วันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2562

เงินดิจิทัลจีน จะเกิดขึ้นหรือไม่




Social Banking เกิดมาเพื่อฆ่าธนาคาร..จริงๆ



3 แอพหลักๆที่คนใช้กันทั่วโลก คือ.......



Social Banking เกิดมาเพื่อฆ่าธนาคาร..จริงๆ



หยวนดิจิทัล..เปิดตัวแน่นอน : เงินดิจิทัลจีน




จีนจะ “เปิดตัว” สกุลเงินดิจิทัล ของตัวเองอย่างแน่นอนภายใน 6 – 12เดือนข้างหน้า
Edith Cheung 
นักลงทุนด้านบล็อคเชนในประเทศกล่าวอย่างมั่นใจ

**********************************

    Edith Cheung จาก Proof of Capital ได้พูดคุยกับ สำนักข่าว CNBC เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2019  ซึ่งเขาได้แสดงความมั่นใจเกี่ยวกับการมาถึงของสกุลเงินดิจิทัลของจีน

              “ฉันคิดว่าจะมีการเปิดตัวภายในหกถึงสิบสองเดือนข้างหน้าแน่นอน”   

เขาบอกเกี่ยวกับกรอบเวลาของการเปิดตัว 

ประเทศจีนนั้นได้เปิดเผยว่ามีการพัฒนาเงินหยวนดิจิตอลมาหลายปีแล้ว  แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลก็ปฏิเสธที่จะระบุว่า เมื่อใดกันเล่าที่มันจะกลายเป็นความจริงซะที
อย่างไรก็ตาม Cheung ก็เชื่อว่าประเทศต่างๆก็เริ่มมีการตอบสนองแล้ว เนื่องจาก
ดูเหมือนจีนจะกลายเป็นประเทศแรกของโลกที่จะออกเงินดิจิทัลของชาติ 

“ฉันคิดว่าสหรัฐอเมริกาควรจะต้องรีบเร่งมือแล้ว โดยเฉพาะแนวคิดและนโยบายที่รัดกุม อย่างน้อยก็เป็นทิศทางสำหรับดอลลาร์สหรัฐแบบดิจิตอล”  Edith Cheung กล่าว

ประเทศจีนยังคงอยู่ในความสนใจ เนื่องจากแผนเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัล ยังคงดำเนินการควบคู่ไปกับการรับรองเทคโนโลยีบล็อกเชนอย่างเป็นทางการ    จากการ
ประกาศเมื่อเดือนที่แล้วโดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง โดยนโยบายดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อโครงการบล็อกเชนของจีน ซึ่งหลายโครงการราคาของโทเค็นก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่น Neo หรือ ONT

*************************  

ข่าววันที่        20 พฤศจิกายน 2019
เขียนโดย     
Hatake Kakashi

จีนเตรียมออกเงินดิจิตอลของตนเอง





จีนเตรียมออกเงินดิจิตอลของตนเอง


ธนาคารกลางของจีน (People’s Bank of China :PBOC)  Central Bank of the People's Republic of China กำลังพัฒนาเงินดิจิตอลของตนเองขึ้นมา นับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน และจะเป็นคู่แข่งบนแพลตฟอร์ม Consumer Payment อื่นอย่างเช่น Alipay, WeChat 
ทีมค้นคว้าวิจัยของธนาคารกลางของจีนได้เริ่มวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาเงินดิจิตอลมาตั้งแต่     ปี 2014 และได้เริ่มประสบความสำเร็จ โดยได้ทดลองใช้งานต้นแบบเงินดิจิตอลที่พัฒนาขึ้นมาแล้ว นี่ทำให้การพัฒนาเงินดิจิตอลเพื่อใช้งานจริงใกล้ประสบความสำเร็จ และจะทำให้ธนาคารกลางของจีน เป็นธนาคารกลางแรกของโลก ที่สร้างเงินดิจิตอลขึ้นใช้ เป็นเงินดิจิตอลที่สามารถซื้อได้ทุกสิ่ง ตั้งแต่บะหมี่ไปจนถึงรถยนต์ และอื่นๆ 

ข้อดีของการใช้เงินดิจิตอล มีหลายประการเช่น ไม่ต้องใช้เงินจริงไม่ว่าจะเป็นธนบัตร หรือเหรียญ ในการซื้อสินค้าอีกต่อไป และไม่ต้องอาศัยตัวกลางอย่างเช่น บัตรเครดิต เดบิต ของธนาคารในการซื้อขายสินค้า ทำให้ลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการใช้คนกลาง ผู้ซื้อ ผู้ขาย สามารถซื้อขายสินค้าทางออนไลน์หรือแม้แต่ออฟไลน์ได้โดยตรง ด้วยเงินดิจิตอล 

