วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2563

เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) คืออะไร สำหรับผู้เริ่มต้น

เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) คืออะไร สำหรับผู้เริ่มต้น

เคยได้ยินไหมครับว่า Blockchain เป็นเรื่องเข้าใจยาก วันนี้แอดมินเลยจะมาขอลองเล่าเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชน ในแบบฉบับง่าย ๆ แบบที่ทุกคนเข้าใจได้ หวังว่าทุกคนจะเข้าใจกัน

การจดบันทึกทุกอย่างลงบนสมุด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านขนาดเล็กที่มีผู้คนอยู่แค่เพียงไม่กี่ร้อยคนเท่านั้น แต่ก็นับว่าหมู่บ้านนี้ก็เป็น หมู่บ้านที่สงบเรียบร้อยดี ในวันหนึ่งเกิดสงครามได้เกิดสงครามขึ้น ทำให้หมู่บ้านนี้เกิดความกังวลหากเกิดสงคราม
สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านนี้จึงได้ทำการจดบันทึกรายชื่อของประชากรของคนในหมู่บ้านทันที เพราะอาจมีไส้ศึกปะปนเข้ามาในหมู่บ้านและส่งข้อมูลให้แก่ประเทศฝั่งตรงข้ามได้ โดยสมุดบันทึกเล่มนี้ถูกถือไว้โดยผู้ใหญ่บ้าน
อย่างไรก็ตามแม้หมู่บ้านนี้จะเล็กแต่ก็อยู่ในจุดชัยภูมิที่ดีเพราะเป็นหมู่บ้านที่มีเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเมืองต่างๆ จึงพยายามที่จะส่งไส้ศึกเข้ามา แรกๆไส้ศึกเหล่านั้นถูกจับได้ทั้งสิ้นเพราะ ผู้ใหญ่บ้านสามารถตรวจสอบสมุดบันทึกได้ว่าใครเป็นประชากรของหมู่บ้านบ้าง


แต่ไม่นานเมื่อข้าศึกรู้ว่าผู้ใหญ่บ้านใช้สมุดบันทึกนี้ในการตรวจสอบ ข้าศึกจึงมุ่งเป้าไปที่สมุดบันทึกเล่มนี้แทน โดยข้าศึกได้พยายามแอบเข้าไปในบ้านของผู้ใหญ่บ้านยามวิกาล และแก้ไขสมุดบันทึกนั้น แรกๆผู้ใหญ่บ้านก็ไม่รู้ว่าสมุดบันทึกนั้นโดนแก้ไข แต่พอสองสามวันถัดมาผู้ใหญ่บ้านเห็นร่องรอยการแก้ไข จึงรีบทำให้กลายเป็นเหมือนเดิม
ต่อมาข้าศึกจึงได้พยายามวางแผนในการติดสินบนผู้ใหญ่บ้านแรกๆผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ยอมรับ แต่ผู้ใหญ่บ้านก็ได้รับข้อเสนอมากขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่ง สุดท้ายผู้ใหญ่บ้านก็ยอมแก้สมุดบันทึกนั้น จึงทำให้มีไส้ศึกปะปนเข้ามาในหมู่บ้านและคอยส่งข่าวให้กับฝั่งตรงข้ามจนกระทั่งประเทศฝั่งตรงข้ามชนะสงครามและเผาทำลายหมู่บ้านแห่งนี้ในภายหลัง

สมุดบันทึกกับผู้ใหญ่บ้าน

จากที่เล่ามาเราจะเห็นว่าหากผู้ใหญ่บ้านไม่ยอมรับสินบนประเทศก็อาจจะไม่แพ้สงคราม แต่ในความเป็นจริงแล้ววิธีอื่นที่สามารถทำได้ก็ยังมีอีกมากมายไม่ว่าจะ ลักพาตัว จับตัวประกัน หรือแม้แต่ฆ่าผู้ใหญ่บ้านทิ้งก็สามารถทำได้ 


รูปแบบสมุดบันทึกกับผู้ใหญ่บ้านที่เกิดขึ้นในในภาษาทางการเราจะเรียกว่า ”ระบบตัวกลางล้มเหลว” (Single point of failure) ซึ่งในความเป็นจริงตลอดยุคประวัติศาสตร์ของเรานั้นเราใช้ระบบตัวกลางนี้มาตลอดไม่ว่าจะเป็นการจดบันทึกประชากรไปจนถึง การจดบัญชีเงินในธนาคาร
ระบบตัวกลางเช่นนี้ไมได้มีแต่ข้อเสียเสมอไปเพราะอย่างไรมันก็ใช้ได้ระดับหนึ่งและยังมีการเสริมความปลอดภัยมากมาย แต่สุดท้ายแล้วระบบนี้ก็ไม่สามารถแก้ไขเรื่องการล้มเหลวของตัวกลางได้ ตลอดประวัติศาสตร์ของเรามีปัญหานี้เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน เราอาจจะเห็นข่าวที่มีพนักงานธนาคารเป็นคนยักยอกเงินของลูกค้า นี่ก็เป็นปัญหารูปแบบหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้นจากระบบที่ต้องพึ่งตัวกลางนั่นเอง

Blockchain กับการนำเสนอทางออกของ Satoshi Nakamoto

ในปี 2008 ปัญหาตัวกลางนี้ก็ได้เกิดขึ้นอีกครั้งอย่างร้ายแรง แต่คราวนี้มันไม่ใช่แค่สมุดบันทึกข้อมูลประชากร แต่มันคือตัวเลขในตลาดที่ดินของสหรัฐอเมริกา มีการเปลี่ยนตัวเลขของผลตอบแทนในตลาดซื้อขายที่ดินเป็นกระบวนการครั้งใหญ่ เมื่อเรื่องแดงความเสียหายต่อเศรษฐกิจจึงมหาศาลผู้คนตกงานและมีผลกระทบเป็นทอดๆไปทั่วโลกไม่ต่างจากผลของสงคราม
นั้นทำให้มีโปรแกรมเมอร์ปริศนาคนหนึ่งได้นำเสนอสิ่งที่เรียกว่า Bitcoin ซึ่งเป็นรูปแบบของเงินอิเล็คทรอนิคส์ที่สามารถแก้ปัญหาตัวกลางล้มเหลวที่มีมาตลอดประวัติศาสตร์ได้ โดยเทคโนโลยีที่ทำงานอยู่เบื้องหลังนี้มีชื่อว่า Blockchain

Blockchain คืออะไร?

