วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมเสนอร่างสร้างเหรียญ Cryptocurrency เองเพื่อแข่งกับจีน


 รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมเสนอร่างสร้างเหรียญ Cryptocurrency เอง 
เพื่อแข่งกับจีนในวันพรุ่งนี้ (วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2020) 


  ดูเหมือนว่ารัฐบาลญี่ปุ่นนั้นจะเป็นผู้ตามหลังจีนในขณะนี้ เพื่อที่พวกเขาจะแน่ใจว่าจะไม่ล้าหลังในกระแส cryptocurrency โดยล่าสุดนั้นทางผู้ออกกฎหมายได้ออกมาประกาศว่าพวกเขานั้นเตรียมเผยร่างการออกเหรียญคริปโตของพวกเขาเองในวันศุกร์พรุ่งนี้ (7 กุมภาพันธ์ 2020) โดยเหรียญดังกล่าวนั้นจะอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารกลางแห่งประเทศญี่ปุ่น และจะเป็นเหรียญประเภท Central Bank Digital Currency (CBDC)




แข่งกับเงินดิจิทัลหยวนของจีน


รัฐบาลญี่ปุ่นนั้นเริ่มให้ความสนใจในการสร้างเหรียญ cryptocurrency ของตัวเองทันที      หลังจากที่ทางธนาคารกลางจีนนั้น ออกมาเผยถึงแผนการในการนำเอาเทคโนโลยี Blockchain นั้นมาสร้างเหรียญ digital Yuan เมื่อปีที่แล้ว โดยทางรัฐบาลญี่ปุ่นนั้นเชื่อว่าทางจีนกำลังเล็งที่จะท้าชนกับระบบตะกร้าเงินสำรองของโลกในปัจจบัน ซึ่งประกอบไปด้วยเงินดอลลาร์, ยูโร, ปอนด์ และเยน
หลายคนเชื่อว่าประเทศญี่ปุ่นนั้นมองจีนเป็นคู่แข่ง และพวกเขานั้นกลัวว่าเงินดิจิทัลหยวนนั้นหากมีประชาชนในประเทศจีนกว่า 1.4 พันล้านคนหันมาใช้มันจนหมดประเทศ มันจะกลายมาเป็นมาตรฐานด้านการเงินใหม่ในประเทศจีนทันที
ดังนั้นการเคลื่อนไหวของประเทศญี่ปุ่นในการออกมาสร้างเหรียญคริปโตของตัวเองนั้นก็เพื่อที่จะปกป้องความเป็นผู้นำด้านการเงินในเอเชีย และเพื่อปกป้องเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจของตัวเองด้วย
โดยอ้างอิงจากนาย Noriho Nakayama หรือหนึ่งในฝ่ายผู้ออกกฎหมายด้านการเงินในญี่ปุ่นนั้น ร่างที่จะถูกนำมาเสนอพรุ่งนี้จะช่วยปูทางในการให้หลาย ๆ ฝ่ายในประเทศออกมาใช้เหรียญคริปโตกันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่าทางรัฐบาลญี่ปุ่นนั้นจะเปิดตัวเหรียญ cryptocurrency ของพวกเขาเองในเร็ว ๆ นี้ตามที่หลาย ๆ คนคาดการณ์ไว้ เนื่องด้วยความท้าทายด้านเทคโนโลยี


By 
6 กุมภาพันธ์ 2020




https://siamblockchain.com/2020/02/06/japan-to-release-crypto-draft-tmr/

วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

'สกุลเงินดิจิทัล' ใกล้ตัวเราแค่ไหน?


 'สกุลเงินดิจิทัล' ใกล้ตัวเราแค่ไหน?

ครั้งที่แล้วได้คุยถึง "เงินดิจิทัล (digital money)" ในประเทศไทย เช่น เงินใน e-wallet บัตร 7-11 บัตรรถไฟฟ้า ไว้ว่าคนไทยเปิดรับทำให้เติบโตเร็วมาก วันนี้จึงอยากถือโอกาสชวนผู้อ่านคุยเรื่องต่อเนื่องเกี่ยวกับ "สกุลเงินดิจิทัล (digital currencies)" ว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวแค่ไหน