สำหรับธนาคารกลางจีน ที่สร้างสกุลเงินดิจิตอลขึ้นนี้ จะส่งให้กับธนาคารต่างๆ ซึ่งผู้บริโภคสามารถ top up สกุลเงินจากตู้ฝาก-ถอนอัตโนมัติไปที่กระเป๋าเงินดิจิตอลของตนบนสมาร์ทโฟน และ Smart Devices อิ่นๆ ทำให้การซื้อชายสินค้าทำได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็น ทางออนไลน์หรือออฟไลน์ คือ การซื้อสินค้าจากร้านค้าทั่วไป 

นอกจากจีนแล้ว ยังมีอีกหลายประเทศ เช่น อินเดีย, แคนาดา, เนเธอร์แลนด์, สิงคโปร์ ก็มีความตั้งใจจะสร้างเงินดิจิตอลขึ้นมาใช้งานเช่นกัน สำหรับจีน การพัฒนาเงินดิจิตอลขึ้นมาใช้งานนั้น น่าจะสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวจีนมาก เพราะผู้บริโภคชาวจีนมีการใช้จ่ายเงินในการซื้อสินค้าด้วยเงินดิจิตอลในรูปแบบต่างๆอยู่แล้ว เช่น Alipay, WeChat และรวมไปถึง Bitcoin

สำหรับเงินดิจิตอลของจีนที่กำลังจะนำออกมาใช้งานนี้ พัฒนาขึ้นบนเทคโนโลยี Blockchain เช่นเดียวกับเงินดิจิตอล Bitcoin ที่โด่งดัง (เคยมีรายงานข่าวว่าคนจีนในประเทศจีนใช้เงินดิจิตอล Bitcoin มากที่สุดในโลก)

การประกาศการพัฒนาเงินดิจิตอลขึ้นใช้งานของธนาคารกลางจีนนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อธนาคารทั่วไปในจีน รวมถึงบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ Consumer Psyment อย่าง Alibaba (Alipay) และ Tencent (WeChat) ซึ่งทำให้ทั้งธนาคารและบริษัทเหล่านี้ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ใหม่ของธนาคารกลางจีนในเรื่องเงินดิจิตอล ซึ่งโดยศักยภาพของพวกเขา ย่อมทำได้แน่นอน เพราะทั้งธนาคารต่างๆในจีนและบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านั้นต่างก็มีเครื่องมือ มีเทคโนโลยีอยู่แล้ว

ผลกระทบอีกส่วนหนึ่งที่เกิดจากการสร้างระบบเงินดิจิตอลของธนาคารกลางจีนคือ เงินดิจิตอล Bitcoin นั่นเอง และดูเหมือน Bitcoin จะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ธนาคารกลางจีนต้องสร้างเงินดิจิตอลของตนเองขึ้นมาด้วย 

การที่คนจีนในประเทศจีนมีการใช้เงินดิจิตอล Bitcoin มากที่สุดในโลก (บางข้อมูลว่า 77 เปอร์เซนต์ของ เงิน Bitcoin ทั่วโลก ถูกใช้โดยคนจีนในประเทศจีน) ซึ่งภาวะการณ์เช่นนี้จะกระทบต่อเศรษฐกิจของจีนในระยะยาวแน่นอน   
ผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วคือ การใช้ เงิน Bitcoin ของคนจีนทำให้เงินทุนไหลออกนอกประเทศจีน ซึ่งปล่อยเวลานานไปไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจจีนอย่างแน่นอน

การสร้างเงินดิจิตอลของจี
นเองโดยธนาคารกลางจีน จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะสกัดรวมทั้งลดการใช้เงิน Bitcoin ของคนจีนในประเทศจีนลง รวมทั้งที่สุดแล้ว ให้คนจีนเปลี่ยนจากการใช้ Bitcoin มาใช้เงินดิจิตอลของจีนเองทั้งหมด  ถ้าธนาคารกลางจีนสามารถทำสำเร็จในเรื่องนี้ จะส่งผลกระทบต่อค่าเงิน Bitcoin อย่างมหาศาล และอาจจะทำให้ค่าเงิน Bitcoin ตกลงไปมาก (ปัจจุบันค่าเงินดิจิตอล Bitcoin กำลังสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากประมาณ 900 ดอลลาร์ต่อ 1 Bitcoin เมื่อปลายปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,190 ดอลลาร์แล้ว)

ดังนั้น เรื่องการสร้างระบบเงินดิจิตอลของตนเองของธนาคารกลางจีน จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ถ้าประสบความสำเร็จ แน่นอนว่า จะทำให้ธนาคารกลางของประเทศต่างๆทั่วโลก หันมาให้ความสำคัญกับการสร้างระบบเงินดิจิตอลของตนเองอย่างจริงจัง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดยุคของใช้เงินจริงที่เป็นเหรียญ และกระดาษที่เรารู้จักกันดี เงินในอนาคตจะเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของเลขฐานสอง คือ 0 กับ 1 เท่านั้น










