วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2563

สรุปข่าวเด่นคริปโต ในรอบสัปดาห์ 13 – 19 เมษายน 2020

สรุปข่าวเด่นข่าวดังของ Bitcoin และ cryptocurrency อื่น ๆ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

ธนาคารกลางจีน กล่าวว่า “หยวนดิจิทัล” อาจได้ใช้ในช่วงกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2022


ธนาคารกลางจีน กล่าวว่า “หยวนดิจิทัล”
อาจได้ใช้ในช่วงกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2022


วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2563

ผู้คนใช้จ่ายด้วย Crypto เกี่ยวกับอาหารและเสื้อผ้า มากกว่ายาเสพติดที่ผิดกฎหมาย


ผู้คนใช้จ่ายด้วย Crypto เกี่ยวกับอาหารและเสื้อผ้า มากกว่ายาเสพติดที่ผิดกฎหมาย
  • Radius
  •  เมษายน 21, 2020
  • การสำรวจที่เผยแพร่โดย Visual Objects ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยพบว่า การซื้ออาหารและเสื้อผ้าเป็นกรณีการใช้งานที่มากที่สุดสำหรับ cryptocurrencies
    การสำรวจนี้ จะเน้นไปที่ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างการรับรู้และความเป็นจริงของวิธีการใช้สกุลเงินดิจิตอล หลายคนที่ตอบแบบสำรวจกล่าวว่า กรณีการใช้งานที่ดีที่สุดสำหรับ cryptocurrencies คือการซื้อขายและกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย
    การสำรวจนี้รวบรวมข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถาม 983 คนในสหรัฐอเมริกา ที่มีความคุ้นเคยกับสกุลเงินดิจิทัล รวมถึงผู้ที่ซื้อสินค้าโดยใช้สินทรัพย์ crypto กว่า 120 ราย
    40% ของผู้ตอบแบบสอบถามคิดว่า การเก็งกำไรเป็นกรณีการใช้งานที่โดดเด่นที่สุดของ crypto ตามมาด้วยการซื้อของที่ผิดกฎหมาย 30% และอิเล็กทรอนิกส์ 23% ตัวเลือกที่ได้คะแนนต่ำสุดคือเสื้อผ้าและอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ 15% และการซื้ออาหารอยู่ที่ 14%

    Picture 1

    อย่างไรก็ตามเมื่อถามผู้ที่ซื้อสินค้าด้วย Crypto พบว่า “อาหาร” ติดอันดับรายการซื้อที่พบบ่อยที่สุดของ cryptocurrency ที่ 38% ตามด้วยเสื้อผ้าที่ 34% และการเก็งกำไรที่ 29% ยาเสพติดและอาวุธปืนได้คะแนนต่ำสุด 11% และ 15% ตามลำดับ

    ภาพที่ 2

    การชำระเงินด้วย Crypto ก็เป็นที่นิยมเช่นกัน

    การสำรวจเมื่อเร็ว ๆ นี้จัดทำโดย The Economist และ Crypto.com ก็พบว่าการชำระเงินเป็นกรณีการใช้งานที่สำคัญสำหรับสินทรัพย์ Crypto
    34.2% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด กล่าวว่าการชำระเงินออนไลน์เได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับสกุลเงินดิจิตอล
    “นี่เป็นตัวบ่งบอกที่แข็งแกร่งของแนวโน้มว่าสกุลเงินดิจิทัลนั้นอยู่ในทิศทางที่ถูกต้องสำหรับการนำไปใช้งานจริง ด้วยความสามารถในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม และการชำระเงิน”

    วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2563

    ธนาคารแห่งประเทศจีนยืนยัน!! “หยวนดิจิตอล” จะยังใช้งานได้ แม้ไม่มีอินเตอร์เน็ต




    ธนาคารแห่งประเทศจีนยืนยัน!! “หยวนดิจิตอล” จะยังใช้งานได้ แม้ไม่มีอินเตอร์เน็ต
  • Radius
  •  เมษายน 20, 2020

