แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Cryptocurrency แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Cryptocurrency แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมเสนอร่างสร้างเหรียญ Cryptocurrency เองเพื่อแข่งกับจีน


 รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมเสนอร่างสร้างเหรียญ Cryptocurrency เอง 
เพื่อแข่งกับจีนในวันพรุ่งนี้ (วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2020) 


  ดูเหมือนว่ารัฐบาลญี่ปุ่นนั้นจะเป็นผู้ตามหลังจีนในขณะนี้ เพื่อที่พวกเขาจะแน่ใจว่าจะไม่ล้าหลังในกระแส cryptocurrency โดยล่าสุดนั้นทางผู้ออกกฎหมายได้ออกมาประกาศว่าพวกเขานั้นเตรียมเผยร่างการออกเหรียญคริปโตของพวกเขาเองในวันศุกร์พรุ่งนี้ (7 กุมภาพันธ์ 2020) โดยเหรียญดังกล่าวนั้นจะอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารกลางแห่งประเทศญี่ปุ่น และจะเป็นเหรียญประเภท Central Bank Digital Currency (CBDC)




แข่งกับเงินดิจิทัลหยวนของจีน


รัฐบาลญี่ปุ่นนั้นเริ่มให้ความสนใจในการสร้างเหรียญ cryptocurrency ของตัวเองทันที      หลังจากที่ทางธนาคารกลางจีนนั้น ออกมาเผยถึงแผนการในการนำเอาเทคโนโลยี Blockchain นั้นมาสร้างเหรียญ digital Yuan เมื่อปีที่แล้ว โดยทางรัฐบาลญี่ปุ่นนั้นเชื่อว่าทางจีนกำลังเล็งที่จะท้าชนกับระบบตะกร้าเงินสำรองของโลกในปัจจบัน ซึ่งประกอบไปด้วยเงินดอลลาร์, ยูโร, ปอนด์ และเยน
หลายคนเชื่อว่าประเทศญี่ปุ่นนั้นมองจีนเป็นคู่แข่ง และพวกเขานั้นกลัวว่าเงินดิจิทัลหยวนนั้นหากมีประชาชนในประเทศจีนกว่า 1.4 พันล้านคนหันมาใช้มันจนหมดประเทศ มันจะกลายมาเป็นมาตรฐานด้านการเงินใหม่ในประเทศจีนทันที
ดังนั้นการเคลื่อนไหวของประเทศญี่ปุ่นในการออกมาสร้างเหรียญคริปโตของตัวเองนั้นก็เพื่อที่จะปกป้องความเป็นผู้นำด้านการเงินในเอเชีย และเพื่อปกป้องเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจของตัวเองด้วย
โดยอ้างอิงจากนาย Noriho Nakayama หรือหนึ่งในฝ่ายผู้ออกกฎหมายด้านการเงินในญี่ปุ่นนั้น ร่างที่จะถูกนำมาเสนอพรุ่งนี้จะช่วยปูทางในการให้หลาย ๆ ฝ่ายในประเทศออกมาใช้เหรียญคริปโตกันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่าทางรัฐบาลญี่ปุ่นนั้นจะเปิดตัวเหรียญ cryptocurrency ของพวกเขาเองในเร็ว ๆ นี้ตามที่หลาย ๆ คนคาดการณ์ไว้ เนื่องด้วยความท้าทายด้านเทคโนโลยี


By 
6 กุมภาพันธ์ 2020




https://siamblockchain.com/2020/02/06/japan-to-release-crypto-draft-tmr/

วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

'สกุลเงินดิจิทัล' ใกล้ตัวเราแค่ไหน?


 'สกุลเงินดิจิทัล' ใกล้ตัวเราแค่ไหน?

ครั้งที่แล้วได้คุยถึง "เงินดิจิทัล (digital money)" ในประเทศไทย เช่น เงินใน e-wallet บัตร 7-11 บัตรรถไฟฟ้า ไว้ว่าคนไทยเปิดรับทำให้เติบโตเร็วมาก วันนี้จึงอยากถือโอกาสชวนผู้อ่านคุยเรื่องต่อเนื่องเกี่ยวกับ "สกุลเงินดิจิทัล (digital currencies)" ว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวแค่ไหน

สกุลเงินดิจิทัล vs เงินดิจิทัล?
          ทั้งสองอย่างเหมือนกันตรงคำว่า "ดิจิทัล" ที่จับต้องไม่ได้ แต่มีตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ ความต่างคือ "เงินดิจิทัล" มีเงินสกุลท้องถิ่นหนุนหลัง เช่น ต้องนำเงินบาทมาชำระผู้ให้บริการ e-money ก่อนใช้ชำระค่าสินค้า จึงมีหน่วยเป็นเงินสกุลท้องถิ่นและมีมูลค่าแน่นอน
          "สกุลเงินดิจิทัล หรือ คริปโทเคอร์เรนซี (cryptocurrency)" เช่น บิทคอยน์ (Bitcoin) เป็นสกุลเงินใหม่ที่สร้างขึ้นจากกลไกคณิตศาสตร์ที่กำหนดจำนวนไว้จำกัด ต้องใช้ระบบคอมพิวเตอร์ถอดรหัสเพื่อนำเงินออกจากกลไก สกุลเงินใหม่นี้สร้างขึ้นเพื่อลดการรวมศูนย์ของระบบการชำระเงินผ่านสถาบันการเงินให้สามารถกระจายไปยังผู้ใช้ในเครือข่ายสกุลเงินนั้นๆ ได้ โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (blockchain) ติดตามการเคลื่อนไหวของเงินแม้จะไม่มีตัวกลางและสามารถป้องกันการปลอมแปลงได้ด้วย การชำระ/โอนเงินจึงอยู่แค่ภายในเครือข่าย ซึ่งมีข้อดีที่รวดเร็ว ต้นทุนต่ำ และปลอดภัย แต่ธนาคารกลางส่วนใหญ่ยังไม่รับรองว่าบรรดาคริปโทเคอร์เรนซีที่เอกชนสร้างขึ้นมา สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย คริปโทเคอร์เรนซีจึงทำหน้าที่ของเงินได้ไม่ครบ เพราะยังไม่เป็นสื่อกลางในการชำระเงินและไม่ถูกใช้เป็นหน่วยกำหนดราคาสิ่งของแถมมูลค่ายังผันผวนมาก แต่ถ้าเป็น "สกุลเงินดิจิทัลที่ธนาคารกลางออกใช้ (central bank digital currency: CBDC)" จะมีคุณสมบัติของเงินที่ครบถ้วนเพราะมีมูลค่าแน่นอนใช้แทนสกุลเงินท้องถิ่นได้ตามกฎหมาย

