แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จีนมหาอำนาจโลก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จีนมหาอำนาจโลก แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

รัฐบาลปักกิ่ง เปิดตัวแอปพลิเคชันของรัฐบาลกว่า 140 รายการ ที่ทำงานบน Blockchain

รัฐบาลปักกิ่ง เปิดตัวแอปพลิเคชันของรัฐบาลกว่า 140 รายการ ที่ทำงานบน Blockchain

จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่ามีแอปพลิเคชันบริการของรัฐบาลกว่า 140 รายการที่ทำงานอยู่ใน Blockchain โดยแอปพลิเคชันเหล่านี้แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ : “การแบ่งปันและแลกเปลี่ยนข้อมูล”, “การประมวลผลความร่วมกันทางธุรกิจ” และ “ใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์และการจัดเก็บใบรับรอง” ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบกล่าวว่า:
“Blockchain เป็นความก้าวหน้าในการแบ่งปันข้อมูล ซึ่งทำได้ยากในวิธีการแบบดั้งเดิม [… ] ‘การจัดเก็บใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์’ หมายความว่าใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์จะถูกจัดเก็บไว้ใน chain และช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและการตรวจสอบประสิทธิภาพ.”
ตัวอย่างเช่น ระบบ blockchain สำหรับการลงทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ 11 หน่วยงานของภาครัฐ รวมไปถึง คณะกรรมการการเคหะและการพัฒนาชนบท , สำนักงานภาษี , สำนักความมั่นคงสาธารณะ โดยเจ้าหน้าที่กล่าวว่า:
“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการจดทะเบียนอสังหาริมทรัพย์และจัดเก็บข้อมูลจะทำการจัดเก็บข้อมูลลงใน blockchain เพื่อรับรองความน่าเชื่อถือของใบอนุญาตอิเล็กทรอนิกส์ [… ] และเพื่อกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ” 
ก่อนหน้านี้ จีนกำลังมองหาการใช้เทคโนโลยี blockchain เพื่อส่งเสริมการแบ่งปันข้อมูลระหว่างสถาบันการแพทย์ท่ามกลางการระบาดของโรคในอนาคต แต่รัฐบาลท้องถิ่นของจีนก็กำลังเผชิญกับความท้าทายในการใช้แอพพลิเคชั่น blockchain เช่นกัน เนื่องจากผู้มีส่วนได้เสียบางคนไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

อดีตประธานหลักทรัพย์จีนกล่าวว่า “หยวนดิจิตอล” จะปูทางไปสู่การถือกำเนิดของ “หุ้นดิจิตอล”

อดีตประธานหลักทรัพย์จีนกล่าวว่า “หยวนดิจิตอล” จะปูทางไปสู่การถือกำเนิดของ “หุ้นดิจิตอล”

Xiao Gang อดีตประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์จีนกล่าวในหนังสือเล่มล่าสุดของเขา เกี่ยวกับการปฏิรูปตลาดทุนจีนว่า การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) อย่าง “หยวนดิจิตอล” จะเป็นการปูทางไปสู่การถือกำเนิดของ “หุ้นดิจิตอล”
หุ้นและสกุลเงิน เป็นหน่วยที่แยกต่างหากในระบบการเงินแบบดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม สกุลเงินดิจิทัลที่ใช้ระบบ Blockchain จะช่วยลบขอบเขตระหว่างทั้งสองลง และเพิ่มความเป็นไปได้ใหม่ ๆ โดย Xiao Gang กล่าวเสริมว่า “หุ้นดิจิตอล จะเป็นผลิตภัณฑ์ของสกุลเงินดิจิทัลในอนาคต”
นอกจากนี้อดีตประธานยังเชื่อว่า สกุลเงินดิจิทัลจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการเงินดิจิทัลในอนาคต: 
“สกุลเงินดิจิทัลจะส่งผลกระทบและมีอิทธิพลต่อการออกสกุลเงิน ,ปริมาณหมุนเวียน , settlement , ราคาสินทรัพย์ , การซื้อขายสินทรัพย์ และระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินทั้งในประเทศและทั่วทุกภูมิภาคต่าง ๆ ” 
ตามรายงานก่อนหน้านี้ Xiao Gang เคยให้ความเห็นว่า จีนกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจดิจิทัลและต้องมีการปรับปรุงกฎระเบียบให้เหมาะสมสำหรับตลาด crypto ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
อ้างอิง : LINK

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2563

“หยวนดิจิตอล” ในมุมมองของคนจีน…พวกเค้าคิดอย่างไร ตื่นเต้นเหมือนเราหรือไม่?

“หยวนดิจิตอล” ในมุมมองของคนจีน…พวกเค้าคิดอย่างไร ตื่นเต้นเหมือนเราหรือไม่? 

มิถุนายน 13, 2020
ข่าวการเปิดตัว “หยวนดิจิตอล” หรือ DCEP นั้น เป็นที่พูดถึงไปทั่วโลก ผู้คนในชุมชน Crypto ต่างถกกันถึงประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับผลกระทบกันมากมาย แล้วในมุมมองของชาวจีนล่ะ พวกเค้าคิดเห็นอย่างไรกันบ้าง ?
เว็บไซต์ decrypt ได้รายงานเกี่ยวกับเรื่องของ “หยวนดิจิตอล” จากการพูดคุยกับพลเมืองจีนจากทั่วประเทศไว้ว่า
“[DCEP] จะช่วยยกระดับสังคมไร้เงินสดในปัจจุบัน ในขณะที่ก็จะช่วยรักษาสถานะของเงินสดในรูปแบบ cryptocurrency” Lim Wei Ming ผู้จัดการท้องถิ่นของเครือโรงแรมแชงกรีล่าในเซินเจิ้นกล่าว
ขณะที่ content manager  จากบริษัทอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีนกล่าวว่า เธอคุ้นเคยกับการชำระเงินด้วย WeChat Pay ไปแล้ว ดังนั้นเธอคงไม่เปลี่ยนไปใช้อย่างอื่น
“แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่า DCEP จะส่งเสริมตัวเองอย่างไรในอนาคต” Zhang Fan ที่อาศัยอยู่ในกรุงปักกิ่งกล่าว และปฏิเสธที่จะระบุถึงบริษัทของเธอ
ในประเทศจีน การชำระเงินผ่านมือถือด้วยแอพเช่น WeChat Pay ของ Tencent และ Alipay ของอาลีบาบา นั้นมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยที่คนส่วนใหญ่จะใช้โทรศัพท์มือถือในการสแกน QR code ณ จุดขาย ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งนี้ทำให้เงินสดแทบไม่จำเป็นอีกต่อไป แม้แต่ขอทานบนถนนในประเทศจีนก็ยังมี QR code ที่พิมพ์ออกมาเพื่อขอเงินจากเรา นอกจากนี้ บัตรเครดิตก็ไม่ได้รับความนิยมเช่นกัน เนื่องจากค่าธรรมเนียมที่สูงสำหรับการทำธุรกรรม
“ในประเทศจีน การมาของ Alipay และ WeChat Pay ทำให้สังคมไร้เงินสดแทบจะกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตของคนจีนไปแล้ว ดังนั้นพวกเค้าจะไม่รังเกียจ DCEP” Lim Wei Ming ผู้จัดการโรงแรมแชงกรีล่ากล่าวต่อ
ทางด้าน Da Lin เจ้าของร้านวิดีโอเกมก็ไม่ได้มีการใช้เงินสดที่ร้านค้าในเซินเจิ้นของเขามา 3 ปี แล้ว “สำหรับธุรกิจอย่างพวกเรา เราไม่ต้องการเงินสดเพราะมันง่ายกว่า แถมตอนนี้ก็แทบจะไม่มีใครใช้เงินสดกันแล้ว” 
แต่เมื่อถามความเห็นของเธอเกี่ยวกับหยวนดิจิตอล Da Lin ยักไหล่และตอบว่า “หากมันเป็นการชำระเงินเหมือนกัน ก็เท่ากับหยวนดิจิตอลก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางการชำระเงิน”
“มันไม่สำคัญว่าหยวนดิจิตอลจะมาทำให้เราดีขึ้นหรือแย่ลง เพราะตอนนี้ WeChat, Alipay หรือวิธีการชำระเงินอื่น ๆ มันก็ครอบคลุมแทบจะทุกพื้นที่ และทุกแง่มุมในชีวิตของเราไปหมดแล้ว” Da Lin กล่าวต่อ

คุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ของ DCEP

“มันก็มีโอกาสเล็กน้อยที่วันนึง Tencent หรือ Alipay จะเกิดระบบล่ม ซึ่งนั่นก็อาจเพิ่มความต้องการ DCEP ได้เล็กน้อย” Zhiguo He ศาสตราจารย์ด้านการเงินจาก University of Chicago Booth School of Business กล่าว
แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่อาจไม่ได้สังเกตเห็นความแตกต่างของ DCEP กับวิธีการชำระเงินที่พวกเค้าใช้กันอยู่  “แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยจากมุมมองของผู้ใช้งาน แต่จากมุมมองของการกำกับดูแลของธนาคารกลาง สิ่งนี้คือรูปแบบทางการเงินในอนาคตของทั้งการชำระเงิน , การดำเนินธุรกิจ และการกำกับดูแลในสังคม ฯลฯ นี่เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา” Xu Yuan รองศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง กล่าวกับสำนักข่าว CCTV
“การทำธุรกรรมทางดิจิทัล แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคน และเป็นเรื่องธรรมดาที่คนจะเริ่มใช้มันตราบใดที่พวกเขามีแอพของธนาคาร” อย่างไรก็ตาม ยังมีบางคนที่มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของโลกที่ไม่มีเงินสด
“ถ้าเราเก็บเงินสดไว้ในธนาคาร เราก็สามารถถอนเงินสดออกจากธนาคารได้ แต่ถ้าเงินสดกลายเป็นอิเล็คทรอนิกส์ไปหมด มันก็จะง่ายสำหรับคนที่จะขโมยมันผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ใช่ไหม” Mary Zheng ครูสอนวรรณคดีจีนในกวางโจวกล่าว 

ความเป็นส่วนตัว?

ในขณะที่สังคมกำลังกลายเป็นสังคมไร้เงินสดมากขึ้นเรื่อย ๆ แนวโน้มที่ DCEP จะได้รับการยอมรับก็มีมากขึ้นด้วยเช่นกัน รวมถึงผู้คนก็อาจสูญเสียทางเลือกในการทำธุรกรรมโดยไม่ระบุตัวตนมากขึ้นตามไปด้วย
เช่นเดียวกับสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางหลายแห่ง  หยวนดิจิตอลของจีนก็เป็นการทำให้รัฐบาลกลางสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการเฝ้าระวังการฟอกเงิน การต่อต้านการก่อการร้ายทางการเงิน และผลประโยชน์ในการป้องกันอาชญากรรมอื่น ๆ แต่ก็อาจหมายถึงการสูญเสียความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้อย่างมากเมื่อเทียบกับการใช้เงินสด
“หยวนดิจิตอล อาจทำให้ชีวิตของผู้ใช้ทั่วไปมีความโปร่งใสมากขึ้น แต่มันก็ง่ายขึ้นกับรัฐบาลด้วยเช่นกันในการเข้าถึงข้อมูล แต่คนทั่วไปจะไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำได้” Grace Li นักเรียนจากแผ่นดินใหญ่ ที่ศึกษาด้านการเงินและเศรษฐกิจที่มหาวิทยาลัยฮ่องกงกล่าว
ชาวจีนจำนวนมาก มีมองมุมมองของความเป็นส่วนตัวที่แตกต่างกันไป
“นอกประเทศจีน ฉันเห็นด้วยว่าประเด็นความเป็นส่วนตัวเป็นประเด็นที่ควรอภิปราย” นักเศรษฐศาสตร์ของ Chicago Booth กล่าว แต่เขาเสริมว่า “แต่สำหรับคนจีน ความเป็นส่วนตัวมีความหมายแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่คนตะวันตกคิด”
“ไม่มีอะไรที่เป็นความลับเมื่อคุณใช้แพลตฟอร์ม [มือถือ] เพื่อชำระเงิน เนื่องจากพวกเขามีการวิเคราะห์เพื่อติดตามพฤติกรรมของคุณ” Wei Ming ผู้จัดการโรงแรมแชงกรีล่ากล่าวต่อ  “การสแกนอะไรบางอย่างบนเว็บไซต์ของรัฐบาล นั่นก็เท่ากับว่าคุณได้ถูกติดตามแล้ว”
ขณะที่ชาวจีนอย่าง Da Lin เชื่อว่า คนที่ปฏิบัติตัวถูกต้องตามกฎหมายไม่ควรกลัวหรือกังวลสิ่งใด “ สกุลเงินดิจิทัลสามารถถูกติดตามและตรวจสอบได้ในประเทศจีน ฉันคิดว่าความเป็นส่วนตัวไม่สำคัญเพราะฉันใช้ [เงิน] ไปตามปกติ” Da Lin ผู้จัดการร้านวิดีโอเกมกล่าว
เอาล่ะครับ นี่ก็เป็นความเห็นคร่าว ๆ ของชาวจีนบางส่วน สุดท้ายแล้วไม่ว่าคนจีนจะมองอย่างไร แต่หยวนดิจิตอลก็จะเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเค้าอย่างแน่นอน
อ้างอิง : LINK

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ลิบรา 2.0 VS ดิจิทัลหยวน อนาคตการเงินและบิตคอยน์ จากท็อป จิรายุส(ตอน1-2)





ลิบรา 2.0 VS ดิจิทัลหยวน อนาคตการเงินและบิตคอยน์

จาก ท็อป จิรายุส (ตอน 1)


New Normal ของโลกการเงินในอนาคตจะเป็นอย่างไร
เงินดิจิทัลมีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร
จะสามารถมาช่วยพัฒนาระบบการเงินดั้งเดิมในปัจจุบันได้อย่างไร  
เคน นครินทร์ คุยกับ จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา
ผู้ก่อตั้งเว็บซื้อ-ขายเงินดิจิทัล Bitkub.com    
สามารถฟังพอดแคสต์ The Secret Sauce
ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ที่คุณสะดวกหรือใช้อยู่แล้วได้


ลิบรา 2.0 VS ดิจิทัลหยวน อนาคตการเงินและบิตคอยน์

จาก ท็อป จิรายุส (ตอน 2)ไขข้อข้องใจ ลิบรา 2.0, ดิจิทัลหยวน, 

บิตคอยน์ฮาล์ฟวิ่ง คืออะไร 
ความรู้สามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร
 เพื่อให้รู้เท่าทันอนาคตการเงินที่จะเกิดขึ้น   
เคน นครินทร์ คุยกับ จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา 
ผู้ก่อตั้งเว็บซื้อ-ขายเงินดิจิทัล Bitkub.com       
สามารถฟังพอดแคสต์ The Secret Sauce 
ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ที่คุณสะดวกหรือใชอยู่แล้วได้


[เปิดฟังคลิปได้ที่นี่]





วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

เปิดฟ้าส่องโลก : DCEP ทำให้ทรัมป์ร้อนรนจนไหม้

เปิดฟ้าส่องโลก : DCEP ทำให้ทรัมป์ร้อนรนจนไหม้

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย19 พ.ค. 2563 05:01 น.

