วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2563

ชิปปิ้งจีน แนวโน้มของ 10 เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกในปี 2020-2025




ชิปปิ้งจีน กับการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี AI ไปจนถึงการใช้เงินสกุล Bitcoinหรือคริปโตเคอเรนซี(Cyptocurrency)
และการช็อปปิ้งออนไลน์

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้ชีวิตของเราและความหมายของการเป็นมนุษย์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายสารสนเทศ (CIOs) และผู้นำด้านไอที (IT Leader) จะต้องช่วยกันให้องค์กรของพวกเขาปรับตัวให้ทันในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้

Gartner องค์กรที่มักติดตามเทรนด์และจัดลำดับเทคโนโลยีในหลายแง่มุม มีการคาดการณ์ออกมาใหม่ถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นใน 2020-2025 เราจึงขอนำมาสรุปเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ดังต่อไปนี้
ปี 2023
1. BYOD จะกลายเป็น BYOE
ในปี 2023 องค์กรด้านไอที 30% จะขยายนโยบาย BYOD (Bring your Own Device หรือการนำเอาอุปกรณ์ไอทีส่วนตัวมาใช้ในที่ทำงาน) ให้กลายเป็น BYOE หรือ Bring your Own Enhancement เพื่อเอามาช่วยเสริมกับแรงงานมนุษย์ที่เพิ่มมากขึ้น สำหรับเทคโนโลยีที่พอจะเป็นรูปเป็นร่างของ BYOE ในปัจจุบัน เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมเหมืองแร่ มีการใช้เครื่องมือเพื่อเพิ่มพูนความปลอดภัยให้กับผู้ปฏิบัติงาน เมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้น องค์กรต่างๆ จะเริ่มพิจารณาถึงการใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ และเชื่อกันว่าในอนาคต จะมีการต่อยอดเพิ่มขึ้นในอีกหลายด้าน
2. การเข้าถึงของ AI เพิ่มสูงขึ้น
ภายในปี 2023 จำนวนคนพิการที่มีงานทำจะเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า เนื่องจาก AI และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ เข้ามาช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึง อาทิ ในญี่ปุ่นร้านอาหาร ได้สำรวจเทคโนโลยีหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้พนักงานที่เป็นอัมพาต สามารถทำงานกับพนักงานเสิร์ฟหุ่นยนต์จากระยะไกลได้ นอกจากนี้ได้มีการผสมผสานรวมกันของเทคโนโลยีเครื่องอ่านอักษรเบลล์กับระบบการจองสำหรับพนักงานตาบอด เป็นต้น
3. กิจกรรมของคนทั่วโลก 40% จะถูกติดตามจาก IoB
ในปี 2023 ว่ากันว่า กิจกรรมส่วนบุคคลจะถูกติดตามแบบดิจิทัล ซึ่ง พฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ต’  (Internet of Behavior หรือ IoB) ของแต่ละบุคคลนั้น สามารถบ่งบอกพฤติกรรมของผู้ใช้งานในรูปแบบดิจิทัลได้ และข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำมาใช้เพื่อวัดคุณค่าในการให้บริการ แต่ก็มีประเด็นที่น่าห่วงตรงที่ จริยธรรมในการใช้ข้อมูลจะเป็นอย่างไรต่อไปในวันข้างหน้า
4. แอปพลิเคชั่นธุรกิจสำหรับพนักงาน
ในปี 2023 จำนวน 40% ของแรงงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์การใช้แอปพลิเคชั่นทางธุรกิจ จะถูกกำหนดให้มีการใช้ซอฟต์แวร์ที่สอดคล้องกับฟังก์ชั่นของงานได้อย่างเหมาะสมและเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากทุกวันนี้ องค์กรสร้างแอปพลิเคชั่นให้พนักงานทุกคนเหมือนๆ กันโดยไม่ได้คำนึงถึงหน้าที่ความรับผิดชอบ
5. G7 สร้างการกำกับดูแลของ AI
