความมั่นคงของภาครัฐ ดังนั้น
ก่อนการขายสินค้าหรือนำเสนอบริการโดยใช้ Cryptography ผู้ประกอบการจะต้องเข้าสู่ระบบตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนด
โดยหากนำเสนอสินค้าโดยไม่ผ่านกระบวนการตรวบสอบดังกล่าวจะมีความผิดตามกฎหมายฉบับนี้
ประเด็นที่สอง
การให้ความคุ้มครองข้อมูลและการสร้างความปลอดภัยให้กับระบบ
กล่าวคือ เมื่อกฎหมายมุ่งส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับ Cryptography แล้ว กฎหมายยังได้ระบุให้มีการคุ้มครองข้อมูลที่ได้มาจากการพัฒนานั้น ซึ่งได้มีการระบุชัดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปรับใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสจะต้องไม่บังคับให้ผู้พัฒนาระบบเปิดเผยข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหรือข้อมูลที่เป็นความลับทางธุรกิจให้กับตน (เช่น ข้อมูล Source Codes) นอกจากการนี้ กฎหมายยังกำหนดให้การพัฒนา Cryptography ดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ภายใต้กฎหมาย Cybersecurity Law อีกด้วย
กล่าวคือ เมื่อกฎหมายมุ่งส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับ Cryptography แล้ว กฎหมายยังได้ระบุให้มีการคุ้มครองข้อมูลที่ได้มาจากการพัฒนานั้น ซึ่งได้มีการระบุชัดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปรับใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสจะต้องไม่บังคับให้ผู้พัฒนาระบบเปิดเผยข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหรือข้อมูลที่เป็นความลับทางธุรกิจให้กับตน (เช่น ข้อมูล Source Codes) นอกจากการนี้ กฎหมายยังกำหนดให้การพัฒนา Cryptography ดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ภายใต้กฎหมาย Cybersecurity Law อีกด้วย
ประเด็นที่สาม
บทกำหนดโทษในกรณีมีการกระทำโดยมิชอบ เช่น
กรณีที่มีการขโมยข้อมูลการเข้ารหัส (Encrypted Information) การ hack ระบบความปลอดภัยของระบบเข้ารหัสของบุคคลอื่น
การใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสเพื่อวัตถุประสงค์ในการทำลายความมั่นคงของรัฐ เป็นต้น
ทั้งนี้หากภาครัฐตรวจพบบุคคลที่มีความเสี่ยงในการกระทำความผิดดังกล่าว สามารถสั่งให้บุคคลนั้นกำหนดนโยบายหรือปรับใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันเหตุร้ายอันอาจเกิดขึ้นได้
ทั้งนี้หากภาครัฐตรวจพบบุคคลที่มีความเสี่ยงในการกระทำความผิดดังกล่าว สามารถสั่งให้บุคคลนั้นกำหนดนโยบายหรือปรับใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันเหตุร้ายอันอาจเกิดขึ้นได้
นโยบายสนับสนุน Blockchain
ธนาคารกลางของจีนได้มีการประกาศเกณฑ์ Certification
of FinTech Products (CFP) โดยเป็นการเร่งให้ใบอนุญาตกับผู้ประกอบการ digital payment ที่นำเอาเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการให้บริการ ซึ่งการออกเกณฑ์ใหม่ในครั้งนี้
ถือเป็นการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินเพื่อรองรับสกุลเงินดิจิทัลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ซึ่งในปัจจุบัน ผู้ที่มายื่นขอรับใบอนุญาตดังกล่าว เช่น ผู้ให้บริการ point-of-sale
mobile terminal และผู้พัฒนา Trusted Execution
Environment (TEE) หรือ เทคโนโลยีที่จะช่วยในการสร้าง Consortium
Blockchain Network ซึ่งจะเป็นโครงข่ายที่สำคัญในการ Verify การทำธุรกรรมทางการเงินบนระบบ Blockchain
ท้ายที่สุด รัฐบาลจีนไม่ได้สนับสนุนการใช้ Blockchain ในภาคธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่รัฐบาลยังได้จัดให้มีวิดีโอสื่อการสอนจำนวน 25 รายการเพื่อให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับ Blockchain โดยยังรวมไปถึงการให้ข้อมูลเกี่ยวกับคริปโทสกุลต่าง
ๆ เช่น Ethereum และ BitCoin อีกด้วย ....