ทำไมสกุลเงินดิจิทัลจึงเริ่มเป็นที่สนใจ?
          ความนิยมใช้คริปโทเคอร์เรนซี อาจเห็นได้ชัดในประเทศที่คนไม่ค่อยเชื่อถือในเงินสกุลท้องถิ่นและไม่มั่นใจในเสถียรภาพระบบการเงินในประเทศ เช่น ประเทศเวเนซุเอลาที่ประสบวิกฤตเศรษฐกิจ เผชิญกับเงินเฟ้อสูงมากเกือบ 1 ล้านเปอร์เซ็นต์ในปี 2561 ทำให้เงินโบลีเวีย (Bolevar) ซึ่งเป็นสกุลเงินท้องถิ่นแทบไม่มีค่า คนจึงหนีภาวะเงินเฟ้อในสกุลเงินโบลีเวียและขาดความเชื่อมั่นในการบริหารของรัฐไปถือคริปโทเคอร์เรนซี แม้รัฐบาลจะออกสกุลเงินดิจิทัลแห่งชาติชื่อ "Petro coin" ที่หนุนหลังด้วยมูลค่าบ่อน้ำมันของรัฐ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จที่จะดึงให้คนกลับมาเชื่อถือในเงินของรัฐได้

สำหรับเงินสกุลดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDC) โดยทั่วไปจะออกเพื่อ 3 วัตถุประสงค์[1] คือ
(1) ไม่ให้เกิดการผูกขาดและลดความเสี่ยงในระบบการชำระเงินจากการพึ่งพาบริการทางการเงินภาคเอกชนมากไป ซึ่งมักเกิดกับประเทศที่คนไม่ค่อยใช้เงินสดแล้ว เช่น สวีเดนที่มีแผนจะออกสกุลเงิน e-krona
(2) ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพระบบการชำระเงิน
(3) เพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงิน ทั้งนี้แต่ละธนาคารกลางอาจกำหนดรูปแบบของ CBDC ต่างกัน โดยเฉพาะการให้ดอกเบี้ยบัญชีเงินฝาก CBDC ที่ธนาคารกลาง (interest-bearing) ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงเศรษฐกิจขาลง โดยลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากให้ติดลบได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ธนาคารกลางไม่สามารถทำได้ในสังคมใช้เงินสด เพราะคนสามารถเปลี่ยนไปถือเงินสดแทนการเก็บเงินไว้ในบัญชีเงินฝากแล้วถูกเก็บดอกเบี้ย

นอกจากนี้ 
รายงานสำรวจพบว่า ธนาคารกลางส่วนใหญ่ในโลกติดตามการใช้คริปโทเคอร์เรนซีของคนในประเทศอย่างใกล้ชิดและมีการศึกษา CBDC[2] เตรียมไว้เผื่อต้องออกใช้ แม้มีส่วนน้อยที่มีแผนจะออกใช้จริง โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคงและการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการชำระเงินเป็นอันดับแรก และมองเหตุผลด้านนโยบายการเงินเป็นเรื่องรอง
การใช้สกุลเงินดิจิทัลในประเทศไทย
          ปัจจุบันการใช้คริปโทเคอเรนซีในไทยเพื่อธุรกรรมชำระเงินยังมีจำกัด และเริ่มมีคนไทยที่ผลิตคริปโทสัญชาติไทยได้ เช่น Zcoin ส่วนนักลงทุนไทยเริ่มรู้จักคริปโทที่เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้ พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 โดยมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) กำกับดูแลการขึ้นทะเบียนของผู้ประกอบการซื้อขายคริปโทในไทย และเตือนผู้สนใจลงทุนในคริปโทว่ามีความเสี่ยงสูง ต้องมีความรู้และรับความเสี่ยงที่อาจสูญเงินลงทุนได้
          นอกจากนี้ ธปท. ได้เปิดตัวโครงการอินทนนท์ที่เป็นการทดสอบระบบการโอนเงินระหว่างสถาบันการเงินโดยใช้ CBDC จำลอง (wholesale CBDC) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงิน และเพิ่งรายงานผลการทดสอบระยะที่ 1 ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่งในการโอนเงินระหว่างกันและการบริหารสภาพคล่องในช่วงเดือนสิงหาคม 2561 - มกราคมปีนี้ พบว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนมีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการชำระเงินของไทย แต่การจะนำระบบนี้มาใช้งานจริงต้องใช้เวลาทดสอบขีดความสามารถและศึกษาผลกระทบเพิ่มเติม พร้อมประกาศเตรียมทดสอบระยะที่ 2 ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์นี้
          ถึงตอนนี้คงพอบอกได้ว่าสกุลเงินดิจิทัลเริ่มใกล้ตัวคนไทยมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่มองว่าเป็นทางเลือกในการลงทุนและกล้ารับความเสี่ยง ส่วน ธปท. เริ่มเห็นประโยชน์จาก wholesale CBDC ในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการชำระเงินระหว่างสถาบันการเงิน แต่การออก CBDC ให้ประชาชนใช้อาจยังดูไกลตัว ตราบใดที่การใช้คริปโทยังไม่สร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงิน รวมถึงคนไทยยังมั่นใจในการใช้สกุลเงินบาท และความมั่นคงในระบบการชำระเงินของประเทศอยู่
--------------------------------------------------------------
บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล 
ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

โดย..นางสาวฐิติมา ชูเชิด
ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

https://www.bot.or.th/Thai/ResearchAndPublications/articles/Pages/Article_01Feb2019.aspx



วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

บิทคอยน์ ราชาแห่ง Cryptocurrency

บิทคอยน์ ราชาแห่ง Cryptocurrency


บิทคอยน์ คือสกุลเงินดิจิตอลตัวแรกที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ จนทำให้ทุกคนเข้าใจไปว่า บิทคอยน์ คือทั้งหมดของเงินสกุลดิจิตอล ความจริงแล้วเป็นเพียง “ตัวพ่อ” แห่ง Crypto Currency เท่านั้น โดยเริ่มกำเนิดขึ้นในปี 2008 โดยบุคคลที่อ้างว่าชื่อ Satoshi Nakamoto แต่ถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีใครได้พบตัวเป็นๆของเขาเสียที และมีบุคคลมากมายที่กล่าวอ้างว่าเขาคือผู้สร้าง บิทคอยน์
ช่วงเวลาที่ บิทคอยน์ เกิดขึ้นมา โลกกำลังเกิดวิกฤติ Sub Prime ตลาดหุ้นทั่วโลกถูกเทขายอย่างหนัก คนบางกลุ่มที่ไม่เชื่อมั่นในระบบการเงินแบบเดิมๆจึงมีความคิดที่จะสร้างสกุลเงินดิจิทัลขึ้นมาแทนที่เงินแบบเดิมหรือ Fiat Currency ซึ่งจะพิมพ์แบงก์หรือธนบัตรออกมาได้จะต้องมีสินทรัพย์รองรับ เช่น ทองคำหรือทุนสำรองระหว่างประเทศ ส่วนประเทศไทยใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศเป็น Backup พิมพ์แบงก์) 
แต่ชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่าง สหรัฐฯ ยูโรโซน รวมถึงญี่ปุ่น ต่างแหกกฎที่ตัวเองกำหนดขึ้นด้วยการพิมพ์เงินออกมาในระบบอย่างไม่มีข้อจำกัด ผ่านนโยบายที่เรียกว่า QE เป็นที่มาที่ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าอย่างหนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก่อนจะกลับมาแข็งค่าหลังเลิกทำ QE นี่คือสาเหตุที่ทำให้เกิดสกุลเงินดิจิทัลที่ไม่อ้างอิงกับระบบการเงินดั้งเดิมขึ้น
ผู้ที่มีคำถามว่า บิทคอยน์ หรือ Crypto Currency มีความน่าเชื่อถือเพียงใด เอาสิ่งใดมาเป็นหลักประกัน คงต้องย้อนถามกลับไปว่าแล้วเงินดอลลาร์สหรัฐฯในเวลานี้มีความน่าเชื่อถือเพียงใด? เพราะพิมพ์ออกมาได้อย่างไม่จำกัดเพียงแค่กรอกตัวเลขลงไปว่าจะพิมพ์แบงก์ออกมาเท่าไร โดยไม่สนใจว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ 
ผู้ที่สนใจเทรดหรือใช้งานบิทคอยน์อยู่ในวันนี้ อาจเรียกได้ว่ามีความเชื่อว่าวันหนึ่งระบบการเงินของโลกจะเปลี่ยนแปลงไป เงินดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงสกุลอื่นๆ  จะหมดความสำคัญลงและเงินสกุลดิจิทัลจะมาแทนที่
ถ้าจะนิยามบทบาทของ บิทคอยน์ ในฐานะของการเป็นเทวา ต้องบอกว่าบิทคอยน์จะเป็นสกุลเงินที่มีอิสระในตัวเอง ไม่มีใครหรือหน่วยงานใดมาแทรกแซงได้ แบบที่ธนาคารกลางทั่วโลกควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ยังสามารถนำมาใช้จ่ายในระบบออนไลน์รวมถึงโอนให้กันได้อย่างสะดวก แทบจะไม่มีต้นทุนค่าธรรมเนียมใดๆ เพราะไม่มีตัวกลางอย่างธนาคารมาเกี่ยวข้อง โดยสามารถทำธุรกรรมผ่านเครือข่ายที่เรียกว่า บล็อกเชน
ส่วนในฐานะของการเป็นซาตาน ปัจจุบันต้องยอมรับว่าราคา Bitcoin ยังไม่มีความเสถียรพอในการที่จะเป็นสกุลเงินหลัก การปรับตัวขึ้นลงในระดับเลขสองหลัก ถือว่ามีความผันผวนสูงกว่าอัตราแลกเปลี่ยนทั่วไปที่ผันแปรเพียงแค่ 1-2%  ต่อวัน และผู้ถือBitcoin ส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่มเทรดเดอร์ที่ต้องการเก็งกำไรมากกว่าจะถือเพื่อใช้งานจริง ยังไม่นับอาชญากรรมไซเบอร์ที่มีการแฮค Bitcoin ให้เห็นกันอยู่
เวลาที่พูดถึง Crypto Currency ทุกคนมักต้องพูดถึงชื่อของ Bitcoin ขึ้นมาเป็นอันดับแรก เผลอๆจะรู้จักอยู่สกุลเดียวเสียด้วยซ้ำ ทั้งที่จริงแล้วในโลกนี้มี Crypto Currency อีกจำนวนมาก แต่ Bitcoin ก็ยังเป็นตัวพ่อของบรรดาเหรียญดิจิทัลทั้งหมดอยู่ดี นั่นเป็นเพราะเวลานี้ Bitcoin มีสถานะที่ “ใกล้เคียง” กับการเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนระหว่างเงินและสินค้าได้ดีที่สุด เห็นได้จากร้านค้าที่รับชำระด้วยเงินดิจิทัลส่วนใหญ่จะอ้าแขนรับ Bitcoin
อธิบายให้ง่ายที่สุด ให้มองว่า Bitcoin คือ ทองคำ ในยุคดิจิทัล นั่นเอง และทองคำคือสิ่งที่นำมาใช้แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการได้ดีที่สุดในประวัติศาสตร์การเงินของโลก จนกระทั่งถูกแทนที่ด้วย Fiat Currency หรือธนบัตร เหรียญเงิน ในปัจจุบัน โดยทองคำถูกลดความสำคัญในการเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนลง ก็เพราะธนาคารกลางหลักๆของโลกอย่าง สหรัฐฯ ยุโรปและญี่ปุ่น พิมพ์เงินออกมาด้วยตัวเอง โดยไม่ใช้ทองคำมาเป็น Backup อีกแล้ว 

ทำความรู้จัก เงินดิจิตอล (Cryptocurrency)

ทำความรู้จัก เงินดิจิตอล (Cryptocurrency)