ธนาคารกลางจีนกล่าวอย่างเป็นทางการว่าหยวนดิจิทัลจะแตกต่างจาก Bitcoin


สำนักข่าวจีน South China Morning Post รายงานเมื่อวันที่ 22 ธันวาคมว่าหัวหน้าสถาบันวิจัยสกุลเงินดิจิทัลที่ PBoC กล่าวว่าสกุลเงินดิจิทัลของจีนจะเป็นรูปแบบดิจิทัลของเงินหยวนโดยไม่มีการเก็งกำไรมูลค่าและไม่มีการสำรองของตะกร้าสกุลเงิน Mu อธิบาย:
สกุลเงินนี้ไม่ใช่เพื่อการเก็งกำไร มันแตกต่างจาก Bitcoin หรือโทเค็น (Token) ซึ่งสามารถใช้สำหรับการเก็งกำไรหรือต้องการการสนับสนุนตะกร้าสกุลเงิน
Mu ระบุว่าสกุลเงินดิจิทัลใหม่ของจีนจะดำเนินการในระบบ 2 ระดับโดยมี PBoC อยู่เหนือสุดและอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ในชั้นสองของระบบรวมศูนย์
PBoC เริ่มทดลองเพื่อจำกัดธุรกรรมเงินสดจำนวนมาก
ในเดือนพฤศจิกายนธนาคารประชาชนประกาศว่าจะดำเนินการนำร่องโดยมีข้อจำกัดในการทำธุรกรรมเงินสดขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีอายุ 2 ปีและจะดำเนินการตามขั้นตอนในมณฑลเหอเป่ยจังหวัดเจ้อเจียงและเมืองเซินเจิ้น
ในเดือนเดียวกัน Mu ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าจีนไม่ได้ทำสงครามด้วยเงินสดโดยการแนะนำสกุลเงินดิจิทัลของตนเอง ซึ่งปักกิ่งมุ่งมั่นในการสร้างสกุลเงินใหม่เพื่อส่งเสริมหยวนกระดาษ
ตัวนำร่องในโลกแห่งดิจิทัลหยวน
ในขณะเดียวกันธนาคารกลางจีนกำลังเร่งดำเนินการเปิดตัวโทเค็นดิจิทัลเพื่อท้าทายเงินเหรียญสหรัฐ เนื่องจากกำลังวางแผนที่จะทดสอบสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางก่อนสิ้นปี 2019 ภายใต้การจับตาของ PBoC ธนาคารใหญ่ 4 แห่งและผู้เข้าร่วมหลักทางเศรษฐกิจอย่าง China Telecom ที่จะรายงานการทดสอบการชำระเงินในสกุลเงินดิจิทัล
**********************************   

จีนเปิดตัวสกุลหยวนดิจิทัล...เจ้าแรกของโลก





จีน..จะนำหน้า อเมริกา ก่อน หรือไม่

เมื่อ ลิบรา โดน..ดับฝันไปแล้ว ของ เฟซบุ๊ค

สกุลเงินหยวน ดิจิทัล ใน โลกออนไลน์


ธุรกรรมที่ ผ่าน ระบบ มือถือ นั่นเอง
มันออกโดย ธนาคารกลาง จีน CBDC
โดยอิงเงิน หยวน นั่น เอง ไม่ต่างอะไร

มันก็เหมือนการลด การพิมพ์เงินกระดาษ นั่นเอง
มันต่างจาก คริปโต เคอร์เรน ซี่ ที่ ใครก็ผลิตได้

Bitcoin ………
Yuan Digital Currency ……

เงินรูปแบบใหม่ .....ใช้สื่อ ในการแลกเปลี่ยนออนไลน์
ลดการพิมพ์ เงิน กระดาษ นั่น เอง

ใช้แลกเปลี่ยน โอน ทาง ออนไลน์
เงิน โลกเสมือจริง ที่ ไม่ ถือ กระดาษ แลกกัน
ใช้โอนกันทางมือถือ นั่นเอง

ไปต่างประเทศ จีน ไม่ต้องแลกเงินให้เสียเวลา
โอนเงิน ทางมือถือได้เลย
ธุรกรรม จะสะดวก รวดเร็ว

ใครบอกว่า แบงก์..ดับ ตาย ไม่จริงเลย

ธนาคารทั่วโลก ก็เปิดทางเลือกแนวใหม่
ที่ไม่ต้องพิมพ์เงิน ลดรายจ่าย

เพิ่มความรวดเร็ว ค้าขาย ทั่วโลก
โดยแบงก์ เป็น สื่อกลาง นั่นเอง
เข้าใจง่ายๆ ลด พิมพ์เงิน กระดาษ นั่นเอง

