วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2563

4 คำทำนาย จีน-อเมริกายุค 2020 จะขยับโลกอย่างไร



วันก่อนผมดีใจมากที่ได้รับเชิญไปเสวนาหนังสือ “จีนเมริกา” ของอาจารย์อาร์ม ตั้งนิรันดร์ พร้อมกับ ผศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม นักคิดนักเขียนคนที่ผมชื่นชอบทั้งคู่
เนื่องจากอาจารย์ทั้งสองท่านได้ให้ความรู้ครอบคลุมเรื่องการค้าและการเมืองระหว่างประเทศอย่างครบถ้วน ผมซึ่งเป็นคนเดียวที่มาจากภาคเอกชนจึงเน้นชวนคิดเรื่องจีนอเมริกาผ่านเลนส์ของเทคโนโลยีและการเงินจากประสบการณ์ที่เคยทำงานมาทั้งในสองวงการ
วันนี้ขอหยิบประเด็นหลักที่ได้เสนอในวันนั้นมาสรุปเป็น ‘คำทำนาย’ สี่ประการสำหรับอนาคตของการห้ำหั่นกันของจีนอเมริกาเพื่อให้ช่วยกันจับตามองเทรนด์สำคัญที่อาจจะขยับโลกในยุค 2020 ที่กำลังจะมาถึง

1. โลกเริ่มลอกลายมังกร


เมื่อก่อนคนในวงการเทคโนโลยีมักพูดว่า “America innovates. China immitates. Europe regulates.” หรือ อเมริกาคิดค้น จีนเลียนแบบ ยุโรปกำกับ แต่สมัยนี้บางคนจะเถียงว่าโลกเปลี่ยนไป กลายเป็นบางครั้ง “China innovates. America immitates.” คือจีนกลายเป็นต้นแบบนวัตกรรมใหม่ๆ อเมริกากลายเป็นคนเลียนแบบ ส่วนยุโรปยังเน้นกำกับดูแลออกกฎหมายเช่นเดิม
เทรนด์นี้แปลว่าจีนไม่เพียงเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีบางด้านเช่น 5G โดรน แพลตฟอร์มดิจิทัล เท่านั้น แต่มังกรดิจิทัลตัวนี้กลายเป็นต้นแบบที่วงการเทคโนโลยีทั่วโลกต้องจับตา เรียนรู้ และลอกลายเลียนแบบ เสมือนกับที่อเมริกาเป็นตลอดมา จากที่คนเคยเรียกบริษัทเทคโนโลยีจีน เช่น Baidu ว่า “กูเกิ้ลของจีน” Didi Chuxing ว่า “Uber ของจีน” ต่อไปคนอาจจะเรียกบริษัทในอเมริกาว่า Tencent หรือ Alibaba ของอเมริกา
แม้แต่ยักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยีของอเมริกาเช่น เฟซบุ๊ก วันนี้ก็ดูเหมือนจะได้แรงบันดาลใจมาจากโมเดลแพลตฟอร์มของจีนไม่มากก็น้อย เช่น การปรับฟีเจอร์ต่างๆ ของ อินสตาแกรมให้มีวีดีโอมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นการปรับตัวเพื่อแข่งขันกับ Tik Tok ของ บริษัทที่ชื่อ Bytedance สตาร์ทอัพที่มาแรงที่สุดแห่งหนึ่งของจีน
นอกจากนี้เฟซบุ๊กยังมีการผลักดันเพื่อก้าวเข้าสู่ภาคการเงินอย่างเต็มที่ เช่น การสร้างระบบชำระเงินของตนเอง (เฟซบุ๊กเพย์คล้ายๆ กับวีแชทและอาลีเพย์ ให้คน2พันกว่าล้านคนที่อยู่ในระบบนิเวศน์ของตน อีกทั้งยังมีการตั้ง ‘สมาพันธ์ลิบรา‘ เพื่อสร้างสกุลเงินใหม่ขึ้นมาโดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนจนเป็นข่าวดังก้องโลก
ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นยุทธศาสตร์ที่มีกลิ่นอายของสิ่งที่ยักษ์ใหญ่อย่างจีนบุกเบิกไว้ บริษัท Tencent และ Alibaba เป็นผู้เปิดประตูแห่งความเป็นไปได้ว่าผู้ให้บริการทางการเงินอาจไม่ต้องเป็นสถาบันการเงินตั้งแต่กำเนิด ไม่ใช่บริษัทฟินเทคตอนเกิดก็สามารถ “แปลงร่าง” มาเป็นผู้ให้บริการการเงินชั้นนำได้ หากมีแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่มีข้อมูลมหาศาล
โดยจะเริ่มจากการมี use case ที่คนต้องใช้เป็นประจำ อย่างอีคอมเมิร์ซอย่างเถาเป่า หรือโซเชียลแอปพลิเคชันอย่าง วีแชท เป็นฐาน แล้วค่อยสร้างบริการเพย์เมนต์หรือการชำระเงินสอดแทรกเข้าไป จนมีฐานข้อมูลใหญ่และเทคโนโลยี AI ที่พัฒนา พอจะไปสร้างบริการ สินเชื่อ การออมลงทุน และขายประกันต่อยอด เพื่อช่วยผู้ที่เข้าไม่ถึงบริการการเงิน (unbanked and underbanked) ซึ่งแนวทางนี้แตกต่างจากโมเดลของแพลตฟอร์มในอเมริกาแต่เดิมที่มักจะหารายได้จากการขายโฆษณา