สกุลเงินดิจิทัล vs เงินดิจิทัล?
          ทั้งสองอย่างเหมือนกันตรงคำว่า "ดิจิทัล" ที่จับต้องไม่ได้ แต่มีตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ ความต่างคือ "เงินดิจิทัล" มีเงินสกุลท้องถิ่นหนุนหลัง เช่น ต้องนำเงินบาทมาชำระผู้ให้บริการ e-money ก่อนใช้ชำระค่าสินค้า จึงมีหน่วยเป็นเงินสกุลท้องถิ่นและมีมูลค่าแน่นอน
          "สกุลเงินดิจิทัล หรือ คริปโทเคอร์เรนซี (cryptocurrency)" เช่น บิทคอยน์ (Bitcoin) เป็นสกุลเงินใหม่ที่สร้างขึ้นจากกลไกคณิตศาสตร์ที่กำหนดจำนวนไว้จำกัด ต้องใช้ระบบคอมพิวเตอร์ถอดรหัสเพื่อนำเงินออกจากกลไก สกุลเงินใหม่นี้สร้างขึ้นเพื่อลดการรวมศูนย์ของระบบการชำระเงินผ่านสถาบันการเงินให้สามารถกระจายไปยังผู้ใช้ในเครือข่ายสกุลเงินนั้นๆ ได้ โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (blockchain) ติดตามการเคลื่อนไหวของเงินแม้จะไม่มีตัวกลางและสามารถป้องกันการปลอมแปลงได้ด้วย การชำระ/โอนเงินจึงอยู่แค่ภายในเครือข่าย ซึ่งมีข้อดีที่รวดเร็ว ต้นทุนต่ำ และปลอดภัย แต่ธนาคารกลางส่วนใหญ่ยังไม่รับรองว่าบรรดาคริปโทเคอร์เรนซีที่เอกชนสร้างขึ้นมา สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย คริปโทเคอร์เรนซีจึงทำหน้าที่ของเงินได้ไม่ครบ เพราะยังไม่เป็นสื่อกลางในการชำระเงินและไม่ถูกใช้เป็นหน่วยกำหนดราคาสิ่งของแถมมูลค่ายังผันผวนมาก แต่ถ้าเป็น "สกุลเงินดิจิทัลที่ธนาคารกลางออกใช้ (central bank digital currency: CBDC)" จะมีคุณสมบัติของเงินที่ครบถ้วนเพราะมีมูลค่าแน่นอนใช้แทนสกุลเงินท้องถิ่นได้ตามกฎหมาย

ทำไมสกุลเงินดิจิทัลจึงเริ่มเป็นที่สนใจ?
          ความนิยมใช้คริปโทเคอร์เรนซี อาจเห็นได้ชัดในประเทศที่คนไม่ค่อยเชื่อถือในเงินสกุลท้องถิ่นและไม่มั่นใจในเสถียรภาพระบบการเงินในประเทศ เช่น ประเทศเวเนซุเอลาที่ประสบวิกฤตเศรษฐกิจ เผชิญกับเงินเฟ้อสูงมากเกือบ 1 ล้านเปอร์เซ็นต์ในปี 2561 ทำให้เงินโบลีเวีย (Bolevar) ซึ่งเป็นสกุลเงินท้องถิ่นแทบไม่มีค่า คนจึงหนีภาวะเงินเฟ้อในสกุลเงินโบลีเวียและขาดความเชื่อมั่นในการบริหารของรัฐไปถือคริปโทเคอร์เรนซี แม้รัฐบาลจะออกสกุลเงินดิจิทัลแห่งชาติชื่อ "Petro coin" ที่หนุนหลังด้วยมูลค่าบ่อน้ำมันของรัฐ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จที่จะดึงให้คนกลับมาเชื่อถือในเงินของรัฐได้

สำหรับเงินสกุลดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDC) โดยทั่วไปจะออกเพื่อ 3 วัตถุประสงค์[1] คือ
(1) ไม่ให้เกิดการผูกขาดและลดความเสี่ยงในระบบการชำระเงินจากการพึ่งพาบริการทางการเงินภาคเอกชนมากไป ซึ่งมักเกิดกับประเทศที่คนไม่ค่อยใช้เงินสดแล้ว เช่น สวีเดนที่มีแผนจะออกสกุลเงิน e-krona
(2) ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพระบบการชำระเงิน
(3) เพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงิน ทั้งนี้แต่ละธนาคารกลางอาจกำหนดรูปแบบของ CBDC ต่างกัน โดยเฉพาะการให้ดอกเบี้ยบัญชีเงินฝาก CBDC ที่ธนาคารกลาง (interest-bearing) ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงเศรษฐกิจขาลง โดยลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากให้ติดลบได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ธนาคารกลางไม่สามารถทำได้ในสังคมใช้เงินสด เพราะคนสามารถเปลี่ยนไปถือเงินสดแทนการเก็บเงินไว้ในบัญชีเงินฝากแล้วถูกเก็บดอกเบี้ย