สกุลเงินดิจิทัลหรือ CryptoCurrency ถือเป็นนวัตรกรรมใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นบนโลกประมาณปี 2008 หรือสิบปีที่ผ่านมา โดยเริ่มจากสกุลแรกก็คือ Bitcoin ก่อนจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจนเพิ่มเป็นพันกว่าสกุลในช่วงที่กระแสตื่นตัวมากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการระดมทุนที่เรียกว่า ICO (Initial Coin Offering)
หากสงสัยว่า Crypto Currency ต่างจากสินค้าการลงทุนอื่นอย่างไร เรามาทำความรู้จักสินค้าการลงทุนที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันก่อน อย่างเช่น อัตราแลกเปลี่ยน (Forex) ก็คือสกุลเงินของแต่ละประเทศที่ซื้อขายกันเป็นคู่ เช่น USD/EUR USD/JPY หรือทองคำ ก็เป็นสินทรัพย์ที่ทั่วโลกยอมรับในการแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้ หรือน้ำมันก็เป็นแหล่งพลังงานที่ใช้ราคาซื้อขายเดียวกันทั่วโลก 
แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ถูกสร้างขึ้นโดยมีตัวกลางหรือผู้ควบคุมดูแลราคา อย่างเช่นอัตราแลกเปลี่ยนจะถูกควบคุมราคาโดยธนาคารกลางของแต่ละชาติ บางประเทศสามารถควบคุมดีมานด์ซัพพลายได้ เช่น ธนาคารกลางสหรัฐฯที่สามารถพิมพ์ธนบัตรได้เอง หรือราคาน้ำมันที่มีกลุ่มโอเปคควบคุมดูแล (หรือเป็นเจ้ามือเอง)  
        “แต่สำหรับ CryptoCurrency เป็นสินค้าการลงทุนที่เกิดขึ้นมาโดยกำจัดตัวกลางหรือผู้ควบคุมดูแลออกไป ภายใต้คอนเซบท์กระจายศูนย์กลางหรือ Decentralize” 
พูดง่ายๆคือ Crypto Currency ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มดิจิทัลผ่านเทคโนโลยีที่เรียกว่า Blockchain ทุกคนสามารถซื้อขายและเป็นเจ้าของได้ผ่านแพลตฟอร์มที่เรียกว่า Exchange (ทำหน้าที่คล้ายตลาดกลางซื้อขาย  แต่ไม่ได้ควบคุมราคาและดีมานด์ซัพพลาย)
ส่วน Crypto Currency ที่เกิดจากการระดมทุนด้วย ICO มีคุณค่าในตัวเองด้วยลักษณะการนำไปใช้งานเหมือนกับหุ้นที่มีคุณค่าในตัวเองด้วยรูปแบบธุรกิจ
แม้หน้าที่ของ Crypto Currency จะมีประโยชน์ในเชิงการใช้งาน แต่ต้องยอมรับว่าในช่วงปี 2017 ที่ผ่านมา CryptoCurrency ถูกยกให้เป็นสินค้าการลงทุนอย่างหนึ่งด้วยรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาที่มีความผันผวนสูงเหมาะกับการเก็งกำไร

รูปแบบการลงทุนใน Crypto Currency มีหลายรูปแบบ เช่น 
Crypto Currency จึงเป็นสินค้าที่ไม่มีตัวตนที่เป็น Physical (จับต้องไม่ได้) แต่มีคุณค่าในตัวเองในแง่ของคุณประโยชน์ในการนำไปใช้งาน เช่น Bitcoin มีคุณค่าในการที่จะใช้จ่ายแทนเงิน ,Etherium มีคุณค่าในการนำไปใช้สร้าง Smart Contract, Ripple มีคุณค่าในการใช้เป็นสื่อกลางในการโอนเงิน ฯลฯ 
หนึ่ง..ลงทุนในตลาดแรกผ่าน ICO คล้ายกันการลงทุนในหุ้น IPO 
สอง..ลงทุนผ่านตลาดรองหรือซื้อขายผ่าน Exchange ในกรณีที่เราไม่ได้ลงทุนผ่านตลาดแรก
สาม..ลงทุนด้วยการขุด (Mining)
ปัจจุบันได้มีนักลงทุนจำนวนมากทั้งรายบุคคลและสถาบันเข้ามาในตลาด Crypto Currency มากขึ้น ได้เกิดเศรษฐีหน้าใหม่ขึ้นจำนวนมาก แต่ขณะเดียวกันก็มีผู้ที่เสียหายจำนวนมากด้วยเช่นกัน ผู้ที่สนใจลงทุนจึงควรศึกษาหาความรู้อย่างรอบด้าน โอกาสที่จะสร้างผลกำไรก็จะมีสูงขึ้น

วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2563

ชิปปิ้งจีน แนวโน้มของ 10 เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกในปี 2020-2025




ชิปปิ้งจีน กับการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี AI ไปจนถึงการใช้เงินสกุล Bitcoinหรือคริปโตเคอเรนซี(Cyptocurrency)
และการช็อปปิ้งออนไลน์

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้ชีวิตของเราและความหมายของการเป็นมนุษย์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายสารสนเทศ (CIOs) และผู้นำด้านไอที (IT Leader) จะต้องช่วยกันให้องค์กรของพวกเขาปรับตัวให้ทันในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้