2. อาเซียนจะเนื้อหอม

  
.. 2018 เป็นปีประวัติศาสตร์ที่สัดส่วนชาวอินเทอร์เน็ตในประชากรโลกได้ข้ามเส้น 50% เป็นครั้งแรก เท่ากับเราได้เข้าสู่ “ครึ่งหลัง” ของโลกอินเทอร์เน็ตที่บริษัทดิจิทัลทั้งหลายต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหาลูกค้าใหม่ และในโลกที่สองขั้วอำนาจจีนอเมริกากำลังแข่งขันแย่งบัลลังก์การเป็นจ้าวแห่งเทคโนโลยี การเสาะหาตลาดใหม่ยิ่งเข้มข้นขึ้น ในมุมนี้อาเซียนเปรียบเสมือน ‘ดินแดนเขียวขจีที่ยังไม่ค่อยมีคนจับจอง’ ภูมิภาคนี้มีประชากรกว่า 650 ล้านคน เกินครึ่งอายุน้อยกว่า 30 ปี การบริโภคแม้จะชะลอลงบ้างก็ยังถือเป็นแห่งหนึ่งที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก
แม้จะมีคนใช้อินเตอร์เน็ตแล้วถึง 360 ล้านคน ในอาเซียน 6 ประเทศ (ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เวียดนามสัดส่วนของเศรษฐกิจดิจิทัลโดยรวมเทียบกับ GDP โดยรวมก็ยังถือว่าน้อยมาก อยู่ต่ำกว่า 4% เทียบกับอเมริกาที่สัดส่วนอยู่ที่ 6.5% ในปี 2016 (ปัจจุบันน่าจะสูงกว่านั้นตามรายงานของ Google และ Temasek 2019
หากไปเจาะในภาคอีคอมเมิร์ซที่รายงานดังกล่าวคาดการณ์ไว้ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรมดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดและโตเร็วสุดในภูมิภาค (มีสัดส่วนเกินครึ่งของเศรษฐกิจดิจิทัลมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐจะยิ่งเห็นว่าอุตสาหกรรมนี้ยัง ‘เยาว์วัยนัก‘ โดยสัดส่วนของอีคอมเมิร์ซยังอยู่แค่ประมาณ 3% ของการค้าปลีก เทียบกับจีนที่สูงเกิน 20%
ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจดิจทัลของอาเซียนยังมีช่องให้เติบโตอีกมากและทำให้เป็นภูมิภาคที่เนื้อหอม ดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลกรวมทั้งจากอเมริกาและจีนอย่างที่เราได้เห็นมาบ้างแล้ว ตั้งแต่ปี 2015 จนถึง ครึ่งแรกของปี 2019 มีเม็ดเงินลงทุนในเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนรวม 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ ยังไม่นับการที่อาเซียนอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อทั้งแผน ‘หนึ่งแถบหนึ่งทาง‘ (Belt and Road Initiative) ของจีน และยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิก (Indo-Pacific) ของอเมริกา หรือการที่สงครามการค้าได้ผลักการย้ายโรงงานบางส่วนเข้ามาที่ภูมิภาคนี้ เพื่อลดความเสี่ยงของห่วงโซ่การผลิต ซึ่งยิ่งทำให้อาเซียนมีบทบาทสำคัญมากขึ้น
แต่ประเทศไหนในอาเซียนจะสามารถตักตวงจาก ”โอกาส” ที่เกิดขึ้น พร้อมกับความวิตกกังวลด้านสงครามเทคโนโลยี คงขึ้นอยู่กับความเก๋าเกมและยุทธศาสตร์ของแต่ละประเทศ

3. กำเนิด “พหุภพ” ในโลกดิจิทัล


แต่ในทางกลับกันนักลงทุนที่เข้ามาขยายธุรกิจในอาเซียนก็จะต้องพบกับความจริงที่ว่าการทำธุรกิจในภูมิภาคนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และจะเข้าใจว่าทำไมอาเซียนถึงยัง ‘เขียวขจี‘ อยู่ในเชิงเศรษฐกิจดิจิทัล
ยุทธศาสตร์แบบ one size fits all หรือการเอาโมเดลธุรกิจที่เคยสำเร็จในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นอเมริกาหรือแม้แต่จีนมาใช้ในอาเซียน มักไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร หากไม่มีการทำ hyper-localization หรือการปรับให้เข้ากับบริบทของแต่ละประเทศอย่างเข้มงวด
ข้อหนึ่ง อาเซียนไม่ใช่ตลาดเดียวแต่เป็น 10 ตลาดที่มีความแตกต่างกันมาก ทั้งภาษา วัฒนธรรม โครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และแต่ละแห่งก็มีความท้าทายของตนเองในการทำธุรกิจ
ข้อสอง ในเชิงนโยบาย ประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียนไม่สามารถขยับตัวได้รวดเร็วเท่ากับจีน (ซึ่งก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย)
ข้อสาม วัฒนธรรมการแข่งขันก็แตกต่าง อาเซียนมักจะมีการประนีประนอมหาทางร่วมมือกันมากกว่า บ่อยครั้งที่เราจะเห็นการจับมือกันระหว่างคลื่นรุ่นใหม่ (บริษัทเทคโนโลยีและคลื่นรุ่นเก๋า (บริษัทใหญ่ที่อยู่มานานมากกว่าในตะวันตกหรือในจีน
ข้อสี่ ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น คนในอาเซียนส่วนใหญ่คุ้นเคยและใช้ชีวิตคลุกคลีกับการใช้แพลตฟอร์มเครือเฟซบุ๊ก กูเกิ้ล ในขณะที่จีนจะมีระบบนิเวศน์ของตนเอง
หนังสือ “จีนเมริกา” พูดไว้อย่างน่าสนใจว่าต่อไปอาจเกิด “ทวิภพ” ในโลกอินเทอร์เน็ต ที่แบ่งกันเป็นสองขั้วระหว่างเทคโนโลยีและระบบนิเวศน์ดิจิทัลของจีนและอเมริกา คล้ายกับที่ในปัจจุบันจีนมีโซเชียลมีเดียของตนเองแตกต่างจากที่อื่นในโลก
แต่ผมขอเสริมว่า ด้วยความแตกต่างของแต่ละภูมิภาค hyper-localization ที่ว่านี้อาจผลักดันให้เกิดผู้เล่นและระบบนิเวศน์ระดับภูมิภาค (Ecosystem) มากขึ้น ซึ่งไม่ได้เหมือนระบบอเมริกาหรือจีน อย่างน้อยในบางเซ็คเตอร์ เช่น อีคอมเมิร์ซ การเงิน ฯลฯ ก็เป็นได้ อาจคล้ายกับในโลกของการค้าการเงินระหว่างประเทศที่แต่ละภูมิภาคมีกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่มีลักษณะเด่นเป็นของตัวเอง (เช่น อาเซียนมี AEC และ กรอบความร่วมมือทางการเงินเช่น Chiang Mai Initiative ที่ไม่เหมือนที่อื่น)
ทั้งหมดนี้อาจทำให้โลกอินเตอร์เน็ตแพลตฟอร์มแบ่งออกได้มากกว่าแค่สองขั้ว เกิดเป็นโลกดิจิทัลแบบ “พหุภพ