  • ธนาคารแห่งประเทศจีน (Bank of China) ยืนยันว่าการทดสอบสกุลเงินดิจิทัล ทำให้ชาวจีนตื่นเต้นกันมาก โดยธนาคารได้เปิดเผยถึงวิธีการทำงานออกมาอย่างเป็นทางการ

    ตัวแทนธนาคารยืนยันใน China Central Television เมื่อวันที่ 19 เมษายนว่า สกุลเงินดิจิทัลใหม่ (หรือที่เรียกว่า DC / EP หรือ “Digital Currency / Electronic Payment”) ได้ทำการทดสอบนำร่องในเมืองเซินเจิ้น ซูโจว สงอัน เฉิงตู
    อย่างไรก็ตามนักวิจัยได้ย้ำว่า การทดสอบในปัจจุบันไม่ได้หมายความว่าหยวนดิจิตอลจะเปิดให้ใช้งานแก่สาธารณะ 
    “การทดสอบในปัจจุบันของ หยวนดิจิตอล จะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ของสถาบัน และจะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบการออกเงินหยวนและการไหลเวียนของเงินหยวน รวมทั้งตลาดการเงินและเศรษฐกิจสังคมนอกการทดสอบ”
    เพื่อให้มั่นใจว่าสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางจะไม่ได้ถูกขายออกไปเกินกำหนด สถาบันการเงินจะจ่ายเงินสำรอง 100% ให้กับธนาคารกลาง  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเมื่อเหรียญดิจิตอลถูกเปิดใช้งาน ธนาคารประชาชนของจีนจะแลกเปลี่ยนเงินหยวนดิจิทัลให้แก่ธนาคารหรือหน่วยงานอื่น ๆ ก่อน และหน่วยงานเหล่านี้จะเป็นผู้กระจายสกุลเงินดิจิทัลให้แก่สาธารณะ

    การออกแบบทางเทคนิคและคุณสมบัติหลัก ๆ

    ธนาคารดำเนินการออกแบบ top layer เสร็จสมบูรณ์แล้ว พร้อมด้วยสกุลเงินดิจิทัลที่ใช้สถาปัตยกรรม two-layer และระบบการจัดส่งสองชั้น
    หากฟังก์ชั่นการชำระเงินของธนาคารออนไลน์และแพลตฟอร์มการชำระเงินหยุดทำงาน เนื่องจากสัญญาณเครือข่ายไม่ดี , เทคโนโลยี dual offline ของ DC / EP จะทำให้แน่ใจว่าเงินหยวนดิจิทัลจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนกับเงินกระดาษหยวน 
    ในกรณีที่ไม่มีสัญญาณของเครือข่าย แต่ตราบใดที่มีโทรศัพท์มือถือสองเครื่องที่มีกระเป๋าเงินดิจิตอล DC / EP แค่นำมาแตะกัน ฟังก์ชั่นการโอนหรือการชำระเงินก็ยังทำงานได้
    ตามที่ธนาคารระบุ หยวนดิจิตอลไม่ได้เชื่อมโยงกับบัญชีธนาคารใด ๆ พวกเขาอ้างว่ามันเป็นอิสระจากการควบคุมของระบบธนาคารแบบดั้งเดิม 
    ธนาคารยังบอกด้วยว่าเมื่อเทียบกับ Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลใหม่นี้จะมีความเสถียรโดยธรรมชาติมากกว่า

    วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2563

    อดีตรองประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนแสดงความเห็นเกี่ยวกับ ICO และ “หยวนดิจิตอล”

    อดีตรองประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนแสดงความเห็นเกี่ยวกับ ICO และ “หยวนดิจิตอล”