Gartner องค์กรที่มักติดตามเทรนด์และจัดลำดับเทคโนโลยีในหลายแง่มุม มีการคาดการณ์ออกมาใหม่ถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นใน 2020-2025 เราจึงขอนำมาสรุปเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ดังต่อไปนี้
ปี 2023
1. BYOD จะกลายเป็น BYOE
ในปี 2023 องค์กรด้านไอที 30% จะขยายนโยบาย BYOD (Bring your Own Device หรือการนำเอาอุปกรณ์ไอทีส่วนตัวมาใช้ในที่ทำงาน) ให้กลายเป็น BYOE หรือ Bring your Own Enhancement เพื่อเอามาช่วยเสริมกับแรงงานมนุษย์ที่เพิ่มมากขึ้น สำหรับเทคโนโลยีที่พอจะเป็นรูปเป็นร่างของ BYOE ในปัจจุบัน เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมเหมืองแร่ มีการใช้เครื่องมือเพื่อเพิ่มพูนความปลอดภัยให้กับผู้ปฏิบัติงาน เมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้น องค์กรต่างๆ จะเริ่มพิจารณาถึงการใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ และเชื่อกันว่าในอนาคต จะมีการต่อยอดเพิ่มขึ้นในอีกหลายด้าน
2. การเข้าถึงของ AI เพิ่มสูงขึ้น
ภายในปี 2023 จำนวนคนพิการที่มีงานทำจะเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า เนื่องจาก AI และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ เข้ามาช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึง อาทิ ในญี่ปุ่นร้านอาหาร ได้สำรวจเทคโนโลยีหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้พนักงานที่เป็นอัมพาต สามารถทำงานกับพนักงานเสิร์ฟหุ่นยนต์จากระยะไกลได้ นอกจากนี้ได้มีการผสมผสานรวมกันของเทคโนโลยีเครื่องอ่านอักษรเบลล์กับระบบการจองสำหรับพนักงานตาบอด เป็นต้น
3. กิจกรรมของคนทั่วโลก 40% จะถูกติดตามจาก IoB
ในปี 2023 ว่ากันว่า กิจกรรมส่วนบุคคลจะถูกติดตามแบบดิจิทัล ซึ่ง พฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ต’  (Internet of Behavior หรือ IoB) ของแต่ละบุคคลนั้น สามารถบ่งบอกพฤติกรรมของผู้ใช้งานในรูปแบบดิจิทัลได้ และข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำมาใช้เพื่อวัดคุณค่าในการให้บริการ แต่ก็มีประเด็นที่น่าห่วงตรงที่ จริยธรรมในการใช้ข้อมูลจะเป็นอย่างไรต่อไปในวันข้างหน้า
4. แอปพลิเคชั่นธุรกิจสำหรับพนักงาน
ในปี 2023 จำนวน 40% ของแรงงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์การใช้แอปพลิเคชั่นทางธุรกิจ จะถูกกำหนดให้มีการใช้ซอฟต์แวร์ที่สอดคล้องกับฟังก์ชั่นของงานได้อย่างเหมาะสมและเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากทุกวันนี้ องค์กรสร้างแอปพลิเคชั่นให้พนักงานทุกคนเหมือนๆ กันโดยไม่ได้คำนึงถึงหน้าที่ความรับผิดชอบ
5. G7 สร้างการกำกับดูแลของ AI
ภายในปี 2023 สมาคมที่กำกับดูแลของ AI จะได้รับการก่อตั้งขึ้นอย่างน้อย 4 ประเทศในกลุ่มของ G7 (หรือกลุ่มชาติผู้นำอุตสาหกรรมหลักของโลก ซึ่งมีทั้งหมด 7 ประเทศ) เนื่องจากเทคโนโลยี AI มีความเสี่ยงอย่างชัดเจน ในหลายประเทศยักษ์ใหญ่ จึงตระหนักและมองเห็นความสำคัญของการร่างกฎหมายหรือมาตรการควบคุมอย่างจริงจังกับความผิดพลาดของ AI ให้เป็นไปตามหลักจริยธรรมที่ควรจะเป็น
6. ระบบโครงข่ายข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีธุรกรรม ที่รับรองความถูกต้องของข้อมูล
ปี 2023  Gartner เชื่อว่า 30% ของเนื้อหาข่าวสารและวิดีโอ จะถูกพิสูจน์ความจริงได้จากโครงข่ายข้อมูลหรือ Blockchain เนื่องจากในหลายศตวรรษที่ผ่านมา มีข่าวปลอมเกิดขึ้นมากมายอย่างต่อเนื่องและข้อมูลเหล่านี้ ถูกแพร่กระจายอออกไปอย่างรวดเร็วบนสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้มีอัตราการบิดเบือนข้อมูลสูงมาก นอกจากนี้ ข่าวสารบนเทคโนโลยีดั้งเดิมจะถูกนำไปใช้ในการสร้างเสียงปลอมและวิดีโอ อย่างไรก็ตาม องค์กรและรัฐบาลกำลังหันไปใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยจัดการกับข่าวปลอม โดยใช้ Blockchain เพื่อรับรองความถูกต้องของการถ่ายภาพข่าวและวิดีโอ
ปี 2024
7. การช็อปปิ้งออนไลน์เป็นยาเสพติดชนิดหนึ่ง
ภายในปี 2024 องค์การอนามัยโลก ระบุว่าบุคคลที่รักการช็อปปิ้งออนไลน์นั้นถือเป็นการติดยาเสพติดชนิดหนึ่งเลยทีเดียว เนื่องจากความก้าวหน้าทางธุรกิจดิจิทัลที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งเทคโนโลยีมีความสลับซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น นักการตลาดย่อมสามารถคาดการณ์สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการได้อย่างแม่นยำ ทำให้มีวิธีกำหนดราคาผลิตภัณฑ์และช่องทางในการเข้าถึงของผู้บริโภค ชิปปิ้งจีนก็ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำนี้ด้วยเช่นกัน
8. อารมณ์และความรู้สึกกลายเป็นแรงผลักดันต่อโฆษณา
ในปี 2024 Gartner ระบุว่า อารมณ์ความรู้สึกของผู้คนจะส่งผลต่อโฆษณาออนไลน์มากกว่าครึ่งหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด ด้วยวิวัฒนาการความฉลาดทางอารมณ์ของธุรกิจ AI ที่สามารถตรวจจับและทราบถึงภาวะอารมณ์ของผู้บริโภค จึงนำผลประมวลนี้มาใช้ในการออกแบบโฆษณาเพื่อนำไปสู่ยอดขายที่เพิ่มมากขึ้น
ปี 2025
9. เงินดิจิทัลมือถือเพิ่มขึ้น
ปี 2025 ผู้ใช้สมาร์ทโฟนกว่า 50% จะไม่มีบัญชีธนาคาร แต่จะมีบัญชีเงินดิจิทัลที่สามารถเข้าถึงบนสมาร์ทโฟนได้ ถือเป็นการตลาดและแพลตฟอร์มสื่อสังคมที่เริ่มสนับสนุนการเข้าถึงรหัสการชำระเงินออนไลน์ นอกจากนี้ บัญชีเงินดิจิทัลยังช่วยพัฒนาทางด้านการพาณิชย์และธุรกิจ E-Commerce เช่น ร้านค้าออนไลน์ ชิปปิ้งจีน ฯลฯ ควบคู่กันไปอีกด้วย
10. มีการถือกำเนิดของ Cryptocurrency บนมือถือ
Bitcoin เป็นสกุลเงินแรกของโลกที่ถูกเรียกว่า Cryptocurrency ซึ่ง Bitcoin ก็คือสกุลเงินในรูปของดิจิทัล ถูกสร้างขึ้นมาด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ Bitcoin ไม่มีรูปร่าง ไม่สามารถจับต้องได้เหมือนธนบัตรหรือเหรียญเงินบาท ในอนาคต จึงคาดการณ์กันว่าจะมีการจัดตั้ง Cryptocurrency เพื่อการใช้จ่ายจริงจังขึ้น และในอีก 6 ปีข้างหน้าหรือราวปี 2025 ผู้ใช้งานในโซนที่ไม่สามารถเข้าถึงธนาคารได้ จะมีโอกาสใช้จ่าย Cryptocurrency ผ่านทางมือถือแทน ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นแอฟริกา