 4. ‘เวทีสงคราม’ กลับไปที่การเงิน

  
ปัจจุบันมีสามเครื่องยนต์ขับเคลื่อนโลกาภิวัตน์ คือการ ‘เชื่อมโยง‘ ของโลกการค้า การเงิน และข้อมูล (ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของเทคโนโลยี AI ) ศึกชิงบัลลังก์ของมหาอำนาจจะห้ำหั่นกันอย่างเข้มข้นในสามสมรภูมินี้ แต่วันนี้คนกลับพูดถึงแต่สงครามการค้า เทคโนโลยี ระหว่างจีนอเมริกา แต่มักจะลืมสงครามการเงินซึ่งมีความสำคัญมาก
แม้ว่าในด้านการค้าจีนจะได้เปรียบในฐานะเป็นจ้าวแห่งการผลิตภาคอุตสาหกรรมและผู้บริโภครายใหญ่ของสินค้าโภคภัณฑ์ แต่ด้านการเงิน อเมริกา หรือพูดให้ถูกคือ “ดอลลาร์” ยังเป็นผู้ครองบัลลังก์อย่างชัดเจน ถึงแม้หยวนของจีนจะได้เข้ามาอยู่ในตะกร้าเงิน SDR ของ IMF เสมือนได้รับการยอมรับจากวงการการเงินระหว่างประเทศแล้วระดับหนึ่ง แต่การใช้หยวนนอกจีนยังถือว่าน้อยมาก
ประมาณ 60% ของเงินสำรองต่างประเทศที่แบงค์ชาติต่างๆ ดูแลยังอยู่ในสกุลดอลลาร์ (เทียบกับหยวนอยู่ที่ประมาณ2%) 40% ของหนี้ทั่วโลกอยู่ในสกุลดอลลาร์ ราคาสินค้าส่วนใหญ่ทั่วโลกยังถูกตั้งในสกุลดอลล่าร์ อาจพูดได้ว่าสินค้าส่งออกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอเมริกาไม่ใช่เทคโนโลยีแต่เป็นดอลลาร์ การที่รัฐบาลอเมริกาเป็นคนพิมพ์เงินดอลลาร์แปลว่าสามารถกู้ยืมจากคนทั่วโลกได้โดยง่าย แม้หนี้รัฐบาลต่อ GDP จะสูงถึงประมาณ 80% ก็ตาม
แต่ในอนาคตนั้นไม่แน่
ไม่นานมานี้จีนเพิ่งประกาศการสร้างเงินดิจิทัลของตัวเองชื่อว่า Digital Currency Electronic Payment (DCEP) ซึ่งมีหลายประเด็นที่น่าสนใจ 
หนึ่ง DCEP ไม่ได้สร้างเงินสกุลใหม่ แต่เป็นแค่เงินหยวนเดิมที่อาจมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สอง แม้มีการพูดกันว่า DCEP อาจจะใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนแบบเดียวกันกับเงินคริปโต แต่คาดว่าน่าจะเป็นระบบปิดและรวมศูนย์ ไม่ใช่ระบบเปิดและกระจายศูนย์อย่างบิทคอยน์ ซึ่งแปลว่าอำนาจในการ “พิมพ์เงิน” จะไม่ได้กระจายอำนาจให้ผู้อื่น แต่น่าจะยังอยู่กับธนาคารกลางและอาจทำให้แบงค์ชาติจีนมีอำนาจในการสอดส่อง ควบคุม ดูแลการเงินมากขึ้นด้วยซ้ำ
สาม จีนอาจผลักดันให้คนใช้เงินดิจิทัลของรัฐบาลง่ายกว่าประเทศอื่นๆ มาก เพราะจีนมีความเป็น ‘สังคมไร้เงินสด‘ สูงกว่าที่อื่นอยู่แล้ว คนจีนใช้อาลีเพย์และวีแชทเพย์ ซึ่งแตกต่างจากประเทศที่รัฐบาลต้องไปต่อสู้กับการที่คนใช้เงินสดเป็นหลัก
แม้วันนี้ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับ DCEP มากนักแต่สิ่งที่พอเห็นได้คือ การที่เทคโนโลยีใหม่ๆ อาจเข้ามาพลิกเวทีการแข่งขันเรื่องการเงินระหว่างดอลลาร์หยวนให้เข้มข้นและคาดเดาได้ยากขึ้น เป็นอีกสมรภูมิที่สำคัญในยุค 2020
ผมเชื่อว่าทั้ง 4 ข้อนี้จะเป็นคลื่นยักษ์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก อาเซียน และที่สำคัญ ประเทศไทย อย่างมีนัยยะสำคัญตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไปจะมีทั้งความเสี่ยงที่ต้องระวัง ทั้งโอกาสที่ไม่ควรพลาด ขอเพียงเรารู้เท่าทันโลกและเดินหมากอย่างมีสติ