จีนออกมา ก่อน เป็น เจ้าแรก
อเมริกา หงาย เก๋ง

ธนาคาร จีน จะออกเดือน 11 พฤศจิกายน นี้

ทำได้จริง ........
มิติ จีน ......จะเป็นเจ้าแรกใน โลก ออนไลน์
สกุล หยวน ดิจิทัล

นำหน้า อเมริกา แน่ แน่
ไปเที่ยว จีน สบายสบาย

เมืองจีน คนจีน ใช้ ซื้อขายใช้เงิน ออนไลน์
ทำธุรกรรม รวดเร็วสะดวก ผ่านมือถือ

Tenpay …… 910 ล้านคน
Alipay …….740 ล้านคน







ถ้าจีน เปิดตัวเจ้าแรก ก่อน อเมริกา
จีน จะเป็น ศูนย์ การเงิน ออนไลน์ รวดเร็ว

สกุลเงิน ดิจิทัล ควบคุมโดย ธนาคารกลาง จีน
คือ รัฐบาล นั่น เอง

โลกทุกวันนี้ เรามีธุรกรรม 2 ระบบ
ระบบกระดาษ ที่เป็นรูปของธนบัตร พิมพ์ขึ้นมา

แต่อีกรูปแบบ ไม่ต้องพิมพ์ กระดาษแล้ว
มันเป็นรูปแบบ เงิน แลกเปลี่ยน ในโลกมือถือนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ธุรกรรมต่างๆ  ก็ต้องผ่าน ธนาคารอยู่ดี
ธนาคาร.......ไม่เจ๊ง !! i
มันทำให้ ธนาคาร จะ ลดรายจ่าย เสียอีก

พวก พิมพ์แบงก์ปลอม จะหายไป
มันจะโกงไม่ได้ ..ยาก.. เงินรูปแบบนี้

ขุดที่ไหน มา ก็ ไม่ได้
ธนาคาร นั่นเอง เป็น คนออกให้
เหมือน เอาเงินกระดาษ
มาทำเป็น ดิจิทัล ใช้ออนไลน์

มันก็ คือ 2 ระบบ
เงินกระดาษ...ธนบัตร
เงินสกุล ...ดิจิทัล เงินออนไลน์ (มือถือ)


ปล...จับตาดู 

จีน จะ เป็นเจ้าแรก ของโลก จริง หรือไม่
ออกเงิน สกุล หยวน ดิจิทัล ก่อน อเมริกา

ทำได้จริง...
โลกยุคใหม่  ไม่ต้องพิมพ์เงินกระดาษ ลดรายจ่าย ลดธนบัตรปลอม
เงินสกุล หยวนดิจิทัล   อิงสกุล เงินหยวน นั่น เอง

มันก็คือ เงินใช้ออนไลน์  ผ่านมือถือ ในการทำธุรกรรม
มันขุดไม่ได้  เหมือน บิทคอยน์ ต่างกันเลย

มันเป็นประเภทเดียวกับ ลิบรา
ต่างกัน ตรง Libra ออกโดย Facebook ไม่ใช่รัฐบาล

สกุลเงินหยวนดิจิทัล มันก็คือ เงินหยวน นั่นเอง
ใช้ในระบบออนไลน์  เป็นระบบที่ไม่ถือ ธนบัตร




รัฐบาลจีนเตรียมปล่อยเงินดิจิทัลของตัวเอง








ขอบคุณแหล่งข้อมูล
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=pilinda&month=26-10-2019&group=226&gblog=1

วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562

4 ปรากฏการณ์สำคัญในปี 2019 ของอุตสาหกรรม Blockchain-Cryptocurrency และ 6 ประเด็นสำคัญที่น่าจับตาในปี 2020