ในอนาคตที่ใกล้เข้ามานี้ แน่นอนว่าระบบชิปปิ้งจีนต้องมีการตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา และปรับปรุงระบบ รวมถึงแพลตฟอร์มให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองต่อผู้บริโภคและรองรับการชำระเงินออนไลน์ ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีที่กล่าวมานั้นเกิดขึ้นแล้วบน Handshipping ซึ่งสามารถนำเข้าสินค้าจากจีนผ่านแพลตฟอร์มหรือแอปพลิชั่นบนมือถือได้อย่างสะดวกสบาย ซึ่งมีบริการชิปปิ้งให้เลือกอย่างหลากหลายเช่นกัน


ข้อมูลอ้างอิง : https://www.gartner.com/smarterwithgartner/gartner-top-strategic-predictions-for-2020-and-beyond/

https://handshipping.com/%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99-%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-10-%E0%B9%80/

Top 5 Blockchain Trend in 2020




Top 5 Blockchain Trend in 2020

ต่อจากบทความที่แล้วว่า บล็อกเชน เกี่ยวอะไร ยังไงกับชีวิตเรา ซึ่งผมอยากจะบอกว่าในปี 2020 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่สำคัญของเทคโนโลยีบล็อกเชน เพราะเราอยู่ในจุดที่เรียกว่าเทคโนโลยีมีความพร้อม เหลือเพียงแค่การใช้งานที่จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และจะกระทบคนทั่วไปได้มากแค่ไหนเท่านั้น
 
ผมจึงขออนุญาตสรุปแนวโน้มสำคัญ
ของเทคโนโลยีบล็อกเชนและคริปโตเคอร์เรนซี
ออกเป็น
5 เรื่องหลักๆ นะครับ
 
เรื่องที่ 1 Federated Blockchain
Federated Blockchain หรือที่หลายคนเรียกว่า Consortium Blockchain คือการพัฒนาไปอีกขั้นของ Private Blockchain ซึ่งใน Private Blockchain นั้นเป็นการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ภายในบริษัท เพื่อจุดประสงค์หลักในการลดค่าใช้จ่ายในการปฎิบัติงานในบริษัทเท่านั้น แต่ Federated Blockchain จะเป็นการพัฒนาเพื่อนำมาใช้ในกลุ่มบริษัท แบ่งปันข้อมูลบางส่วนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และผู้ที่จะเข้ามาร่วมในกลุ่มจะต้องได้รับอนุญาตจากกลุ่มเท่านั้น ซึ่งต่างจาก Public Blockchain ที่ข้อมูลทุกอย่างจะถูกแบ่งให้กับใครก็ได้ที่มาร่วม ตัวอย่างของ Federated Blockchain นั้นเริ่มมีให้เห็นในหลากลุ่มอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น
กลุ่มของ MarcoPolo Network ที่เป็นการรวมกลุ่มของสถาบันการเงิน 17 บริษัท เพื่อลดขั้นตอนในการดำเนินงานและเพิ่มความโปร่งใสในด้านการบริการธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ หรือ Trade Finance

กลุ่มของ B3i ที่เป็นการรวมกลุ่มของบริษัทประกันภัยกว่า 40 บริษัททั่วโลกโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ และลดปัญหาในการถ่ายโอนความเสี่ยงของบริษัทในอุตสาหกรรมประกันภัย

กลุ่มของ IBM Food Trust ที่เป็นการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรมอาหารตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของอาหารแต่ละชนิด

กลุ่ม BCI ของเมืองไทย ที่เกิดจากความร่วมมือของธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย 22 แห่ง เพื่อให้บริการหนังสือค้ำประกันบนเทคโนโลยีบล็อกเชน โดยมีเป้าหมายในการลดขั้นตอนการทำงานและเปลี่ยนความยุ่งยากในกระบวนการรับส่งเอกสารไปมาให้ง่ายขึ้นกว่าเดิม
 
เรื่องที่ 2 Blockchain as a Service (BaaS)
เทคโนโลยีบล็อกเชนจะไม่ไกลตัวอีกต่อไป เพราะจะมีผู้ให้บริการรายใหญ่ทั่วโลกให้บริการบล็อกเชนแบบพร้อมใช้ โดยบริการ BaaS นี้จะเป็นส่วนเชื่อมระหว่างบล็อกเชนแพลตฟอร์มต่างๆ และบริษัทหรือนักพัฒนาที่ต้องการใช้บล็อกเชน โดยไม่ต้องไปเสียเวลาในการเรียนรู้ใหม่ตั้งแต่ต้น จะทำให้นักพัฒนาสามารถต่อยอดเพื่อสร้างบล็อกเชนแอปพลิเคชันได้อย่างง่ายดายผ่าน Cloud Service ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวกระตุ้นสำคัญให้เกิดการใช้งานบล็อกเชนในวงกว้างผ่านแต่ละบริษัท ปัจจุบันผู้ให้บริการ BaaS รายใหญ่ๆ ได้แก่ Microsoft Azure, Amazon Web Services (AWS), IBM Cloud, Oracle Blockchain และ VMWare

เรื่่องที่ 3 ยุคทองของ Stable Coin
Stable Coin คือ เหรียญหรือ Token อีกรูปแบบของคริปโตเคอเรนซีโดยใช้บล็อกเชนที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาความผันผวนของราคา และจะมีราคาคงที่โดยที่แต่ละเหรียญจะมีการอ้างอิงกับสินทรัพย์บางประเภท เพื่อให้ราคาคงที่ เหมาะสำหรับนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ในปัจจุบันได้มี Stable Coin อยู่แล้วหลายเหรียญ ไม่ว่าจะเป็น Tether ซึ่งเป็นเหรียญที่อ้างอิงกับ US Dollar หรือเหรียญ JPM Coin ของ JP Morgan บริษัททางการเงินชื่อดังที่นำมาใช้ภายใน Ecosystem ของตัวเอง แต่อย่างไรก็ตามในปี 2020 จะมี Stable Coin เด่นๆ ที่มีแผนจะออกมาอีก คือ