นอกจากนี้ 
รายงานสำรวจพบว่า ธนาคารกลางส่วนใหญ่ในโลกติดตามการใช้คริปโทเคอร์เรนซีของคนในประเทศอย่างใกล้ชิดและมีการศึกษา CBDC[2] เตรียมไว้เผื่อต้องออกใช้ แม้มีส่วนน้อยที่มีแผนจะออกใช้จริง โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคงและการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการชำระเงินเป็นอันดับแรก และมองเหตุผลด้านนโยบายการเงินเป็นเรื่องรอง
การใช้สกุลเงินดิจิทัลในประเทศไทย
          ปัจจุบันการใช้คริปโทเคอเรนซีในไทยเพื่อธุรกรรมชำระเงินยังมีจำกัด และเริ่มมีคนไทยที่ผลิตคริปโทสัญชาติไทยได้ เช่น Zcoin ส่วนนักลงทุนไทยเริ่มรู้จักคริปโทที่เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้ พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 โดยมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) กำกับดูแลการขึ้นทะเบียนของผู้ประกอบการซื้อขายคริปโทในไทย และเตือนผู้สนใจลงทุนในคริปโทว่ามีความเสี่ยงสูง ต้องมีความรู้และรับความเสี่ยงที่อาจสูญเงินลงทุนได้
          นอกจากนี้ ธปท. ได้เปิดตัวโครงการอินทนนท์ที่เป็นการทดสอบระบบการโอนเงินระหว่างสถาบันการเงินโดยใช้ CBDC จำลอง (wholesale CBDC) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงิน และเพิ่งรายงานผลการทดสอบระยะที่ 1 ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่งในการโอนเงินระหว่างกันและการบริหารสภาพคล่องในช่วงเดือนสิงหาคม 2561 - มกราคมปีนี้ พบว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนมีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการชำระเงินของไทย แต่การจะนำระบบนี้มาใช้งานจริงต้องใช้เวลาทดสอบขีดความสามารถและศึกษาผลกระทบเพิ่มเติม พร้อมประกาศเตรียมทดสอบระยะที่ 2 ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์นี้
          ถึงตอนนี้คงพอบอกได้ว่าสกุลเงินดิจิทัลเริ่มใกล้ตัวคนไทยมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่มองว่าเป็นทางเลือกในการลงทุนและกล้ารับความเสี่ยง ส่วน ธปท. เริ่มเห็นประโยชน์จาก wholesale CBDC ในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการชำระเงินระหว่างสถาบันการเงิน แต่การออก CBDC ให้ประชาชนใช้อาจยังดูไกลตัว ตราบใดที่การใช้คริปโทยังไม่สร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงิน รวมถึงคนไทยยังมั่นใจในการใช้สกุลเงินบาท และความมั่นคงในระบบการชำระเงินของประเทศอยู่
--------------------------------------------------------------
บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล 
ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

โดย..นางสาวฐิติมา ชูเชิด
ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

https://www.bot.or.th/Thai/ResearchAndPublications/articles/Pages/Article_01Feb2019.aspx



วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ทำความรู้จักเทคโนโลยี Blockchain