ภายในปี 2023 สมาคมที่กำกับดูแลของ AI จะได้รับการก่อตั้งขึ้นอย่างน้อย 4 ประเทศในกลุ่มของ G7 (หรือกลุ่มชาติผู้นำอุตสาหกรรมหลักของโลก ซึ่งมีทั้งหมด 7 ประเทศ) เนื่องจากเทคโนโลยี AI มีความเสี่ยงอย่างชัดเจน ในหลายประเทศยักษ์ใหญ่ จึงตระหนักและมองเห็นความสำคัญของการร่างกฎหมายหรือมาตรการควบคุมอย่างจริงจังกับความผิดพลาดของ AI ให้เป็นไปตามหลักจริยธรรมที่ควรจะเป็น
6. ระบบโครงข่ายข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีธุรกรรม ที่รับรองความถูกต้องของข้อมูล
ปี 2023  Gartner เชื่อว่า 30% ของเนื้อหาข่าวสารและวิดีโอ จะถูกพิสูจน์ความจริงได้จากโครงข่ายข้อมูลหรือ Blockchain เนื่องจากในหลายศตวรรษที่ผ่านมา มีข่าวปลอมเกิดขึ้นมากมายอย่างต่อเนื่องและข้อมูลเหล่านี้ ถูกแพร่กระจายอออกไปอย่างรวดเร็วบนสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้มีอัตราการบิดเบือนข้อมูลสูงมาก นอกจากนี้ ข่าวสารบนเทคโนโลยีดั้งเดิมจะถูกนำไปใช้ในการสร้างเสียงปลอมและวิดีโอ อย่างไรก็ตาม องค์กรและรัฐบาลกำลังหันไปใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยจัดการกับข่าวปลอม โดยใช้ Blockchain เพื่อรับรองความถูกต้องของการถ่ายภาพข่าวและวิดีโอ
ปี 2024
7. การช็อปปิ้งออนไลน์เป็นยาเสพติดชนิดหนึ่ง
ภายในปี 2024 องค์การอนามัยโลก ระบุว่าบุคคลที่รักการช็อปปิ้งออนไลน์นั้นถือเป็นการติดยาเสพติดชนิดหนึ่งเลยทีเดียว เนื่องจากความก้าวหน้าทางธุรกิจดิจิทัลที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งเทคโนโลยีมีความสลับซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น นักการตลาดย่อมสามารถคาดการณ์สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการได้อย่างแม่นยำ ทำให้มีวิธีกำหนดราคาผลิตภัณฑ์และช่องทางในการเข้าถึงของผู้บริโภค ชิปปิ้งจีนก็ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำนี้ด้วยเช่นกัน
8. อารมณ์และความรู้สึกกลายเป็นแรงผลักดันต่อโฆษณา
ในปี 2024 Gartner ระบุว่า อารมณ์ความรู้สึกของผู้คนจะส่งผลต่อโฆษณาออนไลน์มากกว่าครึ่งหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด ด้วยวิวัฒนาการความฉลาดทางอารมณ์ของธุรกิจ AI ที่สามารถตรวจจับและทราบถึงภาวะอารมณ์ของผู้บริโภค จึงนำผลประมวลนี้มาใช้ในการออกแบบโฆษณาเพื่อนำไปสู่ยอดขายที่เพิ่มมากขึ้น
ปี 2025
9. เงินดิจิทัลมือถือเพิ่มขึ้น
ปี 2025 ผู้ใช้สมาร์ทโฟนกว่า 50% จะไม่มีบัญชีธนาคาร แต่จะมีบัญชีเงินดิจิทัลที่สามารถเข้าถึงบนสมาร์ทโฟนได้ ถือเป็นการตลาดและแพลตฟอร์มสื่อสังคมที่เริ่มสนับสนุนการเข้าถึงรหัสการชำระเงินออนไลน์ นอกจากนี้ บัญชีเงินดิจิทัลยังช่วยพัฒนาทางด้านการพาณิชย์และธุรกิจ E-Commerce เช่น ร้านค้าออนไลน์ ชิปปิ้งจีน ฯลฯ ควบคู่กันไปอีกด้วย
10. มีการถือกำเนิดของ Cryptocurrency บนมือถือ
Bitcoin เป็นสกุลเงินแรกของโลกที่ถูกเรียกว่า Cryptocurrency ซึ่ง Bitcoin ก็คือสกุลเงินในรูปของดิจิทัล ถูกสร้างขึ้นมาด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ Bitcoin ไม่มีรูปร่าง ไม่สามารถจับต้องได้เหมือนธนบัตรหรือเหรียญเงินบาท ในอนาคต จึงคาดการณ์กันว่าจะมีการจัดตั้ง Cryptocurrency เพื่อการใช้จ่ายจริงจังขึ้น และในอีก 6 ปีข้างหน้าหรือราวปี 2025 ผู้ใช้งานในโซนที่ไม่สามารถเข้าถึงธนาคารได้ จะมีโอกาสใช้จ่าย Cryptocurrency ผ่านทางมือถือแทน ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นแอฟริกา