สำหรับผู้เขียน นี่คือตัวอย่างที่น่าเลียนแบบ
ในการส่งเสริมรัฐบาลและประชาชนในยุค5G อย่างแท้จริง
สำหรับผู้เขียน นี่คือตัวอย่างที่น่าเลียนแบบ
ในการส่งเสริมรัฐบาลและประชาชนในยุค5G อย่างแท้จริง
[บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน]
ป้ายกำกับ:
กฎหมาย Cryptography law,
หยวนดิจิทัล 2020,
Blockchain,
China Digital,
DCEP
วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563
ทำความรู้จักเทคโนโลยี Blockchain
ทำความรู้จักเทคโนโลยี Blockchain
หากจะทำความรู้จัก Crypto Currency จำเป็นต้องรู้จักเทคโนโลยีที่มีชื่อว่า Blockchain ควบคู่กันไปด้วย แม้ที่ผ่านมาคนทั่วไปจะรู้จักคำว่า Bitcoin มากกว่าก็ตาม ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจก็คือ Bitcoin ทำงานผ่านระบบ Blockchain อีกทีหนึ่ง
ก่อนอื่นต้องเข้าใจปัญหาของเทคโนโลยีในปัจจุบันเสียก่อน วิธีการรวมศูนย์ (Centralize) มีข้อดีคือสามารถบริหารจัดการได้โดยง่าย แต่หากประสบปัญหาขึ้นก็จะส่งผลกระทบต่อไปยังเครือข่ายทั้งหมดด้วย ยกตัวอย่างเช่นการที่เก็บข้อมูลไว้ที่ Server กลางเพียงแห่งเดียว เมื่อเกิดการโจรกรรมข้อมูลขึ้นก็จะได้รับความเสียหายทั้งระบบ
แต่ถ้าหากมีการกระจายศูนย์ออกไปโดยไม่พึ่งพาศูนย์กลาง ปัญหาดังกล่าวก็จะหมดไป ระบบจะเกิดความโปร่งใสขึ้นเพราะที่ผ่านมาเราไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าผู้ที่ควบคุมศูนย์กลางอยู่นั้นได้ปกปิดธุรกรรมหรือข้อมูลอะไรไปบ้าง
แต่ถ้าทุกคนมีความเป็นศูนย์กลางในตัวเอง การตรวจสอบระหว่างกันจะทำได้ง่ายและการที่ไม่มีตัวกลางจะทำให้ขั้นตอนการทำธุรกรรมและต้นทุนต่างๆลดลงไปด้วย นี่คือการกำเนิด Blockchain เทคโนโลยีที่มีคอนเซบท์หลักคือการ “กำจัดตัวกลาง” (Decentralized)
ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องมีตัวกลาง เช่น การจะโอนเงินก็ต้องมีธนาคารเป็นตัวกลาง การซื้อขายหุ้นก็ต้องมีโบรกเกอร์และตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงการเลือกตั้งก็ต้องมีคณะกรรมการเลือกตั้ง และถ้าเรานำ Blockchain มาใช้แทนที่ตัวกลางเหล่านี้ โลกเราจะเปลี่ยนไปชนิดที่จินตนาการไม่ถูก จึงมีหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนถึงเทคโนโลยีนี้ว่าจะเป็นการปฎิวัติโลกใบนี้ ชื่อหนังสือว่า Blockchain Revolution
เทคโนโลยีนี้ประกอบไปด้วยสองคำที่มีความหมายคือ Block+Chain กล่าวคือ Block หมายความว่าแต่ละหน่วยมีความเป็นศูนย์กลางในตัวเองและเชื่อมต่อถึงกันเหมือนกับโซ่ (Chain) นั่นเอง แทนที่จะมีคนกลางมาตัดสินและรับรองธุรกรรม แต่ละ Node หรือผู้ใช้แต่ละคนสามารถยืนยันธุรกรรมต่างๆได้กันเอง ซึ่งเทคโนโลยีนี้มีชื่อว่าสัญญาอัจฉะริยะ (Smart Contract)
อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะมีการนำ Blokchain มาใช้มากที่สุดน่าจะเป็นธุรกิจการเงินเพราะสามารถลดขั้นตอนธุรกรรมต่างๆและต้นทุนไปได้อย่างมาก อย่างเช่นธนาคารกลางในหลายประเทศมีความคิดจะใช้ Blockchain ในการทำธุรกรรมการเงินกันเองระหว่างธนาคารเพื่อลดต้นทุนการเงินกันเองนำไปสู่การลดค่าธรรมเนียมกับลูกค้า
หรือการกู้เงิน ปกติแล้วหากเราอยู่สาขาต่างจังหวัด การจะดึงข้อมูลเครดิตจะต้องขอกลับไปยังสำนักงานใหญ่และส่งกลับมายังสาขาย่อย แต่หากใช้ Blockchain ทุกคนในระบบจะสามารถเช็คเครดิตของกันและกันได้ซึ่งจะลดขั้นตอนต่างๆลงไปได้มาก
บางประเทศเริ่มมีความคิดที่จะใช้ Blockchain ในการเลือกตั้ง เพราะทุกคะแนนที่ลงเสียง ทุกคนในระบบมีสิทธิที่จะตรวจสอบได้ทั้งหมด หากเราตั้งสมมุติฐานว่าหน่วยงานนับคะแนนที่รวมศูนย์คะแนนไว้ที่จุดเดียวอาจจะตั้งใจทำผิดก็ได้
Blockchain ยังถูกนำมาใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน ฯลฯ หลายๆองค์กรเริ่มที่จะพัฒนา Blockchain ของตัวเองขึ้น อนาคตเราไม่สามารถที่จะหนีพ้นได้แน่นอน
มีคำกล่าวว่า WWW (World Wide Web)
สำคัญต่อโลกอย่างไร
Blockchain ก็มีความสำคัญอย่างนั้นเช่นกัน
ป้ายกำกับ:
Blockchain
วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2563
ชิปปิ้งจีน แนวโน้มของ 10 เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกในปี 2020-2025
ชิปปิ้งจีน กับการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี AI ไปจนถึงการใช้เงินสกุล Bitcoinหรือคริปโตเคอเรนซี(Cyptocurrency)
และการช็อปปิ้งออนไลน์
สิ่งต่างๆ
เหล่านี้ กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้ชีวิตของเราและความหมายของการเป็นมนุษย์
หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายสารสนเทศ (CIOs)
และผู้นำด้านไอที (IT Leader) จะต้องช่วยกันให้องค์กรของพวกเขาปรับตัวให้ทันในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้
Gartner องค์กรที่มักติดตามเทรนด์และจัดลำดับเทคโนโลยีในหลายแง่มุม
มีการคาดการณ์ออกมาใหม่ถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นใน 2020-2025 เราจึงขอนำมาสรุปเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น
ดังต่อไปนี้
ปี
2023
1.
BYOD จะกลายเป็น BYOE
ในปี
2023 องค์กรด้านไอที 30% จะขยายนโยบาย BYOD (Bring your Own Device หรือการนำเอาอุปกรณ์ไอทีส่วนตัวมาใช้ในที่ทำงาน)
ให้กลายเป็น BYOE หรือ Bring your Own Enhancement เพื่อเอามาช่วยเสริมกับแรงงานมนุษย์ที่เพิ่มมากขึ้น
สำหรับเทคโนโลยีที่พอจะเป็นรูปเป็นร่างของ BYOE ในปัจจุบัน
เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมเหมืองแร่ มีการใช้เครื่องมือเพื่อเพิ่มพูนความปลอดภัยให้กับผู้ปฏิบัติงาน
เมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้น องค์กรต่างๆ
จะเริ่มพิจารณาถึงการใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ และเชื่อกันว่าในอนาคต
จะมีการต่อยอดเพิ่มขึ้นในอีกหลายด้าน
2.