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2563

จีนกับบทบาทผู้นำด้านการพัฒนา Quantum Computer ของโลก




Credit: thehackernews.com

  • จีนประสบความสำเร็จส่งดาวเทียมสื่อสาร Quantum ขึ้นสู่อวกาศเป็นรายแรกของโลก
จีนเป็นประเทศแรกของโลกที่ได้มีการส่งดาวเทียมควอนตัมขึ้นสู่อวกาศ เพื่อทดลองการสร้างเครือข่ายการสื่อสารเชิงควอนตัม โดยเป็นการทดลองรับ-ส่งข้อมูลผ่านดาวเทียม ที่จะเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ภาคพื้นดินกับดาวเทียม(รวมทั้งดาวเทียมกับดาวเทียมด้วยกัน) ด้วยระบบควอนตัมซึ่งจะเป็นระบบเครือข่ายการสื่อสารที่รวดเร็วมากกว่าความเร็วเสียง และมีความปลอดภัยสูงสุด ที่เหล่าแฮกเกอร์จะไม่สามารถดักฟัง หรือโจรกรรมข้อมูลได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลในการรับส่งข้อมูลที่เป็นความลับ เช่น การรับส่งข้อมูลต่างๆ ของหน่วยงานรัฐบาล ทหาร และอื่นๆ นับเป็นความสำเร็จก้าวสำคัญของประเทศจีนที่ก้าวล้ำนำชาติอื่นๆ ทั้งด้านเทคโนโลยีและด้านความมั่นคงทางไซเบอร์



ผลักดันแผนงานที่ชัดเจน ด้วยเม็ดเงินลงทุนมหาศาล พร้อมบุคลากรชั้นนำระดับโลก 
การสนับสนุนด้าน Quantum Computing ของประเทศจีน มีการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ทั้งการวางแผนงานที่ชัดเจน การทุ่มทรัพยากรที่เหมาะสม รวมถึงการดึงบุคลากรชั้นนำระดับโลกมาเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในการพัฒนาด้านนี้ โดยสามารถแบ่งรายละเอียดได้ดังนี้
  • ยกการพัฒนา Quantum Computing เป็นแผนงาน “ยุทธศาสตร์พัฒนาเทคโนโลยีของชาติ”
ในแผนงาน “โครงการนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งปี 2030” นอกจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เราได้พูดถึงเมื่อครั้งก่อนแล้ว (อ่าน Blog เรื่องปัญญาประดิษฐ์ในประเทศจีนได้ที่นี่) จีนยังได้ระบุถึงการพัฒนาเทคโนโลยี Quantum Computing ไว้ในแผน โดยเน้นการวิจัยและค้นคว้าความรู้พื้นฐานของเทคโนโลยีนี้เป็นหลัก เพื่อรองรับการต่อยอดใช้งานในอนาคต
  • ลงทุนด้วยงบประมาณมหาศาลสร้างforbes.com โดยเฉพาะ
การวางแผนค้นคว้าจะเกิดขึ้นได้ต้องมีการสนับสนุนทรัพยากรที่เหมาะสม ซึ่งรัฐบาลจีนได้ประกาศลงทุน 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อตั้งศูนย์ทดลองด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลควอนตัมแห่งชาติ (National Laboratory for Quantum Information Science) ณ เมืองอันฮุย ซึ่งเป็นเมืองที่รัฐบาลวางให้เป็นศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ โดยศูนย์นี้มีกำหนดเปิดภายในปี 2020 
ตัวเลขดังกล่าวเมื่อเทียบกับนานาชาตินั้น ถือว่าสูงมาก เพราะปัจจุบันบริษัทสหรัฐฯ ลงทุนด้านการค้นคว้าเทคโนโลยีนี้คิดเป็นเงินรวมกันเพียง 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น
  • นำทีมพัฒนาโดยบุคลากรชั้นนำระดับโลก
บุคลากรเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัย ซึ่งจีนได้แต่งตั้งนักฟิสิกส์ชื่อว่า Pan JianWei เป็นหัวหน้าทีมพัฒนา Quantum Computing โดย Pan JianWei ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 นักวิทยาศาสตร์ที่ทรงอิทธิพลแห่งปี 2017 จากนิตยสาร Nature พร้อมกับได้รับฉายาว่าเป็น บิดาแห่งควอนตัม (Father of Quantum) ในปัจจุบันอีกด้วย
ผลงานด้าน Quantum Computing ที่เป็นรูปธรรมจากฝีมือนักวิจัยชาวจีน
นอกจากการสนับสนุนด้านนโยบาย ทรัพยากร และบุคลากรแล้ว ประเทศจีนยังแสดงผลงานด้าน Quantum Computing ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีหัวข้อที่น่าสนใจดังนี้