Central Bank Digital Currency (CBDC) หรือเหรียญดิจิทัลที่จะออกโดยธนาคารของแต่ละประเทศ ซึ่งในปีที่ผ่านมา The Bank of International Settlements (BIS) ได้มีการทำการสำรวจและพบว่า มากกว่า 63 ธนาคารกลางทั่วโลก ได้มีการทำการทดลองและพิจารณาที่จะออก CBDC โดยประเทศที่โดดเด่นที่สุดก็หนีไม่พ้นประเทศจีน ที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ได้มีการประกาศแล้วว่า จีนจะเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนของโลก และมีความคาดหวังว่า Chinese Digital Currency Electronic Payment (DCEP) ที่เป็นองค์กรที่ดูแลโดยตรงของจีน จะประกาศใช้งานเงินดิจิทัลของจีนผ่านแพล็ตฟอร์มชื่อดังของจีน ไม่ว่าจะเป็น Alipay หรือ Wechat ที่มีคนใช้อยู่แล้วหลายร้อยล้านคน โดยเหรียญดิจิทัลของรัฐบาลกลางนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถตรวจสอบที่มาที่ไป การใช้จ่ายของคนได้ดียิ่งขึ้นในแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อนบนเงินแบบกระดาษ

Libra อีกหนึ่งเหรียญที่น่าตื่นตาตื่นใจ ที่ถึงแม้จะมีแรงต้านจากหลายๆ ส่วน รวมถึงการถอนตัวของหุ้นส่วนหลักๆ หลายราย แต่ด้วยจำนวนผู้ใช้งานของ Facebook กว่า 4 พันล้านคนทั่วโลก ทำให้เหรียญ Libra ยังเป็นที่น่าจับตามอง และน่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ Facebook สามารถขยายฐานลูกค้าได้เพิ่มมากขึ้นอีก รวมถึงนำเสนอบริการทางการเงินให้กับสมาชิกของ Facebook ทั่วโลกในแบบที่ธนาคารแบบปกติได้แต่มองตาปริบๆ

Stable Coin จากผู้ให้บริการระดับโลกเหล่านี้ จะเป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้คนทั่วโลกได้เข้ามาใช้งานดิจิทัลเคอเรนซี และจะก่อให้เกิดการใช้งานใหม่ๆ อีกมากมาย ถือเป็นหนึ่งในจุดสำคัญของประวัติศาสตร์ระดับเดียวกับที่ Netscape เคยทำให้คนทั่วโลกสามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้อย่างสะดวกสบายเลยทีเดียว
 
เรื่องที่ 4 การพัฒนาครั้งสำคัญของ Bitcoin และ Ethereum
การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ 2 เหรียญหลักของคริปโตเคอร์เรนซี เริ่มจาก Lightning network ซึ่งเป็นการพัฒนา layer 2 ของบิตคอยน์เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและลดค่าธรรมเนียมในการโอนเหรียญซึ่งเป็นปัญหาหลักในการใช้งานของบิตคอยน์ โดยใช้การทำงานนอกเชนหลัก ก็เริ่มมีการใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ และน่าจะเห็นแอปพลิเคชันหรือการใช้งานใหม่ๆ มากขึ้นในปี 2020 นี้

และในปี 2020 ก็จะเกิด Bitcoin halving ที่จะลดจำนวนผลตอบแทนจากการขุดลงครึ่งหนึ่งตามแผนงานที่วางไว้ ซึ่งจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงด้านราคาที่น่าจับตามอง

ในส่วนของ Ethereum เหรียญคริปโตเคอร์เรนซีที่ประกาศแผนงานของ Etheruem 2.0 ที่จะเปลี่ยนวิธีการ Consensus หรือการยืนยันธุรกรรมจาก Proof of Work ที่เสียพลังงานมากในการแข่งขันเพื่อได้รับค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรม ไปใช้ Proof of Stake ที่เป็นการแบ่งค่าธรรมเนียมแทน รวมถึงการพัฒนาระบบให้มีการใช้งานได้รวดเร็วยิ่งขึันอีกและลดค่าธรรมเนียมลง ซึ่งตามแผนงานก็จะเริ่มได้เห็นความก้าวหน้าในปี 2020 นี้

ซึ่งการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของทั้งสองเชนนี้ก็จะเป็นการเพิ่มความมั่นใจต่อผู้ถือเหรียญ ผู้ใช้งาน และผู้พัฒนาแอปพลิเคชันที่ได้มีการสร้างต่อยอดอีกมากมาย และถือเป็นระบบนิเวศน์ทางด้านบล็อกเชนที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก
 
เรื่องที่ 5 Defi และ Open Finance
เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้เพราะถือเป็นคลื่นลูกใหม่ของวงการคริปโตเคอร์เรนซีในปลายปี2019 ที่ผ่านมา คือ Defi หรือ Decentralized Finance ซึ่งเป็นระบบการให้บริการทางการเงินรูปแบบใหม่แบบไร้คนกลางโดยใช้ความสามารถของ Smart Contract ที่สามารถกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ได้ล่วงหน้าบน Public Blockchain ซึ่งสามารถตรวจสอบได้และไม่จำเป็นต้องมีคนกลางหรือพนักงานมาจัดการ รวมถึงเป็นการให้บริการได้แบบ 24/7 และสามารถทำงานได้ทันทีทั่วโลก เป็น Open Finance หรือการเงินระบบเปิดแบบไร้คนกลางอย่างแท้จริง โดย Defi แรกๆ ที่เริ่มเป็นที่รู้จัก คือ ระบบกู้ยืมแบบ Peer 2 Peer บนคริปโตเคอร์เรนซีที่สามารถให้คนมาปล่อยกู้และรับดอกเบี้ย ซึ่งส่วนใหญ่จะได้ดอกเบี้ยมากกว่าธนาคารในปัจจุบัน และมีความเสี่ยงน้อยมาก เพราะผู้กู้จะต้องนำหลักทรัพย์หรือคริปโตเคอร์เรนซีมาค้ำประกัน และได้เงินกู้ในจำนวนที่ต่ำกว่าสิ่งที่นำมาค้ำ