โดยพื้นฐานเทคโนโลยี Blockchain คือรูปแบบของการเก็บข้อมูลบน database รูปแบบหนึ่งโดยมีคุณสมบัติหลัก 2 อย่างดังนี้
1. การกระจายข้อมูลไปเก็บหลายๆที่ 
ถ้าเราย้อนกลับไปในตัวอย่างหมู่บ้านในตอนต้นในเมื่อการที่ผู้ใหญ่บ้านถือสมุดบันทึกคนเดียวนั้นเป็นความเสี่ยงที่ร้ายแรง สิ่งที่หมู่บ้านควรทำคือ “ให้มีคนเก็บสำเนาของสมุดบันทึกมากกว่า 1 คน” ซึ่งในจุดนี้อาจจะเป็นตัวแทนที่ถูกเลือกมาหลายๆคนหรือทั้งหมู่บ้านเลยก็ได้ 


ในเมื่อมีผู้คนหลายคนเป็นผู้เก็บสมุดบันทึกประชากรในหมู่บ้าน เมื่อมีการที่จะแก้ไขรายชื่อคนในหมู่บ้าน ทุกคนที่เก็บสมุดบันทึกก็ต้องมารวมตัวกันเพื่อตกลงในการแก้สมุดบันทึก โอกาสที่หัวหน้าหมู่บ้านคนเดียวจะแก้ไขสมุดบันทึกโดยไม่มีคนอื่นล่วงรู้ได้จึงไม่มีอีกต่อไป
หากกรณีที่ประเทศฝั่งตรงข้ามต้องการจะติดสินบนผู้ที่ถือสมุดบันทึก การติดสินบนแค่หัวหน้าหมู่บ้านเพียงคนเดียวจึงไม่เพียงพอ เขาต้องให้สินบนแก่คนทุกคนที่ถือสมุดบัญชี และยิ่งถ้าจำนวนคนที่ถือสมุดบัญชีมีมาก สินบนนั้นก็ต้องมากขึ้นตามและอาจจะมีคนที่ไม่ยอมรับสินบนด้วยซ้ำ ทำให้โอกาสที่จะปลอมแปลงสมุดบันทึกนี้น้อยลงจนแทบเป็นไปไม่ได้เหรือาจต้องใช้ทุนที่มหาศาลมากๆ
2. การเก็บข้อมูลแบบห่วงโซ่


อีกสิ่งที่หนึ่งที่ Blockchain ทำคือการสร้างการเก็บข้อมูลแบบห่วงโซ่หรือมีการอ้างอิงกัน ในสมุดบันทึกแบบดั้งเดิมข้อมูลจะถูกเขียนลงทีละบรรทัดๆ แต่สิ่งที่ Blockchain ทำคือหลังจากที่ ข้อมูลถูกเขียนลงในบรรทัดนั้น เราจะเขียนข้อมูลของบรรทัดก่อนหน้าลงไปในบรรทัดนั้นๆด้วย


หากมีคนพยายามจะปลอมแปลงสมุดบันทึกนั้น จะพบว่าการปลอมแปลงข้อมูลที่ถูกเขียนไปแล้วเป็นสิ่งที่ยากลำบากเอามากๆ เพราะถ้าหากเขาต้องการจะแก้ข้อมูลที่เกิดขึ้นล่าสุดอาจจะพอเป็นไปได้ แต่การแก้ข้อมูลที่ถูกเขียนไปเป็นเวลานานแล้วนั้น การแก้ข้อมูลจะต้องแก้ตั้งแต่ข้อมูลบรรทัดล่าสุดไปจนถึงบรรทัดที่เราต้องการแก้ ส่งผลให้ต้นทุนในการแก้ข้อมูลนั้นสูงมากๆ เว้นแต่ว่าทุกคนที่เก็บสมุดบันทึกนั้นจะแก้ข้อมูลพร้อมกัน
Note: จริงๆในขั้นตอนนี้จะมีการเข้ารหัสเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เนื่องจากมันอาจจะทำความเข้าใจยากเลยขอไม่กล่าวถึงเพียงแค่ให้เข้าในแนวคิดของการเก็บแบบห่วงโซ่เท่านั้น

ประโยชน์ของเทคโนโลยี Blockchain

สิ่งที่ Blockchain มอบให้นั้นคือระบบฐานข้อมูลที่มีความปลอดภัยสูงมากและสามารถกำจัดปัญหาตัวกลางที่กล่าวไว้ข้างต้นได้ด้วย ทำให้เทคโนโลยี Blockchain มีประโยชน์มากในระบบใดก็ตามที่ต้องการความปลอดภัยของข้อมูลที่สูงมาก ทำให้เราสามารถเชื่อได้ว่าข้อมูลนี้มีความน่าเชื่อถือสูง Blockchain จึงมีประโยชน์มากในระบบที่ต้องการ การตรวจสอบปริมาณมากเช่น
  • การโอนเงินนำนวนมากๆ หรือการโอนเงินข้ามโลก
  • การโอนที่ดิน
  • การตรวจสอบคุณภาพสินค้า


Blockchain สามารถทำให้ขั้นตอนเหล่านี้นั้นกระชับขึ้นและมีต้นทุนที่ต่ำลงในแง่การจัดการและในยุคปัจจุบันที่ข้อมูลนั้นเป็นสิ่งมีมูลค่าการนำข้อมูลไปไว้บน Blockchain ที่ทำให้สามารถถ่ายโอนได้อย่างสะดวกและปลอดภัยนั้นทำให้ข้อมูลทั้งหลายที่ไม่เคยมีมูลค่ามีค่าขึ้น เช่นแนวคิดของ Cryptocurrency ที่เป็นสกุลเงินเสมือนอย่าง Bitcoin หรือแม้แต่การแปลงสินทรัพย์ทุกอย่างบนโลกให้กลายเป็นสินทรัพย์ในแนวคิดของ Digital asset  เป็นต้น

ข้อเสียของเทคโนโลยี Blockchain

แม้เทคโนโลยี Blockchain จะเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจ แต่มันก็มีข้อเสียถ้าเราดูตัวอย่างจากตอนต้นการที่สมุดบันทึกนั้นถูกเก็บที่คนหลายๆคนนั้นก็มีข้อเสียตรงที่เราต้องมีสมุดบันทึกหลายเล่ม นั้นเท่ากับว่าต้นทุนมันแพงกว่าสมุดบันทึกเล่มเดียวแน่นอน
นอกจากนี้การจะเขียนข้อมูลในแต่ละครั้งจะต้องได้รับการยินยอมจากคนอื่นๆอีกด้วย นั้นเท่ากับว่าการเขียนข้อมูลนั้นไม่สามารถทำได้รวดเร็ว เพราะต้องมีการให้หลายคนยินยอม เท่ากับว่าแม้ Blockchain จะมอบความปลอดภัยของข้อมูลก็ตามแต่ ต้นทุนการบริหารจัดการนั้นค่อนข้างแพงกว่าระบบตัวกลางแบบเดิมและยังช้ากว่าด้วย แต่หากความปลอดภัยของข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าความเร็ว หรือต้นทุนในการรักษาความปลอดภัยข้อมูลในระบบตัวกลางนั้นสูงมาก การเลือกใช้บล็อกเชนอาจเป็นคำตอบที่ถูกต้อง

ขอบคุณข้อมูล
https://bitcoinaddict.org/2020/06/09/what-is-blockchain-technology-for-beginners/?utm_source=izooto&utm_medium=push_notification&utm_campaign=Bitcoin_Addict