ทำความรู้จักเทคโนโลยี Blockchain


หากจะทำความรู้จัก Crypto Currency จำเป็นต้องรู้จักเทคโนโลยีที่มีชื่อว่า Blockchain ควบคู่กันไปด้วย แม้ที่ผ่านมาคนทั่วไปจะรู้จักคำว่า Bitcoin มากกว่าก็ตาม ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจก็คือ Bitcoin ทำงานผ่านระบบ Blockchain อีกทีหนึ่ง
ก่อนอื่นต้องเข้าใจปัญหาของเทคโนโลยีในปัจจุบันเสียก่อน วิธีการรวมศูนย์ (Centralize) มีข้อดีคือสามารถบริหารจัดการได้โดยง่าย แต่หากประสบปัญหาขึ้นก็จะส่งผลกระทบต่อไปยังเครือข่ายทั้งหมดด้วย ยกตัวอย่างเช่นการที่เก็บข้อมูลไว้ที่ Server กลางเพียงแห่งเดียว เมื่อเกิดการโจรกรรมข้อมูลขึ้นก็จะได้รับความเสียหายทั้งระบบ 
แต่ถ้าหากมีการกระจายศูนย์ออกไปโดยไม่พึ่งพาศูนย์กลาง ปัญหาดังกล่าวก็จะหมดไป ระบบจะเกิดความโปร่งใสขึ้นเพราะที่ผ่านมาเราไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าผู้ที่ควบคุมศูนย์กลางอยู่นั้นได้ปกปิดธุรกรรมหรือข้อมูลอะไรไปบ้าง 
แต่ถ้าทุกคนมีความเป็นศูนย์กลางในตัวเอง การตรวจสอบระหว่างกันจะทำได้ง่ายและการที่ไม่มีตัวกลางจะทำให้ขั้นตอนการทำธุรกรรมและต้นทุนต่างๆลดลงไปด้วย นี่คือการกำเนิด Blockchain เทคโนโลยีที่มีคอนเซบท์หลักคือการ กำจัดตัวกลาง(Decentralized)
ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องมีตัวกลาง เช่น การจะโอนเงินก็ต้องมีธนาคารเป็นตัวกลาง การซื้อขายหุ้นก็ต้องมีโบรกเกอร์และตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงการเลือกตั้งก็ต้องมีคณะกรรมการเลือกตั้ง และถ้าเรานำ Blockchain มาใช้แทนที่ตัวกลางเหล่านี้ โลกเราจะเปลี่ยนไปชนิดที่จินตนาการไม่ถูก จึงมีหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนถึงเทคโนโลยีนี้ว่าจะเป็นการปฎิวัติโลกใบนี้ ชื่อหนังสือว่า Blockchain Revolution 
เทคโนโลยีนี้ประกอบไปด้วยสองคำที่มีความหมายคือ Block+Chain กล่าวคือ Block หมายความว่าแต่ละหน่วยมีความเป็นศูนย์กลางในตัวเองและเชื่อมต่อถึงกันเหมือนกับโซ่ (Chain) นั่นเอง แทนที่จะมีคนกลางมาตัดสินและรับรองธุรกรรม แต่ละ Node หรือผู้ใช้แต่ละคนสามารถยืนยันธุรกรรมต่างๆได้กันเอง ซึ่งเทคโนโลยีนี้มีชื่อว่าสัญญาอัจฉะริยะ (Smart Contract)
อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะมีการนำ Blokchain มาใช้มากที่สุดน่าจะเป็นธุรกิจการเงินเพราะสามารถลดขั้นตอนธุรกรรมต่างๆและต้นทุนไปได้อย่างมาก อย่างเช่นธนาคารกลางในหลายประเทศมีความคิดจะใช้ Blockchain ในการทำธุรกรรมการเงินกันเองระหว่างธนาคารเพื่อลดต้นทุนการเงินกันเองนำไปสู่การลดค่าธรรมเนียมกับลูกค้า 
หรือการกู้เงิน ปกติแล้วหากเราอยู่สาขาต่างจังหวัด การจะดึงข้อมูลเครดิตจะต้องขอกลับไปยังสำนักงานใหญ่และส่งกลับมายังสาขาย่อย แต่หากใช้ Blockchain ทุกคนในระบบจะสามารถเช็คเครดิตของกันและกันได้ซึ่งจะลดขั้นตอนต่างๆลงไปได้มาก
บางประเทศเริ่มมีความคิดที่จะใช้ Blockchain ในการเลือกตั้ง เพราะทุกคะแนนที่ลงเสียง ทุกคนในระบบมีสิทธิที่จะตรวจสอบได้ทั้งหมด หากเราตั้งสมมุติฐานว่าหน่วยงานนับคะแนนที่รวมศูนย์คะแนนไว้ที่จุดเดียวอาจจะตั้งใจทำผิดก็ได้ 
Blockchain ยังถูกนำมาใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน ฯลฯ หลายๆองค์กรเริ่มที่จะพัฒนา Blockchain ของตัวเองขึ้น อนาคตเราไม่สามารถที่จะหนีพ้นได้แน่นอน 
มีคำกล่าวว่า WWW (World Wide Web) 
สำคัญต่อโลกอย่างไร 
Blockchain ก็มีความสำคัญอย่างนั้นเช่นกัน


