วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

องค์กรสื่อจีน 12 แห่ง ประกาศเปิดตัว “แผนกข่าวที่ขับเคลื่อนด้วย Blockchain”

องค์กรสื่อจีน 12 แห่ง ประกาศเปิดตัว “แผนกข่าวที่ขับเคลื่อนด้วย Blockchain”
กลุ่มองค์กรสื่อจีน 12 แห่ง ซึ่งประกอบไปด้วยสถานีโทรทัศน์ , หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น , สถานีวิทยุและสื่อบนเว็บไซต์ ประกาศสร้าง “แผนกข่าวที่ขับเคลื่อนด้วย blockchain” ในวันที่ 21 พฤษภาคม
ตามรายงานที่ตีพิมพ์โดย China Email กลุ่มถูกสร้างขึ้นจาก บริษัทสื่อจากทั่วประเทศ โดยพวกเขาจะใช้โซลูชันที่อิงกับ 4.0 และข้อดีของเทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อการกระจายและแลกเปลี่ยนเนื้อหาผ่านเครือข่าย
กลุ่มจะมีชื่อเรียกว่า “The National Department of Blockchain News Editing,”  ซึ่งจะแจกจ่ายไฟล์ข่าวและสื่อที่เชื่อถือได้และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และถูกบันทึกบนเครือข่ายบล็อกเชน

Blockchain นำไปใช้กับสื่อทั่วประเทศจีน

Wu Tong รองผู้อำนวยการ CECBC Blockchain จากคณะกรรมการกระทรวงพาณิชย์ของจีนกล่าวว่า การปฏิรูปที่พวกเขาทำผ่านแผนกข่าวดังข่าวนั้นถูกควบคุมโดย: เหตุผลเชิงตรรกะ , รูปแบบของสินทรัพย์และขององค์กรและกรอบทางเทคนิค
Wu กล่าวว่าในแง่ของการพัฒนา blockchain นั้น ประเทศมีความก้าวหน้าที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นตัวอย่างของการพัฒนาการเรียนรู้ของ blockchain ทั่วประเทศ
China Email ยังกล่าวเสริมว่าการใช้ blockchain ในด้านการสื่อสาร ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ผลิตข่าวปกป้องลิขสิทธิ์ทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังสร้างมูลค่าในเชิงพาณิชย์อีกด้วย

ช่วยลดค่าใช้จ่ายทางกฎหมายในเรื่องลิขสิทธิ์

Shang Kun รองผู้อำนวยการบริหารและเลขาธิการคณะกรรมการสมาคมอุตสาหกรรมการสื่อสารแห่งประเทศจีน เปิดเผยว่าการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทางกฎหมายด้านลิขสิทธิ์ได้ด้วย ช่วยให้การป้องกันนั้นสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เมื่อวันที่ 27 เมษายน ประเทศจีนเพิ่งเปิดตัวเครือข่าย Blockchain แห่งชาติของจีนหรือ BSN อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นโครงการเชิงพาณิชย์ระดับโลกที่ช่วยให้โครงการ blockchain สามารถสร้างและเรียกใช้แอปพลิเคชันใหม่ ๆ ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง

ปัญญาประดิษฐ์ AI ใครเหนือใคร ระหว่างจีนกับสหรัฐ

 ปัญญาประดิษฐ์ AI ใครเหนือใคร ระหว่างจีนกับสหรัฐ 

 รายงานพิเศษ/โชคชัย บุณยะกลัมพ

การแข่งขันอันร้อนแรงของเทคโนโลยีเอไอ โดยเฉพาะสหรัฐและจีนนั้นอาจมองได้ว่าเป็นสงครามเทคโนโลยีที่สหรัฐกุมความได้เปรียบในฐานะผู้บุกเบิกและผู้นำในการพัฒนา
สหรัฐอเมริกาและจีนได้ก้าวมาเป็นผู้นำในด้านวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ที่มีคุณภาพมากที่สุดของโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ถึงแม้สหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศที่เริ่มต้นทำการวิจัยทางด้านนี้ก่อน
แต่ผลสำรวจนั้นชี้ว่าจีนได้ขึ้นนำสหรัฐอเมริกาทางด้านการตีพิมพ์งานวิจัยและการถูกนำไปใช้เป็นแหล่งอ้างอิงในประเด็นของ Deep Learning และ Deep Neural Network ตั้งแต่ปี 2014 แล้ว
จากข้อมูลปี 2017 จีนมีปริมาณสิทธิบัตรด้าน AI มากกว่าสหรัฐอเมริกาอยู่ 4 เท่า
และถือครองสิทธิบัตรด้าน Blockchain มากกว่าสหรัฐอเมริกาอยู่ 3 เท่า
ซึ่งการเติบโตอย่างรวดเร็วทางด้านการวิจัยเทคโนโลยีนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นผลพวงมาจากการสนับสนุนอย่างเต็มตัวของภาครัฐในจีนที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในการนำเทคโนโลยีมาใช้ผลักดันการเติบโตของประเทศจีน
ทั้งในส่วนของตอบสนองต่อผู้บริโภคและภาคธุรกิจ
ด้วยเหตุนี้สหรัฐอเมริกาจึงวางแผนในการปรับตัวทางด้านอนาคตของ AI และเผยแพร่ออกมาในเอกสารภายใต้ชื่อ Preparing for the Future of Artificial Intelligence เพื่อให้ภาคธุรกิจและการศึกษาในประเทศได้ปรับตัวไปพร้อมๆ กัน
ในรายงานฉบับหลังนี้ยังได้ระบุอีกด้วยว่า งบประมาณที่ใช้ในการค้นคว้าวิจัยของสหรัฐนั้นยังเป็นเพียง 1 ใน 8 ของปริมาณที่จะเป็นตัวเลขที่คุ้มค่าสูงสุดสำหรับประเทศ
ดังนั้น สหรัฐจึงยังสามารถเติบโตทางด้านงานวิจัย AI และขึ้นก้าวนำประเทศอื่นๆ ได้หากดำเนินตามแผนนี้ และจะทำให้สหรัฐอเมริกามีข้อได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจเป็นอย่างมากในอนาคต
และหลังจากการวิเคราะห์งานวิจัยที่ตีพิมพ์ออกมาในด้าน AI มากกว่า 2 ล้านงานตีพิมพ์จนกระทั่งถึงสิ้นปี 2561 นั้น ทางสถาบัน Allen Institute พบว่าประเทศจีนนั้นกำลังจะแซงหน้าสหรัฐอเมริกาแล้ว โดยคาดว่าจีนจะตามทันในส่วน 50% ของงานวิจัยที่มีคน cite มากที่สุดได้ภายในปีนี้ และตามทันส่วน 10% ของงานวิจัยที่มีคน cite มากที่สุดได้ภายในปีหน้า และจะตามทันในส่วน 1% ของงานวิจัยที่มีคน cite มากที่สุดได้ภายในปี 2568
โดยนักวิจัยพบว่า 10% ของงานวิจัยที่มีคน cite มากที่สุดนั้น ของทางฝั่งอเมริกาได้ลดลงมาจาก 47% เมื่อปี 2525 ลงมาเหลือเพียง 29% ในปี 2561
ส่วนฝั่งจีนนั้นกลับเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนมาถึง 26.5% ได้เมื่อปี 2561 ที่ผ่านมา
กระบวนการในการออกสิทธิบัตรของจีนนั้นถือว่ามีความรวดเร็วสูงกว่าและเคร่งครัดน้อยกว่าการออกสิทธิบัตรในญี่ปุ่นหรือในสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก
ประเด็นนี้เองก็อาจเป็นอีกหนึ่งแรงผลักที่ทำให้เหล่านักวิจัยและธุรกิจจีนเร่งจดสิทธิบัตรเพื่อปกป้องนวัตกรรมของตนเองกันมากขึ้น
จีนก้าวหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีเอไอขึ้นมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อล่าสุด บริษัทวิจัยซีบีอินไซต์พบว่าจีนกลายเป็นประเทศที่มีบริษัท “สตาร์ตอัพ” ในด้านปัญญาประดิษฐ์ที่มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐจำนวนมากที่สุดในโลก