“Blockchain จะเป็นผู้นำในโลกยุคดิจิตอล” รองประธาน China Wanxiang Holdings กล่าว

“Blockchain จะเป็นผู้นำในโลกยุคดิจิตอล” รองประธาน China Wanxiang Holdings กล่าว   
มิถุนายน 8, 2020
Dr. Xiao Feng รองประธานบริษัทด้านการลงทุน China Wanxiang Holdings ซึ่งได้เข้าร่วมงานประชุม Global Investment and M&A Summit ครั้งที่ 7  ในเซี่ยงไฮ้ ได้กล่าวว่า “Blockchain จะเป็นผู้นำในโลกยุคดิจิตอล” ตามรายงานข่าวท้องถิ่นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน
Dr. Xiao ได้กล่าวเกี่ยวกับการปฏิรูปเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล โดยเขาเชื่อว่า blockchain และเทคโนโลยีอื่น ๆ จะเป็นเครื่องมือที่เราต้องตระหนักถึงในยุคดิจิตอลนี้ 
“Blockchain เป็นกลไกที่สร้างความน่าเชื่อถือแบบดิจิตอล เนื่องจากคุณสมบัติของการป้องกันการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลง และเมื่อเราย้ายข้อมูลเหล่านี้ไปยังบล็อกเชน ข้อมูลเหล่านี้จึงไม่สามารถแก้ไขได้”

โลกยุคดิจิตอลเป็นเรื่องจริง

Dr. Xiao เชื่อว่าหลังจากจบการระบาดใหญ่ของ COVID-19 โลกยุดดิจิทัลไร้พรมแดนจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่พัฒนาแล้ว 
“ด้วยความช่วยเหลือของเทคโนโลยีดิจิตอล ทำให้แรงงานสามารถซื้อขายได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และพนักงานไม่จำเป็นต้องย้ายจากสหรัฐอเมริกาไปยังประเทศจีนแม้ว่าอุตสาหกรรมจะย้ายไปยังประเทศจีน”

แนวโน้มโลกยุคดิจิตอล

Dr. Xiao เชื่อว่า โลกยุคดิจิตอลจะส่งผลกระทบต่อระบบการจัดการองค์กรของบริษัทหลายแห่ง มี บริษัทจำนวนมากที่เปลี่ยนการดำเนินงานมาเป็นออนไลน์ ดังนั้นวิธีดั้งเดิมที่บริษัทจะใช้ประเมินประสิทธิภาพของพวกเขาอาจจะใช้ไม่ได้ และอาจจะมีกรอบการกำหนดแบบใหม่ที่เรียกว่า “Objectives and Key Results” หรือ OKR
“เพราะเราต้องทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วยกันในเวลาและสถานที่ที่แตกต่างกัน เราจำเป็นต้องมีความโปร่งใส และสอดคล้องกับเป้าหมายของเรา ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือ OKR”
ก่อนหน้านี้นักลงทุนและมหาเศรษฐีอย่าง Tim Draper ก็เชื่อว่านวัตกรรมทางการเงินแบบดิจิตอลเช่น Bitcoin , smart contracts และปัญญาประดิษฐ์หรือ AI จะนำไปสู่โลกยุคดิจิตอลมากขึ้น

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2563

จีนอาจแบ่ง “หยวนดิจิตอล” ส่วนหนึ่งเพื่อใช้นอกประเทศ: ผู้ก่อตั้ง NEO กล่าว

จีนอาจแบ่ง “หยวนดิจิตอล” ส่วนหนึ่งเพื่อใช้นอกประเทศ: ผู้ก่อตั้ง NEO กล่าว  

  • Radius
  •  มิถุนายน 4, 2020
  •   

    ผู้ก่อตั้ง NEO คิดว่าจีนอาจแบ่งส่วนหนึ่งของ Supply “หยวนดิจิตอล” หรือ DCEP เพื่อนำไปใช้ในต่างประเทศ



    ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนกลัวว่าการเกิดขึ้นของ DCEP (digital currency electronic payment) อาจเป็นการท้าทายต่อ USD อย่างจริงจัง  ซึ่งทางด้านผู้ก่อตั้งเหรียญ NEO กล่าวว่า  ธนาคารกลางของจีนหรือ PBOC ตั้งใจที่จะแบ่งส่วนหนึ่งของ Supply ของเหรียญเพื่อนำไปใช้ในต่างประเทศ
    จากข้อมูลของ Bloomberg  จีนนั้นมีความทะเยอทะยานที่ให้ประชากรหันมาใช้ “หยวนดิจิตอล”’ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐและทำให้การควบคุมทางการเงินของพวกเขายิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
    อย่างไรก็ตาม Bloomberg ยังกล่าวด้วยว่า  อาจมีการวางแผนทดสอบการใช้งาน DCEP ในระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในเมืองหลวงของจีนที่จะจัดขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้าอีกด้วย
    ความตั้งใจของจีนในการสร้างและใช้สกุลเงินดิจิทัลของตัวเองนั้นดูจริงจังอย่างมาก แต่กลับยังคงห้ามการใช้จ่ายด้วย Bitcoin และการซื้อขาย BTC ในประเทศของตนเช่นเดิม
    นักวิเคราะห์เชื่อว่า DCEP จะช่วยให้จีนสามารถควบคุมธุรกรรมการเงินของประชากรได้อย่างมหาศาลซึ่งรัฐไม่เคยทำได้เลยกับธนบัตร
    ผู้สร้างเหรียญ NEO ซึ่งเคยถูกเรียกว่าเป็น ‘Chinese Ethereum’ Da Hongfei ได้บอกกับ Bloomberg ว่า PBOC อาจจัดสรรส่วนหนึ่งของ DCEP เพื่อใช้นอกประเทศจีน  ซึ่งจะคล้ายกับหยวนในต่างประเทศที่ใช้ในการซื้อขายกับเงินตราต่างประเทศ
    นอกจากนี้ นักลงทุน VC Anthony Pompliano ได้เปิดเผยว่า  สหรัฐฯจำเป็นต้องเริ่มสร้าง USD ดิจิทัลโดยเร็วที่สุด  เนื่องจากจีนอาจได้รับประโยชน์จากการเปิดตัวหยวนดิจิทัล (DCEP) ของพวกเขาก่อน  และใช้มันในการค้าระหว่างประเทศและการเงิน

    วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2563

    ผู้ว่าฯธนาคารกลางจีนประกาศยืนยันส่วนสำคัญในการพัฒนาหยวนดิจิทัลสำเร็จแล้ว

    ผู้ว่าฯธนาคารกลางจีนประกาศยืนยันส่วนสำคัญในการพัฒนาหยวนดิจิทัลสำเร็จแล้ว พฤษภาคม 31, 2020

    ปัจจุบันธนาคารประชาชนจีนยังไม่ได้มีการกำหนดวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการสำหรับเงินหยวนดิจิทัล แต่กระนั้นก็มีภาพหลุดของแอปมือถือตัวใหม่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาที่แสดงให้เห็นว่ากำลังมีการทดสอบสกุลเงินดิจิทัลและแพลตฟอร์มการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (DC / EP) ภายในประเทศ ซึ่งประเทศที่มีเศรษฐกิจยิ่งใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ดูเหมือนว่าจะกำลังวางแผนยกระดับสกุลเงินครั้งใหญ่
    ในการแถลงข่าวที่จัดขึ้นในวันที่ 22 พฤษภาคม หลังจากการประชุมรัฐสภาประจำปีของจีนหรือที่เรียกว่า “การประชุมสองสภา (Two Sessions)” นาย Yi Gang ผู้ว่าการธนาคารกลางได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของประเทศเกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัลว่า : 
    “ปัจจุบันเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก การพัฒนาและการใช้สกุลเงินดิจิทัลที่ถูกต้องตามกฎหมายนั้นเอื้อต่อความต้องการของประชาชนที่มีให้กับสกุลเงินภายใต้เงื่อนไขของเศรษฐกิจดิจิทัล สิ่งนี้จะเป็นการยกระดับความสะดวกสบาย , ความปลอดภัย , การต่อต้านการฟอกเงินและเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลให้กับของประเทศ” 
    “DC / EP ได้เสร็จสิ้นกระบวนการออกแบบระดับบนสุด (top-level) อย่างสมบูรณ์แล้ว ซึ่งประกอบไปด้วยการกำหนดมาตรฐาน , การพัฒนาฟังก์ชั่น , การทดสอบ , การแก้ไขข้อบกพร่อง และอื่น ๆ  ภายใต้สมมติฐานของการดำเนินการแบบสองชั้น (double-layer , การแทนที่เงินสด (M0) รวมถึงการควบคุมอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้มีการเปิดเผย”

