แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Bitcoin แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Bitcoin แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2563

ชิปปิ้งจีน แนวโน้มของ 10 เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกในปี 2020-2025




ชิปปิ้งจีน กับการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี AI ไปจนถึงการใช้เงินสกุล Bitcoinหรือคริปโตเคอเรนซี(Cyptocurrency)
และการช็อปปิ้งออนไลน์

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้ชีวิตของเราและความหมายของการเป็นมนุษย์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายสารสนเทศ (CIOs) และผู้นำด้านไอที (IT Leader) จะต้องช่วยกันให้องค์กรของพวกเขาปรับตัวให้ทันในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้

Gartner องค์กรที่มักติดตามเทรนด์และจัดลำดับเทคโนโลยีในหลายแง่มุม มีการคาดการณ์ออกมาใหม่ถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นใน 2020-2025 เราจึงขอนำมาสรุปเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ดังต่อไปนี้
ปี 2023
1. BYOD จะกลายเป็น BYOE
ในปี 2023 องค์กรด้านไอที 30% จะขยายนโยบาย BYOD (Bring your Own Device หรือการนำเอาอุปกรณ์ไอทีส่วนตัวมาใช้ในที่ทำงาน) ให้กลายเป็น BYOE หรือ Bring your Own Enhancement เพื่อเอามาช่วยเสริมกับแรงงานมนุษย์ที่เพิ่มมากขึ้น สำหรับเทคโนโลยีที่พอจะเป็นรูปเป็นร่างของ BYOE ในปัจจุบัน เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมเหมืองแร่ มีการใช้เครื่องมือเพื่อเพิ่มพูนความปลอดภัยให้กับผู้ปฏิบัติงาน เมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้น องค์กรต่างๆ จะเริ่มพิจารณาถึงการใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ และเชื่อกันว่าในอนาคต จะมีการต่อยอดเพิ่มขึ้นในอีกหลายด้าน
2. การเข้าถึงของ AI เพิ่มสูงขึ้น
ภายในปี 2023 จำนวนคนพิการที่มีงานทำจะเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า เนื่องจาก AI และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ เข้ามาช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึง อาทิ ในญี่ปุ่นร้านอาหาร ได้สำรวจเทคโนโลยีหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้พนักงานที่เป็นอัมพาต สามารถทำงานกับพนักงานเสิร์ฟหุ่นยนต์จากระยะไกลได้ นอกจากนี้ได้มีการผสมผสานรวมกันของเทคโนโลยีเครื่องอ่านอักษรเบลล์กับระบบการจองสำหรับพนักงานตาบอด เป็นต้น
3. กิจกรรมของคนทั่วโลก 40% จะถูกติดตามจาก IoB
ในปี 2023 ว่ากันว่า กิจกรรมส่วนบุคคลจะถูกติดตามแบบดิจิทัล ซึ่ง พฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ต’  (Internet of Behavior หรือ IoB) ของแต่ละบุคคลนั้น สามารถบ่งบอกพฤติกรรมของผู้ใช้งานในรูปแบบดิจิทัลได้ และข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำมาใช้เพื่อวัดคุณค่าในการให้บริการ แต่ก็มีประเด็นที่น่าห่วงตรงที่ จริยธรรมในการใช้ข้อมูลจะเป็นอย่างไรต่อไปในวันข้างหน้า
4. แอปพลิเคชั่นธุรกิจสำหรับพนักงาน
ในปี 2023 จำนวน 40% ของแรงงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์การใช้แอปพลิเคชั่นทางธุรกิจ จะถูกกำหนดให้มีการใช้ซอฟต์แวร์ที่สอดคล้องกับฟังก์ชั่นของงานได้อย่างเหมาะสมและเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากทุกวันนี้ องค์กรสร้างแอปพลิเคชั่นให้พนักงานทุกคนเหมือนๆ กันโดยไม่ได้คำนึงถึงหน้าที่ความรับผิดชอบ