บิทคอยน์ ราชาแห่ง Cryptocurrency

บิทคอยน์ ราชาแห่ง Cryptocurrency


บิทคอยน์ คือสกุลเงินดิจิตอลตัวแรกที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ จนทำให้ทุกคนเข้าใจไปว่า บิทคอยน์ คือทั้งหมดของเงินสกุลดิจิตอล ความจริงแล้วเป็นเพียง “ตัวพ่อ” แห่ง Crypto Currency เท่านั้น โดยเริ่มกำเนิดขึ้นในปี 2008 โดยบุคคลที่อ้างว่าชื่อ Satoshi Nakamoto แต่ถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีใครได้พบตัวเป็นๆของเขาเสียที และมีบุคคลมากมายที่กล่าวอ้างว่าเขาคือผู้สร้าง บิทคอยน์
ช่วงเวลาที่ บิทคอยน์ เกิดขึ้นมา โลกกำลังเกิดวิกฤติ Sub Prime ตลาดหุ้นทั่วโลกถูกเทขายอย่างหนัก คนบางกลุ่มที่ไม่เชื่อมั่นในระบบการเงินแบบเดิมๆจึงมีความคิดที่จะสร้างสกุลเงินดิจิทัลขึ้นมาแทนที่เงินแบบเดิมหรือ Fiat Currency ซึ่งจะพิมพ์แบงก์หรือธนบัตรออกมาได้จะต้องมีสินทรัพย์รองรับ เช่น ทองคำหรือทุนสำรองระหว่างประเทศ ส่วนประเทศไทยใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศเป็น Backup พิมพ์แบงก์) 
แต่ชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่าง สหรัฐฯ ยูโรโซน รวมถึงญี่ปุ่น ต่างแหกกฎที่ตัวเองกำหนดขึ้นด้วยการพิมพ์เงินออกมาในระบบอย่างไม่มีข้อจำกัด ผ่านนโยบายที่เรียกว่า QE เป็นที่มาที่ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าอย่างหนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก่อนจะกลับมาแข็งค่าหลังเลิกทำ QE นี่คือสาเหตุที่ทำให้เกิดสกุลเงินดิจิทัลที่ไม่อ้างอิงกับระบบการเงินดั้งเดิมขึ้น
ผู้ที่มีคำถามว่า บิทคอยน์ หรือ Crypto Currency มีความน่าเชื่อถือเพียงใด เอาสิ่งใดมาเป็นหลักประกัน คงต้องย้อนถามกลับไปว่าแล้วเงินดอลลาร์สหรัฐฯในเวลานี้มีความน่าเชื่อถือเพียงใด? เพราะพิมพ์ออกมาได้อย่างไม่จำกัดเพียงแค่กรอกตัวเลขลงไปว่าจะพิมพ์แบงก์ออกมาเท่าไร โดยไม่สนใจว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ 
ผู้ที่สนใจเทรดหรือใช้งานบิทคอยน์อยู่ในวันนี้ อาจเรียกได้ว่ามีความเชื่อว่าวันหนึ่งระบบการเงินของโลกจะเปลี่ยนแปลงไป เงินดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงสกุลอื่นๆ  จะหมดความสำคัญลงและเงินสกุลดิจิทัลจะมาแทนที่
ถ้าจะนิยามบทบาทของ บิทคอยน์ ในฐานะของการเป็นเทวา ต้องบอกว่าบิทคอยน์จะเป็นสกุลเงินที่มีอิสระในตัวเอง ไม่มีใครหรือหน่วยงานใดมาแทรกแซงได้ แบบที่ธนาคารกลางทั่วโลกควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ยังสามารถนำมาใช้จ่ายในระบบออนไลน์รวมถึงโอนให้กันได้อย่างสะดวก แทบจะไม่มีต้นทุนค่าธรรมเนียมใดๆ เพราะไม่มีตัวกลางอย่างธนาคารมาเกี่ยวข้อง โดยสามารถทำธุรกรรมผ่านเครือข่ายที่เรียกว่า บล็อกเชน
ส่วนในฐานะของการเป็นซาตาน ปัจจุบันต้องยอมรับว่าราคา Bitcoin ยังไม่มีความเสถียรพอในการที่จะเป็นสกุลเงินหลัก การปรับตัวขึ้นลงในระดับเลขสองหลัก ถือว่ามีความผันผวนสูงกว่าอัตราแลกเปลี่ยนทั่วไปที่ผันแปรเพียงแค่ 1-2%  ต่อวัน และผู้ถือBitcoin ส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่มเทรดเดอร์ที่ต้องการเก็งกำไรมากกว่าจะถือเพื่อใช้งานจริง ยังไม่นับอาชญากรรมไซเบอร์ที่มีการแฮค Bitcoin ให้เห็นกันอยู่
เวลาที่พูดถึง Crypto Currency ทุกคนมักต้องพูดถึงชื่อของ Bitcoin ขึ้นมาเป็นอันดับแรก เผลอๆจะรู้จักอยู่สกุลเดียวเสียด้วยซ้ำ ทั้งที่จริงแล้วในโลกนี้มี Crypto Currency อีกจำนวนมาก แต่ Bitcoin ก็ยังเป็นตัวพ่อของบรรดาเหรียญดิจิทัลทั้งหมดอยู่ดี นั่นเป็นเพราะเวลานี้ Bitcoin มีสถานะที่ “ใกล้เคียง” กับการเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนระหว่างเงินและสินค้าได้ดีที่สุด เห็นได้จากร้านค้าที่รับชำระด้วยเงินดิจิทัลส่วนใหญ่จะอ้าแขนรับ Bitcoin
อธิบายให้ง่ายที่สุด ให้มองว่า Bitcoin คือ ทองคำ ในยุคดิจิทัล นั่นเอง และทองคำคือสิ่งที่นำมาใช้แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการได้ดีที่สุดในประวัติศาสตร์การเงินของโลก จนกระทั่งถูกแทนที่ด้วย Fiat Currency หรือธนบัตร เหรียญเงิน ในปัจจุบัน โดยทองคำถูกลดความสำคัญในการเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนลง ก็เพราะธนาคารกลางหลักๆของโลกอย่าง สหรัฐฯ ยุโรปและญี่ปุ่น พิมพ์เงินออกมาด้วยตัวเอง โดยไม่ใช้ทองคำมาเป็น Backup อีกแล้ว 