    ในระหว่างการสัมภาษณ์ Chen ถูกขอให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ICO หลอกลวงที่มีออกมาอย่างต่อเนื่องในประเทศจีน โดย Chen เชื่อว่า ICO และการซื้อขายสกุลเงินดิจิตอลจะต้องถูกห้ามอย่างสมบูรณ์ในอนาคต 
    “ผมเชื่อเสมอว่าการเก็งกำไรในสกุลเงินดิจิตอลและ ICO ไม่ใช่ทิศทางของการพัฒนาทางการเงิน และต้องถูกห้ามอย่างเด็ดขาด”
    หนึ่งในปัญหาหลักในการควบคุมเกี่ยวกับขบวนการแชร์ลูกโซ่ นั่นคือไม่มีการแบ่งการกำกับดูแลที่ชัดเจนในกฎหมายปัจจุบัน Chen คิดว่าเพื่อที่จะปราบปรามโครงการ ICO หลอกลวงและการเก็งกำไรใน cryptocurrency หน่วยงานกำกับดูแลทั้งหมด รวมถึงคณะกรรมการกำกับดูแลการธนาคารและการประกันภัย , คณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ควรจะต้องมีการทำงานร่วมกัน
    แม้ว่า Chen คิดว่าการเก็งกำไรใน cryptocurrency นั้นผิดกฎหมาย แต่เขาชี้ให้เห็นว่าการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเรื่องที่แตกต่างออกไป เขาบอกว่าสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถซื้อขายได้กับสกุลเงิน Fiat 
    “สำหรับการทำธุรกรรมสกุลเงินดิจิตัล ผมเชื่อว่ามันจะมีความเข้มงวดมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ธนาคารและสถาบันการเงินที่เป็นทางการจะถูกห้ามมิให้เป็นช่องทางสำหรับการทำธุรกรรมสกุลเงินดิจิตอล แต่การซื้อขายแบบส่วนตัวอาจยังมีต่อไป แต่จะไม่เป็นที่นิยม”
    Chen กล่าวว่าจีนกำลังเตรียมการสำหรับ DCEP (Digital Currency Electronic Payment) นับตั้งแต่ปี 2015 เขาอธิบายว่า DCEP นั้นเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติที่สำคัญสำหรับจีน “เราจะต้องก้าวไปข้างหน้า อย่างน้อยก็ในด้านเทคโนโลยี และด้วยวิธีนี้จะทำให้หยวนดิจิตอลเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศในอนาคต”

    ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดรับสมัครงานด้านเงินดิจิทัลแล้ว หรือเพื่อพัฒนาอินทนนท์?


    ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดรับสมัครงานด้านเงินดิจิทัลแล้ว หรือเพื่อพัฒนาอินทนนท์?

    เม.ย. 14, 2020

    ประกาศจากทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้เปิดรับสมัครตำแหน่งงานนักวิเคราะห์ระบบ/นักวิเคราะห์ระบบอาวุโส โครงการยุทธศาสตร์สกุลเงินดิจิทัลแล้วล่าสุดโดยจะปิดรับสมัครในวันที่ 31 พฤษภาคม 2563
    จากประกาศดังกล่าวอาจชี้ให้เห็นว่าการรับสมัครบุคลากรในตำแหน่งนี้เป็นไปเพื่อนำมาพัฒนาโครงการอินทนนท์ เพราะทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้พัฒนาโครงการอินทนนท์นี้มาอยู่เรื่อยๆ ก่อนหน้านี้ก็ได้มีการทดสอบระบบของเหรียญอินทนนท์ไปซึ่งก็เป็นข่าวดีต่ออุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีของประเทศไทย
    หากดูจากประกาศจะพบเลยว่าความรับผิดชอบหลักของผู้มาสมัครตำแหน่งนี้คือออกแบบและพัฒนาระบบงาน Central Bank Digital Currency (CBDC), ศึกษาและติดตามเชิงลึกด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ Cryptocurrencies และ CDBC, ติดตามพัฒนาการทางเทคนิคของ Distributed Ledger Technology (DLT) หรือ Blockchain และพัฒนาการด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ ด้านเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) และประสานงานกับหน่วยงานภายนอก ธปท. ที่เกี่ยวกับการออกแบบ พัฒนา ต่อยอดการใช้งาน CBDC หรือโครงการที่เกี่ยวข้องกับ DLT ยิ่งตอกย้ำว่าโครงการอินทนนท์ใกล้จะเปิดตัวออกมาให้เราได้เห็นกันแล้ว

    https://siamblockchain.com/2020/04/14/thai-central-bank-recruit-computer-engineer-staff-to-develop-its-own-crypto/

