วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2561

วิจัยในชั้นเรียน ชั้นอนุบาล-ป.6 รวม 132 เรื่อง


วิจัยในชั้นเรียน  
ระดับอนุบาล รวม 43 เรื่อง

ชั้น ป.1 - ป.6  รวม 89 เรื่อง

2.อนุบาลการจัดกิจกรรมกลางแจ้งและกิจกรรมเคลื่อนไหวเพื่อพัฒนาอารมณ์ จิตใจและสังคม ที่มีผลต่อกล้ามเนื้อมัดใหญ่




ขอบคุณแหล่งที่มาของข้อมูล   
goo.gl/r41FDq
นำมาเผยแพร่เพื่อประโยชน์สำหรับครูและผู้สนใจ







วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2561

Active Learning




Active Learning
การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ  Learning through practice
การเรียนรู้เป็นความพยายามโดยธรรมชาติของมนุษย์   Learning is a human endeavor.
การเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้ลงมือกระทำ   The learning that the student has undertaken.
การเรียนรู้โดยการอ่าน  Learning by reading
การเรียนรู้โดยการเขียน Learning by writing
การเรียนรู้โดยการโต้ตอบ Interactive learning
การเรียนรู้โดยการวิเคราะห์ปัญหา Learning by problem analysis
การเรียนรู้โดยการสังเคราะห์
 Learning by synthesis
การเรียนรู้โดยการประเมินค่า Learning by Valuing

แต่ละบุคคลมีแนวทางในการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน

Each person has different learning approaches.

ผู้เรียนจะถูกเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับความรู้ ไปสู่การมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้
Learners are transformed from receivers to participation in co-creators.

ความรู้ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์
Knowledge is born of knowledge gained from experience.

กระบวนการในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนต้องได้มีโอกาสลงมือกระทำมากกว่าการฟังเพียงอย่างเดียว
The process of organizing learning activities requires students to have more opportunities than just listening.

กระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning ทำให้ผู้เรียนสามารถรักษาผลการเรียนรู้ให้อยู่คงทนได้มากและนานกว่ากระบวนการเรียนรู้แบบ Passive Learning
Active Learning enables learners to maintain their learning outcomes more sustainably and longer than the learning process. Passive Learning

กระบวนการเรียนรู้ Active Learning สอดคล้องกับการทำงานของสมองที่เกี่ยวข้องกับความจำ โดยสามารถเก็บและจำสิ่งที่ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม มีปฏิสัมพันธ์ กับเพื่อน ผู้สอน สิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ได้ผ่านการปฏิบัติจริง
Active Learning is consistent with memory related tasks. They can collect and remember what the learners have learned. Interacting with peers, the learning environment has been practiced.






วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

เด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้ (LD)

เด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้  (LD)
เด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้เป็นกลุ่มเดียวกัน  Learning Disabilities (LD) หรือไม่ เด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้ในห้องเรียนอาจเกิดจากการละเลยใส่ใจ  ความเบื่อหน่าย ความไม่เข้าใจ  การถูกเร่งเรียนจนเด็กเบื่อ  หรือเป็นโรคสมาธิสั้นก็ได้ส่งผลทำให้ติดตามการเรียนในห้องเรียนไม่ทัน  แต่ภาวะ  Learning Disabilities (LD) เป็นความพิการเช่นเดียวกับเด็กตาบอด หูหนวก ที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษทางด้านการแพทย์และการศึกษา ในการให้วินิจฉัยและปรับรายละเอียดการเรียนการสอนที่เฉพาะตัว


เมื่อไรจึงจะเรียกเด็กว่าเป็น  Learning Disabilities (LD) แพทย์จะวินิจฉัยว่าเด็กเป็น  Learning  Disabilities  (LD)  ต่อเมื่อมีความสามารถในการอ่านหนังสือและ/หรือเขียนหนังสือและ/หรือคำนวณต่ำกว่าชั้นที่เด็กเรียน 2 ชั้นเรียน  โดยที่มีระดับเชาน์ปัญญาปกติ  และทำให้เด็กติดตามการเรียนตามปกติไม่ได้  มิได้เกิดจากภาวะอวัยวะพิการ  ขาดโอกาสในการเรียน  ปัญญาอ่อนหรือถูกละทิ้ง  ไม่อยากเรียน  หรือเป็นโรคทางจิตเวชอื่น  เช่น  ออทิสติก  เป็นต้น

ครูจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กเป็น  Learning Disabilities (LD)
ถ้าคุณครูศึกษาถึงระดับความสามารถของเด็กในการอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ และดูที่การคำนวณเฉพาะตัวเลขที่ไม่มีโจทย์  จะทำให้เกิดความสงสัยว่าอาจเป็น  Learning Disabilities (LD) และถ้าได้พูดคุยหรือสังเกตความสามารถนอกห้องเรียนก็จะเห็นแววของความฉลาดซึ่งจะแตกต่างจากเด็กปัญญาอ่อนชัดเจน ที่ทักษะการเรียนอาจเสียหายแบบเดียวกันแต่กลุ่มปัญญาอ่อนจะมีความลำบากในการช่วยตัวเอง และแก้ปัญหาต่าง ๆ ควรส่งเด็กที่สงสัยพบแพทย์  พร้อมข้อมูลของระดับการอ่านหนังสือ  เขียนหนังสือ  และดูที่การคำนวณเฉพาะตัวเลขที่ไม่มีโจทย์  ตรวจเชาวน์ปัญญา  ถ้า  I.Q.  ปกติร่วมกับซักประวัติไม่พบ  ถ้าไม่พบภาวะอวัยวะพิการ  การขาดโอกาสในการเรียน  ปัญญาอ่อน  หรือถูกละทิ้ง  ไม่อยากเรียน  หรือเป็นโรคทางจิตเวชอื่น  เช่น  ออทิสติก  เป็นต้น แพทย์จะออกใบรับรองความพิการตามกฎหมายให้  เพื่อรับรองสิทธิในการได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์  และการศึกษาให้

ทำไมจึงไม่แยกเด็ก  LD ออกจากเด็กปกติ
    เพราะจะทำให้ครูสอนง่ายขึ้น การแยกเด็ก  LD  ออกจากเด็กปกติจะทำในกรณีเพื่อการศึกษา  แนววิธีการสอนและการจัดสอบเพื่อวัดความรู้  การสอนเด็กปกติรวมกับเด็ก  LD  จะทำได้ง่าย ถ้าปรับระบบการสอนมาเน้นการทดลอง  การดู  และการฟังเพิ่มขึ้น  และการ  IEP  สำหรับเด็กจะช่วยทำให้คุณครูในห้องรู้ว่าจะสอนให้ในระดับใด  คุณครูจะได้ไม่ต้องกังวลกับรายละเอียดข้อมูลที่ต้องสอนทั้งหมดเท่าเด็กปกติ  ยกตัวอย่างเช่น  เด็ก  LD  อาจจะอ่านกาพย์  โคลง  กลอน  ฉันท์  ไม่ได้แต่ถ้ามีคนอ่านให้ฟังก็จะจำได้เท่าคนอื่น  เป็นต้น 
      การมีห้องเสริมวิชาการ  หรือ  Sound  Lab  หรือ  Audiovisual  Room  จะช่วยทำให้เด็กกลุ่มนี้พัฒนาความรู้ต่อไปได้ เด็กที่เขียนหนังสือเองแล้วอ่านไม่รู้เรื่องหรือเขียนผิดพลาด แต่พอลอกงานคนอื่นกลับทำได้ดี  อย่างนี้จะเรียกว่าเป็น LD หรือไม่ จะวินิจฉัยว่าเป็น  LD  ด้านการเขียนหรือไม่จะต้องดูที่ความสามารถในการเขียนหนังสือเองว่าสามารถเขียนเองได้ดีในระดับการศึกษาชั้นไหน  ถ้าความสามารถในการเขียนหนังสือต่ำกว่าชั้นที่เด็กเรียน  2  ชั้นเรียน  โดยที่มีความระดับเชาวน์ปัญญาปกติ  และทำให้เด็กติดตามการเรียนตามปกติไม่ได้  จึงจะเรียกว่ามีปัญหาในการเรียนรู้  โดยที่ความสามารถนั้นมิได้เกิดจากภาวะอวัยวะพิการ  ขาดโอกาสในการเรียน  ปัญญาอ่อนหรือถูกละทิ้ง  ไม่อยากเรียน  หรือเป็นโรคทางจิตเวชอื่น  เช่น  ออทิสติก  เป็นต้น  แต่ความสามารถในการเขียนหนังสือโดยการลอกตามแบบไม่เสียหาย  ซึ่งใช้เพียงตาและมือทำงานประสานกันเท่านั้น  เด็กจึงลอกงานเพื่อได้เร็วเท่ากับเด็กอื่น  แต่ความสามารถในการเขียนหนังสือเองต้องใช้สมองส่วนที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับตัวหนังสือซึ่งมีความเสียหาย  บกพร่องทำให้การสะกด  การเรียงตัวอักษร  การสื่อความหมายผิดพลาด