จีนยังไม่ให้คนต่างชาติเข้าประเทศแม้จะมีวีซ่าครอบครัวก็ตาม ทำให้นักธุรกิจชาวไทยที่มีธุรกิจในจีนหลายคนต้องตกค้างอยู่ในเมืองไทย แต่หลายธุรกิจก็ยังดำเนินไปได้โดยไม่เสียหาย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนจีนไม่ใช้เงินสดในการจับจ่ายใช้สอย จึงเกิดการทุจริตได้ยาก
ยกตัวอย่างธุรกิจภัตตาคาร ฝ่ายจัดซื้อซื้อวัตถุดิบได้แล้วก็วีแชตมาบอกให้เจ้าของซึ่งอยู่ในไทยโอนเงินจ่ายค่าสินค้า ลูกค้าทานอาหารเสร็จก็จ่ายค่าอาหารผ่านคิวอาร์โค้ด หลังโควิด-19 ธุรกิจในจีนก็ยังดำเนินไปได้อย่างราบรื่น เจ้าของภัตตาคารที่อยู่ในประเทศไทยสามารถเห็นลูกค้ายืนหน้าร้าน เข้าไปนั่งทานในร้าน เห็นเมนูที่ลูกค้าสั่ง และทราบวัตถุดิบที่จะหมดผ่านระบบออนไลน์ เสมือนนั่งสั่งการจากภัตตาคารในประเทศจีน และหลายธุรกิจก็ทำในลักษณะเดียวกัน
อนาคตอันใกล้ จีนจะใช้ DCEP ทั้งประเทศ DCEP ย่อมาจาก Digital Currency Electronic Payment หรือเงินหยวนดิจิทัล ขณะนี้ ธนาคารกลางจีนทดลองใช้ DCEP ในเซินเจิ้น ซูโจว เฉินตู และเซียงอัน ธนาคารกลางจีนใช้เทคโนโลยีรวมการทำธุรกรรมทางการเงิน DCEP ไว้ที่ธนาคารกลางจีนเพียงแห่งเดียว ไม่ได้กระจายศูนย์แบบเดียวกับระบบบล็อกเชน
ตอนนี้กำลังจะมีการออกเงินหยวนดิจิทัลมากถึง 1 ล้านล้านหยวน เป็นเงินไทยก็คือ 4.5 ล้านล้านบาท นี่เป็นส่วนหนึ่งของเงินที่จะถูกเก็บในสมาร์ทโฟนของคนจีน การใช้จ่ายเงินต้องจ่ายผ่านคิวอาร์โค้ดและข้อมูลการใช้จ่ายจะถูกเก็บไว้ที่ธนาคารกลาง รัฐบาลจีนจะเป็นประเทศแรกในโลกที่รู้ว่าเงินสกุลของตนอยู่กับใครที่ไหนบ้าง เคยใช้จ่ายในด้านใด และจะต้องเก็บภาษีเท่าใด
จีนเป็นแห่งแรกของโลกที่ประกาศใช้สกุลเงินของตนเองผ่านช่องทางดิจิทัล ตอนนี้ธุรกิจทุกอย่างในจีนขานรับ DCEP ผู้คน 1,400 ล้านจะจ่ายภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ขาดแม้แต่หยวนเดียว ผู้อ่านท่านลองหลับตาจินตนาการนึกถึงเม็ดเงินมากมายมหาศาลที่จะมาใช้พัฒนาประเทศในทุกด้าน สาธารณรัฐประชาชนจีนจะเจริญชนิดพุ่งกระฉูดส่งตูดจัมโบ้อย่างที่เราคาดไม่ถึง
โลกตะวันตกสบประมาทว่า DCEP จะแป้ก ขอเรียนว่าไม่แป้กครับ แม้แต่บริษัทต่างชาติที่ทำธุรกิจกับจีนตอนนี้ก็หันมาปรับระบบของตัวให้รองรับ DCEP กันแล้ว DCEP ไม่ผันผวนขึ้นๆ ลงๆ อย่างน่าหวาดเสียวเหมือนเงินสกุลดิจิทัลอื่น หยวนกับหยวนดิจิทัลมีมูลค่าเท่ากัน
DCEP ใช้ได้กับทุกแอปพลิเคชันของทุกธนาคาร คนที่ไม่มีบัญชีธนาคารก็สามารถใช้ผ่านแอปกระเป๋าเงินหรือ wallet ได้ทั้งอาลีเพย์ วีแชตเพย์ หรือร้านค้าที่รองรับได้ทั้งหมด อินเตอร์เน็ตล่มก็สามารถโอนผ่าน NFC เพียงแค่เอามือถือ 2 เครื่องมาจ่อใกล้กันก็ใช้โอนเงินได้แล้ว
โควิด-19 ทำให้ผู้คนระมัดระวังตัวมากขึ้น เพราะไม่รู้ว่าเชื้อโรคจะอยู่บนธนบัตรหรือเหรียญบ้างหรือเปล่า แม้เงินหยวนธนบัตรจะยังมีใช้กันอยู่ แต่ตอนนี้ก็ลดบทบาทลงไปเยอะมาก อีกไม่นานก็คงจะหายไป รัฐบาลจีนลดค่าใช้จ่ายในการผลิตธนบัตร
DCEP คือการตัดตัวกลางในการทำธุรกรรม อย่างธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินต่างๆ เงินจะวิ่งตรงจากผู้ซื้อไปที่ผู้ขาย DCEP ทำให้การโอนเงินข้ามประเทศรวดเร็วและประหยัด ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการโอน
จีนจะเป็นประเทศแรกที่แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างตรงจุดที่สุด รัฐบาลจะรู้การใช้จ่ายของประชาชนจนสามารถออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการใช้เงินได้อย่างถูกต้อง
ตอนนี้ รัฐบาลจีนทดลองจ่ายเงินเดือนข้าราชการด้วย DCEP แล้ว ข้าราชการและครอบครัวใดใช้เงินเกินที่ตัวเองได้รับ ก็สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นเงินหรือไม่ อีกไม่กี่ปีข้างหน้า 70 ประเทศทั่วโลกตามโครงการเส้นทางสายไหมใหม่ของจีน จะหันมาใช้ DCEP ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่า DCEP จะกลายมาเป็นสกุลเงินหลักที่ทั่วโลกใช้งานแทนดอลลาร์
สิ่งที่ทำให้ทรัมป์ร้อนรนจนไหม้คือ DCEP.

ภาพจากอินเทอร์เน็ต

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

เงินหยวนดิจิทัลตีแสกหน้าแบงก์จีน

เงินหยวนดิจิทัลตีแสกหน้าแบงก์จีน

13 พ.ค. 2563 08:44 น.