การเติบโตของ Defi ดูได้จากคริปโตเคอร์เรนซีที่ถูกล็อคไว้เพื่อนำมาค้ำประกัน ซึ่งในวันที่ 3 มกราคม 2563 มีจำนวนมากถึง 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลจาก https://defipulse.com/) และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวไปเรื่อยๆ ตัวอย่างของ Defi ที่ให้บริการกู้ยืมหลักๆได้แก่ MakerDAO, Compound Finance, Instadapp เป็นต้น ซึ่งถึงแม้จะเป็นตัวเลขไม่มากเมื่อเทียบกับภาพใหญ่ของวงการเงินระดับโลก แต่ก็ทำให้เราเริ่มเห็นแนวโน้มสำคัญกับธุรกิจการเงินรูปแบบใหม่ที่จะมาแทนรูปแบบที่เราเคยชินในอนาคตอันใกล้

จากแนวโน้มของเทคโนโลยีบล็อกเชนที่กล่าวมา ปี 2020 ถือเป็นปีสำคัญที่เราจะเริ่มเห็นการใช้งานในรูปแบบต่างๆ ของบล็อกเชนมากขึ้นเรื่อยๆ และไปได้ไกลกว่าเงินดิจิทัลหรือคริปโตเคอร์เรนซีที่เราเห็นก่อนหน้า เทคโนโลยีจะเริ่มวิ่งใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ แบบไม่เคยเป็นมาก่อน ทุกธุรกิจและชีวิตประจำวันของเราจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ความคิดความเข้าใจแบบเดิมๆ จะเริ่มถูกปรับเปลี่ยน มาร่วมสังเกตการณ์และเตรียมความพร้อมร่วมกันนะครับ

สวัสดีปีใหม่ 2020 ครับ.
โดย วรพจน์ ธาราศิริสกุล
:CTO บริษัท เจเวนเจอร์ส จำกัด
8 มกราคม 2563


วันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563

ธนาคารกลางจีนรายงาน..การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของรัฐบาลกำลังเป็นไปอย่างราบรื่น


ธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีน People’s Bank of China (PBoC)
รายงานว่า การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัล   ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล

“กำลังดำเนินไปได้อย่างราบรื่น”


ธนาคารออกแถลงการณ์ในระหว่างการประชุมที่จัดขึ้นในกรุงปักกิ่ง
ตั้งแต่วันที่ 2-3 มกราคม 2020 ตามข่าวประชาสัมพันธ์ที่เผยแพร่
เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2020

จีนได้ทุ่มเทเวลากว่า 5 ปี ในการวิจัยและพัฒนาระบบให้กับสกุลเงินดิจิทัล
ของธนาคารกลาง (CBDC) ที่กำลังจะมาถึง
ด้วยรูปแบบที่แตกต่างจาก decentralized cryptocurrency อื่น ๆ –
เพราะ CBDC ของจีนจะถูกควบคุมโดย PBoC

ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น PBoC ได้แถลงสั้น ๆ เกี่ยวกับความคืบหน้าว่า “เราจะดำเนินการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลตามกฎหมายอย่างต่อเนื่องในปี 2020″ ธนาคารกลางกล่าว
ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า เมืองแรกที่ PBOC จะเปิดทดสอบการสกุลเงินดิจิทัลของตนในเมืองเซินเจิ้นและซูโจว และกำลังจะเป็นธนาคารกลางแห่งแรกของโลกที่ออกเงินดิจิทัล  ด้วยการเป็นพันธมิตรกับธนาคารพาณิชย์ 4 แห่ง และบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคม 3 แห่ง
*************************  


(ข่าวต้นฉบับ)

China’s digital currency ‘progressing smoothly,’ says central bank

The People’s Bank of China (PBoC), the country’s central bank, has said that its digital currency is “progressing smoothly.”
The development was announced by the central bank at its annual work conference held in Beijing last week. The PBoC, however, did not announce the launch date yet.
“We will continue to steadily advance the development of legal digital currencies” in 2020, said the central bank.
China's digital currency has been in the works for at least five years, with the PBoC having started the initiative in 2014. The much-anticipated digital yuan will be first distributed to commercial banks and then users and businesses can register digital wallets with these commercial banks, the PBoC stated recently.
The first cities to pilot digital currency will reportedly be Shenzhen and Suzhou. The PBOC is said to have partnered with seven state-owned commercial banks and telecoms - the Industrial and Commercial Bank of China, Bank of China, China Construction Bank and the Agricultural Bank of China, China Telecom, China Mobile and China Unicom - to roll out the test.

China Enacts Crypto Law in Run-Up to State Digital Currency Debut


JAN 01, 2020

China has formally implemented a law governing cryptographic password management as part of its pre-release plans for its central bank digital currency (CBDC).
As English-language news media outlet China Money Network reported on Jan. 1, the latest regulations have become legally binding following their unveiling in October last year.

Crypto security paves way for CBDC

As Cointelegraph reported, the Standing Committee of the 13th National People's Congress in China passed the crypto law on Oct. 26. It divides passwords at large into three distinct categories — passwords, common passwords, and commercial passwords — and aims to facilitate China’s transition to blockchain technology: 
“In order to prevent data from being tampered with, it is necessary to protect each data with a password. The development of blockchain technology can not be separated from the progress of cryptography technology,” China Money Network wrote referencing a report from Japanese media outlet Japan Economic News.

The central bank’s tests are ongoing

China has not yet set a formal release date for its CBDC, which will be the first state-backed cryptocurrency on the world stage. 
Late last year, the People’s Bank of China (PBoC) confirmed it would start live testing of the currency with select banks before 2020 began.
Beijing’s sudden public praise of blockchain more broadly sparked a wave of enthusiasm that ricocheted across cryptocurrency markets. Bitcoin (BTC) rose, while China-based altcoins delivered considerable growth over a short period. 
At the same time, state-controlled media stressed that the endorsement was not tantamount to authorities slackening the strict ban on cryptocurrency trading in place since September 2017.
Cointelegraph published a retrospective on China’s cryptocurrency policy this weekend.