    DC / EP เป็นระบบสองชั้นคือ 1) ธนาคารกลางไปยังธนาคารพาณิชย์และ 2) ธนาคารพาณิชย์ไปยังผู้ใช้รายย่อย โดยการทดสอบโปรเจคนำร่องสำหรับผู้บริโภครายย่อยนั้นจะยังคงดำเนินการอยู่ในสี่เมืองหลัก ๆ นั่นก็คือ เซินเจิ้น , เฉิงตู , ซูโจวและ สงอันและตอนนี้ยังไม่ได้กำหนดวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าสกุลเงินที่ธนาคารกลางใช้จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อเวทีโลก
    ด้วยระบบการแลกเปลี่ยนที่คาดว่าจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง สกุลเงินดิจิทัลในประเทศจะทำให้จีนได้เปรียบอย่างมากในเรื่องของความเร็วในการทำธุรกรรมข้ามพรมแดนและการเข้าถึงผ่านอุปกรณ์มือถือสำหรับผู้ที่ไม่มีบัญชีธนาคาร นอกจากนี้มันยังจะช่วยให้รัฐบาลสามารถติดตามธุรกรรมทุกรายการในระบบปิดที่ใช้การเข้ารหัสแบบอสมมาตรอีกด้วย
    การทดสอบกำลังดำเนินการในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่การขนส่ง , การค้าปลีกไปจนถึงการจ่ายเงินเดือนของบริษัท
    นาย Shirley Yu จากมหาวิทยาลัย Harvard Kennedy กล่าวในระหว่างการสัมภาษณ์กับทางสำนักข่าว CNA Insider ว่า
    “แฟรนไชส์ของอเมริกาเช่น McDonald’s, Starbucks และ Subway จะกลายเป็นร้านค้ารายแรก ๆ ของหยวนดิจิทัล”
    “เงินดิจิทัลแบบรวมศูนย์อำนาจ” กำลังท้าทายแนวคิดที่ว่าระบบการเงินโลกจะยังคงพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐไปตลอดหรือไม่ ?
    นาย Yu กล่าวต่อว่าเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงสกุลเงินประจำชาติจีนในรูปแบบดิจิทัลเท่านั้น แต่เงินหยวนดิจิทัลยังมีวัตถุประสงค์ที่จะนำมาใช้ทดแทนเงินสดที่เราเรียกว่า M0 อีกด้วย ตัวอย่างเช่นเมื่อธนาคารกลางต้องการพิมพ์เงินขึ้นมาหนึ่งร้อยหยวนแทนที่จะพิมพ์ในรูปแบบของธนบัตร พวกเขาก็สามารถออกหยวนแบบดิจิทัลแทน
    นาย Yu เสริมว่า “ดังนั้น DC / EP จึงไม่ได้เพิ่มสกุลเงินใด ๆ เข้ามาในระบบ แต่จะเป็นการเข้ามาทำหน้าที่แทน M0”
    นาย Ben Cavender กรรมการผู้จัดการของ China Market Research Group กล่าวว่าสกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจะถูกควบคุมอย่างเข้มงวด
    โดยพื้นฐานแล้วสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ก็คือ “เราจะนำเงินกระดาษที่มีอยู่ในปัจจุบันไปใช้ในเศรษฐกิจและเราจะกำจัดมันออกไปและแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินดิจิทัล”
    เสียงความคาดหวังในระยะสั้นสำหรับวิธีการที่เงินหยวนดิจิทัลจะเข้ามาแทนที่สกุลเงินเบอร์หนึ่งของโลกอย่างเงินดอลลาร์สหรัฐนั้นเริ่มเงียบลง โดยนาย Cavender กล่าวว่า :
    “ในระยะสั้นค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะยังคงเป็นที่หลุมหลบภัยในช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ในระยะยาวผมคิดว่าเงินสดทั้งหมดจะถูกย้ายไปสู่สกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และไม่ว่าจะเป็นประเทศจีนหรือประเทศอื่น ๆ ก็อาจสร้างสกุลเงินดิจิทัลของพวกเขาขึ้นมาภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า”
     ขอบคุณแหล่งข้อมูล
    https://siamblockchain.com/2020/05/31/governor-of-the-peoples-bank-of-china-confirms-completion-of-critical-advancements-of-the-digital-yuan/

    รายงานเผยจีนอาจนำเอาหยวนดิจิทัล (DCEP) ออกไปให้นอกประเทศใช้

    วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2563

    กฎหมายความมั่นคงจีน เดิมพันครั้งใหญ่ของสีจิ้นผิง และการเปลี่ยนฮ่องกงเป็น Ground Zero ในสงครามเย็นใหม่

    กฎหมายความมั่นคงจีน เดิมพันครั้งใหญ่ของสีจิ้นผิง และการเปลี่ยนฮ่องกงเป็น Ground Zero ในสงครามเย็นใหม่29.05.2020

    HIGHLIGHTS

    • 😆การผลักดันกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของจีนกลายเป็นชนวนความขัดแย้งใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และจีน และจุดกระแสลุกฮือในฮ่องกงขึ้นมาอีกครั้ง เพราะคนฮ่องกงและสหรัฐฯ มองว่ากฎหมายใหม่อาจทำลายระบบยุติธรรมและจำกัดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเรือน อีกทั้งอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดศัตรูทางการเมืองและผู้เห็นต่างในฮ่องกง
    • 😄นักวิชาการไทยมองว่าฮ่องกงได้กลายเป็นสมรภูมิการปะทะกันของวิสัยทัศน์ทางการเมืองสองขั้ว ซึ่งถ้าโลกตะวันตกยอมล่าถอยก็เท่ากับว่าระเบียบโลกแบบประชาธิปไตยที่เป็นฐานกำลังหลักของสหรัฐฯ หรือยุโรปก็จะพ่ายแพ้ต่อระเบียบโลกแบบอำนาจนิยมของจีน
    • 😍อาจกล่าวได้ว่าเวลานี้เราเริ่มนับถอยหลังสู่จุดสิ้นสุดของฮ่องกงที่โลกรู้จัก และดูเหมือนว่าสีจิ้นผิงกำลังปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ที่มีต่อฮ่องกง โดยไม่ต้องการรักษาฮ่องกงในฐานะเขตกันชนกับโลกตะวันตกอีกต่อไป แต่ผู้นำจีนกำลังมองฮ่องกงเป็นสมรภูมิแนวหน้าในสงครามเย็นใหม่กับสหรัฐฯ ด้วยแรงขับจากการเมืองชาตินิยม
    ในบทความที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ The Diplomat ไบรอัน ซี.เอช.ฟง นักรัฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญการเมืองการปกครองเชิงเปรียบเทียบ ได้เปรียบการเสนอกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของจีนว่าเป็นการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ในดินแดนฮ่องกง ด้วยเหตุนี้ศูนย์กลางการเงินของโลกจึงกลายสภาพเป็น ‘กราวด์ซีโร่’ ทว่าไม่ใช่สมรภูมิที่เสียหายจากแรงระเบิดปรมาณูตามความหมายของมัน หากแต่เป็นสมรภูมิการปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างระเบียบโลกสองขั้ว ซึ่งในสายตาของเจ้าของบทความมองว่าหมากตานี้อาจไม่มีใครได้ประโยชน์ รวมถึงพรรคคอมมิวนิสต์จีนเองด้วย

    ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่สภานิติบัญญัติฮ่องกงนำเสนอกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนในปี 2019 เราได้พูดคุยกับ ผศ.ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ นักวิชาการประจำสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ German Institute of Global and Area Studies ซึ่งครั้งนั้น ดร.จันจิรา วิเคราะห์สาเหตุการประท้วงที่รุนแรงว่าเป็นเพราะคนฮ่องกงไม่ต้องการให้กฎหมายดังกล่าวเข้ามาทำลายอัตลักษณ์ที่ชาวฮ่องกงหวงแหน ไม่ว่าจะเป็นหลักนิติธรรมและประชาธิปไตย ซึ่งเป็นคุณค่าที่ตะวันตกเชิดชู

    การผลักดันกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน หรืออาจร้ายแรงกว่านั้นมาก เพราะสำหรับชาวฮ่องกงจำนวนมากแล้วถือเป็นการทิ่มแทงที่หัวใจหรือจุดตายของกระบวนการยุติธรรมและอำนาจพิจารณาคดีของศาลที่แยกอิสระจากจีนมานานนับศตวรรษ และหลักนิติธรรมนั้นก็เป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จทางเศรษฐกิจ รวมถึงเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนของฮ่องกง

    เพราะหลังจากกฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้หรือบรรจุลงในกฎหมายพื้นฐาน (Basic Law) ซึ่งเป็นธรรมนูญของฮ่องกงแล้วจะทำให้ชาวฮ่องกงอยู่ภายใต้การสอดส่องอย่างเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งในสายตาชาวฮ่องกงหัวก้าวหน้าแล้ว พวกเขากลัวว่าจะถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างสิ้นเชิง


    กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติมีเนื้อหาอะไรบ้าง 
    แม้ยังไม่มีรายละเอียดออกมามากนัก แต่กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่สภาประชาชนจีน (NPC) เพิ่งผ่านความเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม มีสาระสำคัญคือการแบนกิจกรรมที่เข้าข่ายการปลุกระดม ก่อความไม่สงบ แบ่งแยกดินแดน บ่อนทำลาย หรือโค่นล้มรัฐบาลจีน พร้อมเปิดทางให้จีนสามารถเข้าไปตั้งหน่วยงานความมั่นคงในฮ่องกงเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อย 

    การผ่านกฎหมายครั้งนี้ไม่ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาในสภานิติบัญญัติฮ่องกง ซึ่งยังมีนัยเท่ากับการโหวตไม่ไว้วางใจโมเดลการปกครองฮ่องกงทางอ้อมแบบเดิมด้วย ซึ่งในอนาคตคณะผู้นำรวมถึงผู้บริหารเขตปกครองพิเศษอาจได้รับคำสั่งโดยตรงจากรัฐบาลจีนมากขึ้น

    THE STANDARD มีโอกาสพูดคุยกับ ดร.จันจิรา อีกครั้ง เพื่ออัปเดตสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงชวนวิเคราะห์ถึงกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ว่ามีนัยสำคัญต่อจีนและกระทบชาวฮ่องกงอย่างไร 

    ทำไมสีจิ้นผิงเลือกผลักดันกฎหมายในเวลานี้
    ดร.จันจิรา มองว่าจีนมีระบบข้อมูลข่าวสารปิด และในช่วงเวลาที่โควิด-19 กำลังระบาดนี้ เจ้าหน้าที่รัฐทั้งในและต่างประเทศ เช่น นักการทูตในยุโรป ต่างช่วยกันโฆษณาชวนเชื่อผลงานของรัฐบาลในเรื่องการช่วยเหลือประเทศอื่นๆ เช่น การแจกจ่ายหน้ากากและอุปกรณ์การแพทย์ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ยุโรปหวาดระแวงจีน  

    การที่ผู้นำจีนเลือกผลักดันกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในเวลานี้อาจเพราะเห็นว่าเป็นจังหวะที่ดี เนื่องจากโควิด-19 อาจทำให้คนออกมาประท้วงไม่มากเหมือนแต่ก่อน ขณะเดียวกันในภาวะวิกฤตแบบนี้ คนจีนในประเทศก็มักยึดโยงอยู่กับตัวผู้นำโดยให้ความไว้วางใจสูงมาก ไม่ว่าผู้นำจะทำอะไร กระแสไม่พอใจหรือวิพากษ์วิจารณ์ก็อาจไม่มากเท่าภาวะปกติ

    ก็เหมือนกับรัฐบาลหลายประเทศ รัฐบาลจีนอาจเห็นว่าช่วงนี้เป็นโอกาสทอง แต่มันอาจไม่สอดคล้องกับกระแสโลกหรือกระแสแนวคิดในฮ่องกงเอง ดังนั้นจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดการปะทะกันขึ้น

    ในมุมมองของ ดร.จันจิรา จีนอยากทำให้ฮ่องกงเหมือนซินเจียง คือสามารถกำกับควบคุมอาณาบริเวณของจีนเอาไว้ได้ทั้งหมด สิ่งนี้เชื่อมโยงกับความทะเยอทะยานของรัฐบาลจีนที่จะก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจของโลก ซึ่งผูกติดอยู่กับความรู้สึกที่ว่าจีนต้องมีเอกภาพ มีบูรณภาพของดินแดน จีนคิดว่าการจะเป็นมหาอำนาจได้ต้องคุมคนของตัวเองให้อยู่

    ทว่าฮ่องกงไม่ใช่ซินเจียง แต่ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางของโลก ดังนั้นที่นั่นจึงกลายเป็นสมรภูมิของการปะทะกัน ไม่ใช่แค่สหรัฐฯ กับจีนในฐานะประเทศมหาอำนาจเท่านั้น แต่ยังเป็นการปะทะกันของระเบียบโลกสองแกน 

    เพราะฮ่องกงเคยอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ จึงได้รับเอาวิธีคิดเรื่องประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมของอังกฤษมาใช้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นรากตัวแทนของระเบียบโลกแบบประชาธิปไตยเสรีนิยม ส่วนจีนที่เข้ามาปกครองตั้งแต่ปี 1997 ก็เป็นตัวแทนของระเบียบโลกแบบอำนาจนิยมที่กำลังขึ้นมาท้าทายระเบียบเก่า