นายมาณพ เสงี่ยมบุตร รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน China Business ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การประกาศเริ่มใช้เงินหยวนดิจิทัลของจีน น่าจะเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่สำคัญที่สุดหลังจากเหตุการณ์โรคระบาด โดยเงินหยวนดิจิทัลนี้ไม่ใช่สกุลใหม่ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของเงินหยวนปกติ ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินนโยบายการเงิน ตลอดจนมีส่วนช่วยในการปราบปรามการทุจริต

ในระยะยาวอาจเป็นตัวเสริมความเป็นสากลของเงินหยวน อีกทั้งเงินหยวนดิจิทัลมีคุณสมบัติและวัตถุประสงค์ที่ตรงกันข้ามกับสกุลเงินดิจิทัลหรือ cryptocurrency อื่นๆ และเมื่อพิจารณาถึงผลต่อภาคธุรกิจ คาดว่าธนาคารพาณิชย์จีนน่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะเงินดิจิทัลนี้ให้ลดทอนบทบาทธนาคารพาณิชย์ในการทำหน้าที่เป็นตัวส่งต่อกลไกราคา อีกทั้งความต้องการใช้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ อาจลดลง


“เงินหยวนดิจิทัลมีความต่างจากกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากเงินหยวนดิจิทัลจะถูกเก็บอยู่ในมือถือของประชาชนโดยตรง การใช้จ่ายทำผ่านระบบ NFC ก็คือเอาโทรศัพท์มือถือมาแตะกัน จึงให้ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลสูงกว่าสำหรับประชาชนทั่วไป เพราะข้อมูลการใช้จ่ายจะถูกจัดเก็บรวมกันที่ธนาคารกลาง ไม่กระจายอยู่ที่บริษัทเอกชน และสิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้ในภาคธุรกิจคือ เมื่อมีการใช้เงินหยวนดิจิทัลในวงกว้าง ธุรกิจร้านค้าอาจถูกติดตามเรื่องการเสียภาษีได้ง่ายขึ้น”
ทั้งนี้ในมุมมองของไทยพาณิชย์ สิ่งที่ต้องจับตามองอย่างมาก คือเมืองสงอัน ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงปักกิ่ง เพราะรัฐบาลจีนจะผลักดันให้เป็นเมืองอัจฉริยะแห่งอนาคต ในส่วนของกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Apple Pay, AliPay และ WeChat นั้น รัฐบาลจีนออกกฎชัดว่าต้องสามารถรองรับการใช้งานของเงินหยวนดิจิทัลได้ ซึ่งน่าจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การใช้งานแพร่หลายอย่างรวดเร็ว สำหรับแนวคิดของเงินหยวนดิจิทัลนั้นอยู่ตรงกันข้ามกับ cryptocurrency เช่น bitcoin หรือ stable coin เช่น Libra และยังเป็นการสกัดกั้น cryptocurrency อีกด้วย 


เนื่องจากเงินหยวนดิจิทัลมีลักษณะ 3 ประการ
1. มีกฎหมายรองรับและไม่ใช่เงินสกุลใหม่
2. มีลักษณะรวมศูนย์: เงินหยวนดิจิทัลไม่อิงกับเทคโนโลยี blockchain มีลักษณะการจัดเก็บแบบรวมศูนย์มาที่ธนาคารกลาง คือธนาคารกลางสามารถรู้ข้อมูลการเคลื่อนไหวตลอดจนสถานะของผู้ถือ
3. มีดอกเบี้ย แต่ในขั้นทดลองนี้ยังไม่มีการกำหนดดอกเบี้ย
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจไทยควรจับตาแนวโน้มระยะยาว ว่าความคล่องตัวของเงินหยวนดิจิทัลจะมีส่วนผลักดันให้เงินหยวนมีความเป็นสากลมากขึ้นหรือไม่เพียงใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขั้นตอนการโอนเงินเข้าออกประเทศจีนเพื่อชำระสินค้าค่าบริการและการลงทุน ตลอดจนการเพิ่มน้ำหนักของเงินหยวนในเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของประเทศต่างๆ ซึ่งมีผลต่อเนื่องกับอัตราแลกเปลี่ยน.

ขอบคุณแหล่งข้อมูล
https://www.thairath.co.th/news/business/finance-banking/1842831?fbclid=IwAR0k68HPW7IieK5GbiGNEzX_Bu-qzYX3YCK408pt6rCpXySJNBSA42myvWI

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

รู้จัก ‘หยวนดิจิทัล’ จุดเปลี่ยนเงินกระดาษสู่เงินดิจิทัล และความท้าทายของจีนในการชิงบัลลังก์สกุลเงินหลักของโลกแทนดอลลาร์สหรัฐ

  •    08.05.2020
    HIGHLIGHTS
  • 🔻จีนคลอด ‘หยวนดิจิทัล’ สู่ขั้นทดลองใช้ใน 4 เมืองใหญ่ ซึ่งเป็นเงินดิจิทัลแห่งชาติที่จีนหมายมั่นจะนำมาแทนที่เงินสดทั้งหมดในประเทศ 
  • 🔻นักวิเคราะห์มองว่าหยวนดิจิทัลอาจสั่นคลอนสถานะของดอลลาร์สหรัฐที่ครองความเป็นเจ้าสกุลเงินของโลกมานานหลายทศวรรษ
  • 🔻การทำธุรกรรมด้วยเงินดิจิทัลจะเป็นโอกาสดีของจีนในการเพิ่มบทบาทและทำให้ทั่วโลกหันมาใช้เงินหยวนกันแพร่หลายมากขึ้นในเวทีการค้าระหว่างประเทศ โดยช่วยเปิดทางให้ธุรกิจต่างชาติสามารถทำข้อตกลงการค้าโดยที่ไม่ต้องใช้เงินดอลลาร์ ซึ่งลดความเสี่ยงเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนและมีต้นทุนต่ำกว่า
  • 🔻การเปลี่ยนรูปแบบจากเงินกระดาษมาเป็นดิจิทัลเป็นมากกว่าสัญญาณว่าถึงเวลาของยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวแล้ว โดยจีนกำลังสร้างทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการควบคุมการทูตเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21 ด้วยการกำหนดมาตรฐานสำหรับระบบเงินตราดิจิทัล
ในขณะที่หลายประเทศกำลังสาละวนกับการแก้วิกฤตโควิด-19 ในประเทศ ณ มุมหนึ่งของโลก จีนได้ผลักดันนวัตกรรมทางการเงินอย่าง ‘หยวนดิจิทัล’ ออกมาอย่างเงียบๆ ตามแผนที่ประกาศไว้ โดยได้เริ่มทดลองใช้ใน 4 เมืองใหญ่ ซึ่งนับเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจชาติแรกของโลกที่พัฒนาเงินดิจิทัลแห่งชาติออกมาอย่างเป็นรูปธรรมสู่เป้าหมายการใช้แทนเงินสดทั้งหมดในอนาคต และเป็นก้าวย่างที่สำคัญสู่การช่วงชิงส่วนแบ่งในตลาดและท้าทายอำนาจครอบงำของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ 

หลายคนยังสงสัยว่า ‘หยวนดิจิทัล’ (Digital Yuan) คืออะไร ทำงานอย่างไร คล้ายคริปโตเคอร์เรนซีหรือสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ที่เราเคยได้ยินกันจนคุ้นหูหรือไม่ และจีนจริงจังแค่ไหนกับการพัฒนาเงินดิจิทัลแห่งชาตินี้ หาคำตอบได้จากบทความนี้

หยวนดิจิทัลคืออะไร
แตกต่างจากคริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ อย่างบิตคอยน์ที่คนควบคุมกติกาไม่ใช่รัฐบาล แต่หยวนดิจิทัลซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Central Bank Digital Currency (CBDC) หรือ Digital Currency Electronic Payment (DCEP) จะออกโดยธนาคารกลางจีน (PBOC) ดังนั้นจึงมีความน่าเชื่อถือของประเทศและมีกฎหมายรองรับ โดยรัฐบาลสามารถออกเงินหรือเรียกเก็บคืนเมื่อใดก็ได้ ไม่เหมือนกับคริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ ที่ความน่าเชื่อถือขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของการได้เหรียญมา

อธิบายง่ายๆ ก็คือ CBDC เป็นเงินหยวนที่เปลี่ยนจากเงินกระดาษมาเป็นดิจิทัลบนเทคโนโลยีบล็อกเชนที่พัฒนาขึ้น ไม่ใช่เงินสกุลใหม่ตามที่หลายคนเข้าใจ เงินดิจิทัลนี้มีมูลค่าเท่ากับเงินหยวนกระดาษแบบ 1 ต่อ 1 ซึ่งจีนหมายมั่นที่จะนำมาใช้แทนเงินหยวนกระดาษรูปแบบเดิม 

