วันพุธที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563

DCEP: China’s National Digital Currency Overview






DCEP: China’s National Digital Currency Overview   




What is DCEP

Digital Currency DCEP (Digital Currency Electronic Payment, DC/EP) is a national digital currency of the China built with Blockchain and Cryptographic technology. The currency is pegged 1:1 to the Chinese National Currency – the RenMinBi (RMB). The overall objective of the currency is to increase the circulation of the RMB and international reach – with eventual hopes that the RMB will the a global currency like the US Dollar. China has recently established an initiative to push forward Blockchain adoption, with the goal of beating competitors like Facebook Libra – a currency which Facebook CEO Mark Zuckerberg claims will become the next big FinTech innovation. China has made explicit that Facebook Libra poses a threat to the sovereignty of China, insisting that digital currencies should only be issued by governments and central banks.  

DCEP is the only legal digital currency in China

DCEP is a currency created and sanctioned by the Chinese Government. It is not a 3rd party stable coin such as Tether’s cryptocurrency token “CNHT” which is also pegged to the RMB in a 1:1 ratio. DCEP is the only legal digital currency in China (cryptocurrencies such as Bitcoin are not legal tender in China).
Huang Qifan (Chairman of the China International Economic Exchange Center) said they have been working on DCEP for five to six years now and is fully confident it can be introduced as the country’s financial system. It’s currently being rolled out, with the People’s Bank of China (PBoC) issuing the currency.  


Deployment and Distribution

DCEP will initially be distributed to all commercial banks affiliated with the Chinese Central Bank such as ICBC and Agriculture Bank of China. The rollout of DCEP will be similar to that of physical yuan. The significance of DCEP is that it’s designed as a replacement of the Reserve Money (M0) system, cutting back the cost and friction of bank transfers. Huang pointed to outdated systems like SWIFT is both slow, inefficient and costly for inter-bank payment transactions. This initial deployment will serve as an official production test for the currency system, where the network and security will be validated. In the second phase, DCEP will be distributed to large fintech companies such as Tencent and Alibaba to be used in WeChat Pay and AliPay respectively.
DCEP is a centralized, sovereign issued currency. It is not possible to mine DCEP or stake on the DCEP network.

Shenzhen will be first city to test DCEP
According to Chinese new site CaiJing – DCEP will be rolled out in Shenzhen as a test city first. Currently the planned date is before the end of 2019. This shows that China is serious about deploying DCEP and also “winning” the digital currency race.

Merchants must accept DCEP

The central government has mandated that all merchants who accepted digital payments (such as Apple Pay, AliPay and WeChat) pay must accept DCEP. This will give DCEP a large nation wide acceptance in China, with every merchant obligated to participate or face a potential loss of their business license. This will make DCEP the most accepted digital currency in the world.

Huawei Pay to Support DCEP

Owing to the widespread use of Huawei phones in China and the company’s close ties with the Chinese Government, Huawei is rumoured to be the first adoptee of DCEP. New leaked images of the Huawei Pay app shows direct connections to Chinese merchant banks and ability to withdraw DCEP.

Is DCEP backed by Gold

The simple answer is “No”. On a recent episode of Kitco News, journalist Max Kaiser claimed that China will launch a gold backed cryptocurrency, with the intention of destroying the USD as a reserve currency. He added that China has already amassed as much as 20,000 tons of gold. However this is mere speculation – China has no plans to return to the Gold Standard nor issue gold backed cryptocurrencies.

NFC Contact based payment

According to Official Sina Blockchain, DCEP will have NFC based payment options that don’t require devices to be online during the transfer. This will be poised as a direct replacement of paper money, as DCEP will be usable in areas without internet coverage. In addition, DCEP doesn’t require the mobile device to be bound to a bank account – meaning the unbanked population will also have access to the digital currency.




วันจันทร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562

จีนเร่งดันเงินหยวนเป็น”สกุลเงินสากล” เตรียมออกเงินดิจิทัลใน 2-3 เดือนนี้


จีนใกล้จะออกแพลตฟอร์มสกุลเงินดิจิตัล (digital currency) ตัวเองในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ขณะเดียวกันได้ประกาศพร้อมสนับสนุนให้มีการใช้เงินหยวน เพื่อให้เป็นสกุลเงินสากลในเขตการค้าเสรีนำร่อง