https://www.songkhlahealth.org/paper/361

วิธีสอนเด็ก LD กรณีตัวอย่าง

   


     โรงเรียนที่ไปเยี่ยมเยือนก็คือ รร.บ้านน้ำมวบ อ.เวียงสา จ.น่าน โรงเรียนประถมขนาดเล็กซึ่งนับว่ามีความโดดเด่นไม่แพ้กันในเรื่องของการบ่มเพาะการเรียนรู้ของเด็ก LD โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเทคนิคการสอนและการปรับในนวัตกรรมต่าง ๆ คนิท แจ่มเที่ยงตรง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านน้ำมวบ เผยว่า ก่อนหน้านี้ปัญหาใหญ่ของแทบทุกโรงเรียนเลยคือ มีเด็กกลุ่มที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้เลย นำไปสู่การทำให้โรงเรียนมีผลสัมฤทธิ์ต่ำ ทาง รร.บ้านน้ำมวบจึงได้จัดทำกระบวนการเรียนการสอนเพื่อเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ขึ้นหลายกิจกรรม ประกอบด้วย เพื่อนช่วยเพื่อน ให้นักเรียนที่เรียนดีช่วยเหลือเพื่อนที่เรียนช้า จัดตารางเรียนพิเศษให้แก่เด็กที่เรียนช้าหลังเลิกเรียนทุกวัน    

          ในแง่ปฏิบัติ เพ็ญ พิมสาร ดีกรีว่าที่รางวัลครูสอนดีของ สสค. ครูผู้ที่งัดเอานำนวัตกรรมพิเศษมาสอนเด็ก LD เพื่อเสริมสร้างสติปัญญาและทักษะการเรียนรู้จนสัมฤทธิผล เล่าว่า การสอนเด็กที่เป็น LD จะเริ่มจากการตรวจสอบว่าเด็กคนนั้นเป็น LD จริงหรือไม่ ส่วนตัวแล้วจะเริ่มจากการสังเกตนักเรียนด้วยการดูจากจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การสอน การตอบคำถาม ทำแบบฝึกหัดในชั้นเรียน หากมีนักเรียนยังทำไม่ได้ก็จะสอนซ้ำพิเศษเป็นรายบุคคล ซึ่งถ้ายังไม่ได้อีกแสดงว่ามีแนวโน้มที่จะเป็น LD 

          ต่อมาจึงเป็นการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมต่อว่าเด็กคนดังกล่าวมีพฤติกรรมบกพร่องทางสติปัญญาหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมขี้ลืม สอนวันนี้จำได้ พรุ่งนี้ลืม อ่านหนังสือจากหลังไปหน้า อ่านหนังสือสลับบรรทัด เขียนตัวหนังสือสลับกัน เช่น ตัว "น" เป็นตัว "ม" หรือ "ถ" เป็น "ภ" ซึ่งก็พบว่าที่ รร.บ้านน้ำมวบมีเด็กนักเรียนที่เป็น LD จำนวนไม่น้อย อย่างในปีนี้มีมากถึงจาก 46 คน จากนักเรียนทั้งหมด 209 คน

