แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Blockchain แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Blockchain แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2563

เจ้าแรก!! ธนาคารกสิกร ร่วมกับสมาคมตราสารหนี้ไทย เปิดขายหุ้นกู้ผ่าน Blockchain

เจ้าแรก!! ธนาคารกสิกร ร่วมกับสมาคมตราสารหนี้ไทย เปิดขายหุ้นกู้ผ่าน Blockchain
ธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ได้เสนอขายและออกหุ้นกู้สกุลเงินยูโรแก่ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศผ่านทาง Blockchain
โดยทางด้าน นายจงรัก รัตนเพียร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย  ระบุว่า หุ้นกู้จะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 17 ล้านยูโร แบ่งเป็น 17,000 หน่วย อายุหุ้นกู้ 3 เดือน ดอกเบี้ย 0.52% ต่อปี และได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในระดับสูงสุดเอฟวันพลัส
โดยธนาคารกสิกรไทยถือเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรกในประเทศไทยที่เสนอขายหุ้นกู้สกุลเงินต่างประเทศผ่านโครงการทดสอบและพัฒนานวัตกรรมธุรกรรมในโครงการทดสอบฯ นี้
ทั้งนี้ หุ้นกู้ที่เปิดขายในโครงการจะเป็นหุ้นกู้สกุลเงินยูโรชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และไม่มีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ มูลค่าเสนอขายรวมทั้งสิ้น 17 ล้านยูโร แบ่งเป็น 17,000 หน่วย อายุหุ้นกู้ประมาณ 3 เดือน อัตราดอกเบี้ย 0.52% ต่อปี โดยได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่อันดับความน่าเชื่อถือระดับสูงสุด ‘F1+(tha)’
อย่างไรก็ตาม การออกหุ้นกู้สกุลเงินยูโรมูลค่า 17 ล้านยูโรนี้ อยู่ในโครงการหุ้นกู้ธนาคารกสิกรไทย วงเงินไม่เกิน 3 หมื่นล้านบาท ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุญาตให้ธนาคารสามารถเสนอขายหุ้นกู้ภายใต้โครงการ Medium Term Note ได้ภายในระยะเวลา 2 ปี ถือเป็นการจัดหาช่องทางของแหล่งเงินทุนที่หลากหลายรูปแบบ ให้สามารถปรับใช้ตามสถานการณ์ของตลาด
นอกจากนี้ยังนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในงานนายทะเบียนหลักทรัพย์ โดยธนาคารร่วมกับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ซึ่งได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. ให้นำร่องโครงการ Registrar Service Platform Phase 1 (RSP1) และบรรจุอยู่ในโครงการทดสอบและพัฒนานวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการให้บริการเกี่ยวกับตลาดทุน ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวถือเป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนในระยะที่ 1 ซึ่งสามารถรองรับการเสนอขายหุ้นกู้ได้หลายรูปแบบ หลายสกุลเงิน
จุดเด่นของเทคโนโลยีบล็อกเชนที่นำมาใช้จะช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถซื้อ-ขาย ตรวจสอบ และเข้าถึงข้อมูลได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วยิ่งขึ้น
อ้างอิง : LINK