สรุป 4 ปรากฏการณ์สำคัญในปี 2019

มิถุนายน 2019 - Facebook เปิดตัวเงินสกุลดิจิตอล Libra
ท่ามกลางความตกเป็นเป้าสนใจและการคาดเดาของสื่อและนักวิเคราะห์เกี่ยวกับกับโปรเจกต์ blockchain-cryptocurrency นี้มาเป็นเวลาหลายเดือน ในที่สุด Facebook ก็ได้เปิดตัวโปรเจกต์เงินสกุลดิจิทัล Libra อย่างเป็นทางการในวันที่ 18 มิถุนายน 2019
ด้วยขนาด ecosystem ขนาดมหึมาของ Facebook ที่มีผู้ใช้อยู่ถึง 3 พันล้านคนทั่วโลก บวกด้วยผู้เข้าร่วมโปรเจกต์ที่ขนเอาบิ๊กเนมระดับโลกมาเพียบ รวมถึง use case ที่ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ก็เพียงพอที่จะทำให้ Libra เป็นโปรเจกต์ blockchain ที่สร้างความตื่นตัวเป็นวงกว้างมากที่สุดแห่งปี 2019 ได้แล้ว
และความตื่นตัวนี้ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงผู้ใช้งานเท่านั้น การที่บริษัทเอกชนอย่างเช่น Facebook สามารถสร้างสิ่งที่ใกล้เคียงกับเงินตราขึ้นมาเองได้ และมีผู้คนจำนวนมากพอที่พร้อมจะเชื่อถือและใช้เงินสกุลนั้น ถือเป็น wakeup call ครั้งสำคัญของบรรดาธนาคารกลางและผู้กำกับดูแลนโยบายทางการเงินทั่วโลกให้ต้องลุกขึ้นมาเตรียมพร้อมรับมือกับ disruption ครั้งใหญ่นี้
ขอเล่าแถมนิดนึงว่า ทีมงานของ SmartContract Blockchain Studio เราเป็นผู้สร้าง Libra .NET SDK ตัวแรกของโลก เป็นฝีมือคนไทยล้วนๆ นะครับ และเปิดเป็น opensource ด้วย สามารถเข้าลองใช้หรือร่วม contribute กันได้ที่ www.github.com/blockcoli/libranet ครับ
กันยายน 2019 - Physically-settled BTC Futures Contracts
Bitcoin futures แบบที่ได้รับการ regulated อย่างถูกต้อง นั้นเอาจริงๆ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ เพราะเริ่มมีมาตั้งแต่ปลายปี 2017 แล้ว โดยมี Chicago Board Options Exchange (Cboe) และ Chicago Mercantile Exchange (CME) เป็น 2 รายแรกที่ได้รับอนุญาตในเดือนธันวาคม 2017 ในวันแรกที่เปิดให้ซื้อขายก็ช่วยดันราคา BTC ให้เพิ่มขึ้นถึง 10% และมีทราฟฟิกปริมาณมหาศาลจนถึงกับทำให้เว็บไซต์ของ Cboe ล่มเลยทีเดียว
แต่ว่าที่ผ่านมานั้น สัญญาซื้อขายล่วงหน้าจะเป็นแบบ cash-settled ซึ่งเมื่อหมดอายุหรือมีการใช้สิทธิ (exercise) ตามสัญญาแล้ว ผู้ขายจะส่งมอบเป็นเงินที่มีมูลค่าเท่ากันให้ แทนที่จะส่งมอบเป็น asset ของสัญญานั้น หรือพูดง่ายๆคือเมื่อมีการใช้สิทธิสัญญา bitcoin futures ดังกล่าว แทนที่ผู้ขายจะส่งเป็น BTC ให้ตรงๆ ก็จะส่งเงินที่มีมูลค่าเท่ากับ BTC ตามสัญญาให้ ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว สัญญา futures ของ Cboe จะอ้างอิงราคาจาก exchange ชื่อ Gemini ส่วนสัญญาของ CME จะอ้างอิงกับ CME CF Bitcoin Reference Rate (BRR) โดยใช้ IOSCO Principles for Financial Benchmarks และในช่วงเริ่มต้นจะอ้างอิงราคาจากหลายๆ exchange ได้แก่ Bitstamp, GDAX, itBit และ Kraken
ต่อมาในปี 2018 บริษัท Bakkt ซึ่งบริษัทลูกของ Intercontinental Exchange (ICE) เจ้าของเดียวกับ NYSE ได้ระดมทุนเพิ่มเติม และประกาศจะให้บริการ bitcoin futures แบบ physically-settled หรือแบบที่ส่งมอบกันเป็น bitcoin จริงๆ และหลังจากถูกปฎิเสธจาก Commodity Futures Trading Commission (CFTC) ซึ่งเป็นองค์กรกํากับดูแลการซื้อขายอนุพันธ์ของสหรัฐอเมริกามาหลายครั้ง ในที่สุด Bakkt ก็ประสบความสำเร็จในการขออนุญาต และเริ่มขาย physical Bitcoin futures แบบล่วงหน้า 1 วันและแบบล่วงหน้า 30 วัน ในวันที่ 22 กันยายน 2019