5. G7 สร้างการกำกับดูแลของ AI
ภายในปี 2023 สมาคมที่กำกับดูแลของ AI จะได้รับการก่อตั้งขึ้นอย่างน้อย 4 ประเทศในกลุ่มของ G7 (หรือกลุ่มชาติผู้นำอุตสาหกรรมหลักของโลก ซึ่งมีทั้งหมด 7 ประเทศ) เนื่องจากเทคโนโลยี AI มีความเสี่ยงอย่างชัดเจน ในหลายประเทศยักษ์ใหญ่ จึงตระหนักและมองเห็นความสำคัญของการร่างกฎหมายหรือมาตรการควบคุมอย่างจริงจังกับความผิดพลาดของ AI ให้เป็นไปตามหลักจริยธรรมที่ควรจะเป็น
6. ระบบโครงข่ายข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีธุรกรรม ที่รับรองความถูกต้องของข้อมูล
ปี 2023  Gartner เชื่อว่า 30% ของเนื้อหาข่าวสารและวิดีโอ จะถูกพิสูจน์ความจริงได้จากโครงข่ายข้อมูลหรือ Blockchain เนื่องจากในหลายศตวรรษที่ผ่านมา มีข่าวปลอมเกิดขึ้นมากมายอย่างต่อเนื่องและข้อมูลเหล่านี้ ถูกแพร่กระจายอออกไปอย่างรวดเร็วบนสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้มีอัตราการบิดเบือนข้อมูลสูงมาก นอกจากนี้ ข่าวสารบนเทคโนโลยีดั้งเดิมจะถูกนำไปใช้ในการสร้างเสียงปลอมและวิดีโอ อย่างไรก็ตาม องค์กรและรัฐบาลกำลังหันไปใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยจัดการกับข่าวปลอม โดยใช้ Blockchain เพื่อรับรองความถูกต้องของการถ่ายภาพข่าวและวิดีโอ
ปี 2024
7. การช็อปปิ้งออนไลน์เป็นยาเสพติดชนิดหนึ่ง
ภายในปี 2024 องค์การอนามัยโลก ระบุว่าบุคคลที่รักการช็อปปิ้งออนไลน์นั้นถือเป็นการติดยาเสพติดชนิดหนึ่งเลยทีเดียว เนื่องจากความก้าวหน้าทางธุรกิจดิจิทัลที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งเทคโนโลยีมีความสลับซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น นักการตลาดย่อมสามารถคาดการณ์สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการได้อย่างแม่นยำ ทำให้มีวิธีกำหนดราคาผลิตภัณฑ์และช่องทางในการเข้าถึงของผู้บริโภค ชิปปิ้งจีนก็ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำนี้ด้วยเช่นกัน
8. อารมณ์และความรู้สึกกลายเป็นแรงผลักดันต่อโฆษณา
ในปี 2024 Gartner ระบุว่า อารมณ์ความรู้สึกของผู้คนจะส่งผลต่อโฆษณาออนไลน์มากกว่าครึ่งหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด ด้วยวิวัฒนาการความฉลาดทางอารมณ์ของธุรกิจ AI ที่สามารถตรวจจับและทราบถึงภาวะอารมณ์ของผู้บริโภค จึงนำผลประมวลนี้มาใช้ในการออกแบบโฆษณาเพื่อนำไปสู่ยอดขายที่เพิ่มมากขึ้น
ปี 2025
9. เงินดิจิทัลมือถือเพิ่มขึ้น
ปี 2025 ผู้ใช้สมาร์ทโฟนกว่า 50% จะไม่มีบัญชีธนาคาร แต่จะมีบัญชีเงินดิจิทัลที่สามารถเข้าถึงบนสมาร์ทโฟนได้ ถือเป็นการตลาดและแพลตฟอร์มสื่อสังคมที่เริ่มสนับสนุนการเข้าถึงรหัสการชำระเงินออนไลน์ นอกจากนี้ บัญชีเงินดิจิทัลยังช่วยพัฒนาทางด้านการพาณิชย์และธุรกิจ E-Commerce เช่น ร้านค้าออนไลน์ ชิปปิ้งจีน ฯลฯ ควบคู่กันไปอีกด้วย
10. มีการถือกำเนิดของ Cryptocurrency บนมือถือ
Bitcoin เป็นสกุลเงินแรกของโลกที่ถูกเรียกว่า Cryptocurrency ซึ่ง Bitcoin ก็คือสกุลเงินในรูปของดิจิทัล ถูกสร้างขึ้นมาด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ Bitcoin ไม่มีรูปร่าง ไม่สามารถจับต้องได้เหมือนธนบัตรหรือเหรียญเงินบาท ในอนาคต จึงคาดการณ์กันว่าจะมีการจัดตั้ง Cryptocurrency เพื่อการใช้จ่ายจริงจังขึ้น และในอีก 6 ปีข้างหน้าหรือราวปี 2025 ผู้ใช้งานในโซนที่ไม่สามารถเข้าถึงธนาคารได้ จะมีโอกาสใช้จ่าย Cryptocurrency ผ่านทางมือถือแทน ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นแอฟริกา