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2563

สายการบิน “AirAsia” เปิดตัวระบบ Blockchain สำหรับจองการขนส่งสินค้าทางอากาศ


สายการบิน “AirAsia”
เปิดตัวระบบ Blockchain
สำหรับจองการขนส่งสินค้าทางอากาศ


Teleport, แผนกสำหรับการขนส่งสินค้าของสายการบินแอร์เอเชีย (AirAsia) ได้เปิดตัวระบบการจองขนส่งสินค้าทาง Blockchain ในชื่อ “Freightchain”
จากการประกาศเมื่อวันที่ 16 เมษายน Freightchain เป็น “เครือข่ายการขนส่งสินค้าทางอากาศดิแบบจิตอลแห่งแรกของโลกที่ทำงานบน blockchain” ช่วยให้ผู้ส่งสินค้าหรือผู้ให้บริการขนส่งสามารถจองและยืนยันเครื่องบิน 247 เครื่องของแอร์เอเชียที่จะขนส่งสินค้าได้ทันที
Freightchain จะช่วยให้ผู้ขนส่งและผู้ส่งไปยังจุดเชื่อมต่อสินค้า เพื่อช่วยพวกเขาตามระบบ supply chain และอำนวยความสะดวกในการจองแบบ real-time ซึ่งมีการประมวลผลแบบออนไลน์ ทางด้านเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีหัวหน้าโครงการของ Vishal Batra อธิบายว่า เครือข่ายนี้มีไว้เพื่อช่วยเหลือธุรกิจในช่วงการระบาดใหญ่ของ COVID-19:
ได้“เราตั้งใจเปิดตัว Freightchain ในช่วงเวลาที่กำลังมีความไม่แน่นอนภายในระบบ supply chainsทั่วโลก ซึ่งเกิดจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 แพลตฟอร์ม Freightchain จะช่วยเชื่อมต่อ supply และ demand ได้อย่างรวดเร็ว และเพิ่มความไว้วางใจและความโปร่งใสซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก
เครือข่าย Freightchain ได้รับการทดสอบแล้ว ในการขนส่งสินค้าทางเภสัชกรรมจาก Bengaluru ประเทศอินเดีย ไปยัง Ulan Bator ประเทศมองโกเลีย เนื่องจากไม่มีเที่ยวบินตรงจาก Bengaluru ไปยัง Ulan Bator สินค้าจำต้องผ่านกัวลาลัมเปอร์มาเลเซียและโซลเกาหลีใต้
การจองได้รับการยืนยันแบบเรียลไทม์ ด้วยเที่ยวบินจากผู้ให้บริการที่ต่างกัน 3 ราย ผ่าน smart contract ของ blockchain ซึ่งถ้าเป็นในระบบดั้งเดิม ผู้ส่งจะต้องสอบถามด้วยตนเองเกี่ยวกับความพร้อมในการเชื่อมต่อเที่ยวบินกับสายการบินและตัวแทนหลายแห่ง และบ่อยครั้งที่ต้องใช้เวลาไปกับการโทรศัพท์และอีเมล  แต่ระบบใหม่นั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อพูดถึงการลดปริมาณงานที่ต้องการและความเร็วในการประมวลผล:
“Freightchain ช่วยให้ขั้นตอนการจองง่ายขึ้นและยืนยันการเดินทางได้เร็วขึ้น 10 เท่าสำหรับผู้ขนส่ง โดยการค้นหาเส้นทางที่มีอยู่ด้วยโปรแกรมโดยการต่อเที่ยวบินภายในงบประมาณของผู้ส่งและช่วยประหยัดต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ 


วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2563

จีน: มหาอำนาจ Blockchain ในอนาคต





จีน: มหาอำนาจ Blockchain ในอนาคต
ความเดิมจากตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้เล่าถึงทิศทางของคริปโทในอนาคต ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของรัฐบาลจีน
โดยผู้เขียนได้เกริ่นว่า ไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลเพียงประการเดียวที่ทำให้จีนเป็นประเทศที่มีอิทธิพลในด้านเทคโนโลยีของโลก แต่จีนยังมีแนวนโยบายต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีภายในประเทศ รวมไปถึงการออกกฎหมายฉบับใหม่เพื่อรองรับเทคโนโลยีเข้ารหัส หรือ Cryptography Law ซึ่ง Cryptography หรือ เทคโนโลยีเข้ารหัสเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานในการพัฒนาระบบ Blockchain นั่นเอง

DCEP สกุลเงินดิจิทัลของจีน
DCEP หรือ Digital Currency Electronic Payment คือ สกุลเงินดิจิทัลของจีนที่ทำงาน
บนระบบ 
Private Blockchain ซึ่งเป็นระบบที่จำกัดผู้มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล (แบบวงปิด) ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลจีนต้องการจำกัดกลุ่มคนในการเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลที่รันอยู่บนระบบ

ในด้านคุณลักษณะ แม้ DCEP จะอิงอยู่กับสกุลเงินหยวนในอัตราส่วน 1:1 ซึ่งรูปแบบดังกล่าวคล้ายการสร้าง Stable Coin ของบริษัทเอกชนต่าง ๆ แต่ในกรณีของ DCEP ผู้ออกและกำหนดนโยบายในการกำกับดูแลจะเป็นรัฐบาลจีน (โดยธนาคารกลางเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากกรณีของ Stable coin สกุลอื่น ๆ ที่ออกโดยเอกชนแต่ใช้สกุลเงินหยวนของจีนมาค้ำประกันไว้ เช่น 

เหรียญ
 CNHT ของ Tether หรืออาจกล่าวได้ว่า วัตถุประสงค์ในการออก DCEP นั้นไม่ได้ต่างจากการออกธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ในแบบเดิม แต่ DCEP คือ การทำหยวนให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลและให้มีค่าไม่ต่างจากเงินในรูปแบบ Physical form ซึ่งร้านค้าและประชาชนทั่วไปสามารถใช้แทนกันได้ในระบบการเงินของประเทศจีน

ดังนั้น วัตถุประสงค์หลักของ DCEP คือ การสร้างระบบการเงินแบบดิจิทัลที่สามารถส่งเสริมการทำธุรกรรมแบบ Real-time และการเพิ่มความสามารถในการเก็บข้อมูลการทำธุรกรรมเหล่านั้นได้อย่างทันท่วงทีอันจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งผ่านนโยบายทางการเงินของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นการลดปัญหาในเรื่องค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการโอนเงินผ่านระบบชำระเงินในแบบเดิม รวมถึงแก้ปัญหาความล่าช้าของระบบ SWIFT ที่ใช้ในระบบการชำระเงินระหว่าง Inter-Bank