ธนาคารกลางจีนได้เตรียมการเพิ่มสัดส่วนของทองคำสำรองที่เป็นทางการเป็นจำนวน 1.948 ตัน นับเป็นอันดับ 6 ของโลก โดยเพิ่มขึ้นจากช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งสำรองอยู่ที่จำนวน 1.853 ตัน เพื่อรองรับนโยบายการใช้เงินหยวนให้มีบทบาทมากขึ้นในตลาดการเงินโลก รวมทั้งการออกเงินสกุลหยวนที่เรียกว่า Yuan Digital Currency

HCM Capital เปิดเผยว่า จีนได้พัฒนากรอบที่เรียกว่า Digital Currency Electronic Payment หรือ DCEP ซึ่งธนาคารกลางจีนได้รับอนุญาตจากให้ทำการออกสกุลเงินที่เป็น Digital Currency ให้กับธนาคารพาณิชย์ และบริษัทที่มีเครือข่ายของระบบชำระเงิน คือ Alipay และ WeChat Pay ให้เข้ามาร่วมอยู่ในกระบวนการนี้ด้วย

ถึงแม้ว่า ในช่วงที่ผ่านมา Digital Currency จะถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงที่นำไปสู่การฉ้อโกง และอาจเป็นช่องทางของกระบวนการฟอกเงิน รวมทั้งเป็นแหล่งสนับสนุนทางการเงินให้กับการก่อการร้าย   แต่ Digital Currency ของจีนจะมีการจดทะเบียนที่สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเป็นช่องทางผลักดันสู่ตลาดการเงินทั่วโลกที่ต้องการรู้และเข้าถึงเกี่ยวกับวิธีการใช้ และการกำกับดูแลโดยเฉพาะทางด้านเทคโนโลยี โดยหากธนาคารกลางจีนสามารถออก Digital Currency ได้ก็จะเป็นธนาคารกลางแห่งแรกของโลกที่ดำเนินการได้สำเร็จ

ทั้งนี้ Digital Currency ดังกล่าวจึงถือเป็นเงินตราแบบใหม่ที่ออกโดยธนาคารกลาง ซึ่งได้รับการการันตีจากสินทรัพย์ที่ธนาคารพาณิชย์นำมาฝากไว้ที่ธนาคารกลาง ดังนั้น Digital Currency จึงทำหน้าที่ได้เสมือนหลักทรัพย์ตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ในระยะเริ่มต้น Digital Currency ของธนาคารกลางจีนจะถูกนำมาใช้ในประเทศเท่านั้น โดยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนในแบบเดียวกันกับการกำหนดค่าเงินหยวนในระบบปกติ ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางจีนระบุว่า Digital Currency จะถูกนำมาใช้แทนที่ธนบัตรและเหรียญ ที่ใช้เป็นเงินสดหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจีนอย่างมีเสถียรภาพ

นอกจากนี้ Digital Currency ของธนาคารกลางจีนนี้ จะถูกใส่ไว้ในกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับการทำธุรกรรมโดยตรงของบุคคล ซึ่งกระเป๋าเงินที่ว่านั้นอาจเป็นแอพพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนในอนาคต

จีนกำลังเดินหน้าในการผลักดันเงินหยวนให้มีบทบาทเป็นเงินสากลในตลาดการเงินและการค้าโลกครั้งสำคัญ หลังจากในช่วงหลายปีก่อนเงินหยวนได้เข้าไปเป็น 1 ใน 5 สกุลหลักของโลกที่อยู่ในตะกร้าเงินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ด้วย


เพื่อสนองตอบต่อเป้าหมายขยายเส้นทางขนส่งทางเรือ อากาศและทางบก ในการค้าและการลงทุนที่เชื่อมโยงกัน 3 ทวีปทั้งเอเชีย แอฟริกา และยุโรป ตามยุทธศาสตร์เส้นทางทางสายไหมใหม่ หรือ One Belt And Road ของศตวรรษที่ 21   และล่าสุด ในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการนำร่องให้ระบบการทำงานได้สอดประสานกัน โดยธนาคารกลางจีนยืนยันสนับสนุนเงินหยวนเป็นสกุลเงินสากล และมีรากฐานที่แข็งแกร่งในอนาคต ทั้งนี้ จีนได้จัดตั้งเขตการค้าเสรีนำร่องรวม 18 แห่ง หลังจากที่ได้จัดตั้งเขตการค้าเสรีนำร่องแห่งแรกที่เซี่ยงไฮ้

ขอบคุณ..https://businesstoday.co/columnist/13/11/2019/%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%99/   