    รัฐบาลจีน ประกาศเปิดตัว “แพลตฟอร์มบล็อกเชนแห่งชาติ” ในวันที่ 25 เมษายน นี้


    รัฐบาลจีน ประกาศเปิดตัว “แพลตฟอร์มบล็อกเชนแห่งชาติ” ในวันที่ 25 เมษายน นี้
    แพลตฟอร์มเครือข่ายบล็อกเชนแห่งชาติของจีน ซึ่งเป็นเครือข่าย Blockchain-based Service Network (BSN) เตรียมจะเปิดตัวในวันที่ 25 เมษายนนี้
    โครงการนี้นำโดยหน่วยงานของรัฐบาลจีน , ศูนย์ข้อมูลของรัฐ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะช่วยให้ บริษัทสามารถปรับใช้ blockchain applications ได้เร็วขึ้นและราคาถูกกว่า
    “โครงสร้างการดำเนินงานและการบำรุงรักษาที่มีต้นทุนสูงเป็นปัญหาหลักในปัจจุบันที่มีผลต่อการพัฒนา blockchain [… ] ดังนั้นจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในอุตสาหกรรม ในการสร้างpublic infrastructure network” กล่าวโดย BSN Development Association ใน whitepaper ล่าสุด (มีแนบด้านล่าง) 
    ขณะนี้ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 100,000 หยวน ($14,000) เพื่อสร้างกลุ่มเครือข่ายท้องถิ่น blockchain แบบดั้งเดิมสามเครือข่ายในพื้นที่ โดยสมาคมกล่าวเสริมว่า BSN จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงเหลือเพียง 2,000 ถึง 3,000 ($280 – $ 425) ) ต่อหนึ่งปีเพื่อจัดตั้งและเปิดดำเนินการ
    “สิ่งนี้จะส่งเสริมให้องค์กรธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาด micro-sized และบุคคลทั่วไป เช่น นักเรียน สามารถใช้ BSN ในการคิดค้นและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยเร่งการพัฒนาอย่างรวดเร็วและเพิ่มการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนอย่างกว้างขวาง” สมาคมกล่าว
    เครือข่าย BSN ได้รับการเปิดตัวครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2019 โดยสมาคมซึ่งมีสมาชิกผู้ก่อตั้งรวมถึงศูนย์ข้อมูลของรัฐ รวมถึง บริษัท 5 แห่งจากสามอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ โทรคมนาคม การเงินและเทคโนโลยี
    สมาชิกเหล่านั้นได้แก่ China Mobile Communications Corporation Design Institute และ China Mobile Communications Corporation Government  และ บริษัทที่ให้บริการแก่องค์กร (telecom), China UnionPay Corporation และ China Mobile Financial Technology (financial) และ Beijing Red Date Technology (เทคโนโลยี / ซอฟต์แวร์)

    สมาคมกล่าวว่า BSN ได้สร้างโหนดสาธารณะเกือบ 100 แห่งในประเทศจีน ด้วยการสนับสนุนจากผู้ให้บริการโทรคมนาคมสามราย ได้แก่ China Mobile, China Telecom และ China Unicom
    https://bitcoinaddict.org/2020/04/16/china-is-set-to-launch-its-national-blockchain-platform-next-week/


    เทคโนโลยี Blockchain คืออะไร?