สำหรับผู้เขียน เชื่อว่าคุณสมบัติที่โดดเด่นของสกุลเงินดิจิทัล เช่น การเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างและทำงานผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ จะช่วยให้ DCEP ของจีนสามารถหมุนเวียนอยู่ในระบบการเงินทั่วโลกได้ไม่ยากนัก เหล่านี้ คือ แนวทางของจีนในการปูทางไปสู่การเป็น Digital global currency ในอนาคต

กฎหมาย Cryptography law
ที่ผ่านมา หากไม่นับโครงการ DCEP ของรัฐบาลจีน การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในจีน เช่น Cryptocurrency Trading และ ICO นั้น ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดจากรัฐบาลจีนมาโดยตลอด เนื่องจากจีนมองว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นการสร้างความเสี่ยงทางการเงินอย่างหนึ่งให้กับประเทศ

อย่างไรก็ดี เมื่อ ต.ค. ที่ผ่านมา จีนได้ประกาศแผนพัฒนา Blockchain โดยประธานาธิบดีสีได้กล่าวชัดเจนว่า การพัฒนา Blockchain คือแผนยุทธศาสตร์หลักที่ต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว และ Cryptography law คือ หนึ่งในกฎหมายที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือน ม.ค. 2020  



ทั้งนี้ จากการศึกษาข้อมูลที่เปิดเผยโดยรัฐบาลจีน พบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้
ประเด็นแรก มุ่งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสในเชิงพาณิชย์ กล่าวคือ กฎหมายฉบับนี้มุ่งส่งเสริมการศึกษาและวิจัย รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ในเชิงวิชาการในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้มีการค้นคว้า วิจัย และทดลอง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีเข้ารหัสและนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ (เช่น สร้างผลิตภัณฑ์หรือการให้บริการในรูปแบบใหม่) ทั้งนี้ การพัฒนาดังกล่าวจะต้องไม่เป็นการละเมิดผลประโยชน์ส่วนบุคคลของผู้ใด และไม่เป็นการสร้างผลิตภันฑ์หรือบริการที่กระทบต่อความมั่นคงของภาครัฐ ดังนั้น ก่อนการขายสินค้าหรือนำเสนอบริการโดยใช้ Cryptography ผู้ประกอบการจะต้องเข้าสู่ระบบตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนด โดยหากนำเสนอสินค้าโดยไม่ผ่านกระบวนการตรวบสอบดังกล่าวจะมีความผิดตามกฎหมายฉบับนี้

ประเด็นที่สอง การให้ความคุ้มครองข้อมูลและการสร้างความปลอดภัยให้กับระบบ
กล่าวคือ เมื่อกฎหมายมุ่งส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับ Cryptography แล้ว กฎหมายยังได้ระบุให้มีการคุ้มครองข้อมูลที่ได้มาจากการพัฒนานั้น ซึ่งได้มีการระบุชัดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปรับใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสจะต้องไม่บังคับให้ผู้พัฒนาระบบเปิดเผยข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหรือข้อมูลที่เป็นความลับทางธุรกิจให้กับตน (เช่น ข้อมูล Source Codes) นอกจากการนี้ กฎหมายยังกำหนดให้การพัฒนา Cryptography ดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ภายใต้กฎหมาย Cybersecurity Law อีกด้วย

ประเด็นที่สาม บทกำหนดโทษในกรณีมีการกระทำโดยมิชอบ เช่น กรณีที่มีการขโมยข้อมูลการเข้ารหัส (Encrypted Information) การ hack ระบบความปลอดภัยของระบบเข้ารหัสของบุคคลอื่น การใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสเพื่อวัตถุประสงค์ในการทำลายความมั่นคงของรัฐ เป็นต้น
ทั้งนี้หากภาครัฐตรวจพบบุคคลที่มีความเสี่ยงในการกระทำความผิดดังกล่าว สามารถสั่งให้บุคคลนั้นกำหนดนโยบายหรือปรับใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันเหตุร้ายอันอาจเกิดขึ้นได้

นโยบายสนับสนุน Blockchain
ธนาคารกลางของจีนได้มีการประกาศเกณฑ์ Certification of FinTech Products (CFP) โดยเป็นการเร่งให้ใบอนุญาตกับผู้ประกอบการ digital payment ที่นำเอาเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการให้บริการ ซึ่งการออกเกณฑ์ใหม่ในครั้งนี้ ถือเป็นการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินเพื่อรองรับสกุลเงินดิจิทัลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งในปัจจุบัน ผู้ที่มายื่นขอรับใบอนุญาตดังกล่าว เช่น ผู้ให้บริการ point-of-sale mobile terminal และผู้พัฒนา Trusted Execution Environment (TEE) หรือ เทคโนโลยีที่จะช่วยในการสร้าง Consortium Blockchain Network ซึ่งจะเป็นโครงข่ายที่สำคัญในการ Verify การทำธุรกรรมทางการเงินบนระบบ Blockchain