หยวนดิจิตอล : แบงก์ชาติจีนหนุนการใช้สกุลเงินหยวน ในเขตการค้าเสรีนำร่องต่อเนื่อง



แบงก์ชาติจีนหนุนการใช้สกุลเงินหยวน
ในเขตการค้าเสรีนำร่องต่อเนื่อง

ธนาคารกลางจีนได้ประกาศใช้มาตรการนำร่องอย่างต่อเนื่องในเขตการค้าเสรีต่าง ๆ รวมทั้งเขตการค้าเสรีนำร่องที่เซี่ยงไฮ้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการแปลงดุลบัญชีเงินทุน โดยมาตรการดังกล่าวครอบคลุมถึงการบริหารการเงินข้ามแดน และการระดมทุนเงินหยวนแบบสองทางของบริษัทข้ามชาติ ซึ่งบางมาตรการได้ถูกนำไปใช้ในพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ และเขตการค้าเสรีนำร่องอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน
เฉิน อวี้ลู่ รองผู้ว่าการธนาคารกลางจีน กล่าวว่า การสนับสนุนเงินหยวนเป็นสกุลเงินสากลมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วตลอดทศวรรษที่ผ่านมา
รองผู้ว่าแบงก์ชาติจีน กล่าวว่า การใช้เงินหยวนข้ามแดนพัฒนาจากการใช้ค้าขายชายแดนแบบประปรายไปสู่การใช้งานในทุก ๆ ด้าน และขยายจากดุลบัญชีเดินสะพัดไปสู่ดุลบัญชีเงินทุน จากการค้าไปสู่การทำธุรกรรมทางการเงิน จากธนาคารและองค์กรไปสู่บุคคล และจากการใช้งานง่าย ๆ ไปสู่การใช้งานที่ซับซ้อน
การสนับสนุนเงินหยวนเป็นสกุลเงินสากลมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในตลาดทุน ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์สกุลเงินหยวนโดยธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ สถาบันการเงินข้ามชาติ และบริษัทบริหารสินทรัพย์ก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนถึงขณะนี้ บริษัทบริหารสินทรัพย์ชั้นนำของโลก 62 แห่ง จาก 100 แห่ง ได้เข้ามาทำธุรกิจในจีนแล้ว
อู๋เว่ย เจ้าหน้าที่จากเขตพิเศษหลินกังในเขตการค้าเสรีนำร่องเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า "เขตพิเศษหลินกังในเขตการค้าเสรีนำร่องเซี่ยงไฮ้จะยกระดับ ขยาย และส่งเสริมการเปิดกว้างในทุก ๆ ด้าน และในระดับที่สูงขึ้น โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างเขตพิเศษที่มีอิทธิพลและความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล"
ขณะที่อุตสาหกรรมการเงินจีนยังคงเดินหน้าเปิดกว้างทางการเงินแบบสองทาง การสนับสนุนเงินหยวนเป็นสกุลเงินสากลและการจัดตั้งเขตการค้าเสรีนำร่องก็ทำงานสอดประสานกัน โดยนโยบายที่ทันสมัยในเขตการค้าเสรีนำร่องช่วยให้การสนับสนุนเงินหยวนเป็นสกุลเงินสากลมีรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการก้าวไปข้างหน้า
หวังซีฉวน ประธานคณะกรรมการกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศจีน (Bank of China) หนึ่งในสี่ธนาคารยักษ์ใหญ่ของรัฐบาลจีน กล่าวว่า "นับตั้งแต่จัดตั้งเขตการค้าเสรีนำร่องแห่งแรกในเซี่ยงไฮ้ จีนได้จัดตั้งเขตการค้าเสรีนำร่องรวม 18 แห่งแล้ว การเพิ่มความเข้มข้นในการสนับสนุนเงินหยวนเป็นสกุลเงินสากลและการจัดตั้งเขตการค้าเสรีนำร่องได้กลายเป็นตัวกลางที่ทำให้จีนมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจโลกและนวัตกรรมทางสถาบัน"

11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 11:25 น. สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)
ขอบคุณ https://www.ryt9.com/s/iq29/3065424