    ฮ่องกงเป็นสมรภูมิในแง่ที่เป็นการปะทะกันของวิสัยทัศน์ทางการเมืองสองขั้ว ซึ่งถ้าโลกตะวันตกยอมล่าถอยก็เท่ากับว่าระเบียบโลกแบบประชาธิปไตยที่เป็นฐานกำลังหลักของสหรัฐฯ หรือยุโรปก็จะพ่ายแพ้ไปด้วย

    ดังนั้นเดิมพันของสีจิ้นผิงครั้งนี้จึงใหญ่หลวง แต่สำหรับคนฮ่องกงจะเป็นเรื่องของชะตากรรมในการปกครองตนเองหรือเป็นเรื่องของความเป็นชาติ ซึ่งการรุกคืบของจีนผ่านกฎหมายความมั่นคงจะถือเป็นการทำลายความสามารถในการปกครองตนเองของฮ่องกง

    สิ่งที่น่าจับตาคือฮ่องกงไม่ใช่ซินเจียง ที่ผ่านมาฮ่องกงไม่เคยเผชิญกับการถูกกดทับเช่นนี้มาก่อน ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดกระแสโต้กลับที่รุนแรง 

    แรงผลักดันจากเหตุประท้วงต่อต้านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ปี 2019
    แต่เหตุผลหลักที่ทำให้จีนต้องเร่งผ่านกฎหมายความมั่นคงในที่ประชุมสภาประชาชนแห่งชาติในปีนี้ก็คือเหตุการณ์ประท้วงใหญ่ที่สร้างความโกลาหลและส่งแรงกระเพื่อมไปถึงกรุงปักกิ่ง จีนมองว่าเหตุการณ์นี้เป็นอันตรายต่ออธิปไตยและความมั่นคงอย่างร้ายแรง

    ดร.จันจิรา แยกเรื่องนี้ออกเป็น 3 ประเด็นหลักๆ ประเด็นแรก จีนมองว่าการประท้วงในปีที่แล้วมีความรุนแรงเข้ามาเกี่ยวข้องและควบคุมได้ยาก เนื่องจากเป็นการประท้วงแบบกระจาย โดยจลาจลที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่เป็นการตัดสินใจของคนแต่ละกลุ่ม ไม่มีหัวหรือแกนนำแบบการปฏิวัติร่มเมื่อปี 2014 ดังนั้นจึงควบคุมได้ยากยิ่งขึ้น

    ประเด็นที่ 2 แรงจูงใจของการก่อจลาจลเป็นเรื่องของความเป็นชาติ เรื่องอัตลักษณ์ของคนฮ่องกง หรือความเป็นประชาธิปไตยของฮ่องกง เพราะฉะนั้นจึงเป็นปัญหาที่ใกล้หัวใจ ผู้ประท้วงพร้อมเสี่ยงชีวิต เราจะเห็นได้ว่าการประท้วงเมื่อปีที่แล้วยืดเยื้อยาวนาน และคนฮ่องกงก็สู้สุดใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่คุมได้ยาก ดังนั้นจีนจึงระมัดระวังตัวมากขึ้น และต้องหาทางป้องกัน

    ประเด็นที่ 3 ซึ่ง ดร.จันจิรา มองว่าสำคัญมากคือการผ่านกฎหมายสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยฮ่องกง (Hong Kong Human Rights and Democracy Act) ในสภาคองเกรสสหรัฐฯ ซึ่งในสายตาจีนมองเป็นฝันร้ายที่เตือนความจำในอดีต อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นว่าความทะเยอทะยานของจีนเชื่อมโยงอยู่กับความคิดที่ว่าต้องปกป้องอาณาบริเวณของตัวเอง และความรู้สึกที่ต้องปกป้องดินแดนนี้ก็มีรากเหง้ามาจากอดีตที่จีนเคยสูญเสียแผ่นดินเหล่านี้มาก่อน 

    เมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์ จีนมีช่วงเวลาที่เรียกว่าศตวรรษหรือ 100 ปีแห่งความอัปยศอดสูที่จีนเสียพื้นที่ต่างๆ ให้โลกตะวันตก ซึ่งมันได้ก่อร่างความเป็นชาตินิยมจีนในปัจจุบัน ซึ่งชาตินิยมจีนนี้ก็ไปมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของจีนด้วย

    ดร.จันจิรา เตือนว่าสิ่งที่จีนกำลังทำคือ ‘อันตราย’ ซึ่งอาจเลวร้ายถึงขั้นทำให้ฮ่องกงเป็นพื้นที่ที่ปกครองไม่ได้ เพราะเราได้เห็นรูปแบบที่ขบวนการประท้วงเริ่มต้นมาจากการไม่ใช้ความรุนแรง ก่อนจะกลายเป็นจลาจล จากนั้นสิ่งที่รัฐบาลจีนทำก็คือเอาน้ำมันไปราดกองไฟ ตอนนี้มันจึงลุกลามมากขึ้น กรณีเลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นหลังจากนี้ก็คือการก่อตัวของขบวนการติดอาวุธใต้ดินในฮ่องกง

    ปัญหาการตีความที่กว้างในกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่
    นักวิเคราะห์ในต่างประเทศตั้งข้อสังเกตว่ากฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่จีนผลักดันมีเนื้อหาที่ห้ามการทำกิจกรรมที่เข้าข่ายก่อกบฏ ปลุกปั่น ปลุกระดม หรือบ่อนทำลายชาติและอธิปไตย ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่าจีนกำลังสร้างเครื่องมือที่ชอบธรรมในการปราบปรามศัตรูทางการเมืองหรือผู้เห็นต่าง และจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนมากขึ้น

    ดร.จันจิรา ได้ยกตัวอย่างกฎหมายมาตรา 116 ของไทยว่าเป็นกฎหมายที่คล้ายคลึงกัน หลายประเทศใช้กฎหมายป้องกันการก่อกบฏเป็นอาวุธทางการเมือง และที่สำคัญคือคนจำนวนมากไม่ไว้ใจระบบยุติธรรมของจีน หลายคนกังวลว่าถ้าเราเป็นแค่คนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลจีน แต่เราก็อาจถูกกล่าวหาว่าก่อกบฏ ซึ่งโทษมันร้ายแรงมาก เพราะมันไม่ใช่กฎหมายอาญาปกติ แต่เป็นกฎหมายความมั่นคง เราได้เห็นการใช้กฎหมายความมั่นคงในหลายประเทศมาเป็นเวลายาวนาน ซึ่งมันส่งผลต่อการสร้างความหวาดกลัวและการเซนเซอร์ความเห็นของคน

    ดร.จันจิรา ชี้ให้เห็นถึงอันตรายของกฎหมายนี้ เนื่องจากมันใช้ภาษาความมั่นคง จึงทำให้คนที่เห็นต่างกลายเป็นภัยคุกคามความมั่นคง ซึ่งอันที่จริงสองสิ่งนี้แตกต่างกัน เพราะคนเห็นต่างอาจจะไม่จำเป็นต้องทำลายรัฐเสมอไป พอคุณเอาเขาไปอยู่ในหมวดหมู่ภัยคุกคามความมั่นคง เท่ากับบ่งบอกว่าพวกเขาเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นการผลักให้คนที่อยากหาทางออกจากความขัดแย้งด้วยสันติวิธีไปเป็นผู้ก่อการร้าย ซึ่งทำให้ความขัดแย้งไม่มีวันยุติ