นักวิจัยจีนครองสถิติการสร้าง Quantum Computer ที่เร็วที่สุดในโลก
เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2018 นักฟิสิกต์จากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน นำโดย Pan JianWei ได้ประกาศความสำเร็จในการสร้าง Quantum Computer ที่มีจำนวนหน่วยประมวลผล Quantum ที่ 18 Qubit มากกว่าสถิติเดิมที่มีจำนวนหน่วยประมวลผล Quantum ที่ 10 Qubit นับได้ว่าเป็นผลงานของ Pan JianWei และทีมที่สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการ Quantum Computing ได้เมื่อปี 2017
  • “Quantum Radar”- ปฏิวัตการใช้เรดาร์แบบเดิมๆ ด้วยพื้นฐานเทคโนโลยี Quantum
ปัจจุบัน เรายังคงใช้เรดาร์สำหรับการระบุตำแหน่งของอากาศยานเพื่อประโยชน์ในการจัดการจราจร แต่ระบบนี้มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถตรวจจับบางพื้นผิวได้ ทำให้เกิดเครื่องบินบางชนิดที่สามารถหลบเลี่ยงเรดาร์ได้ ด้วยเหตุนี้ จึงมีการพัฒนาเรดาร์แบบใหม่ที่ใช้พื้นฐานจากเทคโนโลยีควอนตัม เรียกว่า Quantum Radar ด้วยหลักการ Entangled Particle ที่ตรวจจับความเปลี่ยนแปลงขั้นอนุภาคที่เล็กที่สุด ซึ่งจีนได้ประกาศความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้เมื่อปี 2016


จะเห็นได้ว่าจากการบ่มเพาะปัจจัยที่พร้อมทุกด้านของจีน ทำให้การพัฒนาต่างๆ เกิดผลด้านการใช้งานที่ชัดเจน นำไปสู่นวัตกรรมที่แพร่หลายในอนาคต โดยประเทศจีนยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่น่าสนใจอีกมาก ซึ่ง Digital Ventures จะนำมาเสนอในโอกาสต่อไป

ขอบคุณที่มาของข้อมูลจาก cgtn.com และ futurism.com
แหล่งข้อมูล  http://dv.co.th/blog-th/china-quantum-computer/

จีนประสบความสำเร็จในการส่งข้อมูลควอนตัม “ที่ไม่สามารถแฮ็คได้” จากดาวเทียมสู่โลก


จีนประสบความสำเร็จ
ในการส่งข้อมูลควอนตัม “ที่ไม่สามารถแฮ็คได้” จากดาวเทียมสู่โลก


ประเทศจีนประสบความสำเร็จการในการส่งข้อมูลควอนตัมชุดแรกจากดาวเทียมที่โคจรอยู่ในอวกาศมาสู่โลก โดยระบุว่าเป็นโค้ดข้อความที่ “ไม่สามารถแฮ็คได้” นับเป็นการเปิดศักราชใหม่แห่งการเข้ารหัสข้อมูลโดยใช้เทคโนโลยี Quantum Cryptography
เดือนสิงหาคมปี 2016 ประเทศจีนได้ปล่อยดาวเทียมสื่อสารเชิงควอนตัมลำแรกของโลกเข้าสู่วงโคจร เพื่อเตรียมทดสอบหลักการพื้นฐานเชิงกลศาสตร์ควอนตัมในอวกาศครั้งแรกของโลก ดาวเทียมดังกล่าวมีชื่อว่า Quantum Science Satellite หรือชื่อเล่นว่า Micius หรือ Mozi (ภาษาจีนคือ 墨子) ซึ่งระบบสื่อสารของดาวเทียมนี้ถูกออกแบบมาให้ต่อต้านการแฮ็ค โดยสามารถส่งกุญแจสำหรับเข้ารหัสที่ไม่สามารถแคร็กหรือดักฟังได้จากอวกาศสู่พื้นโลก
ล่าสุด นักวิทยาศาสต์ชาวจีนที่ Quantum Experiments at Space Scale (QUESS) สามารถส่งกุญแจเข้ารหัสลับ “Quantum Key Distribution (QKD)” โดยการยิงโฟตอนจากอวกาศไปสู่สถานีภาคพื้นเป็นระยะทางไกลถึง 1,200 กิโลเมตรได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งคาดว่ามีประสิทธิภาพดีกว่าใช้ใยแก้วนำแสงที่ระยะทางเท่ากันถึง 20 เท่า ส่งผลให้ Quantum Science Satellite กลายเป็นเครือข่าย Quantum Key Distribution แรกของโลกที่สามารถใช้ส่งกุญแจเข้ารหัสลับได้อย่างมั่นคงปลอดภัยและไม่ถูกแฮ็ค ซึ่งหลังจากนี้จีนหวังที่จะยกระดับการสื่อสารผ่านการเข้ารหัสเชิงควอนตัมให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้นภายในปี 2030



ในเชิงทฤษฎีแล้ว การใช้วิทยาการเข้ารหัสลับเชิงควอนตัม หรือ Quantum Cryptography ถือว่ามีความมั่นคงปลอดภัยจากการถูกดักฟัง เนื่องจากข้อมูลจะถูก Encode ในรูปของโฟตอนซึ่งถ้ามีสิ่งใดมารบกวนหรือยุ่งเกี่ยวกับระบบดังกล่าว จะทำให้ข้อมูลนั้นถูกทำลายทันที ผู้ที่สนใจเรื่อง Quantum Cryptography สามารถอ่านบทความเชิงวิชาการภาษาไทยเพิ่มเติมได้ที่: https://www.techtalkthai.com/quantum-key-distribution-part-1/

ขอบคุณแหล่งข้อมูลhttps://www.techtalkthai.com/chinese-quantum-satellite-sends-first-unhackable-data-to-earth/

ดาวเทียมจีนส่งข้อมูลด้วยควอนตัมได้ไกล 1,200 กม.