    เทคโนโลยี Blockchain คืออะไร

    ในช่วงไม่กีปีที่ผ่านมาเราจะเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นกระแสอยู่มากเลยไม่ว่าจะข่าวสารหรือแม้แต่เงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin ที่ราคาพุ่งสูงเมื่อต้นปี 2018 แล้วเทคโนโลยีคืออะไรหละทำไมดูเข้าใจยากกัน

    ทำไมเทคโนโลยี Blockchain ถึงฟังดูเข้าใจยาก

    ก่อนอื่นสิ่งที่ผมอยากจะบอกคือ Blockchain เป็นเทคโนโลยีที่เพิ่งเกิดขึ้นมา 10 กว่าปีโดยมันถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับ Bitcoin ซึ่งมันเป็นธรรมดาครับที่มันอาจจะเข้าใจยาก มันก็เหมือนกับวันที่เรามีอินเทอร์เนตวันแรกเมื่อนานมาแล้วมันก็เข้าใจยากเช่นกัน คุณลองคิดดูว่าถ้าคุณเคยส่งจดหมายปกติ อยู่ๆมาวันนึงเราใช้อีเมล์เราก็คงจะงงน่าดูซึ่งเทคโนโลยี Blockchain ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจมากครับ marc andreessen Co-founder ของ Netspace เคยกล่าวกับเทคโนโลยี Blockchain ไว้ว่า
    “เป็นครั้งแรกที่ผู้ใช้งานอินเทอร์เนตสามารถส่งสินทรัพย์ดิจิทัลไปให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เนตได้ โดยการส่งแบบนี้มีความปลอดภัยและทุกคนจะรับรู้ร่วมกันว่ามันถูกส่งไปที่นั้น และไม่มีใครสามารเปลี่ยนแปลงมันได้”

    ระบบรวมศูนย์ (Centralized) และ ระบบกระจายศูนย์ (Decentralized)

    แล้วจริงๆเทคโนโลยี Blockchain คืออะไร จริงแล้วเทคโนโลยี Blockchain เป็นแค่การเก็บข้อมูลเป็น Data base เหมือนเวลาคุณเซฟงานไว้ในคอมนั้นแหละครับ แต่ว่าสิ่งที่ต่างออกไปนั้นคือการที่ข้อมูลนนั้นถูกเก็บไว้หลายๆที่หรือที่เรามันจะได้ยินบ่อยๆว่า Decentralized ส่วนการเก็บข้อมูลไว้ที่ๆเดียวเราจะเรียกมันว่า Centralized ซึ่งถ้าเราเข้าใจ Keyword สองคำนี้เราจะเข้าใจ Blockchain อย่างกระจ่างเเจ้ง

    ระบบรวมศูนย์ (Centralized) 

    ตัวอย่างของการเก็บข้อมูลแบบ Centralized ที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดคือ ธนาคาร เมื่อเราเดินไปเปิดบัญชีและต้องการโอนเงิน เช่นถ้าผมต้องการโอนเงินให้เพื่อนผม ผมก็ต้องไปที่ธนาคาร ตู้เอทีเอมหรือ mobile banking โดยธนาคารจะเป็นคนมาตรวจสอบว่าผมมีเงินจริงไหมหลังจากนั้น ธนาคารจะนำเงินส่งไปให้เพื่อนผม ซึ่งรูปแบบนี้ ธนาคารเป็นตัวกลาง ธนาคารมีเงินของผมอยู่ในตอนที่ส่งให้กับเพื่อนผม มันไม่เหมือนกับการที่ผมเดินไปหาเพื่อนผมแล้วยื่นเงินสดให้ เพื่อนของผม ธนาคารทำหน้าที่เป็นตัวกลางนำเงินของผมไปมอบให้กับเพื่อน และนี่เป็นตัวอย่างของระบบ Centralized
    ซึ่งการมีระบบ Centralized นั้นก็มีข้อดีอย่างระบบธนาคารทุกวันนี้ก็ช่วยอำนวยความสะดวกถ้าเราจะโอนเงินไปไหนเช่นถ้าเพื่อนผมอยู่เชียงใหม่ ถ้าไม่มีตัวกลางนี้มาช่วยก็คงจะลำบากพอสมควร แต่ระบบรวมศูนย์นี้ก็มีข้อเสียเช่นกันเพราะบางครั้งศูนย์กลางมีอำนาจเกินไป เช่นถ้าระบบธนาคารพังเราก็จะถอนเงินไม่ได้ อย่างในกรณีที่ E banking ปิดปรับปรุง
    ถ้าหากเป็นเวลาที่ธนาคารปิดแล้วคุณก็จะโอนเงินไม่ได้ ตลกไหมครับเงินเป็นของคุณแต่คุณทำอะไรไม่ได้ การที่คุณเอาเงินไปฝากธนาคารเนี่ยเงินไม่ใช่ของคุณ เวลาที่เราเอาเงินไปฝากธนาคารอยากให้ทุกคนคิดดูว่าเงินเป็นของเราจริงๆไหม คำตอบคือไม่นะครับเพราะจริงๆแล้วธนาคารสามารถนำเงินของเราไปปล่อยกู้บางคนอาจจะไม่รู้ แต่จริงๆมันมีตั้งแต่ตอนเราเซ็นเปิดบัญชีแล้ว
    อย่างในกรณีที่เรารู้กันอย่างกรณีหวยสามสิบล้าน ลุงจรูญถูกล็อตตารี่ 30 ล้านพอมาวันรุ่งขึ้นปรากฎว่าวันรุ่งขึ้นลุงจรุญโดนยึดเงินพูดง่ายๆคือเงินของเราในทุกวันนี้มีตัวกลางที่มีอำนาจเหนือเงินของเราเต็มไปหมด
    ข้อเสียอีกอย่างของระบบตัวกลางนั้นต้องใช้เงินมหาศาลในการจะสร้างระบบบตัวกลาง ธนาคารต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยรวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกมากมายเพื่อป้องกันระบบและดูแลและนี่คือข้อเสียของระบบ Centralized