หรือคิดเป็นกว่าครึ่งของบริษัทที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีเอไอทั่วโลก
นโยบายส่งเสริม AI ของรัฐบาลจีน ซึ่งมักใช้วิธีส่งเสริมให้รัฐบาลท้องถิ่นทดลองนำ AI ไปปรับใช้ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยให้ร่วมมือกับเอกชนนำ AI ไปปรับใช้ในเรื่องการจราจร สาธารณสุข การเกษตร การศึกษา ฯลฯ
ทำให้มีตัวอย่างการปรับใช้ AI ที่หลากหลาย มีการพัฒนารูปแบบการนำ AI มาประยุกต์ใช้มากมาย
ขณะเดียวกันก็สามารถเก็บข้อมูลมหาศาลมาป้อนให้ AI ในแต่ละด้านได้พัฒนาและปรับปรุงความฉลาดและความแม่นยำขึ้นอย่างรวดเร็ว
 ด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศแผน American AI Initiative ที่มุ่งหวังให้หน่วยงานรัฐบาลให้ความสำคัญกับการวิจัยลงทุน AI เป็นลำดับแรก และเพื่อให้มั่นใจว่านวัตกรรม AI ที่ยอดเยี่ยมจะมาจากผู้สร้างเทคโนโลยีในสหรัฐ
แถลงการณ์จากทำเนียบขาวระบุว่า “ในขณะที่ความก้าวหน้าของเอไอมีเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก เราไม่สามารถอยู่เฉยๆ และถือว่าเราจะสามารถรับประกันความเป็นผู้นำของเราเอาไว้ได้”
แน่นอนว่านโยบายดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการตอบสนองต่อความห่วงกังวลต่อจีน ที่อาจจะขึ้นมาครองตำแหน่งผู้นำเทคโนโลยีเอไอแทนสหรัฐ ผลจากแนวนโยบายยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน รวมไปถึงการเพิ่มการลงทุนอย่างมหาศาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
5 ปัจจัยสำคัญของแผนการ American AI Initiative คือ
สนับสนุนการวิจัยระยะยาว ให้นักวิจัยในสหรัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลจากหน่วยงานรัฐบาลกลางมากขึ้น  ปรับปรุงผลลัพธ์การทำงานของ AI เตรียมกำลังคนให้พร้อม มีทักษะ AI เพื่องานในอนาคต รวมทั้งสนับสนุนการศึกษา STEM (วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) ในภาคการศึกษา
สถาบันด้านเทคโนโลยีควรกำหนดไกด์ไลน์สำหรับการพัฒนา AI ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ รวมทั้งมาตรฐานความปลอดภัย และข้อสุดท้าย ที่น่าจะเป็นเป้าหมายหลักของโครงการนี้คือ ปกป้องความได้เปรียบด้านเทคโนโลยี AI ของอเมริกาให้คงอยู่ต่อไป ท่ามกลางสงครามการค้าจีน-สหรัฐที่กำลังระอุ ยังมีเรื่องของความเป็นผู้นำเทคโนโลยีที่อเมริกาเป็นผู้นำมาตลอดนั้นกำลังถูกท้าทายโดยเทคโนโลยีจีน คำสั่งประธานาธิบดีของทรัมป์ก็ถูกวิจารณ์ว่ายังคงมีความไม่ชัดเจนถึงเรื่องยุทธศาสตร์ และเรื่องงบประมาณที่จะนำมาใช้จ่าย
เมื่อมองไปที่ประเทศจีน ชัดเจนว่าจีนนั้นมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน โดยรัฐบาลได้กำหนดแผนแม่บทในการพัฒนาเทคโนโลยีเอไอตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปี 2017 ซึ่งถูกเรียกว่า “การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4”   อย่างไรก็ตาม ประชาชนชาวจีนยังคงมีสถิติสูงสุดของโลกที่มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตถึง 800 ล้านคนจากจำนวนประชากรทั้งหมด 1,400 ล้านคน
และจีนยังยึดถือ AI เป็นแขนข้างหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญของการแข่งขันในตลาดโลก ทำให้มีการจัดตั้ง Chinese State Council เพื่อจัดระบบพัฒนา AI ให้เทียบเคียงกับสหรัฐในปี 2020 มีการทุ่มเงินมากถึง 1 ล้านล้านหยวน หรือราว 4.63 ล้านล้านบาท เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมของจีน
โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การเป็น AI Innovation Center ของโลกภายในปี 2030
 แหล่งข้อมูล https://www.matichonweekly.com/column/article_192563