ในอนาคตที่ใกล้เข้ามานี้ แน่นอนว่าระบบชิปปิ้งจีนต้องมีการตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา และปรับปรุงระบบ รวมถึงแพลตฟอร์มให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองต่อผู้บริโภคและรองรับการชำระเงินออนไลน์ ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีที่กล่าวมานั้นเกิดขึ้นแล้วบน Handshipping ซึ่งสามารถนำเข้าสินค้าจากจีนผ่านแพลตฟอร์มหรือแอปพลิชั่นบนมือถือได้อย่างสะดวกสบาย ซึ่งมีบริการชิปปิ้งให้เลือกอย่างหลากหลายเช่นกัน


ข้อมูลอ้างอิง : https://www.gartner.com/smarterwithgartner/gartner-top-strategic-predictions-for-2020-and-beyond/

https://handshipping.com/%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99-%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-10-%E0%B9%80/

Top 5 Blockchain Trend in 2020




Top 5 Blockchain Trend in 2020

ต่อจากบทความที่แล้วว่า บล็อกเชน เกี่ยวอะไร ยังไงกับชีวิตเรา ซึ่งผมอยากจะบอกว่าในปี 2020 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่สำคัญของเทคโนโลยีบล็อกเชน เพราะเราอยู่ในจุดที่เรียกว่าเทคโนโลยีมีความพร้อม เหลือเพียงแค่การใช้งานที่จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และจะกระทบคนทั่วไปได้มากแค่ไหนเท่านั้น
 
ผมจึงขออนุญาตสรุปแนวโน้มสำคัญ
ของเทคโนโลยีบล็อกเชนและคริปโตเคอร์เรนซี
ออกเป็น
5 เรื่องหลักๆ นะครับ
 
เรื่องที่ 1 Federated Blockchain
Federated Blockchain หรือที่หลายคนเรียกว่า Consortium Blockchain คือการพัฒนาไปอีกขั้นของ Private Blockchain ซึ่งใน Private Blockchain นั้นเป็นการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ภายในบริษัท เพื่อจุดประสงค์หลักในการลดค่าใช้จ่ายในการปฎิบัติงานในบริษัทเท่านั้น แต่ Federated Blockchain จะเป็นการพัฒนาเพื่อนำมาใช้ในกลุ่มบริษัท แบ่งปันข้อมูลบางส่วนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และผู้ที่จะเข้ามาร่วมในกลุ่มจะต้องได้รับอนุญาตจากกลุ่มเท่านั้น ซึ่งต่างจาก Public Blockchain ที่ข้อมูลทุกอย่างจะถูกแบ่งให้กับใครก็ได้ที่มาร่วม ตัวอย่างของ Federated Blockchain นั้นเริ่มมีให้เห็นในหลากลุ่มอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น
กลุ่มของ MarcoPolo Network ที่เป็นการรวมกลุ่มของสถาบันการเงิน 17 บริษัท เพื่อลดขั้นตอนในการดำเนินงานและเพิ่มความโปร่งใสในด้านการบริการธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ หรือ Trade Finance

กลุ่มของ B3i ที่เป็นการรวมกลุ่มของบริษัทประกันภัยกว่า 40 บริษัททั่วโลกโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ และลดปัญหาในการถ่ายโอนความเสี่ยงของบริษัทในอุตสาหกรรมประกันภัย

กลุ่มของ IBM Food Trust ที่เป็นการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรมอาหารตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของอาหารแต่ละชนิด

กลุ่ม BCI ของเมืองไทย ที่เกิดจากความร่วมมือของธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย 22 แห่ง เพื่อให้บริการหนังสือค้ำประกันบนเทคโนโลยีบล็อกเชน โดยมีเป้าหมายในการลดขั้นตอนการทำงานและเปลี่ยนความยุ่งยากในกระบวนการรับส่งเอกสารไปมาให้ง่ายขึ้นกว่าเดิม
 