    ระบบกระจายศูนย์ (Decentralized)

    พอเราพูดถึง Decentralized ที่มากับ Blockchain โดยมันมีความหมายว่าการกระจายตัว ในระบบ Centralized คือการที่มีตัวกลางเช่นธนาคารในการควบคุม แต่พอเป็นระบบ Decentralized คือแนวคิดที่ว่าเราจะให้คนทุกคนในระบบมาดูแลร่วมกัน
    สมมติว่าเรามีคน 10 คนถ้าเป็นระบบ Centralized  จะมีคนๆหนึ่งที่คอยดูแลระบบนี้คอยจัดการโอนเงิน แต่พอเป็นระบบ Decentralized คือการที่เราบอกว่าเราจะไม่เอาตัวกลาง เดียวคน 10 คนนี้จะร่วมกันตรวจสอบระบบ คำถามคือคน 10 คนนี้จะตรวจสอบยังไงเมื่อไม่มีตัวกลางแล้ว

    วิธีการที่ Blockchain นำเสนอครับ Blockchain เสนอว่าเราจะทำแบบนี้แล้วกัน เราจะให้ทุกคนเก็บข้อมูลของคนทุกคน ซึ่งตรงนี้ผมจะขอยกตัวอย่างมาจาก Bitcoin นะครับ ซึ่งเป็นเทคโนโลยี Blockchain ตัวแรกที่กำเนิดขึ้น โดยทีนี้ Bitcoin เขานำเสนอว่า เขาจะให้ทุกคนเก็บบัญชีของคนทุกคน สมมติว่าตอนนี้มีคน 10 คนใช่มั้ยครับ สมมติผมเป็นคนที่1 คนที่1 ก็ต้องเก็บบัญชีของคนที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่7 8 9 10 ไว้ คนที่2 ก็ต้องเก็บข้อมูลคนที่1 3 4 5 6 7 8 9 แบบนี้ไปเรื่อยๆ ครับจนครบ 10 คน
    คือเราจะมีสำเนาการโอนข้อมูลธุรกรรมของคนทุกคนในบัญชีของเรา และทุกคนก็จะมีบัญชีของเราด้วย ซึ่งการระบบตรวจสอบ ซึ่งการที่ทำแบบนี้มันทำให้ตรวจสอบคนได้ สมมติว่าผมจะโอนเงินไปที่คนที่2 ผมยกตัวอย่างว่าเขาคือนายB ละกัน มันไม่ใช่แค่ว่าผมโอนไปให้นายB แล้วจบ ผมจะต้องบอกทุกคนด้วยว่าผมโอนข้อมูลไปให้นายB เพื่อที่ทุกคนจดบัญชีเหมือนกัน ทีนี้ด้วยระบบแบบนี้มันจะปลอมแปลงได้ยาก เพราะคุณลองคิดดูว่าสมมติว่าใน 10 คนนี้คิดจะแก้บัญชี หรือพูดง่ายๆ คือจะโกงระบบ สิ่งที่เขาต้องทำคือเขาต้องไปแก้บัญชีของเขา และก็แก้บัญชีของคนอื่นด้วย และถ้าเกิดจะให้ครอบคลุมต้องแก้บัญชีของคนเกินครึ่งถึงจะแก้ได้ ถึงจะโกงระบบสำเร็จ
    ทีนี้มันก็เลยค่อนข้างยากครับ ถ้าเทียบกับระบบ Centralized เมื่อเทียบกับระบบ Centralized คือเหมือนกับเรายัดตัวกลาง โจมตีตัวกลางตัวเดียว ถ้าขโมยเงินได้ก็จบ แต่พอเป็นระบบรูปแบบบัญชีที่ทุกคนเก็บด้วยกัน ทุกๆ คนถ้าเกิดจะขโมยก็ต้องขโมยทุกๆ คน ถ้าเกิดให้แก้บัญชีก็ต้องแก้คนทุกคนครับ นี้เป็นคอนเซ็ปของเทคโนโลยี Blockchain