ในอนาคตที่ใกล้เข้ามานี้ แน่นอนว่าระบบชิปปิ้งจีนต้องมีการตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา และปรับปรุงระบบ รวมถึงแพลตฟอร์มให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองต่อผู้บริโภคและรองรับการชำระเงินออนไลน์ ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีที่กล่าวมานั้นเกิดขึ้นแล้วบน Handshipping ซึ่งสามารถนำเข้าสินค้าจากจีนผ่านแพลตฟอร์มหรือแอปพลิชั่นบนมือถือได้อย่างสะดวกสบาย ซึ่งมีบริการชิปปิ้งให้เลือกอย่างหลากหลายเช่นกัน


ข้อมูลอ้างอิง : https://www.gartner.com/smarterwithgartner/gartner-top-strategic-predictions-for-2020-and-beyond/

https://handshipping.com/%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99-%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-10-%E0%B9%80/

วันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2562

จีนเตรียมออกเงินดิจิตอลของตนเอง





จีนเตรียมออกเงินดิจิตอลของตนเอง


ธนาคารกลางของจีน (People’s Bank of China :PBOC)  Central Bank of the People's Republic of China กำลังพัฒนาเงินดิจิตอลของตนเองขึ้นมา นับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน และจะเป็นคู่แข่งบนแพลตฟอร์ม Consumer Payment อื่นอย่างเช่น Alipay, WeChat 
ทีมค้นคว้าวิจัยของธนาคารกลางของจีนได้เริ่มวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาเงินดิจิตอลมาตั้งแต่     ปี 2014 และได้เริ่มประสบความสำเร็จ โดยได้ทดลองใช้งานต้นแบบเงินดิจิตอลที่พัฒนาขึ้นมาแล้ว นี่ทำให้การพัฒนาเงินดิจิตอลเพื่อใช้งานจริงใกล้ประสบความสำเร็จ และจะทำให้ธนาคารกลางของจีน เป็นธนาคารกลางแรกของโลก ที่สร้างเงินดิจิตอลขึ้นใช้ เป็นเงินดิจิตอลที่สามารถซื้อได้ทุกสิ่ง ตั้งแต่บะหมี่ไปจนถึงรถยนต์ และอื่นๆ 

ข้อดีของการใช้เงินดิจิตอล มีหลายประการเช่น ไม่ต้องใช้เงินจริงไม่ว่าจะเป็นธนบัตร หรือเหรียญ ในการซื้อสินค้าอีกต่อไป และไม่ต้องอาศัยตัวกลางอย่างเช่น บัตรเครดิต เดบิต ของธนาคารในการซื้อขายสินค้า ทำให้ลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการใช้คนกลาง ผู้ซื้อ ผู้ขาย สามารถซื้อขายสินค้าทางออนไลน์หรือแม้แต่ออฟไลน์ได้โดยตรง ด้วยเงินดิจิตอล 