“Facebook Shops” เปิดตัวร้านค้าออนไลน์ท้าชิงอำนาจ E-Commerce ทั่วโลก

“Facebook Shops” เปิดตัวร้านค้าออนไลน์ท้าชิงอำนาจ E-Commerce ทั่วโลก
พฤษภาคม 20, 2020
## เกิดอะไรขึ้น ##
Facebook เปิดตัวสินค้าใหม่ Facebook Shops อย่างเป็นทางการ ร้านค้าทั่วโลกที่มี Facebook Page สามารถสร้างหน้าร้านของตัวเองขึ้นบน Facebook ได้ฟรี! ร้านค้าที่ถูกสร้างบน Facebook Shops จะไปโผล่ใน Instagram อีกด้วย นอกจากนี้เจ้าของร้านสามารถคุยกับลูกค้าได้โดยตรงผ่านทาง Messenger Instagram Direct หรือ Whatsapp
(ตอนนี้เปิดให้ทดสอบได้ในอเมริกาเท่านั้น)

## หมายความว่าอย่างไร? # การเปิดตัว Facebook Shops ของ Facebook เป็นการก้าวเข้าสู่สังเวียน E-Commerce อย่างเป็นทางการของ Facebook ซึ่งเจ้าของธุรกิจที่ต้องการจะขายของออนไลน์คงจะสงสัยว่ามันต่างกับ E-Commerce เจ้าอื่นยังไง? ไฮไลท์สำคัญของ Facebook Shops ที่แตกต่างจาก E-Commerce เจ้าอื่นๆเลยคือ
1. ร้านค้าต่างๆไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าธรรมเนียมอะไรให้ Facebook!! (เว้นแต่ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน) โดยปกติแล้วถ้าเราขายของอออนไลน์ไม่ว่าจะเป็น Amazon Alibaba หรือ Lazada เราต้องจ่ายค่าธรรมเนียมจำนวนหนึ่งให้กับเจ้าของแพลตฟอร์ม E-Commerce เหล่านี้ด้วย แต่ตา Mark มาเหนือครับ เขาบอกว่าถ้าเราขายของบน Facebook Shops เราน่าจะต้องจ่ายค่าโฆษณาเพิ่มอยู่แล้วดังนั้นเขาจึงไม่เก็บค่าธรรมเนียมใดๆจากของที่ขายได้เลย
2. Facebook จะไม่ให้บริการ End-to-End Service แบบ Amazon หรือก็คือจะไม่ได้ช่วยขายสินค้าแบบครบวงจร Facebook จะช่วยเราแค่โชว์สินค้าผ่านหน้าเวปเท่านั้น แต่จะไม่ได้ช่วยเราเก็บสินค้า ส่งสินค้า หรือวิเคราะห์ข้อมูลหลังบ้านของร้านค้าเช่นข้อมูล Demand และ Inventory สำหรับคนที่ต้องการฟังค์ชันพวกนี้ Facebook จะเปิดให้ธุรกิจต่างๆ integrate กับผู้ให้บริการด้าน E-Commerce เช่น Shopify และ Woocommerce (บริการช่วยเซ็ตร้านค้าออนไลน์และระบบหลังบ้าน) และบริษัทโลจิสติกส์
3. เจ้าของร้านสามารถคุยกับลูกค้าได้โดยตรงบน Facebook Shops ผ่าน Messenger โดยปกติแล้วเจ้าของร้านกับลูกค้าบนแพลต์ฟอร์ม E-commerce เจ้าอื่นๆจะไม่สามารถคุยกันได้โดยตรงเพราะเจ้าของแพลตฟอร์มกลัวว่าจะมีกาซื้อขายกันข้างนอกแพลตฟอร์มแล้วพวกเขาจะเสียค่าธรรมเนียม แต่สำหรับ Facebook ซึ่งไม่มีเก็บค่าธรรมเนียมอยู่แล้วจึงไม่ต้องกลัวในเรื่องนี้
4. Facebook Shops จะทำให้การ Live ขายของเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นเพราะจากเดิมที่แม่ค้าต้องมานั่งดูคอมเม้นว่าใครคอนเฟิมซื้อบ้างแล้วค่อยไปปิดการขาย แต่เมื่อมี Facebook Shops แล้วสินค้าที่แม่ค้าขายอยู่จะขึ้นมาอยู่บนจอในขณะที่ Live เลยลูกค้าก็สามารถหยิบและชำระเงินได้ทันที
## มีผลกระทบอย่างไร? ##
ด้วยประชากรกว่า 2.6 พันล้านคนบนแพลตฟอร์ม ไม่ว่า Facebook จะทำอะไรเรื่องนั้นย่อมกลายเป็นเรื่องใหญ่ การเข้ามาในวงการ E-Commerce จึงส่งผลกระทบไปในวงกว้าง