ทำความรู้จัก เงินดิจิตอล (Cryptocurrency)

ทำความรู้จัก เงินดิจิตอล (Cryptocurrency)


สกุลเงินดิจิทัลหรือ CryptoCurrency ถือเป็นนวัตรกรรมใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นบนโลกประมาณปี 2008 หรือสิบปีที่ผ่านมา โดยเริ่มจากสกุลแรกก็คือ Bitcoin ก่อนจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจนเพิ่มเป็นพันกว่าสกุลในช่วงที่กระแสตื่นตัวมากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการระดมทุนที่เรียกว่า ICO (Initial Coin Offering)
หากสงสัยว่า Crypto Currency ต่างจากสินค้าการลงทุนอื่นอย่างไร เรามาทำความรู้จักสินค้าการลงทุนที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันก่อน อย่างเช่น อัตราแลกเปลี่ยน (Forex) ก็คือสกุลเงินของแต่ละประเทศที่ซื้อขายกันเป็นคู่ เช่น USD/EUR USD/JPY หรือทองคำ ก็เป็นสินทรัพย์ที่ทั่วโลกยอมรับในการแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้ หรือน้ำมันก็เป็นแหล่งพลังงานที่ใช้ราคาซื้อขายเดียวกันทั่วโลก 
แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ถูกสร้างขึ้นโดยมีตัวกลางหรือผู้ควบคุมดูแลราคา อย่างเช่นอัตราแลกเปลี่ยนจะถูกควบคุมราคาโดยธนาคารกลางของแต่ละชาติ บางประเทศสามารถควบคุมดีมานด์ซัพพลายได้ เช่น ธนาคารกลางสหรัฐฯที่สามารถพิมพ์ธนบัตรได้เอง หรือราคาน้ำมันที่มีกลุ่มโอเปคควบคุมดูแล (หรือเป็นเจ้ามือเอง)  
        “แต่สำหรับ CryptoCurrency เป็นสินค้าการลงทุนที่เกิดขึ้นมาโดยกำจัดตัวกลางหรือผู้ควบคุมดูแลออกไป ภายใต้คอนเซบท์กระจายศูนย์กลางหรือ Decentralize” 
พูดง่ายๆคือ Crypto Currency ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มดิจิทัลผ่านเทคโนโลยีที่เรียกว่า Blockchain ทุกคนสามารถซื้อขายและเป็นเจ้าของได้ผ่านแพลตฟอร์มที่เรียกว่า Exchange (ทำหน้าที่คล้ายตลาดกลางซื้อขาย  แต่ไม่ได้ควบคุมราคาและดีมานด์ซัพพลาย)
ส่วน Crypto Currency ที่เกิดจากการระดมทุนด้วย ICO มีคุณค่าในตัวเองด้วยลักษณะการนำไปใช้งานเหมือนกับหุ้นที่มีคุณค่าในตัวเองด้วยรูปแบบธุรกิจ
แม้หน้าที่ของ Crypto Currency จะมีประโยชน์ในเชิงการใช้งาน แต่ต้องยอมรับว่าในช่วงปี 2017 ที่ผ่านมา CryptoCurrency ถูกยกให้เป็นสินค้าการลงทุนอย่างหนึ่งด้วยรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาที่มีความผันผวนสูงเหมาะกับการเก็งกำไร