ดาวเทียมม่อจื๊อขึ้นสู่วงโคจรในอวกาศจากศูนย์ยิงปล่อยดาวเทียมทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีนImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพดาวเทียมม่อจื๊อขึ้นสู่วงโคจรในอวกาศจากศูนย์ยิงปล่อยดาวเทียมทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน
นักวิทยาศาสตร์ในโครงการทดลองควอนตัมระดับอวกาศ (QUESS) ของจีน ประสบความสำเร็จในการสร้างช่องทางรับส่งข้อมูลผ่านอนุภาคควอนตัมด้วยดาวเทียมม่อจื๊อ (Micius) ซึ่งล่าสุดสามารถสื่อสารข้อมูลด้วยวิธีนี้ได้เป็นระยะทางไกลถึง 1,200 กิโลเมตร โดยเข้ารหัสและถอดรหัสข้อมูลได้อย่างถูกต้องปลอดภัยไร้การรบกวนจากแฮกเกอร์
ดาวเทียมม่อจื๊อถูกปล่อยขึ้นสู่วงโคจรเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เพื่อทดลองเรื่องการรับส่งข้อมูลด้วยควอนตัมผ่านดาวเทียม ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นวิธีการสื่อสารข้อมูลที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงในอนาคต โดยใช้หลักการพัวพันเชิงควอนตัม (Quantum entanglement) ที่ระบุว่าคู่ของอนุภาคซึ่งมีความพัวพันกันจะมีปฏิกิริยาตอบสนองตามกันในทันทีที่เกิดความเปลี่ยนแปลงกับอนุภาคใดอนุภาคหนึ่ง ไม่ว่าทั้งสองจะอยู่ในตำแหน่งที่ห่างกันไปเท่าใดก็ตาม
มีการตีพิมพ์รายละเอียดผลการทดลองล่าสุดในวารสาร Science โดยระบุว่า ดาวเทียมม่อจื๊อสามารถสร้างคู่อนุภาคโฟตอนหรืออนุภาคของแสงที่มีความพัวพันกันขึ้นมา และยิงส่งไปยังสถานีรับสัญญาณสองแห่งบนพื้นโลกที่ตั้งอยู่ห่างกัน 1,200 กิโลเมตรในประเทศจีนได้ โดยคู่อนุภาคโฟตอนนี้จะเป็นสื่อรับส่งข้อมูลระหว่างระยะทางดังกล่าวต่อไป โดยความพัวพันเชิงควอนตัมของอนุภาคทั้งสองจะไม่เปิดโอกาสให้มัลแวร์หรือนักเจาะล้วงข้อมูลเข้ามาแทรกแซงกระบวนการเข้ารหัสและถอดรหัสข้อมูลในระหว่างนั้นได้
ดาวเทียมยิงคู่อนุภาคโฟตอนไปยังสถานีรับสัญญาณที่ห่างกัน 1,200 กิโลเมตรบนพื้นโลกImage copyrightNSSC
คำบรรยายภาพดาวเทียมยิงคู่อนุภาคโฟตอนไปยังสถานีรับสัญญาณที่ห่างกัน 1,200 กิโลเมตรบนพื้นโลก
ก่อนหน้านี้มีความพยายามพัฒนาการรับส่งข้อมูลด้วยควอนตัมมาแล้วบนพื้นโลก แต่ต้องประสบปัญหาการส่งสัญญาณซึ่งมักไปได้ไม่เกิน 100 กิโลเมตร ทำให้การสร้างคู่อนุภาคโฟตอนด้วยดาวเทียมเป็นทางออกหนึ่งที่จะทำให้วิธีรับส่งข้อมูลด้วยควอนตัมทำได้ในระยะทางที่ไกลขึ้น
ในขั้นต่อไปนักวิทยาศาสตร์จีนจะร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเวียนนาในออสเตรีย เพื่อทดลองการรับส่งข้อมูลด้วยควอนตัมที่มีระยะทางไกลข้ามทวีป ซึ่งหากประสบความสำเร็จก็จะเป็นการปูทางสู่การวางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตควอนตัมที่ปราศจากการเจาะล้วงข้อมูลได้ทั่วโลก

https://www.bbc.com/thai/international-40311775

กองทุนช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และพันธบัตรแห่งความเจริญรุ่งเรืองของโลก