ในปี 2014 จีนมองเงินตราดิจิทัลว่าเป็นทางเลือกใหม่ที่จะหลีกหนีจากดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับแต่นั้นมาจีนได้พัฒนาเทคโนโลยีเงินดิจิทัลและบล็อกเชนอย่างจริงจังในฐานะเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ชาติที่สำคัญ และได้ประกาศอย่างเป็นทางการในปีที่แล้วว่าจะเปิดตัวเงินดิจิทัลของตัวเองเพื่อปกป้องอำนาจอธิปไตยในการปริวรรตเงินตราระหว่างประเทศ 

จากนั้นในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ธนาคารกลางของจีนได้ประกาศทดลองใช้หยวนดิจิทัลใน 4 เมือง ได้แก่ เซินเจิ้น (มณฑลกวางตุ้ง), ซูโจว (มณฑลเจียงซู), เฉิงตู (มณฑลเสฉวน) และเขตพัฒนาพิเศษสงอัน ทางใต้ของกรุงปักกิ่ง โดยมีภาคธุรกิจที่ให้การรองรับรวม 19 แห่ง ซึ่งรวมถึงเชนร้านอาหารชื่อดังจากสหรัฐฯ อย่าง Starbucks, Subway และ McDonald’s 

ท้ายที่สุดหยวนดิจิทัลจะถูกหมุนเวียนใช้ในระบบเศรษฐกิจจนแทนที่เงินสดทั้งหมดในจีน โดยคาดว่าจะรองรับกับแพลตฟอร์มชำระเงินยอดนิยมอย่าง Alipay ของ Alibaba และ WeChat Pay ของ Tencent รวมถึงระบบธนาคารที่มีอยู่ ซึ่งสำหรับจีนที่ประชากรเกิน 500 ล้านคนใช้ระบบชำระเงินผ่านมือถือกันอยู่แล้ว จะทำให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่เงินตราดิจิทัลแห่งชาติสามารถทำได้อย่างราบรื่นไร้รอยต่อ

ชาตรี โรจนอาภา รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัทหลักทรัพย์เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (KTBST SEC) ให้ความเห็นกับ THE STANDARD ว่า โดยปกติคนจีนส่วนใหญ่จะใช้จ่ายผ่านระบบออนไลน์อยู่แล้ว โดยเอาเงินหยวนไปฝากธนาคาร แล้วก็โอนเงินจากธนาคารเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Wallet) เพื่อทำธุรกรรมต่างๆ 


จีนจึงเป็นตัวอย่างที่ดีในการ Digitize เงิน ด้วยฐานการใช้ที่ปัจจุบันสูงอยู่แล้ว การเปลี่ยนมาใช้เงินดิจิทัลเต็มรูปแบบจะไม่เป็นอุปสรรค เพราะร้านค้าจำนวนมากในประเทศก็รับชำระเงินในรูปแบบ Digital Money อยู่แล้ว เช่น การสแกนรหัส QR 

ชาตรีมองว่ารัฐบาลจีนจะเริ่มปล่อยซัพพลายเงินหยวนดิจิทัลโดยการกระจายทดสอบใน 4 เมืองที่ว่านี้ผ่านการจ่ายในรูปเงินเดือนบางส่วนเข้าบัญชีของพนักงานรัฐ ซึ่งคนกลุ่มนี้จะนำเงินไปใช้จ่ายในเมือง โดยที่การทดสอบนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น โดยเป้าหมายแท้จริงของรัฐบาลคือการนำเงินดิจิทัลแห่งชาติมาใช้แทนเงินสดทั้งหมดในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 ปี หรืออาจเร็วกว่านั้น

การเปลี่ยนรูปแบบจากเงินกระดาษมาเป็นดิจิทัลเป็นมากกว่าสัญญาณว่าถึงเวลาของยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวแล้ว โดยจีนกำลังสร้างทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการควบคุมการทูตเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21 ด้วยการกำหนดมาตรฐานสำหรับระบบเงินตราดิจิทัล 


อะไรคือข้อดีของหยวนดิจิทัล
ชาตรีมองว่าเมื่อแบงก์ชาติจีนเป็นคนออกเงินดิจิทัลเอง พวกเขาจะสามารถติดตามหรือสืบย้อนที่มาที่ไปของเงินได้ สามารถดูว่าเงินที่ออกมาตอนนี้ไปอยู่ในมือใครบ้าง ถ้าเป็นเงินกระดาษเหมือนเมื่อก่อนจะไม่รู้ว่าใครถืออยู่ หรือเคลื่อนย้ายจากที่ไหนไปที่ไหนบ้าง เพราะฉะนั้นจึงเป็นประโยชน์ในแง่ความโปร่งใสของธุรกรรมทางการเงิน

ถ้าคนที่ชอบระบบความโปร่งใสว่าเงินนี้ได้รับการโอนมาจากไหน อยากรู้ที่มาของเงินว่าผิดกฎหมายหรือเปล่า ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก

หากการทดลองใช้หยวนดิจิทัลใน 4 เมืองของจีนได้ผลดี จีนก็จะขยายใช้ทั่วประเทศ แล้วก็เพิ่มธุรกรรมของการซื้อขาย โดยปัจจุบันธุรกรรมที่ทำกันมากที่สุดคือการซื้อขายในธุรกิจค้าปลีก

ต้องเข้าใจด้วยว่าหยวนดิจิทัลไม่ได้ทำลายธุรกิจ E-Wallet เดิม เพราะเป็นเพียงการเปลี่ยนจากการโอนเงินหยวนที่เป็นกระดาษมาเป็นหยวนดิจิทัล ซึ่งระบบก็ยังไปต่อได้อยู่ดี ในแง่ฟังก์ชัน ฟีเจอร์ หรือการรองรับจากรัฐบาลและร้านค้าต่างๆ ก็ทำได้เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นชาตรีจึงเชื่อว่าโครงการหยวนดิจิทัลจะประสบความสำเร็จและเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

ถ้าสำเร็จจนครอบคลุมทั่วทั้งประเทศแล้ว จีนก็จะเริ่มกระจายออกนอกประเทศ ซึ่งจุดเด่นสำคัญอีกอย่างของหยวนดิจิทัลคือความรวดเร็วในการทำธุรกรรมและต้นทุนต่ำ ทุกวันนี้การโอนเงินระหว่างประเทศหรือซื้อขายสินค้าจากต่างประเทศจะใช้เงินดอลลาร์เป็นหลัก ถ้าโอนเงินในรูปดอลลาร์จากไทยไปต่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น เวียดนาม จะใช้เวลา 2 วัน ผ่านตัวกลาง 3 คนช่วยกันยืนยันว่าเงินในบัญชีต้นทางมีจริงหรือไม่ ไปจนถึงการตรวจสอบเงินในบัญชีปลายทางและเครดิตว่าถูกต้องหรือไม่ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายตก 2-3 พันบาทต่อการทำธุรกรรม 1 ครั้ง 

แต่ถ้าเป็นการทำธุรกรรมในรูปเงินดิจิทัล ต้นทุนจะใกล้ศูนย์ และใช้เวลารวดเร็วกว่ามาก เพราะโอนปุ๊บได้ปั๊บ

ดังนั้นจึนจึงเชื่อว่านี่จะเป็นจุดขายที่ทำให้คนที่ค้าขายสินค้าระหว่างประเทศอาจเริ่มหันมาใช้เงินหยวนดิจิทัลเป็นตัวกลางกันมากขึ้น เพราะแทบไม่มีต้นทุน อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพ และเงินไม่หล่นหายระหว่างทาง