การเข้าถึงของ AI เพิ่มสูงขึ้น
ภายในปี
2023 จำนวนคนพิการที่มีงานทำจะเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า
เนื่องจาก AI และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่
เข้ามาช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึง อาทิ ในญี่ปุ่นร้านอาหาร
ได้สำรวจเทคโนโลยีหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้พนักงานที่เป็นอัมพาต
สามารถทำงานกับพนักงานเสิร์ฟหุ่นยนต์จากระยะไกลได้ นอกจากนี้ได้มีการผสมผสานรวมกันของเทคโนโลยีเครื่องอ่านอักษรเบลล์กับระบบการจองสำหรับพนักงานตาบอด
เป็นต้น
3.
กิจกรรมของคนทั่วโลก 40% จะถูกติดตามจาก IoB
ในปี
2023 ว่ากันว่า
กิจกรรมส่วนบุคคลจะถูกติดตามแบบดิจิทัล ซึ่ง ‘พฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ต’
(Internet of Behavior หรือ IoB) ของแต่ละบุคคลนั้น
สามารถบ่งบอกพฤติกรรมของผู้ใช้งานในรูปแบบดิจิทัลได้
และข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำมาใช้เพื่อวัดคุณค่าในการให้บริการ
แต่ก็มีประเด็นที่น่าห่วงตรงที่
จริยธรรมในการใช้ข้อมูลจะเป็นอย่างไรต่อไปในวันข้างหน้า
4.
แอปพลิเคชั่นธุรกิจสำหรับพนักงาน
ในปี
2023 จำนวน 40% ของแรงงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์การใช้แอปพลิเคชั่นทางธุรกิจ
จะถูกกำหนดให้มีการใช้ซอฟต์แวร์ที่สอดคล้องกับฟังก์ชั่นของงานได้อย่างเหมาะสมและเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น
เนื่องจากทุกวันนี้ องค์กรสร้างแอปพลิเคชั่นให้พนักงานทุกคนเหมือนๆ กันโดยไม่ได้คำนึงถึงหน้าที่ความรับผิดชอบ
5.
G7 สร้างการกำกับดูแลของ AI
ภายในปี
2023 สมาคมที่กำกับดูแลของ AI จะได้รับการก่อตั้งขึ้นอย่างน้อย 4 ประเทศในกลุ่มของ
G7 (หรือกลุ่มชาติผู้นำอุตสาหกรรมหลักของโลก ซึ่งมีทั้งหมด 7
ประเทศ) เนื่องจากเทคโนโลยี AI มีความเสี่ยงอย่างชัดเจน
ในหลายประเทศยักษ์ใหญ่
จึงตระหนักและมองเห็นความสำคัญของการร่างกฎหมายหรือมาตรการควบคุมอย่างจริงจังกับความผิดพลาดของ
AI ให้เป็นไปตามหลักจริยธรรมที่ควรจะเป็น
6.
ระบบโครงข่ายข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีธุรกรรม
ที่รับรองความถูกต้องของข้อมูล
ปี
2023 Gartner เชื่อว่า 30% ของเนื้อหาข่าวสารและวิดีโอ จะถูกพิสูจน์ความจริงได้จากโครงข่ายข้อมูลหรือ
Blockchain เนื่องจากในหลายศตวรรษที่ผ่านมา
มีข่าวปลอมเกิดขึ้นมากมายอย่างต่อเนื่องและข้อมูลเหล่านี้
ถูกแพร่กระจายอออกไปอย่างรวดเร็วบนสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้มีอัตราการบิดเบือนข้อมูลสูงมาก
นอกจากนี้ ข่าวสารบนเทคโนโลยีดั้งเดิมจะถูกนำไปใช้ในการสร้างเสียงปลอมและวิดีโอ
อย่างไรก็ตาม องค์กรและรัฐบาลกำลังหันไปใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยจัดการกับข่าวปลอม
โดยใช้ Blockchain เพื่อรับรองความถูกต้องของการถ่ายภาพข่าวและวิดีโอ
ปี
2024
7.