    แต่จริงๆ คอนเซ็ปที่การเราเก็บข้อมูลบัญชีแยก จริงๆ มันมีมานานแล้ว มันมีมาก่อน Blockchain ครับ มันเป็นเทคโนโลยีที่เรียกว่า distributed ledger หรือพูดง่ายๆ คือการเก็บสำเนาข้อมูลบัญชีแบบกระจาย ซึ่งมีมานานแล้วแหละ แต่ทีนี้สิ่งที่ Blockchain นำเสนอเพิ่มขึ้นมาใหม่ก็คือ อย่างนึงคือการรูปแบบการเก็บข้อมูลของ Blockchain
    ปกติถ้าเกิดลองให้เราคิดไป สมมติว่าใน database อันนึงเราจะเก็บข้อมูลเป็นแถว ใช่มั้ยครับเป็นแถว ถ้าเกิดใครเคยเล่นโปรแกรม Excel มันจะเป็นแบบนั้นเลยเป็นแถวเป็นตารางเรียงลงมา ถ้าเกิดคนที่เรียนคอมพิวเตอร์ก็จะรู้หน่อยว่าระบบ database ที่ใช้เป็น sql เป็นยังไงนะครับ ทีนี้พอมาถึงเป็น Blockchain เขาบอกว่าเราจะเก็บข้อมูลเป็น Block และอ้างอิงกันด้วย chain เราถึงเรียกว่า Blockchain นะครับ
    โดยแต่ละ Block เนี่ยจะมีข้อมูลธุรกรรมจำนวนนึงไว้นะครับ แล้วก็ chain จะเป็นสิ่งที่อ้างอิงข้อมูลธุรกรรมอีกกล่องนึง มันคล้ายๆ กับว่า สมมติว่าตอนนี้ ผมมีการโอนเงินในจังหวะนึง ในเวลานึงละ ถูกเก็บอยู่ใน Block ที่ 0 ซึ่งเป็น Block แรกครับ และเมื่อมีการโอนเงินไปอีกส่วนหนึ่งนึงนะครับ หรือเรียกได้ว่าเกิดอีกเวลานึง มันจะถูกเก็บอยู่ใน Block ที่1 นะครับ 0 กับ 1 ทีนี้ตอนที่มันลิงค์ไป Block ที่1 ใน Block ที่1 มันจะเก็บข้อมูลของ Block ที่ 0 ไว้
    ก็คือคล้ายๆ ในกล่องที่ 1 จะมีข้อมูลตัวสุดท้ายที่เขียนไว้ว่าใน Block ที่0 มีข้อมูลแบบนี้ๆๆ นะ แล้ว Block ที่ 2 Block ที่3 Block ที่4 มันก็จะเก็บข้อมูลอ้างอิงของ Block ที่แล้วมาเรื่อยๆ ทีนี้สิ่งที่เกิดขึ้นมันเกิดอะไรขึ้น สมมติว่าถ้าเกิดไปแก้ข้อมูลใน Block ที่1 อะไรก็ตามอะไรก็ได้นะครับ สมมติว่าผมแก้ว่าจากการโอนจากนาย A ไปนาย B จากเนี่ยผมให้ โอนเงินให้นาย B ล้านนึงเลย ผมแก้ไปจะเกิดอะไรขึ้น