ไม่ว่า Bitcoin futures นี้จะดีหรือไม่ดี เราจะชอบหรือไม่ชอบ back ด้วย bitcoin จริงหรือไม่จริง แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่านี่เป็น milestone สำคัญสำหรับสินทรัพย์น้องใหม่ที่มีอายุเพียง10 ปี เพื่อที่จะเดินทางไปสู่การสร้าง Bitcoin ETF และการได้รับการยอมรับจากนักลงทุนสถาบันต่อ crypto assets ตัวอื่นๆในอนาคต
ตุลาคม 2019 - ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ออกมากล่าวสนับสนุนเทคโนโลยี Blockchain
ทุกครั้งที่ยักษ์ใหญ่อย่างจีนขยับตัว โลกก็สั่นสะเทือน ถ้ายังจำเรื่องที่จีนสั่งแบน ICO และปิด crypto exchange ในช่วงเดือนกันยายน 2017 กันได้ เหตุการณ์นั้นก่อให้เกิดความปั่นป่วนในตลาด crypto ทั่วโลก ราคา BTC ลดลงจาก $4,200 ลงไปที่ $2,900 ในทันที และ marketcap ก็หายไป 3หมื่นล้านเหรียญ ภายในช่วงเวลาไม่กี่วัน 
และในเดือนตุลาคม 2019 โลกก็สั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อสำนักข่าวซินหัว ได้รายงานว่า สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และเลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้กล่าวสนับสนุนเทคโนโลยี Blockchain ในงานประชุม Collective Study of the Political Bureau of the Central Committee ครั้งที่ 18 ว่า Blockahin เป็นเทคโนโลยีที่จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมและอุตสาหกรรมระลองใหม่นี้ และจีนจะต้องเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้จีนเป็นผู้นำ blockchain ของโลกให้ได้
เมื่อผู้นำสูงสุดที่เคยมีท่าทีที่ปิดกั้น cryptocurrency และเมินเฉยต่อเทคโนโลยี blockchain อยู่ๆออกมาให้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการ จีนทั้งจีนก็ออกมาขานรับนโยบายใหม่กันอย่างพร้อมเพรียง มี blockchain project ทั้งจากฝั่งรัฐและฝั่งบริษัทยักษ์ใหญ่ในจีนทยอยเปิดตัวกันไม่เว้นแต่ละวัน เงิน Crypto Yuan กลับมาอยู่ในหัวข้อข่าวทั่วโลกอีกครั้ง หุ้นบริษัทจีนที่เกี่ยวข้องกับ blockchain ราคาพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ราคา BTC ที่ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยกันเขาเลยก็พุ่งขึ้นจาก$8,000 มาอยู่ที่ $10,000 อย่างรวดเร็ว
แม้ว่ากระแสนี้จะจางหายไปในเวลาอันสั้น แต่ถ้ามองถึงในอดีตที่จีนประกาศตัวว่าจะเป็นมหาอำนาจด้าน AI และส่งผลให้เกิดการลงทุน การพัฒนา และความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดในเรื่องเทคโนโลยี AI ในจีน การประกาศตัวจะเป็นผู้นำด้าน Blockchain ครั้งนี้ก็น่าจับตาดูว่า จีนจะต้องมีความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เกี่ยวกับเทคโนโลยี blockchain และ cryptocurrency ในเร็วๆนี้แน่นอน 
ธันวาคม 2019 -  Ethereum Istanbul Upgrade
ในที่สุด การ upgrade อันยาวนานกว่า 2 ปีใน phase ของ Metropolis ก็มาถึง release สุดท้ายเสียที (ถ้าไม่นับ Muir Glacier ที่เป็น unplanned และ Berlin ที่ยังเถียงกันไม่จบนะครับ)
ที่ผ่านมา ทุกๆการ upgrade ตั้งแต่ release แรกที่ชื่อ Byzantium ในเดือนตุลาคม 2017 มาถึงคราวของ Constantinople และ St. Petersburg ในเดือนกุมภาพันธ์ 2019 จะพบปัญหาทางเทคนิคและมีความล่าช้าจากกำหนดการที่ประกาศไว้มาโดยตลอด ซึ่งทำให้การ upgrade ล่าสุดที่ชื่อว่า Istanbul ในวันที่ 8 ธันวาคม 2019 นี้ถูกจับตามองอย่าใกล้ชิดจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพราะในระบบขนาดใหญ่ที่มีผู้ใช้จำนวนมากอย่าง Ethereum การ upgrade ไม่ได้แค่เพียวหมายถึงต้นทุนที่เปลี่ยนไปจากการเปลี่ยนแปลง gas use หรือการไล่แก้ code จาก EIP ใหม่ที่ใส่เข้ามาเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความมั่นใจที่มีต่อ foundation และทีมผู้พัฒนา ว่าจะสามารถผลักดันสิ่งที่เคยพูดไว้สัญญาไว้ให้เป็นจริงได้