ความท้าทายในการชิงบัลลังก์สกุลเงินดอลลาร์ที่ครอบงำเศรษฐกิจโลก
อย่างที่เราทราบกันดีว่าดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินสกุลหลักที่ใช้กันสากลในระบบเศรษฐกิจโลก โดยเกือบ 90% ของธุรกรรมระหว่างประเทศในปี 2019 เกิดขึ้นในรูปดอลลาร์สหรัฐ และประมาณ 60% ของทุนสำรองระหว่างประเทศ (Foreign
Exchange Reserves) ทั่วโลกก็เก็บอยู่ในรูปสกุลดอลลาร์เช่นกัน ในขณะที่เงินหยวน (เหรินหมินปี้ / 人民币) ของจีนมีสัดส่วนเพียง 2% ของระบบการชำระเงินและทุนสำรองระหว่างประเทศทั่วโลก

ที่ผ่านมาการครอบงำของดอลลาร์ทำให้สหรัฐฯ มีอำนาจมหาศาล เพราะศูนย์กลางของระบบการเงินโลกตั้งอยู่ในมหานครนิวยอร์ก ที่ซึ่งมีธุรกรรมชำระเงินในรูปดอลลาร์จำนวนนับล้านล้านครั้ง ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังใช้ประโยชน์จากดอลลาร์ในการคว่ำบาตรประเทศอื่นๆ ซึ่งทั้งเกาหลีเหนือและอิหร่านต่างก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ส่วนเงินหยวนของจีน โดยหลักๆ จะใช้ในกลุ่มประเทศเอเชียเพียงไม่กี่ประเทศ และจำกัดอยู่ในกรอบธุรกรรมเพียงไม่กี่อย่าง เช่น การซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่าน เพราะมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ได้สร้างอุปสรรคต่ออิหร่านในการรับชำระเงินในรูปของดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่าหากจีนหันมาใช้เงินดิจิทัลเต็มตัวแล้วจะเป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อสกุลเงินดอลลาร์ที่ครองความยิ่งใหญ่มานานหลายทศวรรษ

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

อธิบายให้เห็นภาพได้ง่ายๆ ว่าปัจจุบันหากสองบริษัทใช้สกุลเงินต่างกันในการทำสัญญาธุรกิจ โดยมากมักจะทำธุรกรรมกันด้วยดอลลาร์ แต่สิ่งนี้ต้องแลกมาด้วยการที่บริษัทต่างๆ ต้องแบกรับความเสี่ยงที่มูลค่าเงินของพวกเขาอาจเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าของสัญญาเปลี่ยนแปลงไปด้วย ดังนั้นบ่อยครั้งพวกเขาจำเป็นต้องให้ธนาคารเป็นตัวกลาง แต่ในอนาคตอาจไม่จำเป็นอีกต่อไป

ไมเคิล เจ. เคซีย์ จาก CoinDesk ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข่าวเกี่ยวกับเงินดิจิทัล มองว่าหลังจากนี้บริษัทผู้นำเข้าสินค้าในต่างประเทศและบริษัทจีนจะสามารถป้อนคำสั่งในคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายบล็อกเชนเพื่อชำระเงินในรูปเงินหยวนดิจิทัล ซึ่งจะเป็นทางเลือกใหม่ในการทำธุรกิจนอกเหนือจากดอลลาร์

ดังนั้นธุรกรรมดิจิทัลจึงเป็นโอกาสดีของจีนในการเพิ่มบทบาทและทำให้ทั่วโลกใช้เงินหยวนกันแพร่หลายมากขึ้นในเวทีการค้าระหว่างประเทศ โดยช่วยเปิดทางให้ธุรกิจต่างชาติสามารถทำข้อตกลงการค้าโดยที่ไม่ต้องใช้ดอลลาร์ ซึ่งลดความเสี่ยงเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนและมีต้นทุนต่ำกว่า

เจเรมี อัลแลร์ ซีอีโอของ Circle บริษัทเทคโนโลยีการชำระเงินแห่งหนึ่ง เคยกล่าวไว้ในระหว่างให้สัมภาษณ์กับ CNBC เมื่อเดือนกันยายน ปี 2019 ว่าหยวนดิจิทัลจะทำให้หลายประเทศทั่วโลกหันมาใช้เงินสกุลหยวนกันมากขึ้น และจะกลายเป็นกลไกสำคัญที่ใช้ทำธุรกรรมได้ทุกวันทั่วโลก 

หยวนดิจิทัลถูกมองเป็นภัยคุกคาม
ในประเด็นความมั่นคงระดับชาตินั้น สตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ เคยกล่าวไว้ในเดือนกรกฎาคม ปี 2019 ว่าคริปโตเคอร์เรนซีได้กลายเป็นเครื่องมือที่ถูกนำไปใช้สนับสนุนกิจกรรมที่ผิดกฎหมายมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นปัญหาความมั่นคงระดับชาติของสหรัฐฯ 

แต่หยวนดิจิทัลมีความน่าเชื่อถือกว่าตรงที่ธนาคารกลางเป็นคนออก และสามารถติดตามได้ว่าเงินไปไหนหรืออยู่ในมือใครได้ แตกต่างจากคริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ ที่ผู้ควบคุมกติกาคือบริษัทที่พัฒนาเงินดิจิทัลต่างๆ 

ดังนั้นเพื่อรักษาสถานภาพของดอลลาร์และความมั่นคงแห่งชาติ นักวิเคราะห์จึงเชื่อว่าสหรัฐฯ จะไม่ปล่อยให้จีนนำหน้าในเทคโนโลยีคริปโตเคอร์เรนซีอย่างแน่นอน

ทิม มอร์ริสัน ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบัน Hudson และเคยเป็นผู้ช่วยพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ความเห็นกับ Voice of America ว่าจีนมีแนวโน้มครองความเป็นเจ้าในเทคโนโลยีการเงินเกิดใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าวิตก

เพราะในสหรัฐฯ เงินดิจิทัลยังอยู่ในขั้นตอนการวางแผนเท่านั้น โดยในเดือนเมษายนที่ผ่านมา สมาชิกสภาคองเกรสได้เสนอร่างกฎหมายเพื่อมอบอำนาจแก่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในการสร้างกระเป๋าบัญชีดอลลาร์ดิจิทัล (Digital Dollar Account Wallets) หรือที่เรียกว่า ‘FedAccounts’ เพื่อจ่ายเช็คกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับภาคธุรกิจและประชาชนโดยตรง แต่โครงการนี้ยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการดำเนินการ ขณะที่เงินดิจิทัลระดับโลกอย่าง ‘Libra’ ของ Facebook ก็มีหลายธุรกิจทยอยถอนตัวไม่เอาด้วย และต้องรอการอนุมัติจากหลายหน่วยงานจึงจะใช้ได้จริง

โดยเคซีย์จาก CoinDesk กล่าวสรุปว่าชัยชนะของจีนในการแข่งขันด้านเงินดิจิทัลจะส่งผลกระทบแง่ลบต่อระบบทุนนิยมสหรัฐฯ และตะวันตกโดยรวม

ขณะที่ชาตรีกล่าวเสริมกับ THE STANDARD ว่าสหรัฐฯ พยายามหาทางสกัดมาตลอด เพราะเมื่อใดก็ตามที่มีเงินสกุลอื่นที่ไม่ใช่ดอลลาร์ขึ้นมาท้าทายในตลาด ก็อาจทำให้สหรัฐฯ พิมพ์ธนบัตรอัดฉีดเศรษฐกิจหรือมาตรการ QE เหมือนแต่ก่อนได้ยากขึ้น