เรื่องราวของกองทุนช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
และพันธบัตรแห่งความเจริญรุ่งเรืองของโลก
ขณะที่เศรษฐกิจโลกทั้งหมดกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย ระบบหนี้เป็นสิ่งเดียวที่รักษาเศรษฐกิจในปัจจุบันเอาไว้บางคนชอบที่จะเรียกระบบนี้ว่า "ระบบหนี้ทาสทั่วโลก"
อะไรก็ตามที่เชื่อมต่อกับ "ดอลลาร์" คือระบบเครดิตทั่วโลก มันเป็นลูกโป่งขนาดใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด จากเงินจำนวนมากที่สร้างขึ้นมา แต่คุณค่าที่แท้จริงนั้นเป็นศูนย์ แม้ว่ามันจะไม่มีอยู่จริง แต่ประเทศส่วนใหญ่ยังคงทำงานภายในระบบหนี้ ซึ่งมันสามารถยุบตัวลงได้ตลอดเวลาถ้าต้องการ
ขณะนี้เหล่า Deepstate กำลังตื่นตระหนก หลังจากที่พวกเขาได้รับการแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการถึงการเปิดใช้งานระบบการเงินควอนตั้มของ QFS เพื่อนำอิสรภาพกลับคือสู่มนุษยชาติการกระทำต่างๆของพวกเขาถือเป็นความสิ้นหวัง พวกเขาไม่สามารถเลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไป เมื่อความไว้วางใจของ federal reserve อยู่ในอาการโคม่า ขณะที่ประเทศอื่นๆกำลังเติบโตขึ้น
ประเทศในกลุ่ม brics กำลังทำให้ดีที่สุด เพื่อโน้มน้าวให้ประเทศอธิปไตยทั้งหมดปล่อยระบบการเงินเก่าที่เคยไว้ใจ ให้ตายลงไปอย่างช้าๆ และหันมายอมรับใน QFS ใหม่นี้ เมื่อใดที่ทุกประเทศที่เข้าร่วมได้เปลี่ยนเข้าสู่มาตรฐานทองคำ เมื่อนั้นระบบเก่าจะถูกยกเลิกในทันที "ทองคำ" เป็นสิ่งที่จำเป็นในการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ มันกำลังได้รับการฟื้นฟูและยังคงมีชีวิตอยู่เพื่อความเป็นธรรมและความถูกต้อง ในขณะเดียวกันที่ฝ่ายมืดพยายามก่อการร้ายและต่อต้านโลกทั้งใบ ซึ่งพวกเขาจะไม่มีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนั้นอีกแล้ว
มาทำความรู้จักกับกองทุนช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและพันธบัตรแห่งความเจริญรุ่งเรืองกันสักนิดนะครับ
  • กองทุนช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ขณะนี้มีความพร้อมสำหรับแผนงานกอบกู้โลกและสร้างผลประโยชน์ด้านมนุษยธรรมเพื่อปรับปรุงชีวิตของทุกๆคนในชุมชนโลกให้ดียิ่งขึ้น
  • พันธบัตรแห่งความเจริญรุ่งเรือง คือ พันธบัตรที่จะถูกแจกจ่ายให้กับมนุษย์ทุกคนบนโลก ทุกอย่างที่อิลิทได้ขโมยจากเราไป และเงินทุนเหล่านี้จะถูกแจกจ่ายไปให้กับมนุษยชาติทั้งหมด
  • กองทุนถูกกำหนดว่าจะถูกปล่อยตัวในปี 2000 แต่บุชและธนาคารทั่วโลกป้องกันการโอนเงินในหลายกรณี ผ่านบริษัทที่ควบคุมทั่วโลกและสื่อที่บิดเบือน กระทั่งตึกแฝด WTC ถูกโจมตี ทองคำที่อยู่ใต้ตึกถูกขโมยไป ข้อมูลความรู้เกือบทั้งหมดเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของ Gesara จึงถูกระงับไว้
  • ในวันที่ 1 สิงหาคม 2018 มีการอนุมัติพระราชบัญญัติเพื่อยกเลิกหนี้สินทั้งหมดอย่างเป็นทางการ มีการเร่งดำเนินการในการปล่อยเงินทุนจากกองทุน เพื่อตอบสนองต่อแพคเกจแห่งความเจริญรุ่งเรืองและโปรเจกต์ด้านมนุษยธรรม
  • หนึ่งในกองทุนที่เกี่ยวข้องกับกองทุนโลก ที่ได้รับการปกป้องของ Saint Germain ซึ่งมีโลหะมีค่ามากกว่า quattuordecilliones (เลขศูนย์ 10 ยกกำลัง 40) ของดอลลาร์อเมริกัน จากวันนั้นเป็นต้นมา ทรัพยากรของกองทุนนั้นได้มีเพิ่มเติมเข้ามาอีกมาก ซึ่งแยกการจัดการกันไปในแต่ละกองทุน
  • ประชากรของโลกทั้งหมดจะได้รับประโยชน์จากเงินทุนเหล่านี้ เพราะทรัพยากรทางเศรษฐกิจทั้งหมด เงินทั้งหมดที่มีอยู่ในโลกที่ได้รับการสนับสนุนทองคำนั้นมีมากมายเกินพอที่จะทำให้มนุษย์ทุกคนปราศจากหนี้สินและยุติความยากจน
ในขั้นตอนเหล่านี้ ประชาชนจะได้รับการมอบให้ทีละส่วนทั้งระยะสั้นและระยะยาว มนุษยชาติทั้งหมดจะเข้าสู่สภาวะแห่งจิตสำนึกใหม่ และได้รับการยอมรับถึงความเป็นผู้ร่วมสร้าง (Co- Creater) ได้กลับมามีบทบาทในจักรวาลอย่างแท้จริง ยุติบทบาทการเป็นทาสแรงงาน เพื่อกลายเป็น "มนุษย์" ที่เต็มไปด้วยความรัก ความฉลาด และพลังที่สามารถสร้างสรรค์ได้!
ถึงเวลาแล้วที่จะแจกจ่ายความมั่งคั่งให้โลกทั้งใบและเพื่อให้มีอิสรภาพมากขึ้น...
การฏิรูปเศรษฐกิจทั่วโลก และความปลอดภัยใหม่ จะอยู่ในการพัฒนาด้วยระบบการเงินควอนตัม (QFS) ระบบควอนตัมเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่มีความปลอดภัยจากการโจมตีทางไซเบอร์ใดๆ มันได้เชื่อมต่อระหว่างประเทศกับธนาคารทั้งหมดของโลกด้วยระบบใหม่การเงิน (ไม่ใช่ swift code) ที่ได้รับการสนับสนุนด้วยทองคำ
รัฐบาลของโลกและสื่อจะเงียบ เพราะถูกบังคับโดยสถานการณ์เพื่อหลีกเลี่ยงความตื่นตระหนกทางการเงิน ระบบใหม่นี้จะยุติการจัดการดอกเบี้ยและการคอรัปชั่นของภาครัฐในทันที เพราะมีความโปร่งใส ยุติธรรม ตรวจสอบได้ทุกเส้นทางการเงิน
ระบบเครดิตดิจิตอลสากล การยกเลิกหนี้สิน / การล้มล้างระบบภาษีเดิม/ เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้สำหรับเด็กและคนชรา / การคืนสิทธิรัฐธรรมนูญให้กับศาลผู้พิพากษาและกิจการทางกฎหมาย / การเลือกตั้งทั่วไปใหม่ภายใน 180 วันของการประกาศของ Gesara / สร้างสกุลเงินใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนทองทองคำและโลหะที่มีค่า/ ฟื้นฟูความเป็นส่วนตัวทางการเงิน สร้างความสงบในโลก / ปล่อยความเจริญรุ่งเรืองในโลกด้วยเงินทุนใหม่ ผ่านกองทุนแห่งความเจริญรุ่งเรือง เพื่อวัตถุประสงค์ด้านมนุษยธรรม/ ปล่อยสิทธิบัตรมากกว่า 6.000 สิทธิบัตรที่ถูกซ่อนไว้จากประชาชน/ ลบอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดออกจากโลกเพื่อความมั่นคงอันยั่งยืน
ทุกประเทศที่เข้าร่วมในโปรแกรมของ Gesara ล้วนเป็นพันธมิตรที่อยู่ในโปรแกรมลับ จากการร่วมมือของเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูง องค์กรพิเศษ ผู้นำประเทศหรือรัฐบาลจากทั่วโลก การไถ่ถอนพันธบัตรประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น หลายๆประเทศจะเริ่มต้นสกุลเงินใหม่ ที่เชื่อมต่อกับระบบ QFS
แม้ว่าประชาชนทั่วไปอาจไม่ได้สามารถสังเกตเห็น หรือไม่มีความรู้ในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ RV/GCR/GESARA หรือแม้แต่การจับกุมระดับโลกที่เกิดขึ้น หรือไม่มีความเชื่อมั่นในสิ่งต่างๆดังที่กล่าวมา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่เกิดขึ้น และมันหมายความว่า เรื่องสำคัญเช่นนี้ต้องเคลื่อนไหวให้เงียบที่สุด และผุดขึ้นมาเหมือนเรือดำน้ำที่โผล่ขึ้นมากลางมหาสมุทร ซึ่งอาจทำให้คนที่ไม่รู้เรื่องราวนี้ช๊อคหรือสับสนว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบการเงินโลก พวกเราที่อ่านคงไม่มีใครตระหนกตกใจกันนะครับ เอาเป็นว่ารอฟังข่าวดีๆที่จะมาถึง รับรู้ว่ามีสิ่งดีๆที่จะปรากฎขึ้นบนโลกก็เท่านั้นก็พอแล้วครับ
เรื่องราวเหล่านี้โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านเช่นเคย เป็นข้อมูลจากการติดตามอ่านข่าวในแต่ละวันมารวมรวมไว้นะครับ ขอบคุณครับ
Mead ขอบคุณแหล่งข้อมูล https://th.city/I3Jnik