รูปแบบการลงทุนใน Crypto Currency มีหลายรูปแบบ เช่น 
Crypto Currency จึงเป็นสินค้าที่ไม่มีตัวตนที่เป็น Physical (จับต้องไม่ได้) แต่มีคุณค่าในตัวเองในแง่ของคุณประโยชน์ในการนำไปใช้งาน เช่น Bitcoin มีคุณค่าในการที่จะใช้จ่ายแทนเงิน ,Etherium มีคุณค่าในการนำไปใช้สร้าง Smart Contract, Ripple มีคุณค่าในการใช้เป็นสื่อกลางในการโอนเงิน ฯลฯ 
หนึ่ง..ลงทุนในตลาดแรกผ่าน ICO คล้ายกันการลงทุนในหุ้น IPO 
สอง..ลงทุนผ่านตลาดรองหรือซื้อขายผ่าน Exchange ในกรณีที่เราไม่ได้ลงทุนผ่านตลาดแรก
สาม..ลงทุนด้วยการขุด (Mining)
ปัจจุบันได้มีนักลงทุนจำนวนมากทั้งรายบุคคลและสถาบันเข้ามาในตลาด Crypto Currency มากขึ้น ได้เกิดเศรษฐีหน้าใหม่ขึ้นจำนวนมาก แต่ขณะเดียวกันก็มีผู้ที่เสียหายจำนวนมากด้วยเช่นกัน ผู้ที่สนใจลงทุนจึงควรศึกษาหาความรู้อย่างรอบด้าน โอกาสที่จะสร้างผลกำไรก็จะมีสูงขึ้น

Wallet กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ส่วนตัว

Wallet กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ส่วนตัว


การลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ทั่วไป เราจะพักเงินสดของเราเอาไว้ในบัญชีธนาคาร แต่การลงทุนใน CryptoCurrency และ ICO จะใช้สิ่งที่เรียกว่า Wallet หรือกระเป๋าเงินอีเล็กทรอนิกส์ในการเก็บรักษาเงินดิจิทัลของเราเอาไว้ และใช้ทั้งโอนออกและรับเงินดิจิทัลมาจากผู้อื่น พูดง่ายๆคือเป็นที่เก็บโค้ดของ CryptoCurrency แต่ละสกุลนั่นเอง 
การสร้าง Wallet ส่วนตัวสามารถทำได้ผ่าน Exchange หรือเวบไซต์ผู้ให้บริการ Wallet โดยเฉพาะ โดยการกรอกข้อมูลส่วนตัว เมื่อได้รับอนุมัติ เราจะได้เลขรหัสส่วนตัวหรือที่เรียกว่า Address ที่เป็นทั้งตัวเลขและตัวอักษรภาษาอังกฤษจำนวน 34 ตัว
     **ข้อควรระวัง รหัส Address นี้ห้ามให้ผู้อื่นรับรู้เด็ดขาด หรือแม้แต่การ Copy เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ เพราะถ้าหากรหัสถูกนำไปใช้ เงินดิจิทัลที่เรามีก็จะถูกขโมยไปได้ทันที วิธีการเก็บรักษาที่ดีที่สุดคือการจดเก็บไว้ในกระดาษ เก็บรักษาให้ดี เวลาจะทำธุรกรรมจึงนำออกมากรอกรหัส อาจจะเสียเวลาแต่ปลอดภัยที่สุด**
Wallet จะมีอยู่ด้วยกันสองแบบ
1.Wallet แบบ Hardware เงินดิจิทัลของเราจะถูกจัดเก็บไว้ในอุปกรณ์ที่มีหน้าตาคล้ายกับ Thumb Drive โดยยี่ห้อที่ได้รับความนิยมจะมี  Ledger Nano S,KeepKey,Trezor ซึ่งสามารถสั่งซื้อได้ทางอินเทอร์เนต ข้อดีของการเก็บไว้ใน Hardware คือโอกาสที่จะถูกแฮ็กมีน้อยมาก แต่ข้อเสียคือถ้าทำหายก็จะไม่มีทางเรียกคืนมาได้เลย จึงควรต้องมีตู้เก็บไว้ด้วย วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีเงินดิจิทัลจำนวนมาก
2.Wallet แบบ Software หรือ Hot Wallet เป็นการเก็บรหัสของเราเอาไว้ในเวบไซต์หรือแอพลิเคชั่น ซึ่งจะต่างจากแบบแรกคือเป็นการเก็บแบบซอฟท์แวร์ ข้อดีคือสะดวกในการทำธุรกรรมแต่ก็มีความเสี่ยงจากการที่ผู้ให้บริการโดนแฮ็ค จึงเหมาะกับผู้ที่มีเงินดิจิทัลจำนวนไม่สูงมากนัก
วิธีการโอนเงินดิจิทัลหรือชำระเงินก็เพียงแค่ Copy รหัสของเราลงไปหรือทำการสแกนคิวอาร์โค้ดระบบก็จะทำการทำธุรกรรมได้ โดยต้องกรอกให้ถูกสกุลเงินด้วย