สำหรับคนทั่วไป: คนทั่วไปจะได้รับประโยชน์จากการที่มีร้านค้าให้เลือกมากขึ้น และด้วย AI ของ Facebook ที่รู้จักพฤติกรรมของเรามันก็จะเอาของที่เราชอบมาขายเราเรื่อยๆ นี่อาจจะเป็นเรื่องดีที่เราได้เห็นของที่ถูกใจมากขึ้นแต่มันก็น่าจะทำให้เราเสียเงินมากขึ้นเช่นเดียวกัน (ดีหรือไม่ดีกันแน่นะ?) ประโยชน์อีกอย่างที่คนทั่วไปจะได้รับคือการจ่ายจบในแอปเดียว โดยปกติถ้าเราคลิกซื้อของผ่านโฆษณาหรือผ่านเพจบน Facebook เราจะถูกลิงค์ไปที่เว็ปข้างนอกเพื่อปิดการขาย การมาของ Facebook Shops จะช่วยลดขั้นตอนการชำระเงินทำให้เราสะดวกสบายมากขึ้น
สำหรับเจ้าของร้านค้า: เจ้าของร้านค้าจะได้ประโยชน์จากการมีหน้าร้านที่มากขึ้น และการปิดการขายที่ง่ายขึ้นเพราะการจ่ายจบในแอปเดียว ในความเป็นจริงแล้วมีลูกค้าจำนวนมากที่ร้านค้าปิดการขายไม่ได้เพราะลูกค้าขี้เกียจออกจาก Facebook ไปจ่ายเงินในแอปหรือเว็ปอื่น นอกจากนี้การที่ร้านค้าสามารถพูดคุยกับลูกค้าได้โดยตรงสิ่งนี้จะช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างร้านค้าและลูกค้าอีกด้วยซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการกลับมาซื้อของอีกครั้งของลูกค้า
สำหรับ E-Commerce เจ้าอื่นๆ: การมาของ Facebook Shops คือภัยคุกคามของ E-Commerce ทั่วโลกเลยก็ว่าได้ยกเว้นที่จีนซึ่ง Facebook ถูกแบน เหตุผลก็คือ Facebook มี Big Data ที่รวบรวมประวัติ พฤติกรรม และความชอบของคนทั่วโลกอยู่ทำให้ Facebook รู้ว่าต้องขายของกับใครถึงจะขายออกได้ นอกจากนี้มีสินค้าจำนวนมากที่ถูกซื้อเพราะคนเห็นโฆษณาบน Facebook แต่ต่อไปนี้ยอดขายจากโฆษณาเหล่านั้นจะอยู่ใน Facebook แพลตฟอร์มไม่ไหลออกมายังเวป E-Commerce อื่นๆอีกต่อไป
สำหรับ Facebook: โมเดลการทำธุรกิจของ Facebook Shops ถือว่าน่าสนใจมากเพราะคนที่ขายของบน Facebook Shops ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมอะไรเลย Facebook จะได้เงินจากค่าโฆษณาที่ร้านค้าต่างๆจ่ายเพิ่มกันมาเอง นี่อาจจะเป็นโมเดลที่ Facebook ทำได้คนเดียวเพราะ Facebook คือผู้ขายโฆษณารายใหญ่ที่มีคนดูมากที่สุดในโลก E-Commerce เจ้าอื่นก็มีการขายโฆษณาเช่นเดียวกันแต่ก็ทำได้เพียงการโชว์สินค้าบนเว็บไซด์ของตัวเองซึ่งตามธรรมดาแล้วคงไม่มีใครไปนั่งไถร้านค้าออนไลน์ทั้งวัน
แต่ Facebok Shops สามารถยิงโฆษณเข้า Feed ของเราได้ มันเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าคนทั่วโลกโดยเฉพาะคนไทยนั่งไถ Facebook อยู่ทุกวัน เมื่อการขายของบน Facebook Shops ไม่มีค่าธรรมเนียมและมีลูกค้าจำนวนมหาศาลอยู่บนแพลตฟอร์มบวกกับฟีเจอร์พิเศษอีกหลายๆอย่าง Facebook Shops จะต้องดึงดูดร้านค้าจำนวนมหาศาลเข้ามาแน่ๆ ซึ่งนั้นหมายถึงรายได้ค่าโฆษณาที่มากขึ้นของ Facebook นั้นเอง
## ปิดท้าย ##
หลายๆคนซึ่งรวมถึง THINK FUTURE เองก็คิดว่าซักวันหนึ่ง Facebook มันอาจจะครองโลกจริงๆก็ได้ ตอนนี้ Facebook ครอบครอง Social Media ที่ใหญ่ที่สุดหลายเจ้า Facebook ทุ่มทรัพยากรในการวิจัย AI, AR และ VR มาแล้วหลายปี ในปีที่แล้ว Facebook ก็ริเริ่มสกุลเงิน Libra ในปีนี้ Facebook กำลังจะเข้าสู่วงการ E-Commerce ถ้าทุกอย่างที่ Facebook กำลังสร้างนั้นเสร็จสมบูรณ์ไม่อยากจะคิดเลยจริงๆครับว่าอิทธิพลของ Facebook จะสูงแค่ไหนในระดับโลก ขอบคุณแหล่งข้อมูล https://www.blockdit.com/articles/5ec4fb030ccb59322e1082a0/#