การช็อปปิ้งออนไลน์เป็นยาเสพติดชนิดหนึ่ง
ภายในปี
2024 องค์การอนามัยโลก
ระบุว่าบุคคลที่รักการช็อปปิ้งออนไลน์นั้นถือเป็นการติดยาเสพติดชนิดหนึ่งเลยทีเดียว
เนื่องจากความก้าวหน้าทางธุรกิจดิจิทัลที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ
และยิ่งเทคโนโลยีมีความสลับซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น
นักการตลาดย่อมสามารถคาดการณ์สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการได้อย่างแม่นยำ
ทำให้มีวิธีกำหนดราคาผลิตภัณฑ์และช่องทางในการเข้าถึงของผู้บริโภค
ชิปปิ้งจีนก็ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำนี้ด้วยเช่นกัน
8.
อารมณ์และความรู้สึกกลายเป็นแรงผลักดันต่อโฆษณา
ในปี
2024 Gartner ระบุว่า
อารมณ์ความรู้สึกของผู้คนจะส่งผลต่อโฆษณาออนไลน์มากกว่าครึ่งหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด
ด้วยวิวัฒนาการความฉลาดทางอารมณ์ของธุรกิจ AI ที่สามารถตรวจจับและทราบถึงภาวะอารมณ์ของผู้บริโภค
จึงนำผลประมวลนี้มาใช้ในการออกแบบโฆษณาเพื่อนำไปสู่ยอดขายที่เพิ่มมากขึ้น
ปี
2025
9.
เงินดิจิทัลมือถือเพิ่มขึ้น
ปี
2025 ผู้ใช้สมาร์ทโฟนกว่า 50% จะไม่มีบัญชีธนาคาร
แต่จะมีบัญชีเงินดิจิทัลที่สามารถเข้าถึงบนสมาร์ทโฟนได้
ถือเป็นการตลาดและแพลตฟอร์มสื่อสังคมที่เริ่มสนับสนุนการเข้าถึงรหัสการชำระเงินออนไลน์
นอกจากนี้ บัญชีเงินดิจิทัลยังช่วยพัฒนาทางด้านการพาณิชย์และธุรกิจ E-Commerce
เช่น ร้านค้าออนไลน์ ชิปปิ้งจีน ฯลฯ ควบคู่กันไปอีกด้วย
10.
มีการถือกำเนิดของ Cryptocurrency บนมือถือ
Bitcoin เป็นสกุลเงินแรกของโลกที่ถูกเรียกว่า
Cryptocurrency ซึ่ง Bitcoin ก็คือสกุลเงินในรูปของดิจิทัล
ถูกสร้างขึ้นมาด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ Bitcoin ไม่มีรูปร่าง ไม่สามารถจับต้องได้เหมือนธนบัตรหรือเหรียญเงินบาท ในอนาคต
จึงคาดการณ์กันว่าจะมีการจัดตั้ง Cryptocurrency เพื่อการใช้จ่ายจริงจังขึ้น
และในอีก 6 ปีข้างหน้าหรือราวปี 2025 ผู้ใช้งานในโซนที่ไม่สามารถเข้าถึงธนาคารได้
จะมีโอกาสใช้จ่าย Cryptocurrency ผ่านทางมือถือแทน
ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นแอฟริกา
ในอนาคตที่ใกล้เข้ามานี้
แน่นอนว่าระบบชิปปิ้งจีนต้องมีการตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา และปรับปรุงระบบ
รวมถึงแพลตฟอร์มให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองต่อผู้บริโภคและรองรับการชำระเงินออนไลน์
ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีที่กล่าวมานั้นเกิดขึ้นแล้วบน Handshipping
ซึ่งสามารถนำเข้าสินค้าจากจีนผ่านแพลตฟอร์มหรือแอปพลิชั่นบนมือถือได้อย่างสะดวกสบาย
ซึ่งมีบริการชิปปิ้งให้เลือกอย่างหลากหลายเช่นกัน
https://handshipping.com/%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99-%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-10-%E0%B9%80/
ป้ายกำกับ:
หยวนดิจิทัล 2020,
Bitcoin,
Blockchain,
CBDC,
China,
China Digital,
Cryptocurrency,
DCEP,
digital currency
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)