    โอกาสที่จีนจะใช้กำลังทหารกับผู้ประท้วง เมื่อมองเป็นการปลุกระดมที่ผิดกฎหมาย
    ในประเด็นนี้ ดร.จันจิรา มองว่าจีนเองก็เรียนรู้บทเรียนในอดีตจากเหตุการณ์เทียนอันเหมินในปี 1989 ดังนั้นการใช้กำลังทหารกับผู้ประท้วงโดยตรงอาจไม่เกิดขึ้น สิ่งที่จีนจะทำก็คือการใช้เทคโนโลยีควบคุมและสอดส่องตรวจตราแบบเดียวกับที่ทำกับชาวมุสลิมอุยกูร์ในเขตปกครองตนเองซินเจียง 

    สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากกฎหมายความมั่นคงฉบับนี้คือการสร้างสายลับหรือสำนักงานข่าวกรองขึ้นมา ทำให้การใช้ชีวิตของผู้ที่เห็นต่างยากลำบากมากขึ้น เราได้เห็นตัวอย่างมากมายจากระบบโซเชียลเครดิต การตัดแต้ม การควบคุมพฤติกรรมของคน กล่าวคือผู้คนจะถูกเก็บข้อมูลทุกย่างก้าว แค่การเติมน้ำมัน รัฐบาลก็จะรู้ข้อมูลว่าคุณซื้อน้ำมันเกินถังรถหรือเปล่า จะเอาน้ำมันไปใช้ก่อการร้ายหรือไม่ ดังนั้นความตึงเครียดก็จะเพิ่มขึ้น

    ด้วยความที่ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลก และอยู่ในเรดาร์การจับตาของผู้คนทั่วโลก ดร.จันจิรา จึงคิดว่าจีนคงไม่อยากให้ไปถึงจุดที่ต้องใช้กำลังทหาร เพราะสหรัฐฯ ก็ยังไม่ถอยฉากออกไปจากเอเชีย ไม่ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 หรือไม่ หรือเป็นแคนดิเดตจากเดโมแครตขึ้นมาเป็นผู้นำทำเนียบขาว ท่าทีหรือนโยบายที่มีต่อจีนก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปมากนัก เพราะฉะนั้นจีนคงจะระมัดระวังมากขึ้น และจะใช้กฎหมายในการปราบปรามมากกว่า

    การที่ไม่มีฝ่ายใดยอมถอยจึงทำให้การประท้วงมีแนวโน้มยืดเยื้อและอาจไม่แผ่วไปง่ายๆ เพราะจากการที่ ดร.จันจิรา ได้มีโอกาสสัมผัสและพูดคุยกับคนฮ่องกงจำนวนหนึ่ง พบว่าพวกเขามีความเชื่อในสิ่งที่ทำและไม่ย่อท้อ พวกเขาเชื่อว่าประชาธิปไตยคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในฮ่องกง และจีนกำลังรุกรานอำนาจในการปกครองตนเองของฮ่องกง ดังนั้นจึงยังมองไม่เห็นทางลงจากความขัดแย้งนี้ในขณะนี้ 

    หากมองในมุมการดำเนินนโยบายของจีนนั้น ดร.จันจิรา เปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างและชี้จุดอ่อนของจีนว่า ตอนที่สหรัฐฯ ขึ้นเป็นมหาอำนาจใหม่ๆ สิ่งที่สหรัฐฯ ทำคือการใช้ทั้งกำลังและบารมี โดยสร้างวิธีคิดให้คนรู้สึกว่าสหรัฐฯ มีความชอบธรรม ซึ่งในการศึกษาการเมืองระหว่างประเทศถือเป็นเรื่องสำคัญมาก หากคุณไม่สร้างอุดมการณ์ที่ทำให้คนเห็นด้วยกับวิธีคิดของคุณ อำนาจของคุณก็จะไม่มีความชอบธรรม ส่วนจีนไม่ได้เดินหมากที่ทำให้คนเห็นภาพลักษณ์ที่ดีเกี่ยวกับจีนมากนัก แม้ตอนนี้โลกอาจแบ่งเป็นสองขั้วอย่างที่ใครหลายคนเชื่อ แต่หากจีนใช้การเมืองภายในไปกำหนดนโยบายต่างประเทศมากเท่าใด มันจะยิ่งทำให้คนไม่เห็นด้วยและต่อต้านจีนมากขึ้นเท่านั้น


    สงครามเย็นใหม่ เปลี่ยนฮ่องกงจาก ‘กันชน’ เป็นสมรภูมิ ‘แนวหน้า’
    ผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและเทศต่างเห็นตรงกันว่าเวลานี้เราอยู่ในยุคสงครามเย็นระหว่างสหรัฐฯ และจีนแล้ว ซึ่งมันเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากสงครามการค้าในปี 2019 ขณะที่สองประเทศมหาอำนาจกำลังแข่งขันกันอย่างไม่ลดราวาศอกในทุกมิติ ทั้งการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการทหาร

    ความบาดหมางที่สะสมมาหลายเรื่องได้ฉุดความสัมพันธ์ของทั้งคู่ตกต่ำลงสุดขีด โดยชนวนความขัดแย้งใหม่มาจากวิกฤตโควิด-19 ที่ต่างฝ่ายต่างกล่าวโทษซึ่งกันและกันว่ารับมือกับไวรัสล้มเหลว จนเป็นเหตุให้โรคระบาดลุกลามไปทั่วโลก

    หวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน เคยเตือนเมื่อไม่นานมานี้ว่าสหรัฐฯ ติด ‘ไวรัสการเมือง’ และกำลังนำความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติมาเป็นตัวประกัน ซึ่งท้ายที่สุดจะผลักสองประเทศไปสู่สงครามเย็นครั้งใหม่

    หนึ่งในพื้นที่แนวหน้าของสงครามเย็นครั้งใหม่ก็คือฮ่องกง อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น การผลักดันกฎหมายประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนฮ่องกงในสภาคองเกรสเมื่อปีที่แล้วเท่ากับเป็นการลั่นกลองรบเปิดศึกกับจีนถึงหน้าประตูบ้าน ซึ่งปักกิ่งมองว่าสหรัฐฯ พยายามแทรกแซงกิจการภายในประเทศอย่างโจ่งแจ้ง ขณะที่กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในฮ่องกงที่จีนเร่งผลักดันในเวลานี้ก็เป็นการแก้เกมเพื่อสกัดการแทรกแซงจากรัฐบาลต่างชาติ โดยเฉพาะสหรัฐฯ​ 

    ในบทความของ ไบรอัน ซี.เอช.ฟง วิเคราะห์ไว้ว่าเวลานี้เราเริ่มนับถอยหลังสู่จุดสิ้นสุดของฮ่องกงที่โลกรู้จัก และดูเหมือนว่าสีจิ้นผิงกำลังปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ที่มีต่อฮ่องกง โดยไม่ต้องการรักษาฮ่องกงในฐานะเขตกันชนกับโลกตะวันตกอีกต่อไป แต่ผู้นำจีนกำลังมองฮ่องกงเป็นสมรภูมิแนวหน้าในสงครามเย็นใหม่กับสหรัฐฯ ด้วยแรงขับจากการเมืองชาตินิยม  