เรื่องที่ 2 Blockchain as a Service (BaaS)
เทคโนโลยีบล็อกเชนจะไม่ไกลตัวอีกต่อไป เพราะจะมีผู้ให้บริการรายใหญ่ทั่วโลกให้บริการบล็อกเชนแบบพร้อมใช้ โดยบริการ BaaS นี้จะเป็นส่วนเชื่อมระหว่างบล็อกเชนแพลตฟอร์มต่างๆ และบริษัทหรือนักพัฒนาที่ต้องการใช้บล็อกเชน โดยไม่ต้องไปเสียเวลาในการเรียนรู้ใหม่ตั้งแต่ต้น จะทำให้นักพัฒนาสามารถต่อยอดเพื่อสร้างบล็อกเชนแอปพลิเคชันได้อย่างง่ายดายผ่าน Cloud Service ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวกระตุ้นสำคัญให้เกิดการใช้งานบล็อกเชนในวงกว้างผ่านแต่ละบริษัท ปัจจุบันผู้ให้บริการ BaaS รายใหญ่ๆ ได้แก่ Microsoft Azure, Amazon Web Services (AWS), IBM Cloud, Oracle Blockchain และ VMWare

เรื่่องที่ 3 ยุคทองของ Stable Coin
Stable Coin คือ เหรียญหรือ Token อีกรูปแบบของคริปโตเคอเรนซีโดยใช้บล็อกเชนที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาความผันผวนของราคา และจะมีราคาคงที่โดยที่แต่ละเหรียญจะมีการอ้างอิงกับสินทรัพย์บางประเภท เพื่อให้ราคาคงที่ เหมาะสำหรับนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ในปัจจุบันได้มี Stable Coin อยู่แล้วหลายเหรียญ ไม่ว่าจะเป็น Tether ซึ่งเป็นเหรียญที่อ้างอิงกับ US Dollar หรือเหรียญ JPM Coin ของ JP Morgan บริษัททางการเงินชื่อดังที่นำมาใช้ภายใน Ecosystem ของตัวเอง แต่อย่างไรก็ตามในปี 2020 จะมี Stable Coin เด่นๆ ที่มีแผนจะออกมาอีก คือ

Central Bank Digital Currency (CBDC) หรือเหรียญดิจิทัลที่จะออกโดยธนาคารของแต่ละประเทศ ซึ่งในปีที่ผ่านมา The Bank of International Settlements (BIS) ได้มีการทำการสำรวจและพบว่า มากกว่า 63 ธนาคารกลางทั่วโลก ได้มีการทำการทดลองและพิจารณาที่จะออก CBDC โดยประเทศที่โดดเด่นที่สุดก็หนีไม่พ้นประเทศจีน ที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ได้มีการประกาศแล้วว่า จีนจะเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนของโลก และมีความคาดหวังว่า Chinese Digital Currency Electronic Payment (DCEP) ที่เป็นองค์กรที่ดูแลโดยตรงของจีน จะประกาศใช้งานเงินดิจิทัลของจีนผ่านแพล็ตฟอร์มชื่อดังของจีน ไม่ว่าจะเป็น Alipay หรือ Wechat ที่มีคนใช้อยู่แล้วหลายร้อยล้านคน โดยเหรียญดิจิทัลของรัฐบาลกลางนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถตรวจสอบที่มาที่ไป การใช้จ่ายของคนได้ดียิ่งขึ้นในแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อนบนเงินแบบกระดาษ

Libra อีกหนึ่งเหรียญที่น่าตื่นตาตื่นใจ ที่ถึงแม้จะมีแรงต้านจากหลายๆ ส่วน รวมถึงการถอนตัวของหุ้นส่วนหลักๆ หลายราย แต่ด้วยจำนวนผู้ใช้งานของ Facebook กว่า 4 พันล้านคนทั่วโลก ทำให้เหรียญ Libra ยังเป็นที่น่าจับตามอง และน่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ Facebook สามารถขยายฐานลูกค้าได้เพิ่มมากขึ้นอีก รวมถึงนำเสนอบริการทางการเงินให้กับสมาชิกของ Facebook ทั่วโลกในแบบที่ธนาคารแบบปกติได้แต่มองตาปริบๆ

Stable Coin จากผู้ให้บริการระดับโลกเหล่านี้ จะเป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้คนทั่วโลกได้เข้ามาใช้งานดิจิทัลเคอเรนซี และจะก่อให้เกิดการใช้งานใหม่ๆ อีกมากมาย ถือเป็นหนึ่งในจุดสำคัญของประวัติศาสตร์ระดับเดียวกับที่ Netscape เคยทำให้คนทั่วโลกสามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้อย่างสะดวกสบายเลยทีเดียว
 
เรื่องที่ 4 การพัฒนาครั้งสำคัญของ Bitcoin และ Ethereum
การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ 2 เหรียญหลักของคริปโตเคอร์เรนซี เริ่มจาก Lightning network ซึ่งเป็นการพัฒนา layer 2 ของบิตคอยน์เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและลดค่าธรรมเนียมในการโอนเหรียญซึ่งเป็นปัญหาหลักในการใช้งานของบิตคอยน์ โดยใช้การทำงานนอกเชนหลัก ก็เริ่มมีการใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ และน่าจะเห็นแอปพลิเคชันหรือการใช้งานใหม่ๆ มากขึ้นในปี 2020 นี้