วันอาทิตย์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2562

หยวนดิจิตอล : จีนเตรียมออก "เงินดิจิตอล" รายแรกของโลก



หยวนดิจิทัล : สงครามค่าเงิน EP2 เปิดศึก ดอลลาร์ vs หยวนดิจิตอล


หลังซุ่มเงียบมานานในที่สุดประเทศจีนก็แสดงความพร้อมที่จะเปิดตัว หยวนดิจิตอล อย่างเต็มตัวในรูปแบบของสกุลเงินดิจิตอลของธนาคารกลาง (CBDC) ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯเจ้าของสกุลเงินทรงอิทธิพลของโลกอย่าง “ดอลลาร์” ยังลังเลที่จะเข้าสู่สนามนี้ ไม่แน่ว่าสงครามค่าเงินในบทที่สองอาจจะย้ายสนามแข่งมาบนโลกดิจิตอล
หากเป็นเช่นนั้นจริง ทางฝั่งเงินหยวนของจีนอาจกุมความได้เปรียบบนสงครามค่าเงินนี้เพราะชิงพื้นที่ลงมาก่อนและมีแพลตฟอร์มที่พร้อมจะรองรับและขยายอิทธิพลของ หยวนดิจิตอล อย่างเต็มที่ผ่านเครือข่ายของ Alipay หรือ WeChat Pay ที่มีผู้ใช้งานกว่าพันล้านราย
สัญลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุดที่แสดงว่าจีนเตรียมตัวที่จะนำเงินหยวนที่หวงแหนมานานไม่ให้ออกไปโลดแล่นบนเวทีการเงินระดับโลกเข้าสู่โลกดิจิทัลคือการออกมาประกาศสนับสนุนเทคโนโลยีบล็อกเชนให้เป็นสาระสำคัญทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของจีนโดยประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
รวมถึงการประกาศรับรองกฎหมายเกี่ยวกับเทคโนโลยี Cryptography ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างและนำเงินดิจิตอลไปใช้งาน ผลจากการประกาศครั้งนั้นทำให้ราคาบิทคอยน์ถูกเก็งกำไรปรับตัวขึ้นแรงกว่า 30% ภายในวันเดียว 
นับตั้งแต่จีนประกาศแบนเงินดิจิตอลทั้งหมดในปี 2017 ไม่ว่าจะเป็นการสั่งปิดเวบซื้อขายเงินดิจิตอล แบนการระดมทุนแบบไอซีโอทั้งหมด รวมถึงสั่งห้ามการทำธุรกรรมเงินเงินดิจิตอลที่เกี่ยวข้องกับเงินหยวนทั้งหมด หลายฝ่ายคาดการณ์อยู่แล้วว่าจีนน่าจะมองเห็นถึงโอกาสและคุณสมบัติที่เงินดิจิตอลมีเทียบกับ Fiat Currency แบบดั้งเดิมและน่าจะมีการสร้างสกุลเงินดิจิตอลของตัวเองจึงได้สั่งปิดกั้น Cryptocurrency จากภายนอกทั้งหมด 
จนกระทั่งธนาคารกลางและแห่งชาติจีน (PBOC) ได้ออกมาประกาศว่ากำลังพัฒนาเงิน หยวนดิจิตอล ของตัวเองในรูปแบบที่ธนาคารกลางใช้หรือ Central Bank Digital Currency  (CBDC)  ซึ่งเป็นเงินดิจิตอลในรูปแบบปิดหรือ Private Blockchain กล่าวคืออยู่บนคนละแพลตฟอร์มกับ Public Blockchain ที่บิทคอยน์และเงินดิจิตอลื่นๆใช้งานอยู่
เป็นไปตามแนวทางเดียวกับธนาคารกลางอื่นๆทั่วโลกที่ให้ความสนใจในการพัฒนาเงินดิจิตอลและบล็อกเชนของตัวเองเพื่อลดต้นทุนทางด้านการเงินและเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกรรมการเงิน เช่น ประเทศไทยที่มีโครงการอินทนนท์ซึ่งเป็นบล็อกเชนที่ใช้เฉพาะระบบธนาคารพาณิชย์ภายใต้การกำกับดูแล
IBM ได้เปิดเผยการวิจัยที่ทำร่วมกับ The Official Monetary and Financial Institutions Forum (OMFIF) คาดว่าภายในห้าปีข้างหน้าธนาคารกลางทั่วโลกจะมีการเปิดตัวและใช้งานสกุลเงินดิจิตอลของธนาคาร (CBDC)
ผลสำรวจจากผู้บริหารธนาคารทั่วโลก 73% ต้องการให้ธนาคารกลางออกเหรียญ CBDC และการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารธนาคารกลาง 50% มีความกังวลต่อโครงการรูปแบบเดียวกับ Libra ของ Facebook เนื่องจากจะเข้ามาทำให้เสถียรภาพทางการเงินของประเทศสูญเสียไป
ทั้งนี้เงินดิจิตอลของธนาคารกลางที่จะออกมาจะทำหน้าที่เหมือนกับ Fiat Currency ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเพียงแต่อยู่ในรูปของดิจิทัลเท่านั้นโดยจะเข้ามาแทนที่การใช้ธนบัตรและเหรียญเงิน
ยังมีคำให้สัมภาษณ์จากผู้บริหารของธนาคารประชาชนจีนด้วยว่าเงินดิจิตอลของจีนนั้นมีรูปแบบคล้ายกับสกุลเงิน Libra ที่พัฒนาขึ้นโดย Facebook โดยมีคุณสมบัตินำไปใช้จ่ายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการแทนเงิน Fiat Currency แบบดั้งเดิม