เพราะแน่นอนว่าประเทศที่ทำการค้ากับจีนในอนาคต โดยเฉพาะประเทศบนเส้นทางสายไหมใหม่อาจถูกกำหนดเงื่อนไขให้ใช้เงินดิจิทัลแลกกับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ซึ่งการชิงส่วนแบ่งจากดอลลาร์ในตลาดโลกได้แม้เพียง 1 ใน 4 ก็ถือเป็น Market Share เบอร์ 2 ของโลกได้แล้ว เพราะปัจจุบันคนที่ใช้สกุลเงินยูโรก็มีไม่ถึง 20% ดังนั้นจีนจะมีอำนาจต่อรองมากขึ้นในแง่เศรษฐกิจ และจะเกิดขั้วอำนาจใหม่ขึ้นมาที่ท้าทายสหรัฐฯ

ส่วนการจะโค่นบัลลังก์ของดอลลาร์ได้หรือไม่นั้น ชาตรีมองว่าเรื่องนี้ยังต้องโยงกับอีกหลายมิติ นอกเหนือจากขนาดเศรษฐกิจแล้วยังโยงไปถึงเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ ความมั่นคงระดับภูมิภาค และอำนาจทางทหารของจีนด้วย เมื่อใดที่จีนพร้อมท้าชนกับสหรัฐฯ เต็มตัวด้วยขนาดและความทันสมัยของกองทัพ หรือพร้อมดูแลประเทศที่ใช้หยวนเหมือนกับที่สหรัฐฯ พร้อมดูแลประเทศพันธมิตรแล้ว เมื่อนั้นจึงจะสามารถท้าชิงบัลลังก์ได้ แต่อีก 10 ปีเราอาจได้เห็นวันนั้น เมื่อขนาดเศรษฐกิจของจีนใหญ่แซงหน้าสหรัฐฯ แล้ว และมีอำนาจมากพอที่จะควบคุมทิศทางเศรษฐกิจของโลกในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 21 ได้

 หยวนดิจิทัลจึงเป็นสิ่งที่น่าจับตาทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพราะเป็นหมากตัวใหม่ที่จีนชิงเดินเกมรุกได้ก่อนสหรัฐฯ อีกครั้ง เหมือนกับที่จีนพัฒนาและนำหน้าด้านเทคโนโลยี 5G ซึ่งสร้างความหวาดระแวงให้กับสหรัฐฯ อย่างมากhttps://thestandard.co/yuan-digital-new-china-digital-currency/

วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

จีนไปถึงไหนแล้ว : ส่อง 5 เทคโนโลยี เปลี่ยนจีนเป็นมหาอำนาจโลก



นานมาแล้ว ชาวโลกอาจเคยมองจีนเป็นประเทศ ยากจน, ล้าหลัง, และช่างลอกเลียนแบบ แต่วันนี้ประเทศจีนเปลี่ยนไป บางเมืองในประเทศจีนมีระเบียบวินัย และความเจริญก้าวหน้าอย่างมาก และที่สำคัญ วันนี้ ประเทศจีน เป็น ‘ผู้นำเทคโนโลยี’ ชั้นนำของโลกหลายหมวด และมีโอกาสที่จะก้าวสู่ ‘มหาอำนาจของโลก’ ในอนาคตด้วยเทคโนโลยีเหล่านั้น – CEOchannels จะเล่าให้ฟังว่ามีอะไรบ้าง


1. Artificial intelligence

Artificial intelligence เรียกโดยย่อว่า AI แปลว่า ปัญญาประดิษฐ์ คือ สมองกลอัจฉริยะ ที่สามารถเรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้คล้ายกับสมองมนุษย์
AI เป็นหนึ่งในหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างมากในปัจจุบัน ทั้งแง่บวก ได้แก่ การมาช่วยให้มนุษย์สะดวกสบายและปลอดภัยขึ้น และ แง่ลบ ได้แก่ การแย่งงานและทำอันตรายต่อมนุษย์ – อย่างไรก็ดี นั่นไม่ได้ทำให้ทั้ง สหรัฐอเมริกา และ จีน ลังเลใจที่จะเร่งพัฒนา AI อย่างสุดขีดในแต่ละประเทศของตน
ในปี 2017 รัฐบาลจีนได้ประกาศว่า จีนจะต้องเป็นผู้นำด้าน AI อันดับ 1 ของโลกภายในปี ค.ศ. 2030 โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาอุตสาหกรรม AI สู่ 1 ล้าน-ล้าน หยวน หรือ ประมาณ 4 ล้าน-ล้าน บาทเศษ
Rebecca Fannin, ผู้เขียน ‘Tech Titans of China’ กล่าวว่า ประเทศจีนมีการ วิจัยและพัฒนา AI อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในหมวด การจดจำใบหน้า, การตรวจจับความเร็ว, พาหนะไร้คนขับ, สมาร์ทซิตี้, และ เอไอทางการแพทย์
ทางด้าน Council on Foreign Relations หรือ สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กล่าวต่อ CNBC ว่า แม้ปัจจุบัน สหรัฐฯ จะยังคงนำหน้าประเทศจีนอยู่ในเรื่องของการ วิจัยและพัฒนาด้าน AI แต่ช่องว่างของความห่างกำลังลดน้อยลงเรื่อย ๆ และความเร็วของจีนจะไล่ทันสหรัฐฯ หรือแม้กระทั่งนำหน้าในที่สุด

2. Financial Technology

Financial Technology หรือ Fintech คือ เทคโนโลยีที่มุ่งเน้นการพัฒนาบริการทางการเงินที่สะดวกสบายและมีความเป็นระบบ Automation มากขึ้นทั้งสองฝ่าย ระหว่าง ผู้ให้บริการทางการเงิน และ ผู้บริโภค อาทิ แอพพลิเคชันชำระเงินออนไลน์ต่างๆ ที่ทำให้คนไม่ต้องเดินทางไปธนาคารหรือแม้แต่ตู้กดเงิน และ ระบบการวิเคราะห์สินเชื่อโดยใช้ BigData และ AI ในการวิเคราะห์และอนุมัติวงเงิน เหล่านี้เป็นหนึ่งในตัวอย่าง FinTech
Accenture บริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ธุรกิจ รายงานว่า , การลงทุนในกลุ่ม FinTech เติบโตถึง 2 เท่าตัวจากปี 2017 ถึงปี 2018 ด้วยมูลค่าการลงทุนสูงถึง 55,300 หมื่นล้านดอลลาร์ และ ประเทศจีนครองสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มนี้สูงถึง 46% (ที่มา : Accenture Newsroom)
ประเทศจีนยังเป็นบ้านเกิดของบริษัทเทคยักษ์ใหญ่อย่าง Tencent บริษัทแม่ของแอพพลิเคชัน WeChat Pay – Tencent มีมูลค่ากิจการทะลุ 500,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2018 และเป็นบริษัทเทคโนโลยีเอเซียรายแรกที่ทำมูลค่าได้สูงขนาดนั้น
ตามมาด้วย Ant Financial ในเครือ Alibaba ผู้ให้บริการ AliPay ซึ่งยังไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์ และมีมูลค่าสูงถึง 150,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2018 และเป็น Unicorn Startup อันดับ 1 ของโลก (Unicorn Startup คือ บริษัทที่มีมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ขึ้นไป ที่ยังไม่เข้าตลาดหุ้น)
หมายเหตุ ตำแหน่ง Unicorn Startup มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
Rebecca Fannin, ผู้เขียน ‘Tech Titans of China’ กล่าวว่า “Cash is dead in China” หรือ เงินสดได้ตายไปแล้วในจีน เนื่องจากตอนนี้วงการ FinTech ในจีนถือว่าพัฒนาเร็วที่สุดในโลก และได้เกิดปรากฏการณ์ ‘Superapps’
Superapps เป็นหนึ่งในฉายาเรียกแอพพลิเคชัน FinTech จีนที่กินรวบทุกอย่างที่เกี่ยวกับการเงินจนคนจีนแทบไม่ต้องพึ่ง สถาบันการเงิน แบบเดิม ๆ – อาทิ การบริการทางการเงินขั้นพื้นฐาน อย่างรับและชำระเงินผ่านแอพฯ, การชำระเงินผ่านแอพฯ ในร้านค้าใหญ่ ๆ ไปจนถึงร้านริมถนน, การบริการสินเชื่อ, และผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่าง ๆ สามารถทำผ่านแอพฯ ได้เกือบทั้งหมด
Henri Arslanian (เฮนรี อาร์สลาเนียน) ประธานสมาคม FinTech แห่งฮองกง กล่าวต่อสื่อ CNBC ว่า วันนี้คุณไม่จำเป็นต้องไปตามข่าวเทคโนโลยี FinTech ที่ ซิลิคอนวัลเลย์ อีกแล้ว อยากรู้ว่าอะไรกำลังจะมาให้ไปตามข่าวที่เมืองจีนแทน
การวิจัยและพัฒนาด้าน Fintech ของประเทศจีนก้าวหน้าเร็วมากเสียจน กฏหมายของรัฐตามไม่ทัน และรัฐบาลจีนต้องเร่งออกแบบแผนพัฒนา FinTech ล่วงหน้า 3 ปี เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ FinTech จีนกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