ท้ายที่สุด รัฐบาลจีนไม่ได้สนับสนุนการใช้ Blockchain ในภาคธุรกิจเพียงอย่างเดียว
แต่รัฐบาลยังได้จัดให้มีวิดีโอสื่อการสอนจำนวน 
25 รายการเพื่อให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับ Blockchain โดยยังรวมไปถึงการให้ข้อมูลเกี่ยวกับคริปโทสกุลต่าง ๆ เช่น Ethereum และ BitCoin อีกด้วย .... สำหรับผู้เขียน นี่คือตัวอย่างที่น่าเลียนแบบในการส่งเสริมรัฐบาลและประชาชนในยุค5G อย่างแท้จริง

[บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน]

ขอบคุณแหล่งข้อมูล https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/648722

วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

จีน: มหาอำนาจ Blockchain ในอนาคต



จีน: มหาอำนาจ Blockchain ในอนาคต

ความเดิมจากตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้เล่าถึงทิศทางของคริปโทในอนาคต ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของรัฐบาลจีน

โดยผู้เขียนได้เกริ่นว่า ไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลเพียงประการเดียวที่ทำให้จีนเป็นประเทศที่มีอิทธิพลในด้านเทคโนโลยีของโลก แต่จีนยังมีแนวนโยบายต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีภายในประเทศ รวมไปถึงการออกกฎหมายฉบับใหม่เพื่อรองรับเทคโนโลยีเข้ารหัส หรือ Cryptography Law ซึ่ง Cryptography หรือ เทคโนโลยีเข้ารหัสเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานในการพัฒนาระบบ Blockchain นั่นเอง

DCEP สกุลเงินดิจิทัลของจีน DCEP หรือ Digital Currency Electronic Payment
คือ สกุลเงินดิจิทัลของจีน   ที่ทำงานบนระบบ Private Blockchain ซึ่งเป็นระบบที่จำกัดผู้มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล (แบบวงปิด) 


ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลจีนต้องการจำกัดกลุ่มคนในการเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลที่รันอยู่บนระบบ
ในด้านคุณลักษณะ แม้ DCEP จะอิงอยู่กับสกุลเงินหยวนในอัตราส่วน 1:1 ซึ่งรูปแบบดังกล่าวคล้ายการสร้าง Stable Coin ของบริษัทเอกชนต่าง ๆ แต่ในกรณีของ DCEP ผู้ออกและกำหนดนโยบายในการกำกับดูแลจะเป็นรัฐบาลจีน (โดยธนาคารกลางเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากกรณีของ Stable coin สกุลอื่น ๆ ที่ออกโดยเอกชนแต่ใช้สกุลเงินหยวนของจีนมาค้ำประกันไว้ เช่น เหรียญ CNHT ของ Tether หรืออาจกล่าวได้ว่า ...


      "....วัตถุประสงค์ในการออก DCEP นั้นไม่ได้ต่างจากการออกธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ในแบบเดิม แต่ DCEP คือ การทำหยวนให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลและให้มีค่าไม่ต่างจากเงินในรูปแบบ Physical form ซึ่งร้านค้าและประชาชนทั่วไปสามารถใช้แทนกันได้ในระบบการเงินของประเทศจีน..."

ดังนั้น วัตถุประสงค์หลักของ DCEP คือ การสร้างระบบการเงินแบบดิจิทัลที่สามารถส่งเสริมการทำธุรกรรมแบบ Real-time และการเพิ่มความสามารถในการเก็บข้อมูลการทำธุรกรรมเหล่านั้นได้อย่างทันท่วงทีอันจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งผ่านนโยบายทางการเงินของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นการลดปัญหาในเรื่องค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการโอนเงินผ่านระบบชำระเงินในแบบเดิม รวมถึงแก้ปัญหาความล่าช้าของระบบ SWIFT ที่ใช้ในระบบการชำระเงินระหว่าง Inter-Bank

สำหรับผู้เขียน เชื่อว่าคุณสมบัติที่โดดเด่นของสกุลเงินดิจิทัล เช่น การเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างและทำงานผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ จะช่วยให้ DCEP ของจีนสามารถหมุนเวียนอยู่ในระบบการเงินทั่วโลกได้ไม่ยากนัก เหล่านี้ คือ แนวทางของจีนในการปูทางไปสู่การเป็น Digital global currency ในอนาคต

กฎหมาย Cryptography law
ที่ผ่านมา หากไม่นับโครงการ ของรัฐบาลจีน การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในจีน เช่น Cryptocurrency Trading และ ICO นั้น ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดจากรัฐบาลจีนมาโดยตลอด เนื่องจากจีนมองว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นการสร้างความเสี่ยงทางการเงินอย่างหนึ่งให้กับประเทศ