สำหรับธนาคารกลางจีน ที่สร้างสกุลเงินดิจิตอลขึ้นนี้ จะส่งให้กับธนาคารต่างๆ ซึ่งผู้บริโภคสามารถ top up สกุลเงินจากตู้ฝาก-ถอนอัตโนมัติไปที่กระเป๋าเงินดิจิตอลของตนบนสมาร์ทโฟน และ Smart Devices อิ่นๆ ทำให้การซื้อชายสินค้าทำได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็น ทางออนไลน์หรือออฟไลน์ คือ การซื้อสินค้าจากร้านค้าทั่วไป 

นอกจากจีนแล้ว ยังมีอีกหลายประเทศ เช่น อินเดีย, แคนาดา, เนเธอร์แลนด์, สิงคโปร์ ก็มีความตั้งใจจะสร้างเงินดิจิตอลขึ้นมาใช้งานเช่นกัน สำหรับจีน การพัฒนาเงินดิจิตอลขึ้นมาใช้งานนั้น น่าจะสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวจีนมาก เพราะผู้บริโภคชาวจีนมีการใช้จ่ายเงินในการซื้อสินค้าด้วยเงินดิจิตอลในรูปแบบต่างๆอยู่แล้ว เช่น Alipay, WeChat และรวมไปถึง Bitcoin

สำหรับเงินดิจิตอลของจีนที่กำลังจะนำออกมาใช้งานนี้ พัฒนาขึ้นบนเทคโนโลยี Blockchain เช่นเดียวกับเงินดิจิตอล Bitcoin ที่โด่งดัง (เคยมีรายงานข่าวว่าคนจีนในประเทศจีนใช้เงินดิจิตอล Bitcoin มากที่สุดในโลก)

การประกาศการพัฒนาเงินดิจิตอลขึ้นใช้งานของธนาคารกลางจีนนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อธนาคารทั่วไปในจีน รวมถึงบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ Consumer Psyment อย่าง Alibaba (Alipay) และ Tencent (WeChat) ซึ่งทำให้ทั้งธนาคารและบริษัทเหล่านี้ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ใหม่ของธนาคารกลางจีนในเรื่องเงินดิจิตอล ซึ่งโดยศักยภาพของพวกเขา ย่อมทำได้แน่นอน เพราะทั้งธนาคารต่างๆในจีนและบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านั้นต่างก็มีเครื่องมือ มีเทคโนโลยีอยู่แล้ว

ผลกระทบอีกส่วนหนึ่งที่เกิดจากการสร้างระบบเงินดิจิตอลของธนาคารกลางจีนคือ เงินดิจิตอล Bitcoin นั่นเอง และดูเหมือน Bitcoin จะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ธนาคารกลางจีนต้องสร้างเงินดิจิตอลของตนเองขึ้นมาด้วย 

การที่คนจีนในประเทศจีนมีการใช้เงินดิจิตอล Bitcoin มากที่สุดในโลก (บางข้อมูลว่า 77 เปอร์เซนต์ของ เงิน Bitcoin ทั่วโลก ถูกใช้โดยคนจีนในประเทศจีน) ซึ่งภาวะการณ์เช่นนี้จะกระทบต่อเศรษฐกิจของจีนในระยะยาวแน่นอน   
ผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วคือ การใช้ เงิน Bitcoin ของคนจีนทำให้เงินทุนไหลออกนอกประเทศจีน ซึ่งปล่อยเวลานานไปไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจจีนอย่างแน่นอน