    ดร.จันจิรา ยังเห็นด้วยว่าสถานการณ์ที่น่ากังวลที่สุดก็คือการโหมกระพือกระแสชาตินิยมจีนเข้าไปในความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในขอบเขตที่กว้างขึ้น เพราะประวัติศาสตร์บ่งบอกเราว่ากระแสชาตินิยมที่เปี่ยมด้วยความทะเยอทะยานอาจนำไปสู่การขยายอาณาบริเวณที่อ้างกรรมสิทธิ์อย่างแข็งกร้าวมากขึ้น ซึ่งหากระบอบของสีจิ้นผิงสามารถปกครองฮ่องกงโดยตรงและรอดพ้นจากกระแสตีกลับที่รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ ได้สำเร็จ จะยิ่งทำให้รัฐบาลชาตินิยมจีนมีความฮึกเหิมมากขึ้น และเพิ่มความทะเยอทะยานในการแผ่ขยายขอบเขตอิทธิพลไปยังไต้หวันและทะเลจีนใต้ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น สงครามเย็นระหว่างสหรัฐฯ และจีนก็มีโอกาสกลายเป็นสงครามประจันหน้าทางทหารเต็มรูปแบบขึ้นก็เป็นได้

    ถอดบทเรียนเยอรมนีช่วงสงครามโลก
    ทำไมก้าวนี้ของสีจิ้นผิงอาจเป็นก้าวที่ผิดพลาด
    ดร.จันจิรา เตือนว่าในประวัติศาสตร์เราได้เห็นความผิดพลาดของนาซีเยอรมนีในการใช้กระแสชาตินิยมนำนโยบายต่างประเทศ ซึ่งจีนก็มีโอกาสผิดพลาดซ้ำรอย และอาจถูกต่อต้านหรือนำไปสู่การก่อตัวของกระแสเกลียดชังจีน (Sinophobia) ทั่วโลก 

    ในแง่เศรษฐกิจ การผลักดันกฎหมายความมั่นคงยังนำมาซึ่งความเสี่ยงทางการเงินและเศรษฐกิจ เพราะนับตั้งแต่การก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นต้นมา ฮ่องกงมีบทบาทเป็นแหล่งดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติที่สำคัญ และเวลานี้ก็อาจสำคัญกว่าที่เคย ในยามที่บริษัทของจีนตกเป็นเป้าถูกขับออกจากตลาดทุนสหรัฐฯ โดยบริษัทจำนวนมากถูกบีบให้หาแผนสำรองโดยจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงด้วย

    ด้วยเหตุนี้การผ่านกฎหมายความมั่นคงจึงเปรียบเหมือนการทุบหม้อข้าวตัวเอง และเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจจีนที่เวลานี้กำลังชะลอตัวจากวิกฤตโรคระบาดทั่วโลก

    แต่สำหรับภาคธุรกิจจากโลกตะวันตกแล้ว พวกเขาก็กำลังสูญเสียศูนย์กลางธุรกิจที่เป็นมิตรกับตะวันตกมากที่สุดในดินแดนของจีน โดยผลประโยชน์ของบริษัทเหล่านี้จะไม่ได้รับความคุ้มครองภายใต้กฎหมายจารีตประเพณีแบบอังกฤษอีกต่อไป ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทจากสหรัฐฯ ดำเนินงานในฮ่องกงราว 1,300 แห่ง และมีการลงทุนโดยตรงมูลค่า 8.25 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ 

    เมื่อมองจากภาพรวม นักวิเคราะห์จึงมองว่าหมากของสีจิ้นผิงตานี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายไหน เพราะอาจมีแต่เสียกับเสีย โดยสร้างแรงกระเพื่อมที่สั่นคลอนทั้งฮ่องกงและประชาคมโลก

    เหตุผลที่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมจีนจึงตัดสินใจเลือกทางเดินที่มีแต่เสียกับเสียก็คือมันอาจเหมาะกับนโยบายชาตินิยมในยุคสีจิ้นผิง เพราะวิกฤตโควิด-19 ได้สร้างปัญหาท้าทายให้กับเศรษฐกิจและแรงกดดันในการรักษาเสถียรภาพภายในประเทศ เมื่อจีนเผชิญแรงกดดันทางการเมืองจากสหรัฐฯ และนานาชาติ ทำให้จีนสามารถปลุกกระแสชาตินิยมเพื่อเบนความสนใจจากปัญหาภายใน ซึ่งคนในชาติก็พร้อมหนุนหลังผู้นำเพื่อต่อสู้กับศัตรูต่างชาติ

    แม้ฮ่องกงเป็นเกาะขนาดเล็ก แต่มีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์เกินกว่าที่จะละเลยได้ เพราะเป็นสมรภูมิการต่อสู้เพื่อรักษาระเบียบโลกเสรีนิยมแบบเก่าหรือแทนที่ด้วยระเบียบโลกอำนาจนิยมใหม่ ศึกครั้งนี้จึงใหญ่หลวงและเดิมพันสูง ซึ่งเราอาจได้เห็นเกมการเมืองที่ดุเดือดชนิดที่ไม่อาจละสายตาได้เลย

    https://thestandard.co/xi-jinping-new-laws-on-trying-to-change-hongkong-into-ground-zero/

    ลิบรา 2.0 VS ดิจิทัลหยวน อนาคตการเงินและบิตคอยน์ จากท็อป จิรายุส(ตอน1-2)





    ลิบรา 2.0 VS ดิจิทัลหยวน อนาคตการเงินและบิตคอยน์

    จาก ท็อป จิรายุส (ตอน 1)


    New Normal ของโลกการเงินในอนาคตจะเป็นอย่างไร
    เงินดิจิทัลมีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร
    จะสามารถมาช่วยพัฒนาระบบการเงินดั้งเดิมในปัจจุบันได้อย่างไร  
    เคน นครินทร์ คุยกับ จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา
    ผู้ก่อตั้งเว็บซื้อ-ขายเงินดิจิทัล Bitkub.com    
    สามารถฟังพอดแคสต์ The Secret Sauce
    ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ที่คุณสะดวกหรือใช้อยู่แล้วได้


    ลิบรา 2.0 VS ดิจิทัลหยวน อนาคตการเงินและบิตคอยน์

    จาก ท็อป จิรายุส (ตอน 2)ไขข้อข้องใจ ลิบรา 2.0, ดิจิทัลหยวน, 

    บิตคอยน์ฮาล์ฟวิ่ง คืออะไร 
    ความรู้สามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร
     เพื่อให้รู้เท่าทันอนาคตการเงินที่จะเกิดขึ้น   
    เคน นครินทร์ คุยกับ จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา 
    ผู้ก่อตั้งเว็บซื้อ-ขายเงินดิจิทัล Bitkub.com       
    สามารถฟังพอดแคสต์ The Secret Sauce 
    ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ที่คุณสะดวกหรือใชอยู่แล้วได้


    [เปิดฟังคลิปได้ที่นี่]