และในปี 2020 ก็จะเกิด Bitcoin halving ที่จะลดจำนวนผลตอบแทนจากการขุดลงครึ่งหนึ่งตามแผนงานที่วางไว้ ซึ่งจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงด้านราคาที่น่าจับตามอง

ในส่วนของ Ethereum เหรียญคริปโตเคอร์เรนซีที่ประกาศแผนงานของ Etheruem 2.0 ที่จะเปลี่ยนวิธีการ Consensus หรือการยืนยันธุรกรรมจาก Proof of Work ที่เสียพลังงานมากในการแข่งขันเพื่อได้รับค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรม ไปใช้ Proof of Stake ที่เป็นการแบ่งค่าธรรมเนียมแทน รวมถึงการพัฒนาระบบให้มีการใช้งานได้รวดเร็วยิ่งขึันอีกและลดค่าธรรมเนียมลง ซึ่งตามแผนงานก็จะเริ่มได้เห็นความก้าวหน้าในปี 2020 นี้

ซึ่งการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของทั้งสองเชนนี้ก็จะเป็นการเพิ่มความมั่นใจต่อผู้ถือเหรียญ ผู้ใช้งาน และผู้พัฒนาแอปพลิเคชันที่ได้มีการสร้างต่อยอดอีกมากมาย และถือเป็นระบบนิเวศน์ทางด้านบล็อกเชนที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก
 
เรื่องที่ 5 Defi และ Open Finance
เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้เพราะถือเป็นคลื่นลูกใหม่ของวงการคริปโตเคอร์เรนซีในปลายปี2019 ที่ผ่านมา คือ Defi หรือ Decentralized Finance ซึ่งเป็นระบบการให้บริการทางการเงินรูปแบบใหม่แบบไร้คนกลางโดยใช้ความสามารถของ Smart Contract ที่สามารถกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ได้ล่วงหน้าบน Public Blockchain ซึ่งสามารถตรวจสอบได้และไม่จำเป็นต้องมีคนกลางหรือพนักงานมาจัดการ รวมถึงเป็นการให้บริการได้แบบ 24/7 และสามารถทำงานได้ทันทีทั่วโลก เป็น Open Finance หรือการเงินระบบเปิดแบบไร้คนกลางอย่างแท้จริง โดย Defi แรกๆ ที่เริ่มเป็นที่รู้จัก คือ ระบบกู้ยืมแบบ Peer 2 Peer บนคริปโตเคอร์เรนซีที่สามารถให้คนมาปล่อยกู้และรับดอกเบี้ย ซึ่งส่วนใหญ่จะได้ดอกเบี้ยมากกว่าธนาคารในปัจจุบัน และมีความเสี่ยงน้อยมาก เพราะผู้กู้จะต้องนำหลักทรัพย์หรือคริปโตเคอร์เรนซีมาค้ำประกัน และได้เงินกู้ในจำนวนที่ต่ำกว่าสิ่งที่นำมาค้ำ

การเติบโตของ Defi ดูได้จากคริปโตเคอร์เรนซีที่ถูกล็อคไว้เพื่อนำมาค้ำประกัน ซึ่งในวันที่ 3 มกราคม 2563 มีจำนวนมากถึง 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลจาก https://defipulse.com/) และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวไปเรื่อยๆ ตัวอย่างของ Defi ที่ให้บริการกู้ยืมหลักๆได้แก่ MakerDAO, Compound Finance, Instadapp เป็นต้น ซึ่งถึงแม้จะเป็นตัวเลขไม่มากเมื่อเทียบกับภาพใหญ่ของวงการเงินระดับโลก แต่ก็ทำให้เราเริ่มเห็นแนวโน้มสำคัญกับธุรกิจการเงินรูปแบบใหม่ที่จะมาแทนรูปแบบที่เราเคยชินในอนาคตอันใกล้