  6 ประเด็นสำคัญใน Blockchain-Crypto                      ที่น่าจับตามองในปี 2020

1. เงิน Libra ของ Facebook
แม้ว่าอนาคตของ Libra จะยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูงมาก เนื่องจากการถอนตัวของสมาชิกสำคัญ และความกดดันจากรัฐบาลของประเทศใหญ่ๆหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ หรือสหภาพยุโรป แต่ทีมงานของ Libra ก็ยังมุ่งหน้าเดินหน้าพูดคุยกับภาครัฐในทุกๆประเทศ และมีการอัพเดทระบบและเทคโนโลยีเบื้องหลังอยู่ตลอดเวลา ทำให้เชื่อได้ว่าเราน่าจะได้เห็นความเคลื่อนไหวใหญ่ของ Libra ในปีหน้าในช่วงกลางปี 2020 ตาม timeline เดิมที่เคยประกาศไว้อย่างแน่นอน
2. Bitcoin Halvingจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าวันหนึ่ง supply ของสินทรัพย์ชนิดหนึ่งอยู่ๆก็หายไปครึ่งหนึ่ง หรือเราทำงานไปแล้วรู้ล่วงหน้าว่าวันนี้เวลานี้ในอนาคต ผลตอบแทนจะหายไปครึ่งหนึ่ง
นั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเงินสกุลดิจิตอลที่ชื่อ bitcoin ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2020 ในเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า Halving หรือผลตอบแทนจากการทำ bitcoin mining จะลดลงจาก 12.5 BTC เหลือ 6.25 BTC ตามที่ code กำหนดไว้
การ Halving เคยเกิดขึ้นแล้วหลายครั้ง แต่ในสภาวะตลาดที่มีความกดดันและผันผวนแบบทุกวันนี้ ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ..นักขุดรายย่อยจำนวนมากอาจจะถอดปลั๊กออกไปเพราะไม่คุ้มทุน จนเหลือแต่ pool ใหญ่.. บางโมเดลทำนายว่าราคาจะขึ้นไปถึง 6 หมื่นเหรียญสหรัฐจากราคา 8 พันเหรียญในวันนี้.. ผู้รู้บางท่านบอกว่าจะเกิด supply shock ในขณะที่ผู้รู้อีกท่านบอกว่า ไม่มีช๊อคอะไร เพราะตลาดยังมีsupply มากพอจะทำให้ demand side ยังคงผู้กำหนดราคาเหมือนที่ผ่านมา… ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการคาดเดาที่ทุกคนกำลังเฝ้ารอคำเฉลยในกลางปี 2020 นี้อย่างใจจดใจจ่อ
3. CBDC หรือเงินดิจิตอลที่ออกโดนธนาคารกลางการมาถึงของ Libra ในเดือนมิถุนายน 2019 เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเร่งยกระดับความสำคัญของ project ที่เกี่ยวข้องกับ CBDC (Central Bank Digital Currency หรือเงินสกุลดิจิตอลที่ธนาคารกลางเป็นผู้ออก) ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในฝั่งการกำกับดูแล ฝั่งเทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งฝั่งนักเศรษฐศาสตร์นักการเงิน
ถ้านับดูในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2019 ปรากฎว่ามีกว่า 25 ประเทศทั่วโลกที่ประกาศว่าประเทศตนเองกำลังศึกษา หรือมีแผนที่จะพัฒนา หรือกำลังทดสอบ CBDC ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น จีน, รัสเซีย, แคนาดา, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ซาอุดิอาราเบีย, สิงคโปร์,อิ สราเอล, ฝรั่งเศส, เนเธอแลนด์, นอร์เวย์, สวีเดน รวมถึงประเทศไทยด้วย และเชื่อได้ว่าในปี 2020 เราจะได้เห็นการทดลองใช้ CBDC จริงในวงจำกัด หรือใน sandbox ในหลายๆประเทศแน่นอน
ในส่วนของประเทศไทย เรามีโปรเจกต์ชื่อ อินทนนท์ ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ดำเนินการมาถึง phase 3 แล้ว โดย phase ที่จะเน้นไปที่การทดสอบการโอนเงินระหว่างประเทศ (cross-border funds transfer) โดยเป็นการร่วมทดสอบระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทยกับธนาคารกลางฮ่องกง (Hong Kong Monetary Authority, HKMA)
4. Ethereum 2.0
ณ จุดเริ่มต้นของ Ethereum เมื่อปลายปี 2013 หรือ 6 ปีก่อน นาย Vitalik และทีมงานผู้ก่อตั้งได้จินตนาการถึง public permissionless blockchain network ที่สามารถเป็น world computer ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และแบ่งขั้นตอนการพัฒนาออกเป็น 4 phaseใหญ่ ได้แก่ Frontier, Homestead, Metropolis และ Serenity ซึ่งต่อมาเรียกทั้งหมดนี้ว่า Ethereum 1.0 และเรียก phase หลังจาก Serenity ว่า Ethereum 2.0
ในทางเทคนิคแล้ว Ethereum 2.0 คือการ upgrade ใหญ่ มีการเปลี่ยน consensus จาก ethash ซึ่งเป็น proof of work มาเป็น casper ซึ่งเป็นแบบ proof of stake, มีการทำ sharding ที่จะช่วยลดปริมาณข้อมูลที่แต่ละ node ต้องเก็บ, มีการเปลี่ยน virtual machine ใหม่ จาก EVM เป็น EWASM ซึ่งเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยี WebAssembly
แต่ในทางความรู้สึกแล้วมันยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก เพราะมันเปรียบได้กับการข้ามพ้นวัยเด็กสู่วัยผู้ใหญ่ของระบบ blockchain ที่มีผู้ใช้มากเป็นอันดับสองของโลก คือความตื่นเต้นของของการได้เห็นฟีเจอร์ที่เราเคยได้ยินแต่ชื่อ ได้อ่านแต่ทฤษฎีมานาน จนรู้สึกเหมือนเป็นนิยายไปแล้ว เกิดมีเลือดเนื้อมีชีวิตขึ้นมาได้จริง