Digital Yuan & Libra 2.0 : อนาคตเงินดิจิทัลหลังโควิด


Digital Yuan & Libra 2.0 : 
อนาคตเงินดิจิทัลหลังโควิด

ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกในปัจจุบันและหลังโควิดเราจะอยู่บนสังคมออนไลน์มากขึ้น “เงิน” ก็เช่นกัน

จากที่เคยใช้กระดาษเป็นสื่อกลาง ก็มีช่องทางในการใช้ที่ยากขึ้นในยุคที่การซื้อขายส่วนใหญ่ทำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัจจัยเร่งในการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลเพื่อรองรับการทำธุรกรรมแบบ cashless ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มทดลองใช้ Digital Yuan ของจีน หรือการออกเวอร์ชั่น 2.0 ของ Facebook Libra โดยผู้เขียนขอตั้งประเด็น ดังนี้
1.ใครเป็นคนสร้าง?

Digital Yuan : รัฐบาลเป็นเจ้าภาพ โดยธนาคารกลางจีนเป็นผู้ออกแต่เพียงผู้เดียว และไม่ได้ยกเลิกสกุลเงินหยวนที่อยู่ในรูปแบบธนบัตร/เหรียญกษาปณ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่ Digital Yuan จะถูกใช้ควบคู่กันไป
โดยวัตถุประสงค์ของเหรียญก็เพื่อการชำระเงินรายย่อย (Retail CBDC) หรืออาจกล่าวได้ว่าประชาชนจีนสามารถใช้จ่ายเงินหยวนในรูปแบบดิจิทัลผ่านกระเป๋าสตางค์ e-wallet ของตนเองได้
Libra 2.0 : เอกชนเป็นเจ้าภาพ โดย Fb ผ่าน Libra Association เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งในเวอร์ชั่น 2.0 ได้มีการเปลี่ยนรูปแบบจากการที่ Fb จะเป็นผู้ออกเหรียญเอง เป็นการสร้าง Platform ที่เชิญชวนให้ธนาคารกลางทั่วโลกเข้ามาพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลบน platform ของ Libra หรือพูดง่ายๆ ว่า Fb กำลังเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ออกเหรียญ เป็นผู้สร้างระบบที่ให้ธนาคารกลางต่างๆ มาลงโปรแกรมเงินดิจิทัลของตนบน Libra platform
2.รูปแบบและการใช้งานเป็นอย่างไร?

Digital Yuan : ในการออก Digital Yuan จำนวน 1 เหรียญ จะต้องมีการตั้งสำรองจำนวน 1 หยวน (1:1) และเก็บรักษาไว้ในบัญชีของธนาคารกลาง ซึ่งเท่ากับว่ามีหลักทรัพย์หนุนหลังในลักษณะที่ไม่ต่างจากการพิมพ์ธนบัตรในกรณีปกติ นอกจากนี้ Digital Yuan ยังสามารถใช้งานแบบ Offline ได้ (ผ่านระบบ NFC หรือเทคโนโลยี​ไร้สาย​ที่​ช่วย​​จับคู่​​อุปกรณ์) ดังนั้น แม้โทรศัพท์จะไม่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้แต่ก็ยังสามารถทำธุรกรรมทางการเงินผ่าน e-Wallet ได้อยู่ดี
Libra 2.0 : ได้เสนอสร้างเหรียญในสองรูปแบบ รูปแบบแรกคือ การสร้าง Single-currency stablecoins ซึ่งมีหลักการในการตั้งสำรองแบบ 1:1 เหมือน Digital Yuan ในข้างต้น แต่ต่างกันที่ในระยะแรก Libra ได้กำหนดสกุลเงินที่สามารถเข้าร่วมพัฒนาบนระบบไว้เพียง 4 สกุล ได้แก่ USD, EUR, GBP และ SGD (ในอนาคตอาจมีการกำหนดเพิ่ม) ดังนั้น หากมีการออก LibraGBP จำนวน 1 ล้าน LibraGBP ก็ต้องตั้งสำรองไว้ 1 ล้าน GBP และเก็บไว้ในบัญชีธนาคารที่ Libra กำหนด 
รูปแบบที่สองคือ การสร้าง Global Libra โดยมูลค่าสินทรัพย์ที่หนุนหลังคือมูลค่าของทุกเหรียญที่รวมกันอยู่ใน Single-currency stablecoins ซึ่งจะคำนวณแบบค่าเฉลี่ยของทุกสกุล (คล้ายกับสิทธิพิเศษถอนเงิน (SDR) ที่กำหนดโดย IMF) โดยวัตถุประสงค์ในการสร้างเหรียญประเภทนี้เพื่อใช้เป็นช่องทางการชำระเงินระหว่างประเทศ