3. Blockchain

ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจว่า Block Chain คืออะไร?
Blockchain โดยการอธิบายโดยสังเขปของเว็บไซค์ Techsauce
เป็นรูปแบบการเก็บข้อมูล (Data structure) แบบหนึ่ง ที่ทำให้ข้อมูล Digital transaction ของแต่ละคนสามารถแชร์ไปยังทุกๆ คนได้ เป็นเสมือนห่วงโซ่ (Chain) ที่ทำให้ block ของข้อมูลลิ้งก์ต่อไปยังทุกๆ คนเป็น โดยที่ทราบว่าใครที่เป็นเจ้าของและมีสิทธิในข้อมูลนั้นจริงๆ
เมื่อบล็อกของข้อมูลได้ถูกบันทึกไว้ในบล็อกเชน มันจะเป็นเรื่องยากมากๆ ที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลง เวลาที่มีใครต้องการจะเพิ่มข้อมูล ทุกๆ คนในเครือข่ายซึ่งล้วนแต่มีสำเนาของบล็อกเชน สามารถรัน Algorithm เพื่อตรวจสอบ Transaction โดย Transaction ใหม่นี้จะได้รับอนุญาต ต่อเมื่อในเครือข่ายส่วนใหญ่เห็นด้วยว่ามันถูกต้อง
อ่านบทความเต็มที่ ทำความเข้าใจ Blockchain ใน 5 นาที
Blockchain โดยการอธิบายโดยสังเขปของเว็บไซต์ NuuNeoi
Blockchain คือรูปแบบการเก็บข้อมูล (Database) แบบหนึ่งของระบบที่ไม่มีศูนย์กลางแต่เชื่อถือได้และโกงยาก และ Blockchain คือการให้ทุกคนถือเอกสารชุดเดียวกัน เมื่อมีการอัปเดตก็จะอัปเดตด้วยกัน โดยมั่นใจได้ว่าเอกสารเหล่านั้นเชื่อถือได้แน่นอนไม่มีการปลอมแปลง


เดิมทีคนรู้จัก Blockchain เพราะการมาคู่กับการเทรด Bitcoin แต่ Blockchain ไม่ใช่ Bitcoin และ Bitcoin เป็นตัวอย่างธุรกรรมที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงที่เกิดขึ้นภายในระบบ Blockchain และจีนมีความต้องการที่จะนำ Blockchain มาพัฒนาไปยังธุรกรรมทางการค้าอื่น ๆ
เมื่อเดือน ตุลาคม 2019 สื่อจีน CCTV News รายงานว่าผู้นำจีน Xi Jinping (ฉี จิ๋นปิง) แสดงความตระหนักต่อความสำคัญของ Blockchain และต้องการให้ประเทศจีนวิจัยและพัฒนาเรื่องการนำ Blockchain มาใช้ประกอบธุรกิจทุกภาคส่วน ได้แก่ ภาคการเงิน, การศึกษา, การแพทย์และสุขภาพ, และภาคการค้าขาย

4. Smartphones

ประเทศจีนได้ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและจำหน่ายสมาร์ทโฟนรายใหญ่ของโลก โดย 3 ใน 5 อันดับสมาร์ทโฟนที่มียอดจัดส่งสูงที่สุดในปี 2019 ล้วนเป็นแบรนด์ของจีน ได้แก่ Huawei, Oppo, และ Xiaomi
Bryan Ma, รองประธานสำนักวิจัย International Data Corporation หรือ IDC กล่าวต่อสื่อ CNBC ว่า ในอดีต – จีนมักถูกมองว่าเป็นนักลอกเลียนแบบ และสำหรับวงการสมาร์ทโฟน จีนถูกมองว่าพยายามเลียนแบบ Apple อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่วันนี้ สมาร์ทโฟนของจีนก้าวหน้าไปมากแล้ว และกำลังก้าวสู่การเป็นผู้นำเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็น กล้อง, หน้าจอ, และระบบพลังงาน
ยกตัวอย่างเช่น Xiaomi’s Mi CC9 ที่มีกล้องขนาด 108 Megapixels และ Oppo Waterfall Screen กับหน้าจอที่ดูเกือบจะไร้ขอบเป็นต้น

5. 5G

5G คือ เครือข่ายสัญญาณมือถือ เจนเนอร์เรชัน ถัดไป มีความสามารถนำส่งสัญญาณและข้อมูลที่เร็วกว่า และมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการนำมาใช้งานร่วมกับ ‘รถยนต์ไร้คนขับ’ ที่จีนก็ตั้งเป้าจะเป็นผู้นำในด้านนี้เช่นกัน เนื่องจาก ‘รถยนต์ไร้คนขับ’ จะมีความปลอดภัยสูงเมื่อมาพร้อมกับเทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลที่รวดเร็วไร้รอยต่อ
ในขณะที่เครือข่าย 5G กำลังพัฒนาและมีแผนนำมาใช้งานในอนาคตโดยทั้ง สหรัฐอเมริกา และ เกาหลี แต่ ประเทศจีน ได้เปิดใช้งานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากเดิมที่เคยประกาศว่าน่าจะนำออกมาใช้งานในปี 2020
แม้จะเป็นที่เพ่งเล็งและต่อต้านจากทางการสหรัฐฯ เนื่องจากความวิตกกังวลว่า หากประชาชนสหรัฐฯ ใช้เทคโนโลยีสมาร์ทโฟนจากจีนกันเป็นจำนวนมาก ข้อมูลบุคคลและความลับต่าง ๆ จะตกไปอยู่ในมือทางการจีน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ประเทศจีนหวั่นใจต่อการต่อต้านแต่อย่างใด
นอกจากจะออกมาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาแล้ว จีนยังคงเร่งพัฒนาทั้ง สมาร์ทโฟน และ เครือข่ายสัญญาณ 5G โดยมุ่งจะเป็นเบอร์ 1 ของโลกในตลาด 5G – GSMA เว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน พยากรณ์ว่า จีนมีแนวโน้มที่จะเป็นมหาอำนาจเครือข่าย 5G โดยครอบครองมากกว่า 460 ล้าน Connection ซึ่งมากกว่าจำนวนประชากรสหรัฐฯ ทั้งประเทศ ภายในปี ค.ศ. 2025

และนี่คือ 5 เทคโนโลยีที่กำลังทำให้จีนกลายเป็นมหาอำนาจโลก ได้แก่ AI, Fintech, Blochain, Smartphones และ 5G