จากแนวโน้มของเทคโนโลยีบล็อกเชนที่กล่าวมา ปี 2020 ถือเป็นปีสำคัญที่เราจะเริ่มเห็นการใช้งานในรูปแบบต่างๆ ของบล็อกเชนมากขึ้นเรื่อยๆ และไปได้ไกลกว่าเงินดิจิทัลหรือคริปโตเคอร์เรนซีที่เราเห็นก่อนหน้า เทคโนโลยีจะเริ่มวิ่งใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ แบบไม่เคยเป็นมาก่อน ทุกธุรกิจและชีวิตประจำวันของเราจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ความคิดความเข้าใจแบบเดิมๆ จะเริ่มถูกปรับเปลี่ยน มาร่วมสังเกตการณ์และเตรียมความพร้อมร่วมกันนะครับ

สวัสดีปีใหม่ 2020 ครับ.
โดย วรพจน์ ธาราศิริสกุล
:CTO บริษัท เจเวนเจอร์ส จำกัด
8 มกราคม 2563


วันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563

ธนาคารกลางจีนรายงาน..การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของรัฐบาลกำลังเป็นไปอย่างราบรื่น


ธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีน People’s Bank of China (PBoC)
รายงานว่า การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัล   ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล

“กำลังดำเนินไปได้อย่างราบรื่น”


ธนาคารออกแถลงการณ์ในระหว่างการประชุมที่จัดขึ้นในกรุงปักกิ่ง
ตั้งแต่วันที่ 2-3 มกราคม 2020 ตามข่าวประชาสัมพันธ์ที่เผยแพร่
เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2020

จีนได้ทุ่มเทเวลากว่า 5 ปี ในการวิจัยและพัฒนาระบบให้กับสกุลเงินดิจิทัล
ของธนาคารกลาง (CBDC) ที่กำลังจะมาถึง
ด้วยรูปแบบที่แตกต่างจาก decentralized cryptocurrency อื่น ๆ –
เพราะ CBDC ของจีนจะถูกควบคุมโดย PBoC

ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น PBoC ได้แถลงสั้น ๆ เกี่ยวกับความคืบหน้าว่า “เราจะดำเนินการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลตามกฎหมายอย่างต่อเนื่องในปี 2020″ ธนาคารกลางกล่าว
ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า เมืองแรกที่ PBOC จะเปิดทดสอบการสกุลเงินดิจิทัลของตนในเมืองเซินเจิ้นและซูโจว และกำลังจะเป็นธนาคารกลางแห่งแรกของโลกที่ออกเงินดิจิทัล  ด้วยการเป็นพันธมิตรกับธนาคารพาณิชย์ 4 แห่ง และบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคม 3 แห่ง
*************************  


(ข่าวต้นฉบับ)

China’s digital currency ‘progressing smoothly,’ says central bank

The People’s Bank of China (PBoC), the country’s central bank, has said that its digital currency is “progressing smoothly.”
The development was announced by the central bank at its annual work conference held in Beijing last week. The PBoC, however, did not announce the launch date yet.
“We will continue to steadily advance the development of legal digital currencies” in 2020, said the central bank.
China's digital currency has been in the works for at least five years, with the PBoC having started the initiative in 2014. The much-anticipated digital yuan will be first distributed to commercial banks and then users and businesses can register digital wallets with these commercial banks, the PBoC stated recently.
The first cities to pilot digital currency will reportedly be Shenzhen and Suzhou. The PBOC is said to have partnered with seven state-owned commercial banks and telecoms - the Industrial and Commercial Bank of China, Bank of China, China Construction Bank and the Agricultural Bank of China, China Telecom, China Mobile and China Unicom - to roll out the test.

China Enacts Crypto Law in Run-Up to State Digital Currency Debut


JAN 01, 2020

China has formally implemented a law governing cryptographic password management as part of its pre-release plans for its central bank digital currency (CBDC).
As English-language news media outlet China Money Network reported on Jan. 1, the latest regulations have become legally binding following their unveiling in October last year.

Crypto security paves way for CBDC

As Cointelegraph reported, the Standing Committee of the 13th National People's Congress in China passed the crypto law on Oct. 26. It divides passwords at large into three distinct categories — passwords, common passwords, and commercial passwords — and aims to facilitate China’s transition to blockchain technology: 
“In order to prevent data from being tampered with, it is necessary to protect each data with a password. The development of blockchain technology can not be separated from the progress of cryptography technology,” China Money Network wrote referencing a report from Japanese media outlet Japan Economic News.