การแสดงตัวอย่างชัดเจนของจีนที่ต้องการจะก้าวเข้ามาในโลกของเงินดิจิตอล แม้ทางฝั่งสหรัฐฯคู่ปรับสำคัญบนเวทีระดับโลกจะยังไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจนว่าจะนำเงินดอลลาร์ที่มีอยู่มาพัฒนาให้เป็นเงินดิจิตอล และผู้บริหารระดับสูงของธนาคารกลางสหรัฐฯก็ไม่เคยให้ความสนใจกับเงินดิจิตอลมาก่อน 
แต่ล่าสุดได้มีการคำกล่าวของมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Facebook ได้กล่าวกับกรรมาธิการด้านการเงินของสภาครองเกรส ในโอกาสที่เข้าชี้แจงถึงการเปิดตัวสกุลเงิน Libra ว่าสหรัฐฯจำเป็นต้องส่งเสริมให้ Libra เกิดขึ้นเพื่อให้เงินดอลลาร์และสหรัฐฯยังคงความเป็นผู้นำทางการเงินของโลกและแข่งขันกับจีนได้
“สกุลเงิน Libra มีสัดส่วนของเงินดอลลาร์อยู่ถึง 50% สหรัฐฯต้องสร้างนวัตรกรรมใหม่ๆทางการเงินเพื่อที่จะแข่งขันกับจีนและคู่แข่งอื่นๆได้ อนาคต6 ใน 10 ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของโลกอาจจะเป็นของจีนก็เป็นได้”  นี่คือประโยคที่ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก กล่าวไว้กับสภาครองเกรสสหรัฐฯไม่นานมานี้
ถึงตอนนี้ยังไม่มีท่าทีใดๆจากฝั่งสหรัฐฯในการที่จะพัฒนาเงินดิจิตอลของตัวเอง แต่หากสภาครองเกรสอนุมัติให้ Libra เกิดขึ้นได้จริง นี่คือเงินดิจิตอลที่จะเป็นตัวแทนจากฝั่งสหรัฐฯไปขับเคี่ยวกับหยวนดิจิตอลของจีนบนเวทีระดับโลก ด้วยจำนวนผู้ใช้งาน 2,300 ล้านรายทั่วโลก สามารถแข่งขันกับ Alipay และ WeChat Pay ที่มีฐานผู้ใช้ส่วนใหญ่อยุ่ในจีนและเอเชียได้อย่างสูสี
แม้ตอนนี้พันธมิตรของสมาคม Libra โดยเฉพาะฝั่งทางด้านผู้ให้บริการทางการเงินอย่าง Visa,Mastercard และ Paypal จะถอนตัวออกไปแล้วเนื่องจากความไม่ชัดเจนทางด้านกฎระเบียบ แต่หาก Libra ได้รับการอนุมัติจากทางการ ก็เป็นไปได้ว่าพันธมิตรที่เคยถอนตัวก็อาจจะกลับมาร่วมอีกครั้ง
ขณะที่ฝากฝั่งยุโรปซึ่งมีท่าทีต่อต้านสกุลเงิน Libra อย่างชัดเจน แต่ก็มีเสียงสะท้อนมาจากสมาคมธนาคารเยอรมันว่าธนาคารกลางยุโรปสมควรที่จะพัฒนาเงินดิจิตอลสกุลยูโรของตัวเองเช่นกัน 
รัฐมนตรีคลังเยอรมัน Olaf Scholz ยังกล่าวสนับสนุนให้เกิดสกุลเงินดิจิตอลยูโรเนื่องจากระบบการชำระเงินดิจิตอลที่มีต้นทุนต่ำและสามารถนำไปใช้งานได้อย่างแพร่หลายจะเป็นผลประโยชน์ของชาวยุโรปทั้งหมด
แม้แต่ Mario Draghi ประธานธนาคารกลางยุโรปยังเคยกล่าวด้วยว่า 
“ยุโรปไม่ควรจะตามหลังจีน รัสเซีย สหรัฐฯรวมถึงภาคเอกชนในการผลักดันให้เกิดสกุลเงินดิจิตอล”
ต้องจับตาการขับเคี่ยวระหว่างสหรัฐฯและจีน บนสงครามทางด้านเทคโนโลยีรวมถึงสงครามค่าเงินในยกที่สองที่ยกระดับสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล ฝั่งพญาอินทรีย์ในฐานะผู้นำเดิมที่มีเงินสกุลดอลลาร์ที่ได้รับการยอมรับมายาวนานและมีแม่ทัพคือยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีอย่าง Facebook,Google,Microsoft 
ขณะที่ฝั่งจีนเป็นผู้ท้าชิงหน้าใหม่ที่จะผลักดันเงิน หยวนดิจิตอล เข้าสู่เวทีระดับโลกขนาบข้างโดยยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Alibaba,Tencent,Huawei เรียกได้ว่าขุมกำลังไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน 
ท้ายสุดแล้วใครจะเป็นผู้ชนะน่าจับตาอย่างยิ่ง

จับตา! ธนาคารกลางจีนอาจเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัล.. จากแบงก์รัฐเป็นชาติแรก



จับตา! ธนาคารกลางจีนอาจเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัล..จากแบงก์รัฐเป็นชาติแรก
เว็บไซต์ฟอร์บส์รายงานโดยยืนยันถึงแหล่งข่าวว่าภายในไม่กี่สัปดาห์นี้ ธนาคารประชาชนจีน หรือแบงก์ชาติจีนเตรียมเปิดตัวสกุลเงินดิจิตอลของตนเองซึ่งจะนับเป็นเงินสกุลดิจิตอลจากแบงก์รัฐเป็นแห่งแรกในโลก
รายงานระบุว่าตามแผนแล้วแบงก์ชาติจีนจะเริ่มต้นใช้เงินสกุลดิจิตอลนี้ในลักษณะกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ โดยได้รับการสนับสนุนจากธนาคารพาณิชย์อุตสาหกรรมแห่งประเทศจีน (ICBC) ร่วมกับบริษัทเทนเซนต์และอาลีบาบา ในการทำธุรกรรมโดยตรงระหว่างบุคคล
คาดว่าการเปิดตัวเงินสกุลดิจิตอลนี้อาจมีขึ้นในช่วงสิ้นเดือนกันยายน และคาดว่าจะเริ่มให้บริการได้ในวันที่ 11 พฤศจิกายน ซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลช็อปปิ้่งใหญ่ของชาวจีน
คาดว่าการเปิดตัวเงินสกุลดิจิตอลนี้อาจมีขึ้นในช่วงสิ้นเดือนกันยายน และคาดว่าจะเริ่มให้บริการได้ในวันที่ 11 พฤศจิกายน ซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลช็อปปิ้่งใหญ่ของชาวจีน
รายงานดังกล่าวของฟอร์บส์สอดคล้องกับสำนักข่าวไชน่าเดลีของจีน ที่รายงานเช่นกันว่า สกุลเงินดิจิตอลนี้จะถูกใช้งานผ่านรูปแบบกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ตโฟน
โดยสกุลเงินดิจิตอลจากธนาคารกลาง จะถือเป็นเงินตรารูปแบบใหม่เช่นเดียวกับเงินหยวนที่ออกโดยธนาคารกลางและทำหน้าที่เสมือนหลักทรัพย์ตามกฎหมาย ได้รับการหนุนหลังจากแหล่งสินทรัพย์ที่มีมูลค่า ซึ่งสถาบันการเงินพาณิชย์ฝากไว้ในธนาคารกลาง
แหล่งข่าวในแบงก์ชาติจีนยังเผยถึงความคืบหน้าว่า ในขณะเริ่มการทดสอบในวงปิดแล้ว ซึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์ชำระเงิน โอนเงิน ซึ่่งมีสถาบันการเงินหลายแหงทั้งที่เป็นของรัฐและไม่ใช่ของรัฐเข้าร่วมทดสอบ
สกุลเงินดิจิทัลจากแบงก์ชาติจีนนี้ ในเบื้องต้นจะถูกใช้งานในประเทศเท่านั้น และถูกออกแบบให้ผูกกับอัตราแลกเปลี่ยนเดียวกับค่าหยวน

วันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2562