ธนาคารประชาชนจีน เตรียมทดสอบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยหยวนดิจิทัล



ธนาคารประชาชนจีน เตรียมทดสอบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยหยวนดิจิทัล


ธันวาคม 10, 2019
รายงานจากสำนักข่าว Caijing ระบุว่า ธนาคารประชาชนจีน ( People’s Bank of China : PBOC) ซึ่งเป็นธนาคารกลางของประเทศจีน ประกาศเตรียมเปิดทำการทดสอบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์แบบดิจิตอล ในเมืองเซินเจิ้นและซูโจว และกำลังจะเป็นธนาคารกลางที่ออกเงินดิจิตอลแห่งแรกของโลก โดยร่วมมือกับ 7 บริษัท ประกอบด้วย ธนาคารพาณิชย์ 4 แห่ง และบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ 3 แห่ง
โครงการนำร่องของธนาคารประชาชนจีนในครั้งนี้ จะมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมต่างๆ อาทิเช่น การขนส่ง การศึกษา การพาณิชย์และการรักษาพยาบาล โดยมีธนาคารบางแห่งเลือกที่จะร่วมมือกับบริษัทโทรคมนาคม เพื่อทำการพัฒนาซิมการ์ดด้วยกระเป๋าเงินดิจิตอลในตัว 
แต่ก็มีบางธนาคารที่สร้างแอปพลิเคชั่นกระเป๋าเงินติจิตอลขึ้นมาเอง โดยโครงการนำร่องในครั้งนี้ จะเริ่มในเมืองเซินเจิ้นก่อน และจะแบ่งการดำเนินการเป็นสองขั้นตอน โดยหลังจากจบช่วงการทดสอบขนาดสั้นๆในช่วงสิ้นปีนี้ ในปี 2020 ก็จะมีการโปรโมต DC / EP ในเซินเจิ้นอย่างกว้างขวาง เช่นเดียวกับเมืองซูโจว 
เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สถาบันวิจัยสกุลเงินดิจิตอลที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารประชาชนจีน (PBOC) กำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อคเชนในเมืองซูโจว เพื่อมาทำหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบในการวิจัยและพัฒนา DC / EP รวมถึงยังได้ให้การสนับสนุนสำหรับการทดสอบสกุลเงินใหม่ๆ อีกด้วย
หลายฝ่ายมองว่า การที่ธนาคารประชาชนจีน (PBOC) เร่งดำเนินการตามแผนสกุลเงินดิจิตอลก่อนกำหนดเวลาเดิมนั้น เนื่องมาจากโครงการสกุลเงินดิจิตอล Libra ของทาง Facebook โดยทางด้านธนาคารประชาชนจีน (PBOC) นั้นได้เริ่มทำการวิจัยสกุลเงินดิจิตอลมานานกว่า 5 ปีแล้วตั้งแต่ปี 2014 
แต่ทางเจ้าหน้าที่จากธนาคารประชาชนจีน (PBOC) เพิ่งจะเริ่มแสดงความเห็นเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิตอลของจีนต่อสาธารณะ หลังบริษัทโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ประกาศโครงการ Libra ในเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา
ภายใต้โมเดล DC / EP ธนาคารพาณิชย์จะได้รับสกุลเงินดิจิตอลจากทางธนาคารประชาชนจีน (PBOC) โดยต้องทำการการฝากเงินหยวนสำรองไว้ แล้วจากนั้นผู้ใช้และกลุ่มธุรกิจจะสามารถลงทะเบียนกระเป๋าเงินดิจิตอลกับธนาคารพาณิชย์เหล่านี้ ในการใช้สกุลเงินดิจิตอล

แหล่งที่มา https://www.supercryptonews.com/th/%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99-%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4/