การสร้างเงินดิจิตอลของจี
นเองโดยธนาคารกลางจีน จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะสกัดรวมทั้งลดการใช้เงิน Bitcoin ของคนจีนในประเทศจีนลง รวมทั้งที่สุดแล้ว ให้คนจีนเปลี่ยนจากการใช้ Bitcoin มาใช้เงินดิจิตอลของจีนเองทั้งหมด  ถ้าธนาคารกลางจีนสามารถทำสำเร็จในเรื่องนี้ จะส่งผลกระทบต่อค่าเงิน Bitcoin อย่างมหาศาล และอาจจะทำให้ค่าเงิน Bitcoin ตกลงไปมาก (ปัจจุบันค่าเงินดิจิตอล Bitcoin กำลังสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากประมาณ 900 ดอลลาร์ต่อ 1 Bitcoin เมื่อปลายปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,190 ดอลลาร์แล้ว)

ดังนั้น เรื่องการสร้างระบบเงินดิจิตอลของตนเองของธนาคารกลางจีน จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ถ้าประสบความสำเร็จ แน่นอนว่า จะทำให้ธนาคารกลางของประเทศต่างๆทั่วโลก หันมาให้ความสำคัญกับการสร้างระบบเงินดิจิตอลของตนเองอย่างจริงจัง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดยุคของใช้เงินจริงที่เป็นเหรียญ และกระดาษที่เรารู้จักกันดี เงินในอนาคตจะเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของเลขฐานสอง คือ 0 กับ 1 เท่านั้น










ธนาคารกลางจีนกล่าวอย่างเป็นทางการว่าหยวนดิจิทัลจะแตกต่างจาก Bitcoin


สำนักข่าวจีน South China Morning Post รายงานเมื่อวันที่ 22 ธันวาคมว่าหัวหน้าสถาบันวิจัยสกุลเงินดิจิทัลที่ PBoC กล่าวว่าสกุลเงินดิจิทัลของจีนจะเป็นรูปแบบดิจิทัลของเงินหยวนโดยไม่มีการเก็งกำไรมูลค่าและไม่มีการสำรองของตะกร้าสกุลเงิน Mu อธิบาย:
สกุลเงินนี้ไม่ใช่เพื่อการเก็งกำไร มันแตกต่างจาก Bitcoin หรือโทเค็น (Token) ซึ่งสามารถใช้สำหรับการเก็งกำไรหรือต้องการการสนับสนุนตะกร้าสกุลเงิน
Mu ระบุว่าสกุลเงินดิจิทัลใหม่ของจีนจะดำเนินการในระบบ 2 ระดับโดยมี PBoC อยู่เหนือสุดและอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ในชั้นสองของระบบรวมศูนย์
PBoC เริ่มทดลองเพื่อจำกัดธุรกรรมเงินสดจำนวนมาก
ในเดือนพฤศจิกายนธนาคารประชาชนประกาศว่าจะดำเนินการนำร่องโดยมีข้อจำกัดในการทำธุรกรรมเงินสดขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีอายุ 2 ปีและจะดำเนินการตามขั้นตอนในมณฑลเหอเป่ยจังหวัดเจ้อเจียงและเมืองเซินเจิ้น
ในเดือนเดียวกัน Mu ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าจีนไม่ได้ทำสงครามด้วยเงินสดโดยการแนะนำสกุลเงินดิจิทัลของตนเอง ซึ่งปักกิ่งมุ่งมั่นในการสร้างสกุลเงินใหม่เพื่อส่งเสริมหยวนกระดาษ
ตัวนำร่องในโลกแห่งดิจิทัลหยวน
ในขณะเดียวกันธนาคารกลางจีนกำลังเร่งดำเนินการเปิดตัวโทเค็นดิจิทัลเพื่อท้าทายเงินเหรียญสหรัฐ เนื่องจากกำลังวางแผนที่จะทดสอบสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางก่อนสิ้นปี 2019 ภายใต้การจับตาของ PBoC ธนาคารใหญ่ 4 แห่งและผู้เข้าร่วมหลักทางเศรษฐกิจอย่าง China Telecom ที่จะรายงานการทดสอบการชำระเงินในสกุลเงินดิจิทัล
**********************************