          ไม่นานนัก ครูเพ็ญก็พาเราไปร่วมชมสาธิตการเรียนการสอนน้อง ๆ ในห้องเรียนพิเศษของเด็กที่เป็น LD ไปพร้อม ๆ กับการอธิบายรายละเอียดด้วยว่า การสอนโดยมุ่งความสำคัญกับเด็ก LD ได้เริ่มลองผิดลองถูกทำมาตั้งแต่ปี 2542 กว่าจะมาเข้ารูปเข้ารอยในปี 2548 ซึ่งเคล็ดลับสำคัญที่สุดในการสอนเด็ก LD คือเราต้องเป็นคนที่อารมณ์ดีอยู่เสมอ เพื่อให้เด็กไม่รู้สึกเครียดเวลาเรียนกับเรา เวลาพูดก็ต้องสื่อสารไปในเชิงบวกเชิงให้กำลังใจ "หากเขาทำไม่ได้จะไม่ด่าว่าเขาโง่เด็ดขาด แต่จะบอกหนูทำดีแล้วนะ ถ้าแก้ไขเพิ่มเติมตรงนี้หนูจะเก่งกว่านี้อีก

          นอกจากนี้ยังได้มีการจัดชั่วโมงเรียนพิเศษหลังเลิกเรียนให้กับเด็ก LD ด้วย โดยภายในห้องเรียนพิเศษนี้จะเต็มไปด้วยอุปกรณ์ช่วยสร้างการเรียนรู้อย่างในวิชาภาษาไทย จะมีกระจกให้เสียงปากของครูและปากของตัวเองในการพูดออกเสียงคำที่ควบกล้ำชัดเจน เช่น "ขวาง" หรือ "กว้าง" อุปกรณ์รูเล็ตจำภาษาช่วยในการจดจำตัวอักษรภาษาไทย  

          ส่วนในวิชาคณิตศาสตร์ที่เด็ก LD มักมีปัญหาการคูณและการทดเลข ก็จะมีการใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่าแท่งเนเปียร์ อุปกรณ์ช่วยคำนวณจากแนวคิดของนักคณิตศาสตร์ John Napier โดยจะมีลักษณะเป็นตารางช่องสามเหลี่ยม สีสันสวยงาม ถ้าต้องการคูณเลขใดก็นำแท่งเนเปียร์ตัวเลขนั้นมาวางเทียบกับแถวของอีกตัวเลขที่ต้องการคูณ ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะตรงกับในตารางสามเหลี่ยมนั้น พร้อมกับการฝึกทำโจทย์ที่มีการแบ่งการคูณเป็นช่องหลักต่าง ๆ ชัดเจน ซึ่งวิธีเรียนเสริมเช่นนี้จะช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น ประกอบกับการเรียนการสอนแบบปกติในห้องเรียนก็จะให้เรียนเป็นแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ให้นักเรียนปกตินั่งเรียนคู่กับคนที่เป็น LD เพื่อให้เขาสามารถเรียนรู้พฤติกรรมการเรียนรู้ตามเด็กปกติ และให้เด็กปกติช่วยเสริมในสิ่งที่ไม่เข้าใจ

          ครูเพ็ญยังได้ปิดท้ายว่า แรงบันดาลใจในการทำทุกสิ่งทุกอย่างนี้มาจากการที่ตนเองมีใจรักเด็ก ๆ ทุกคน อยากให้เด็กๆ ทุกคนที่มาเรียนได้มีความรู้ความสามารถเท่าเทียมกัน ต้องให้เขาสามารถเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมได้ไม่แพ้คนอื่น ๆ 

          "อย่างไรก็ตาม อีกผู้หนึ่งที่จะช่วยเด็กเหล่านี้ได้ไม่ใช่ครู แต่เป็นผู้ปกครอง เพราะสังคมไทยเราอยากให้ผู้ปกครองเข้าใจ ยอมรับในสิ่งที่เด็กเหล่านี้เป็น เด็กที่เป็น LD จะพัฒนาต่อไปไม่ได้เลยถ้าผู้ปกครองไม่เปิดใจหรืออายในสิ่งที่เด็กเป็น แต่ถ้ายอมรับได้ ใครจะรู้บางทีเขาอาจจะไปโลดเลยก็ได้"