The central bank’s tests are ongoing

China has not yet set a formal release date for its CBDC, which will be the first state-backed cryptocurrency on the world stage. 
Late last year, the People’s Bank of China (PBoC) confirmed it would start live testing of the currency with select banks before 2020 began.
Beijing’s sudden public praise of blockchain more broadly sparked a wave of enthusiasm that ricocheted across cryptocurrency markets. Bitcoin (BTC) rose, while China-based altcoins delivered considerable growth over a short period. 
At the same time, state-controlled media stressed that the endorsement was not tantamount to authorities slackening the strict ban on cryptocurrency trading in place since September 2017.
Cointelegraph published a retrospective on China’s cryptocurrency policy this weekend.

กฎหมายการจัดการรหัสผ่านของจีน ส่วนหนึ่งของแผนการเปิดตัว CBDC มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อ 1 มกราคม 2020





จีนได้ประกาศใช้กฎหมายเกี่ยวกับการจัดการรหัสผ่านอย่างเป็นทางการแล้ว ในวันที่ 1 มกราคม 2020 เพื่อปูทางไปสู่การเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC)  โดยมีเป้าหมายคือเพื่อส่งเสริมเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล
ตามรายงานข่าวจาก  China Money Network เมื่อวันที่ 1 มกราคม ข้อบังคับดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทางกฎหมายเรียบร้อยแล้ว หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติของจีนได้มีการผ่านกฎหมาย “The Cryptography law” ไปในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว
กฎหมายดังกล่าวได้รับการอนุมัติเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม โดยจะมีการแบ่งรหัสผ่านออกเป็น 3 ประเภท คือรหัสผ่าน , รหัสผ่านทั่วไป และรหัสผ่านที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี blockchain ในเชิงพาณิชย์  
โดยกฎหมายฉบับใหม่นี้จะเป็นการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี cryptography ในเชิงพาณิชย์รวมทั้งสร้างระบบการกำกับดูแลที่ได้มาตรฐานสำหรับตลาด
“เพื่อป้องกันข้อมูลจากการถูกดัดแปลง 
จึงมีความจำเป็นจะต้องปกป้องข้อมูลเหล่านั้นด้วยรหัสผ่าน 

การพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชน ไม่สามารถแยกออกจาก cryptography เทคโนโลยีได้”

ธนาคารประชาชนของจีน กำลังเตรียมที่จะเปิดตัวสกุลเงินดิจิตอลครั้งแรกของประเทศอย่างเป็นทางการ โดยปลายปีที่แล้วธนาคารประชาชนจีนPBoC ) ยืนยันว่าจะเริ่มการทดสอบสกุลเงินกับธนาคารบางแห่งก่อนปี 2020  