การ upgrade สู่ Ethereum 2.0 นี้ จะเริ่มในไตรมาสแรกของปี 2020 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2022 ซึ่งก็มีการแบ่งออกเป็น phase เช่นเคย โดย upgrade แรกของ Eth2 จะเรียกว่า phase 0 หรือ Beacon Chain จะเป็นระบบใหม่ที่แยกออกต่างหากจาก Ethereum 1.0 ที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบันเลยและมีความเป็นไปได้ว่าอาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่ blockchain ของ eth1 จะรวมเข้ากับ blockchain ของ eth2 ได้โดยสมบูรณ์
นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนและส่งผลผลกระทบเป็นวงกว้างกับทั้งผู้ใช้ Ethereum และทุกคนใน blockchain ecosystem 
ประเด็นย่อยหนึ่งของเรื่องนี้คือ การเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยี WebAssambly ของ Ethereum เป็นอีกหนึ่งข้อบ่งชี้สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยีนี้ ซึ่งทีม SmartContract Blockchain Studio เราก็สนใจและศึกษาเทคโนโลยี WebAssambly มาโดยตลอด และได้มีการนำมาทดลองใช้งานจริงใน Blockcoli Wallet ของเราซึ่งก็พัฒนาด้วย WebAssambly
5. Stablecoin / DeFi / Oracle / ÐApp / Smart Contract / Tokenization
ปี 2019 นับว่าเป็นปีที่เราเห็นการเติบโตที่ชัดเจนของเทคโนโลยีในกลุ่มนี้ เช่น stablecoin (cryptocurrency ที่มีมูลค่าคงที่เมื่อเทียบกับอีก asset หนึ่ง) มี market cap เติบโตจาก 3.3พันล้านเหรียญสหรัฐ ขึ้นมาเป็น 5พันล้านเหรียญ และเราได้เห็น stablecoin ที่มีความ decentralization สูงอย่างเช่น DAI (หรือชื่อใหม่ว่า SAI) และ MCD (ซึ่งเรียกว่า DAI) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นสูงมาก จนเรียกได้ว่าเป็น de-facto standard ของการทำ stablecoin และเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การได้รับความนิยมของ DeFi service และ ÐApp ประเภทต่างๆ รวมถึงเป็นแนวทางในการทำ on-chain assettokenization ที่พิสูจน์แล้วว่าทำได้จริงและมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การเริ่มตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นของการมี decentralized oracle ที่ดี
ในปี 2020เราน่าจะเห็น marketcap ที่เติบโตมากขึ้นของธุรกิจในกลุ่มนี้..เห็น adoptionในกลุ่มที่พ้นไปจาก late-early adopter เพิ่มมากยิ่งขึ้น..เห็น decentralized financial instrument ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น..รวมถึงเห็นการปรับปรุงend-to-end experience ของ DeFi ให้เป็นมิตรมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้ใช้งานในวงกว้างได้ในปีหลังจากนี้ต่อไป
นอกจาก stablecoin และ DeFi แล้วแรงผลักดันหลักอีกตัวของธุรกิจในกลุ่ม tokenization และ digital asset ในปี 2020 น่าจะมาจากพวก gaming และ eSport เพราะมีกลุ่ม user จำนวนมหาศาลที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงและกล้า adopt อะไรใหม่ๆ รวมถึงมี ecosystem ที่แข็งแรงมากๆอยู่แล้ว
6. Multi Party Computation (MPC)
อันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับ Blockchain โดยตรง แต่เป็นสาขาหนึ่งของ cryptography ที่พูดถึงวิธีการทำให้หลายๆ participants สามารถประมวลผลข้อมูลร่วมกันได้โดยที่ input ของแต่ละคนเป็นความลับ (หรือไม่จำเป็นต้องเปิดเผย input ตัวเองให้คนอื่นรู้) เช่นสมมติว่าเราต้องการคำนวณหาค่าเฉลี่ยของรายได้ของกลุ่มตัวอย่าง แต่ไม่มีใครอยากเปิดเผยข้อมูลรายได้ของตัวเอง เราก็สามารถเอาเทคนิค MPC มาใช้ในการช่วยประมวลผลได้
ในโลก Blockchain และ Crypto นั้น private key ถือเป็นหัวใจสำคัญของทุกๆธุรกรรมและทุกๆความเป็นเจ้าของบัญชี ถ้าใครทำ privacy key หาย ทุกอย่างก็จบสิ้น ในขณะที่ user บางกลุ่มก็ยังไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะเก็บและดูแล key ของตัวเองได้อย่างปลอดภัย ทำให้ปัญหาเรื่อง key management เป็นหนึ่งในปัญหาที่ผู้ให้บริการระบบ blockchain ควรจะออกแบบเตรียมไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ
MPC เป็นหนึ่งในเทคนิคที่ได้รับการพูดถึงมากในช่วงปี 2018–2019 ว่าน่าจะสามารถมาช่วยในการ distribute และการนำ key ที่กระจายออกไปกลับมาใช้ได้ โดยที่ไม่ต้องส่ง key กลับมาให้ตัวกลางประมวลผล จะเห็นได้จากว่าเริ่มมีหลายๆโปรเจกต์เอาไปทดลองใช้แล้ว คาดว่าในปี 2020 น่าจะเห็นการลงทุนใน protocol ที่ใช้ MPC และเห็นการเอา MPC ไปใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้นใน use case อื่นๆด้วย
ข่าวโดย สถาพน พัฒนะคูหา