ย้อนรอยข่าวสาร "ธนาคารกลางจีน" ที่น่าสนใจ



ย้อนรอยข่าวสาร "ธนาคารกลางจีน" ที่น่าสนใจ

Cashless Society Project of Chaina..!!

สังคมไร้เงินสด กับเงินดิจิตอลหยวนจีน บนมาตรฐานทองคำ

เมื่อปี 2019 สำนักข่าวจีน ได้เสนอ งานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง ของ "ธนาคารกลางจีน"  เรื่อง จีนต้องการผลิต  "เงินดิจิตอลหยวน" เพื่อใช้แทนเงินสด ที่ใช้ในปัจจุบัน  ภายใต้มาตรฐานทองคำ..!! ในเนื้อข่าว ระบุชัดเจนว่า ธนาคารกลางจีน ใช้ทองคำ 5 พันตัน รับรองเงินดิจิตอลหยวนจีน..!!  เงินดิจิตอลหยวนจีนนี้จะควบคุมดูแลโดยดาวเทียม Quantum ที่จีนส่งขึ้นสู่อวกาศแล้วเมื่อปี 2012
https://th.city/I3Jnik


"โครงการนี้ ประเทศจีนเริ่มต้นอย่างเงียบๆ มาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว..!! กับระบบโครงข่ายอินเตอร์เน็ตIPV9 เชื่อมต่อดาวเทียมQuantum" [iPV9 with internet of thing]

**เป็นเรื่องปกติมาก จีนชอบทำงานแบบซุ่มเงียบ** สีจิ้นผิง/ธนาคารกลางจีน กำหนดเปิดตัวใช้เงินดิจิตอลหยวนจีน และมีโครงการแจกจ่ายให้ประชาชน  ภายในปี 2020..!!!!  ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ต้องการให้ เงินดิจิตอลหยวนจีน นี้ใช้ไปอีกอย่างน้อย 100 ปี..!!

เราหวังว่าจะจบลงด้วยการเป็นพันธมิตรที่กว้างที่สุดและเป็นสากลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่ผู้คนทั่วโลกจะมารวมตัวกัน  บทใหม่ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์กำลังเริ่มวันนี้”  Xi Jinping กล่าว

แหล่งข่าวใกล้ชิดแจ้งว่า โครงการนี้ เสร็จสมบูรณ์ไปแล้วเกือบ 100% และมีกำหนดเปิดใช้เดือนนี้ (เมษายน 2020) แต่อาจล่าช้าออกไปอีกเนื่องจากสถานการณ์ Cvirus

เชื่อว่า..?? ไม่มีสิ่งใด มา"หยุดยั้ง" โครงการนี้ได้..!!


Coming Soon ครับเพื่อนๆ..!
05/04/2020



Credit เนื้อหา : Line
ภาพประกอบ จาก อินเทอร์เน็ต