    สิ่งที่เกิดขึ้นคือในระบบ Blockchain สมมติผมแก้ Block ที่ 1 Block ที่ 2 มันจะมีการเก็บข้อมูลไว้ว่า จริงๆ แล้ว Block ที่ 1 มันเคยมีข้อมูลอะไรกันไว้ เก็บไว้นะครับ พอผมแก้ปุ๊บระบบจะตรวจสอบได้ทันทีว่าอ้าว Block ที่1 ไม่ตรงกับ Block ที่ 2 แล้วหนิ ข้อมูลอ้างอิงไม่ตรงกันแล้ว แล้วก็แก้ให้เป็นเหมือนเดิม และนี้เป็นเหตุผลนึงที่ทำให้เทคโนโลยี Blockchain ปลอดภัยมาก
    โดยถ้าเกิดสมมติถ้าถามว่า Blockchain มันปลอดภัยถึงขั้นไหน ซึ่งผมก็ต้องกล่าวว่า มันก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบระบบว่ามันจะปลอดภัยแค่ไหนนะครับ อย่าง Blockchain ที่เรียกว่าปลอดภัยที่สุดในโลกคือ Bitcoin นะครับ โดย Bitcoin ถูกรักษาความปลอดภัยด้วยคอมพิวเตอร์กว่าหมื่นตัว แล้วก็กำลังขุดปริมาณมหาศาลมากๆ เลยนะครับ เดี๋ยวเรื่องการขุดมันจะมีอินดีเทลเยอะหน่อยครับ
    เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังใน ep ถัดๆ ไปนะครับ แต่ตอนนี้อยากให้เข้าใจก่อนว่า Blockchain รูปแบบที่เป็น Decentralized มันเป็นยังไง การเก็บ Blockchain ที่เป็น Block เป็น chain มันเป็นยังไง ทีนี้ตามที่ผมเล่าไป สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ด้วยการเก็บข้อมูลแบบกระจาย แล้วการที่ข้อมูลเก็บเป็น Block เป็น chain เนี่ย ข้อมูลมันจะปลอดภัยมากเลยใช่มั้ยครับ ปลอดภัยมากเลยเพราะมัน hack ยากมากนะครับ ยิ่ง Bitcoin เป็นไปไม่ได้ที่แทบจะ hack ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เป็นไปได้ในทางทฤษฎีแต่ปฎิบัติเป็นไปได้ยากสำหรับ Bitcoin

    Blockchain คือกับความน่าเชื่อถือของข้อมูล

    ทีนี้ในเมื่อ Blockchain กลายเป็นระบบที่มั่นคงปลอดภัยมากๆ มันเกิดอะไรขึ้นนะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ถ้าเกิดเราเก็บข้อมูลอะไรไปใน Blockchain มันกลายเป็นข้อมูลที่คุณสามารถเชื่อได้ว่าข้อมูลนี้เป็นจริง เพราะว่าในเมื่อ Blockchain เป็นสิ่งที่ปลอดภัยมาก เพราะฉะนั้นข้อมูลนี้มันควรจะแบบไม่ควรถูก hack ปลอดภัยมากๆ ไม่ควรจะมีอะไรมาแตะต้องไม่เลยนะครับ และนี้เป็นสิ่งที่ Blockchain นำเสนอคือ Security มหาศาลที่จะทำให้ข้อมูลเป็นจริงนะครับ
    https://bitcoinaddict.org/2019/12/13/what-is-blockchain-technology/