อย่างไรก็ดี เมื่อ ต.ค. ที่ผ่านมา จีนได้ประกาศแผนพัฒนา Blockchain โดยประธานาธิบดีสีได้กล่าวชัดเจนว่า การพัฒนา Blockchain คือแผนยุทธศาสตร์หลักที่ต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว และ Cryptography law คือ หนึ่งในกฎหมายที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือน ม.ค. 2020  ทั้งนี้ จากการศึกษาข้อมูลที่เปิดเผยโดยรัฐบาลจีน พบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

ประเด็นแรก มุ่งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสในเชิงพาณิชย์ กล่าวคือ กฎหมายฉบับนี้มุ่งส่งเสริมการศึกษาและวิจัย รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ในเชิงวิชาการในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้มีการค้นคว้า วิจัย และทดลอง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีเข้ารหัสและนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ (เช่น สร้างผลิตภัณฑ์หรือการให้บริการในรูปแบบใหม่) ทั้งนี้ การพัฒนาดังกล่าวจะต้องไม่เป็นการละเมิดผลประโยชน์ส่วนบุคคลของผู้ใด และไม่เป็นการสร้างผลิตภันฑ์หรือบริการที่กระทบต่อความมั่นคงของภาครัฐ ดังนั้น ก่อนการขายสินค้าหรือนำเสนอบริการโดยใช้ Cryptography ผู้ประกอบการจะต้องเข้าสู่ระบบตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนด โดยหากนำเสนอสินค้าโดยไม่ผ่านกระบวนการตรวบสอบดังกล่าวจะมีความผิดตามกฎหมายฉบับนี้

ประเด็นที่สอง การให้ความคุ้มครองข้อมูลและการสร้างความปลอดภัยให้กับระบบ
กล่าวคือ เมื่อกฎหมายมุ่งส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับ Cryptography แล้ว กฎหมายยังได้ระบุให้มีการคุ้มครองข้อมูลที่ได้มาจากการพัฒนานั้น ซึ่งได้มีการระบุชัดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปรับใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสจะต้องไม่บังคับให้ผู้พัฒนาระบบเปิดเผยข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหรือข้อมูลที่เป็นความลับทางธุรกิจให้กับตน (เช่น ข้อมูล Source Codes) นอกจากการนี้ กฎหมายยังกำหนดให้การพัฒนา Cryptography ดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ภายใต้กฎหมาย Cybersecurity Law อีกด้วย

ประเด็นที่สาม บทกำหนดโทษในกรณีมีการกระทำโดยมิชอบ เช่น กรณีที่มีการขโมยข้อมูลการเข้ารหัส (Encrypted Information) การ hack ระบบความปลอดภัยของระบบเข้ารหัสของบุคคลอื่น การใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสเพื่อวัตถุประสงค์ในการทำลายความมั่นคงของรัฐ เป็นต้น
ทั้งนี้หากภาครัฐตรวจพบบุคคลที่มีความเสี่ยงในการกระทำความผิดดังกล่าว สามารถสั่งให้บุคคลนั้นกำหนดนโยบายหรือปรับใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันเหตุร้ายอันอาจเกิดขึ้นได้

นโยบายสนับสนุน Blockchain

ธนาคารกลางของจีนได้มีการประกาศเกณฑ์ Certification of FinTech Products (CFP) โดยเป็นการเร่งให้ใบอนุญาตกับผู้ประกอบการ digital payment ที่นำเอาเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการให้บริการ ซึ่งการออกเกณฑ์ใหม่ในครั้งนี้ ถือเป็นการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินเพื่อรองรับสกุลเงินดิจิทัลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งในปัจจุบัน ผู้ที่มายื่นขอรับใบอนุญาตดังกล่าว เช่น ผู้ให้บริการ point-of-sale mobile terminal และผู้พัฒนา Trusted Execution Environment (TEE) หรือ เทคโนโลยีที่จะช่วยในการสร้าง Consortium Blockchain Network ซึ่งจะเป็นโครงข่ายที่สำคัญในการ Verify การทำธุรกรรมทางการเงินบนระบบ Blockchain

       ท้ายที่สุด รัฐบาลจีนไม่ได้สนับสนุนการใช้ Blockchain ในภาคธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่รัฐบาลยังได้จัดให้มีวิดีโอสื่อการสอนจำนวน 25 รายการเพื่อให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับ Blockchain โดยยังรวมไปถึงการให้ข้อมูลเกี่ยวกับคริปโทสกุลต่าง ๆ เช่น Ethereum และ BitCoin อีกด้วย ....

