แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หยวนดิจิทัล" แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หยวนดิจิทัล" แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

สรุปเรื่อง "หยวนดิจิทัล" แบบเข้าใจง่ายๆ

สรุปเรื่อง "หยวนดิจิทัล" แบบเข้าใจง่ายๆ พฤษภาคม 22, 2020
ตั้งแต่จีนเริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจในยุค เติ้ง เสี่ยวผิง ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ทำให้เศรษฐกิจ และภาคอุตสาหกรรมจีนขยายตัวเรื่อยมา จนขึ้นชื่อว่าเป็นโรงงานของโลก
ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้น และเติบโตแข็งแกร่ง ทำให้เงินสกุลหยวนของจีนมีความสำคัญมากขึ้น จนในปี 2015 IMF ได้รับรองให้หยวนเป็นสกุลเงินที่ 5 ที่ได้บรรจุในตะกร้า SDRs หรือตะกร้าเงินสำรองระหว่างประเทศ

ปัจจุบัน จีนในยุค สี จิ้นผิง มีวิสัยทัศน์พาจีนก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและก้าวเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลก ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกับเงินหยวนอีกครั้ง ด้วยการพยายามเปลี่ยนให้เงินหยวนเป็นเงินดิจิทัลสกุลแรกของโลก
หยวนดิจิทัล” มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ
หยวนดิจิทัล ถูกพัฒนาโดยกลุ่มวิจัย Digital Currency Research Institute ที่ร่วมกันก่อตั้งโดยรัฐบาลและเอกชนในปี 2017
หยวนดิจิทัลมีลักษณะเป็น Central Bank Digital Currency (CBDC) หรือสกุลเงินดิจิทัลที่ออกและควบคุมโดยธนาคารกลาง
หยวนดิจิทัลเป็นรูปแบบ Stable Coin คือมูลค่าจะถูกหนุนหลังด้วยเงินหยวนในอัตราส่วน 1:1 หมายความว่าทุกการออกเงิน 100 หยวนดิจิทัล จะต้องมี 100 หยวนเก็บไว้ในบัญชีธนาคารกลางของจีนเสมอ
กระเป๋าที่ใช้เก็บหยวนดิจิทัล คือแอปพลิเคชันที่ต้องดาวน์โหลดลงมือถือของแต่ละคนโดยไม่ต้องผูกกระเป๋ากับบัญชีธนาคาร ซึ่งต่างจากแอปพลิเคชันในการจ่ายเงินอื่นในจีน เช่น WeChat หรือ Alipay ที่ต้องผูกกับบัญชีธนาคาร
หรือพูดให้เข้าใจง่าย คือการย้ายกระเป๋าเงินจากโลกปัจจุบันไปไว้ในโลกออนไลน์แทน
จุดเด่นอีกเรื่องที่สำคัญคือ การรับ-จ่ายเงินแบบออฟไลน์ ในขณะที่มือถือไม่ได้เชื่อมสัญญาณอินเทอร์เน็ต ระบบจะใช้เทคโนโลยี Near Field Communication (NFC) ในการจับคู่อุปกรณ์และรับส่งข้อมูลธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้นในขณะออฟไลน์ คล้ายกับการแตะบัตรจ่ายเงินตาม BTS หรือศูนย์อาหาร และส่งข้อมูลเข้าระบบอีกครั้งในภายหลังเมื่ออุปกรณ์มีสถานะออนไลน์
การควบคุมปริมาณเงิน และตรวจสอบธุรกรรมที่ผิดปกติเป็นอำนาจหน้าที่ของธนาคารกลางของจีน (PBOC) โดยการนำเงินหยวนดิจิทัลเข้าระบบจะเริ่มส่งกระจายผ่านธนาคารพาณิชย์หลัก 4 แห่ง คือ ICBC, CCB, ABC และ BOC ที่จะมีแอปพลิเคชันให้ดาวน์โหลด e-wallet ส่วนภาคเอกชนอย่าง WeChat หรือ Alipay ก็มีช่องทางการใช้หยวนดิจิทัลในแอปพลิเคชันของตัวเอง
ระบบที่ดูแลเชื่อมต่อธุรกรรมทางการเงินเป็นเทคโนโลยี Blockchain ที่อาจใช้ร่วมกับเทคโนโลยีอื่นๆ ที่ส่งเสริมให้การกำกับดูแลของธนาคารกลางมีความคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งสวนทางกับแนวคิดของสกุลเงินดิจิทัลอื่นที่เน้นการใช้ Blockchain เพียงอย่างเดียวเพื่อลดการแทรกแซงจากองค์กรต่างๆ เช่น รัฐบาล หรือธนาคารกลาง
หยวนดิจิทัลอยู่ในช่วงการทดสอบใน 4 เขตพื้นที่พิเศษ คือ ซูโจว เซินเจิ้น สงอัน และ เฉิงตู โดยมีการทดลองจ่ายเงินเดือนข้าราชการ พนักงานบริษัทบางส่วนเป็นหยวนดิจิทัล และให้ประชาชนนำไปใช้จ่ายตามร้านค้าที่เข้าร่วมการทดสอบในพื้นที่ เช่น McDonald, Subway, Starbucks
โดยภาพรวม จีนไม่ได้พยายามสร้างสกุลเงินใหม่ขึ้นมา แต่เป็นการพัฒนาโครงสร้างระบบการชำระเงินใหม่ที่รัฐบาลตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ง่ายขึ้นในโลกดิจิทัล
และด้วยการระบาดของ Covid-19 ในปัจจุบัน คนกังวลเรื่องการใช้ธนบัตรหรือการสัมผัสกันทางอ้อมมากขึ้น ก็ยิ่งเป็นปัจจัยส่งเสริมผลักดันให้คนเริ่มใช้หยวนดิจิทัลได้ง่ายขึ้น
ท่ามกลางความสนใจของธนาคารกลางหลายประเทศที่กำลังศึกษาวิจัยสกุลเงินดิจิทัล รวมถึงภาคเอกชนอย่างเช่น สกุล Libra ของ Facebook ที่กำลังเดินหน้าในเรื่องนี้ ยิ่งน่าสนใจว่าหยวนดิจิทัลจะสามารถประกาศใช้อย่างเป็นทางการทั่วประเทศได้เมื่อใด
ต้องติดตามกันต่อไปว่า หยวนดิจิทัลจะเป็นที่แพร่หลายและแผ่อำนาจไปตามยุทธศาสตร์ One Belt, One Road ของจีนที่เน้นการลงทุนตามเส้นทางสายไหมในประเทศตั้งแต่โลกตะวันออกทอดยาวไปตะวันตกได้มากแค่ไหน
แต่ที่แน่ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้
กระเป๋าสตางค์อาจไม่จำเป็นแล้วสำหรับคนจีนก็เป็นได้..