3.บทบาทของรัฐจะเป็นอย่างไร?
Digital Yuan : ผู้เขียนชื่อว่าบทบาทในการกำกับและสอดส่องระบบการเงินของธนาคารกลางจีนจะเพิ่มขึ้นจากเดิม ลองคิดภาพว่านี่คือการสร้างระบบการเงินที่ดึงความ Centralize กลับมาที่ธนาคารกลางอย่างเต็มรูปแบบ กล่าวคือ “เงิน” หากอยู่ในรูปแบบธนบัตร/เหรียญกษาปณ์ โดยทั่วไปธนาคารกลางจะกำกับดูแลได้ในระดับหนึ่งแต่ไม่เต็มรูปแบบเพราะไม่อาจเห็นภาพการเคลื่อนไหวทั้งหมดของระบบการเงินได้
แต่หากปรับให้อยู่ในแบบดิจิทัลที่ตนเป็นผู้สร้าง การสอดส่องระบบการเงินจะทำได้ดีขึ้น ประกอบกับชาวจีนจำนวนมากนิยมทำธุรกรรมและเปิดบัญชีบน platform ของเอกชนอย่าง Alipay/WeChat ซึ่งแต่ละ platform เปรียบเสมือนช่องทางการทำธุรกรรมของประชาชนที่รัฐอาจไม่เห็นทั้งหมด เพราะต่างมีระบบของตนแยกกันไป ดังนั้น การออก Digital Yuan จึงเท่ากับเป็นการที่รัฐจะบอกว่า กำลังจะสร้างหยวนให้อยู่ในรูปดิจิทัลเพื่อเป็นสื่อกลางให้ทุก App ใช้รูปแบบเดียวกัน ซึ่งสิ่งที่จีนทำคือการให้ร้านค้าและ App ต่างๆ ลงระบบที่สามารถใช้ Digital Yuan ได้ และกำหนดห้ามผู้ใดออกเงินดิจิทัลแข่งกับรัฐบาล

Libra 2.0 ได้ปรับรูปแบบเพื่อเพิ่มบทบาทให้กับรัฐหลายประการ ประการแรกคือ เสนอให้ธนาคารกลางเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเงินดิจิทัลบนระบบของตน ซึ่งข้อสังเกตของผู้เขียนคือ ธนาคารกลางประเทศต่างๆ จะสนใจพัฒนาสกุลเงินของตนบน platform ของเอกชนหรือไม่? ประกอบกับเงินสำรองที่ตั้งไว้ก็อาจอยู่นอกเหนือการควบคุม เพราะต้องเก็บไว้ในบัญชีตามที่ Fb กำหนด และแม้ Fb จะเพิ่มเติมระบบความปลอดภัยให้กับระบบ แต่แนวโน้มในปัจจุบันคือประเทศต่างๆ เร่งพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลบน platform ที่ศึกษาและพัฒนาเองเสียมากกว่า

ประการที่สอง Libra จะเปิดให้ผู้บริการบางประเภท (เช่น ผู้ให้บริการแลกเงิน) ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากรัฐอยู่แล้ว (Regulated VASPs) สามารถให้บริการบน Libra Platform ได้ ซึ่งในอนาคต Fb ได้ระบุว่าอาจมีการเพิ่มผู้ให้บริการอีกกลุ่ม ซึ่งกลุ่มหลังนี้จะเข้ามาได้ต้องผ่านการรับรองจาก Libra Association ก่อน (Certified VASPs) ซึ่งหากผู้ให้บริการในรูปแบบที่สองนี้เกิดขึ้นจริง ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ Fb อาจอนุญาตผู้ให้บริการที่ไม่ได้ “license” จากภาครัฐ แต่ได้ “การรับรอง” จาก Fb เข้าประกอบธุรกิจทางการเงินบน Platform ของตน ซึ่งในส่วนนี้ Whitepaper ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดชัด

4. จีนกับสหรัฐ ใครได้เปรียบ?
ถ้ามองว่านี่คือการแข่งขัน ก็ต้องบอกว่าสหรัฐตามจีนอยู่หลายช่วงตัว ในขณะที่จีนได้เริ่มมีการทดลองใช้แล้วในสี่เมืองใหญ่และคาดว่าจะทดลองแล้วเสร็จภายในปีนี้ แต่สหรัฐยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องสกุลเงินดิจิทัล และแม้ว่าสหรัฐจะเร่งให้ Libra 2.0 ออก LibraUSD ให้ได้เร็วเท่าไร ก็ต้องไม่ลืมว่า Libra Platform ได้รองรับการสร้างเหรียญในสกุลอื่นๆ ด้วยเช่นกัน เนื่องจาก Libra 2.0 มีวัตถุประสงค์ในการสร้างสกุลเงินที่หลากหลายและไม่ได้รองรับเพียงแค่ USD (เพื่อให้มีเงินหลายสกุลมาค้ำประกันเหรียญดิจิทัลได้)
ท้ายที่สุด โควิดคล้ายจะเป็นวิกฤติในโอกาสที่ทำให้จีนมองภาพในอนาคตได้ชัดเจนขึ้น ผู้เขียนเชื่อว่าอีกไม่นานเงินดิจิทัลจะมีบทบาทและเป็นความจำเป็นหนึ่งในชีวิตเราโดยไม่รู้ตัว ซึ่งนี่อาจเป็นความปกติใหม่ประการหนึ่งหลังโควิดก็เป็นได้

[บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน]

วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

“Digital Euro” ประสบความสำเร็จในการทดสอบครั้งแรกจากธนาคารกลางฝรั่งเศส

“Digital Euro” ประสบความสำเร็จในการทดสอบครั้งแรกจากธนาคารกลางฝรั่งเศส

พฤษภาคม 21, 2020
ตามประกาศ เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม Banque de France หรือธนาคารกลางฝรั่งเศส ได้กลายเป็นประเทศแรกที่ประสบความสำเร็จในการทดลองใช้เงิน “ยูโรดิจิทัล” (Digital Euro)
ธนาคารกล่าวว่าได้ทำการทดสอบการขายหลักทรัพย์สำหรับสกุลเงินดิจิตอลของธนาคารกลาง (CBDC) ในวันที่ 14 พฤษภาคม
“ตั้งแต่ต้นปี Banque de France ได้เริ่มดำเนินการทดลองกับสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางโดยมีเป้าหมายเพื่อสำรวจความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีใหม่ ๆ และเพื่อปรับปรุงการทำงานของตลาดการเงินและกฎระเบียบระหว่างธนาคารโดยเฉพาะ”

มุ่งไปที่ Wholesale มากกว่า retail CBDC

แม้ว่าการประกาศของธนาคารครั้งนี้จะไม่มีรายละเอียดมากนัก แต่ก็มีการระบุว่าโครงการนำร่องในปัจจุบันนั้นมุ่งเน้นไปที่ Wholesale มากกว่า retail สำหรับ ยูโรดิจิทัล 
wholesale CBDC จะเป็นการใช้งานระหว่างของธนาคารและผู้เล่นระดับสถาบัน – ตามที่ธนาคารกลางฝรั่งเศสกล่าวว่านี่เป็น “ระเบียบระหว่างธนาคาร”
ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ธนาคารกลางฝรั่งเศสจะดำเนินการทดสอบเพิ่มเติมต่อไป โดยสิ่งเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับการส่งเงินยูโรดิจิทัลระหว่างธนาคาร ตามข่าวประชาสัมพันธ์
ย้อนไปในเดือนธันวาคม 2019 ผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศส François Villeroy de Galha เคยกล่าวว่าเขาต้องการให้ฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกที่ออกเงินดิจิทัล

“เราต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาและเทคโนโลยีก่อน” ซีอีโอ Binance กล่าวถึงการจดทะเบียนโดเมนในจีน

“เราต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาและเทคโนโลยีก่อน” ซีอีโอ Binance กล่าวถึงการจดทะเบียนโดเมนในจีน
หลังจากที่มีข่าวการจดทะเบียนโดเมน Binance.cn ทางด้านซีอีโอ Binance ก็กล่าวว่า “เราต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาและเทคโนโลยีก่อน”
Binance.cn เป็นโดเมนจีนใหม่ของ Binance ซึ่งจดทะเบียนกับกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (MIIT) ของจีน โดยจากข้อมูลสาธารณะของ MIIT ระบุว่าโดเมนใหม่ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานของรัฐในต้นเดือนเมษายน 2020
Binance.cn domain details on the MIIT

“ให้ความสำคัญกับการศึกษาและเทคโนโลยีก่อน”

โดเมนจีนใหม่ของ Binance ตัวนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขาย crypto ในระยะเริ่มต้น โดย Changpeng Zhao หรือ CZ กล่าวในทวีต เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมว่าจุดประสงค์หลักของเว็บไซต์จีนใหม่ของ Binance คือให้การศึกษาและเทคโนโลยี 
CZ  กล่าวว่า เนื้อหาของเว็บไซต์ จะเน้นเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ blockchain เช่น การพัฒนาเทคโนโลยี , การวิจัย , การให้คำปรึกษา , Binance Chain และอื่น ๆ

Binance.cn สอดคล้องกับกลยุทธ์ “Blockchain ไม่ใช่ Bitcoin” ของจีน

เว็บไซต์จีนใหม่ของ Binance มีความสอดคล้องกับกลยุทธ์ “Bockchain ไม่ใช่ Bitcoin” ของจีน  ตามที่ประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ได้กระตุ้นให้ประเทศเพิ่มความเร็วในการยอมรับ blockchain ในเดือนตุลาคม 2019 และต่อมาหน่วยงานของรัฐก็ออกมาพูดอย่างชัดเจนว่ามันไม่มีความเกี่ยวข้องกับ cryptos เช่น Bitcoin