สำหรับผู้เขียน นี่คือตัวอย่างที่น่าเลียนแบบ
ในการส่งเสริมรัฐบาลและประชาชนในยุค
5G อย่างแท้จริง

[บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน]


วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ทำความรู้จักเทคโนโลยี Blockchain



ทำความรู้จักเทคโนโลยี Blockchain


หากจะทำความรู้จัก Crypto Currency จำเป็นต้องรู้จักเทคโนโลยีที่มีชื่อว่า Blockchain ควบคู่กันไปด้วย แม้ที่ผ่านมาคนทั่วไปจะรู้จักคำว่า Bitcoin มากกว่าก็ตาม ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจก็คือ Bitcoin ทำงานผ่านระบบ Blockchain อีกทีหนึ่ง
ก่อนอื่นต้องเข้าใจปัญหาของเทคโนโลยีในปัจจุบันเสียก่อน วิธีการรวมศูนย์ (Centralize) มีข้อดีคือสามารถบริหารจัดการได้โดยง่าย แต่หากประสบปัญหาขึ้นก็จะส่งผลกระทบต่อไปยังเครือข่ายทั้งหมดด้วย ยกตัวอย่างเช่นการที่เก็บข้อมูลไว้ที่ Server กลางเพียงแห่งเดียว เมื่อเกิดการโจรกรรมข้อมูลขึ้นก็จะได้รับความเสียหายทั้งระบบ 
แต่ถ้าหากมีการกระจายศูนย์ออกไปโดยไม่พึ่งพาศูนย์กลาง ปัญหาดังกล่าวก็จะหมดไป ระบบจะเกิดความโปร่งใสขึ้นเพราะที่ผ่านมาเราไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าผู้ที่ควบคุมศูนย์กลางอยู่นั้นได้ปกปิดธุรกรรมหรือข้อมูลอะไรไปบ้าง 
แต่ถ้าทุกคนมีความเป็นศูนย์กลางในตัวเอง การตรวจสอบระหว่างกันจะทำได้ง่ายและการที่ไม่มีตัวกลางจะทำให้ขั้นตอนการทำธุรกรรมและต้นทุนต่างๆลดลงไปด้วย นี่คือการกำเนิด Blockchain เทคโนโลยีที่มีคอนเซบท์หลักคือการ กำจัดตัวกลาง(Decentralized)
ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องมีตัวกลาง เช่น การจะโอนเงินก็ต้องมีธนาคารเป็นตัวกลาง การซื้อขายหุ้นก็ต้องมีโบรกเกอร์และตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงการเลือกตั้งก็ต้องมีคณะกรรมการเลือกตั้ง และถ้าเรานำ Blockchain มาใช้แทนที่ตัวกลางเหล่านี้ โลกเราจะเปลี่ยนไปชนิดที่จินตนาการไม่ถูก จึงมีหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนถึงเทคโนโลยีนี้ว่าจะเป็นการปฎิวัติโลกใบนี้ ชื่อหนังสือว่า Blockchain Revolution 
เทคโนโลยีนี้ประกอบไปด้วยสองคำที่มีความหมายคือ Block+Chain กล่าวคือ Block หมายความว่าแต่ละหน่วยมีความเป็นศูนย์กลางในตัวเองและเชื่อมต่อถึงกันเหมือนกับโซ่ (Chain) นั่นเอง แทนที่จะมีคนกลางมาตัดสินและรับรองธุรกรรม แต่ละ Node หรือผู้ใช้แต่ละคนสามารถยืนยันธุรกรรมต่างๆได้กันเอง ซึ่งเทคโนโลยีนี้มีชื่อว่าสัญญาอัจฉะริยะ (Smart Contract)
อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะมีการนำ Blokchain มาใช้มากที่สุดน่าจะเป็นธุรกิจการเงินเพราะสามารถลดขั้นตอนธุรกรรมต่างๆและต้นทุนไปได้อย่างมาก อย่างเช่นธนาคารกลางในหลายประเทศมีความคิดจะใช้ Blockchain ในการทำธุรกรรมการเงินกันเองระหว่างธนาคารเพื่อลดต้นทุนการเงินกันเองนำไปสู่การลดค่าธรรมเนียมกับลูกค้า 
หรือการกู้เงิน ปกติแล้วหากเราอยู่สาขาต่างจังหวัด การจะดึงข้อมูลเครดิตจะต้องขอกลับไปยังสำนักงานใหญ่และส่งกลับมายังสาขาย่อย แต่หากใช้ Blockchain ทุกคนในระบบจะสามารถเช็คเครดิตของกันและกันได้ซึ่งจะลดขั้นตอนต่างๆลงไปได้มาก
บางประเทศเริ่มมีความคิดที่จะใช้ Blockchain ในการเลือกตั้ง เพราะทุกคะแนนที่ลงเสียง ทุกคนในระบบมีสิทธิที่จะตรวจสอบได้ทั้งหมด หากเราตั้งสมมุติฐานว่าหน่วยงานนับคะแนนที่รวมศูนย์คะแนนไว้ที่จุดเดียวอาจจะตั้งใจทำผิดก็ได้ 
Blockchain ยังถูกนำมาใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน ฯลฯ หลายๆองค์กรเริ่มที่จะพัฒนา Blockchain ของตัวเองขึ้น อนาคตเราไม่สามารถที่จะหนีพ้นได้แน่นอน 
มีคำกล่าวว่า WWW (World Wide Web) 
สำคัญต่อโลกอย่างไร 
Blockchain ก็มีความสำคัญอย่างนั้นเช่นกัน


วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2563

ชิปปิ้งจีน แนวโน้มของ 10 เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกในปี 2020-2025




ชิปปิ้งจีน กับการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี AI ไปจนถึงการใช้เงินสกุล Bitcoinหรือคริปโตเคอเรนซี(Cyptocurrency)
และการช็อปปิ้งออนไลน์

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้ชีวิตของเราและความหมายของการเป็นมนุษย์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายสารสนเทศ (CIOs) และผู้นำด้านไอที (IT Leader) จะต้องช่วยกันให้องค์กรของพวกเขาปรับตัวให้ทันในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้

Gartner องค์กรที่มักติดตามเทรนด์และจัดลำดับเทคโนโลยีในหลายแง่มุม มีการคาดการณ์ออกมาใหม่ถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นใน 2020-2025 เราจึงขอนำมาสรุปเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ดังต่อไปนี้
ปี 2023
1. BYOD จะกลายเป็น BYOE
ในปี 2023 องค์กรด้านไอที 30% จะขยายนโยบาย BYOD (Bring your Own Device หรือการนำเอาอุปกรณ์ไอทีส่วนตัวมาใช้ในที่ทำงาน) ให้กลายเป็น BYOE หรือ Bring your Own Enhancement เพื่อเอามาช่วยเสริมกับแรงงานมนุษย์ที่เพิ่มมากขึ้น สำหรับเทคโนโลยีที่พอจะเป็นรูปเป็นร่างของ BYOE ในปัจจุบัน เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมเหมืองแร่ มีการใช้เครื่องมือเพื่อเพิ่มพูนความปลอดภัยให้กับผู้ปฏิบัติงาน เมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้น องค์กรต่างๆ จะเริ่มพิจารณาถึงการใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ และเชื่อกันว่าในอนาคต จะมีการต่อยอดเพิ่มขึ้นในอีกหลายด้าน
2. การเข้าถึงของ AI เพิ่มสูงขึ้น
ภายในปี 2023 จำนวนคนพิการที่มีงานทำจะเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า เนื่องจาก AI และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ เข้ามาช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึง อาทิ ในญี่ปุ่นร้านอาหาร ได้สำรวจเทคโนโลยีหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้พนักงานที่เป็นอัมพาต สามารถทำงานกับพนักงานเสิร์ฟหุ่นยนต์จากระยะไกลได้ นอกจากนี้ได้มีการผสมผสานรวมกันของเทคโนโลยีเครื่องอ่านอักษรเบลล์กับระบบการจองสำหรับพนักงานตาบอด เป็นต้น
3. กิจกรรมของคนทั่วโลก 40% จะถูกติดตามจาก IoB
ในปี 2023 ว่ากันว่า กิจกรรมส่วนบุคคลจะถูกติดตามแบบดิจิทัล ซึ่ง พฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ต’  (Internet of Behavior หรือ IoB) ของแต่ละบุคคลนั้น สามารถบ่งบอกพฤติกรรมของผู้ใช้งานในรูปแบบดิจิทัลได้ และข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำมาใช้เพื่อวัดคุณค่าในการให้บริการ แต่ก็มีประเด็นที่น่าห่วงตรงที่ จริยธรรมในการใช้ข้อมูลจะเป็นอย่างไรต่อไปในวันข้างหน้า
4. แอปพลิเคชั่นธุรกิจสำหรับพนักงาน
ในปี 2023 จำนวน 40% ของแรงงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์การใช้แอปพลิเคชั่นทางธุรกิจ จะถูกกำหนดให้มีการใช้ซอฟต์แวร์ที่สอดคล้องกับฟังก์ชั่นของงานได้อย่างเหมาะสมและเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากทุกวันนี้ องค์กรสร้างแอปพลิเคชั่นให้พนักงานทุกคนเหมือนๆ กันโดยไม่ได้คำนึงถึงหน้าที่ความรับผิดชอบ
5. G7 สร้างการกำกับดูแลของ AI
ภายในปี 2023 สมาคมที่กำกับดูแลของ AI จะได้รับการก่อตั้งขึ้นอย่างน้อย 4 ประเทศในกลุ่มของ G7 (หรือกลุ่มชาติผู้นำอุตสาหกรรมหลักของโลก ซึ่งมีทั้งหมด 7 ประเทศ) เนื่องจากเทคโนโลยี AI มีความเสี่ยงอย่างชัดเจน ในหลายประเทศยักษ์ใหญ่ จึงตระหนักและมองเห็นความสำคัญของการร่างกฎหมายหรือมาตรการควบคุมอย่างจริงจังกับความผิดพลาดของ AI ให้เป็นไปตามหลักจริยธรรมที่ควรจะเป็น