ประเทศจีนเตรียมเปิดตัวเหรียญ Cryptocurrency ของตัวเองอีกภายในไม่เกิน 1 ปี




พ.ย. 21, 2019


นาง Edith Yeung ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บริหารของกองทุนร่วม Proof of Capital ซึ่งมีเป้าหมายโดยตรงเกี่ยวกับการดำเนินการทางด้านเทคโนโลยี Blockchain ได้แสดงความเห็นต่อผู้สื่อข่าวอย่าง Arjun Kharpal และ Christine Tan จากสำนักข่าว CNBC ในระหว่างการประชุม CNBC East Tech West ในประเทศจีนว่าทางประเทศจีนนั้นจะดำเนินการเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลหรือ Digital Currency Electronic Payment (DCEP) ซึ่งมีมูลค่าเท่ากับสกุลเงินหยวน ภายในหกเดือนถึงหนึ่งปีนี้อย่างแน่นอน โดยได้กล่าวว่าทางรัฐบาลจีนได้มีแผนการดำเนินการดังกล่าวมานานหลายปีแล้ว อีกทั้งยังได้มีการระบุถึงหน่วยงานที่จะดำเนินการดังกล่าวโดยเฉพาะเป็นที่เรียบร้อยแล้วอีกด้วย 
อย่างไรก็ตามข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการดังกล่าวของประเทศจีนนั้นไม่ได้ถูกเปิดเผยมากนัก โดยเรายังไม่อาจรู้ได้ว่าสกุลเงินดังกล่าวนั้นจะอยู่บนฐานของเทคโนโลยีอย่าง Blockchain หรือไม่เสียด้วยซ้ำ แต่ทั้งนี้ทางธนาคารกลางของประเทศจีน หรือ People’s Bank of China (PBoC) ได้ออกมากล่าวยืนยันอย่างเป็นทางการถึงสกุลเงิน DCEP ดังกล่าวว่าจะยังคงมีคุณสมบัติด้านการไม่ถูกระบุตัวตนอยู่พอสมควร แต่เป็นการไม่ระบุตัวตนภายใต้การควบคุมของรัฐนั่นเอง
การประกาศถึงการดำเนินการดังกล่าวนั้นได้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การทำสงครามทางการค้าและเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐ ฯ และประเทศจีนซึ่งหลายคนได้มองว่าเป็นสงครามเพื่อการแย่งชิงความเป็นผู้นำบนเวทีโลก โดยในขณะนี้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ฯ นั้นยังคงเป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลกอยู่ โดยนาง Yeung ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่าการดำเนินการเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลของจีนนั้นจะช่วยขยายฐานการใช้งานสกุลเงินหยวนของประเทศอีกทั้งยังเป็นการต่อกรกับสหรัฐ ฯ ได้เลยทีเดียว 
นอกจากนี้แล้วเมื่ออ้างถึงโครงการนำร่องจากประธานาธิบดี Xi Jinping อย่าง One Belt One Road ซึ่งเป็นโครงการด้านการสร้างสาธารณูปโภคซึ่งเชื่อมต่อกันระหว่างประเทศนับ 60 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง โดยนาง Yeung ยังได้กล่าวเกี่ยวกับโครงการดังกล่าวว่า
“ใครจะสามารถจินตนาการได้ว่าในโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับโครงการนำร่องอย่าง One Belt One Road นั้นประเทศจีนนั้นอาจจะดำเนินการให้กู้ยืมโดยอาศัยสกุลเงินดิจิทัลของพวกเขา ซึ่งหากเป็นจริงตามนั้นแล้ว หลายประเทศก็น่าจะต้องการที่จะให้ความร่วมมือกับประเทศจีนในการนำสกุลเงินดิจิทัลดังกล่าวมาใช้”
นอกจากนี้แล้วเธอยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า 
“สหรัฐ ฯ นั้นควรที่จะเริ่มระดมความคิดและเตรียมพร้อมทางด้านกฎเกณฑ์อย่างจริงจังได้แล้ว อย่างน้อยที่สุดก็ควรที่จะเริ่มมีแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลสำหรับสกุลดอลลาร์สหรัฐ ฯ”
อีกทั้งเธอยังได้กล่าวถึงสกุลเงินคริปโตซึ่งริเริ่มจากบริษัทยักษ์ใหญ่ Facebook อย่าง Libra ว่าการดำเนินการดังกล่าวนั้นได้เป็นแรงบันดาลใจชั้นดีให้แก่เหล่านานาประเทศในการดำเนินการออกสกุลเงินดิจิทัลของตนเองอีกด้วย 

China’s Nationwide Blockchain Network BSN Will Launch in April 2020



JAN 08, 2020

By Helen Partz


China’s nationwide blockchain network, the Blockchain-based Ser­vice Net­work (BSN), will launch in April 2020, six months after it was rolled out for testing.

Backed by Chinese government policy think tank the State In­for­ma­tion Cen­ter (SIC), the ambitious project aims to provide a trusted and scalable infrastructure for supporting new blockchain projects as well as the development of smart cities and the digital economy.


BSN is a joint initiative of China’s state policy think tank and state-run companies

Tang Sisi, deputy head of the Smart City Development Research Center of the Chi­na’s State In­for­ma­tion Cen­ter (SIC), announced the news at the China Ur­ban Reg­u­la­tion In­no­va­tion Fo­rum in early January, Chinese finance-focused publication Sina Finance reported on Jan. 7. According to the executive, the BSN will be officially launched for commercial operation in April after the network was first released for internal beta testing in October 2019.

As previously reported, the BSN network is an interregional public infrastructure network that was jointly developed by the SIC, major China’s state-run telecom China Mobile and the Chinese government-supported payment card network China UnionPay, among others.

China to further strengthen blockchain adoption with the project

During the internal testing period between October 2019 and March 2020, the BSN network is reportedly set to involve a total of 400 enterprises and 600 developers, Sina reports. First piloted in the city of Hangzhou, the capital of east China's Zhejiang province, the BSN specifically intends to reduce technical and economic costs associated with developing blockchain adoption, SIC’ deputy director Zhang Xueying said.

As the Chinese government has been gradually strengthening its blockchain adoption and expertise, the establishment of a new national grade blockchain network is apparently an important milestone in its approach. Alongside the active development of blockchain applications, China has been working hard to introduce its own digital currency.


According to a Jan. 6 report by Cointelegraph, development of a government-backed digital currency at the People’s Bank of China is progressing smoothly.

https://cointelegraph.com/news/chinas-nationwide-blockchain-network-bsn-will-launch-in-april-2020