6. ระบบโครงข่ายข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีธุรกรรม ที่รับรองความถูกต้องของข้อมูล
ปี 2023  Gartner เชื่อว่า 30% ของเนื้อหาข่าวสารและวิดีโอ จะถูกพิสูจน์ความจริงได้จากโครงข่ายข้อมูลหรือ Blockchain เนื่องจากในหลายศตวรรษที่ผ่านมา มีข่าวปลอมเกิดขึ้นมากมายอย่างต่อเนื่องและข้อมูลเหล่านี้ ถูกแพร่กระจายอออกไปอย่างรวดเร็วบนสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้มีอัตราการบิดเบือนข้อมูลสูงมาก นอกจากนี้ ข่าวสารบนเทคโนโลยีดั้งเดิมจะถูกนำไปใช้ในการสร้างเสียงปลอมและวิดีโอ อย่างไรก็ตาม องค์กรและรัฐบาลกำลังหันไปใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยจัดการกับข่าวปลอม โดยใช้ Blockchain เพื่อรับรองความถูกต้องของการถ่ายภาพข่าวและวิดีโอ
ปี 2024
7. การช็อปปิ้งออนไลน์เป็นยาเสพติดชนิดหนึ่ง
ภายในปี 2024 องค์การอนามัยโลก ระบุว่าบุคคลที่รักการช็อปปิ้งออนไลน์นั้นถือเป็นการติดยาเสพติดชนิดหนึ่งเลยทีเดียว เนื่องจากความก้าวหน้าทางธุรกิจดิจิทัลที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งเทคโนโลยีมีความสลับซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น นักการตลาดย่อมสามารถคาดการณ์สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการได้อย่างแม่นยำ ทำให้มีวิธีกำหนดราคาผลิตภัณฑ์และช่องทางในการเข้าถึงของผู้บริโภค ชิปปิ้งจีนก็ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำนี้ด้วยเช่นกัน
8. อารมณ์และความรู้สึกกลายเป็นแรงผลักดันต่อโฆษณา
ในปี 2024 Gartner ระบุว่า อารมณ์ความรู้สึกของผู้คนจะส่งผลต่อโฆษณาออนไลน์มากกว่าครึ่งหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด ด้วยวิวัฒนาการความฉลาดทางอารมณ์ของธุรกิจ AI ที่สามารถตรวจจับและทราบถึงภาวะอารมณ์ของผู้บริโภค จึงนำผลประมวลนี้มาใช้ในการออกแบบโฆษณาเพื่อนำไปสู่ยอดขายที่เพิ่มมากขึ้น
ปี 2025
9. เงินดิจิทัลมือถือเพิ่มขึ้น
ปี 2025 ผู้ใช้สมาร์ทโฟนกว่า 50% จะไม่มีบัญชีธนาคาร แต่จะมีบัญชีเงินดิจิทัลที่สามารถเข้าถึงบนสมาร์ทโฟนได้ ถือเป็นการตลาดและแพลตฟอร์มสื่อสังคมที่เริ่มสนับสนุนการเข้าถึงรหัสการชำระเงินออนไลน์ นอกจากนี้ บัญชีเงินดิจิทัลยังช่วยพัฒนาทางด้านการพาณิชย์และธุรกิจ E-Commerce เช่น ร้านค้าออนไลน์ ชิปปิ้งจีน ฯลฯ ควบคู่กันไปอีกด้วย
10. มีการถือกำเนิดของ Cryptocurrency บนมือถือ
Bitcoin เป็นสกุลเงินแรกของโลกที่ถูกเรียกว่า Cryptocurrency ซึ่ง Bitcoin ก็คือสกุลเงินในรูปของดิจิทัล ถูกสร้างขึ้นมาด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ Bitcoin ไม่มีรูปร่าง ไม่สามารถจับต้องได้เหมือนธนบัตรหรือเหรียญเงินบาท ในอนาคต จึงคาดการณ์กันว่าจะมีการจัดตั้ง Cryptocurrency เพื่อการใช้จ่ายจริงจังขึ้น และในอีก 6 ปีข้างหน้าหรือราวปี 2025 ผู้ใช้งานในโซนที่ไม่สามารถเข้าถึงธนาคารได้ จะมีโอกาสใช้จ่าย Cryptocurrency ผ่านทางมือถือแทน ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นแอฟริกา

ในอนาคตที่ใกล้เข้ามานี้ แน่นอนว่าระบบชิปปิ้งจีนต้องมีการตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา และปรับปรุงระบบ รวมถึงแพลตฟอร์มให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองต่อผู้บริโภคและรองรับการชำระเงินออนไลน์ ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีที่กล่าวมานั้นเกิดขึ้นแล้วบน Handshipping ซึ่งสามารถนำเข้าสินค้าจากจีนผ่านแพลตฟอร์มหรือแอปพลิชั่นบนมือถือได้อย่างสะดวกสบาย ซึ่งมีบริการชิปปิ้งให้เลือกอย่างหลากหลายเช่นกัน


ข้อมูลอ้างอิง : https://www.gartner.com/smarterwithgartner/gartner-top-strategic-predictions-for-2020-and-beyond/

https://handshipping.com/%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99-%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-10-%E0%B9%80/