เด็ก LD หรือเด็กที่บกพร่องทางด้านการเรียนรู้

เด็กLD หรือเด็กที่บกพร่องทางด้านการเรียนรู้

LD หรือ Learning Disabilities หมายถึง ความบกพร่องทางด้านการเรียนรู้ แสดงออกมาในรูปของปัญหาด้านการอ่าน การเขียน การสะกดคำ การคำนวณและเหตุผลเชิงคณิตศาสตร์ รศ. พญ. ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันสร้างสรรค์ศักยภาพสมองครีเอทีฟเบรน กล่าวว่า เด็ก LD หรือเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เป็นเด็กที่มีวงจรการทำงานของสมองไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็นเซลล์สมองบางส่วนอยู่ผิดที่ ทำให้มีปัญหาในการเรียน เรียนอ่อนบางวิชา หรือหลายๆ วิชา ทั้งที่สติปัญญาปกติ

การบกพร่องที่พบบ่อยในเด็กLD

  1. บางคนมีปัญหาในการอ่านทั้งที่มีสายตาหรือประสาทตาปกติ แต่การแปลภาพในสมองไม่เหมือนคนทั่วไป ทำให้เห็นตัวหนังสือกลับหัวกลับหาง ลอยไป ลอยมา ไม่คงที่ บางครั้งเห็นๆ หยุดๆ มองเห็นตัวหนังสือหายไปเป็นบรรทัด บางครั้งเห็นตัวหนังสือแต่ไม่รู้ความหมาย
  2. บางคนมีปัญหาการฟัง ทั้งที่การได้ยินปกติ แต่สมองไม่สามารถแยกแยะเสียงสูง- ต่ำ จึงมักเขียนสะกดผิด และไม่ทราบความหมายของคำ
  3. บางคนมีปัญหาเรื่องทิศทาง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับภาษา ไม่รู้ว่าซ้ายหรือขวา กะระยะทางไม่ถูก ทำให้เดินชนอยู่บ่อยๆ
  4. บางคนคำนวณไม่ได้ เพราะไม่เข้าใจสัญลักษณ์ตัวเลข ฯ
จากการวิจัยในประเทศไทยพบว่า ปัจจุบันมีเด็กไทย โดยเฉพาะในระดับประถมศึกษาปีที่ 1-2 กว่า 700,000 คน มีความบกพร่องทางการ เรียนรู้ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ตามวัย ทั้งที่มีระดับสติปัญญา (IQ) ปกติหรือสูงกว่าปกติได้ในบางคน ซึ่งเป็นอาการของเด็ก LD

สาเหตุของเด็ก LD

ศ. ดร. ผดุง อารยะวิญญู อาจารย์ประจำภาควิชาการศึกษาพิเศษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ระบุว่า มีสาเหตุสำคัญ 3 ประการ ประการแรก คือ กรรมพันธุ์ เด็กบางคนอาจมีญาติผู้ใหญ่ที่ เป็น LD แต่สังคมในสมัยก่อนยังไม่รู้จัก LD ประการที่สอง การที่เด็กคลอดก่อนกำหนด ทำให้เซลล์สมองผิด ปกติ และสุดท้ายคือ สารเคมีเข้าสู่ร่างกายและสะสมในปริมาณที่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สารตะกั่วซึ่งมาจากอากาศและอาหารที่ปนเปื้อนสารเหล่านี้
นอกจากนี้ โรค LD ยังอาจมีสาเหตุมาจากเคยมีโรคติดเชื้อหรืออุบัติเหตุรุนแรงที่สมอง เป็นโรคลมชัก โรค LD มักพบร่วมกับโรคสมาธิสั้น โรคกระตุก (Tic Disorders) และกลุ่มที่มีความล่าช้าในภาษาและการพูด โดยเฉพาะกับโรคสมาธิสั้น พบว่าเป็นร่วมกันถึง 30-40% คือในเด็กที่เป็น LD หรือสมาธิสั้น 10 คน จะมี 4 คน ที่จะเป็นทั้งสมาธิสั้นและ LD

อาการและพฤติกรรมของเด็ก LD

อาการของเด็ก LDจะมีมาตั้งแต่กำเนิด ทั้งที่มี IQ และร่างกายทุกส่วนปกติ และจะปรากฎชัดเมื่อเข้าเรียน คือ เบื่อการอ่าน อ่านหนังสือตะกุกตะกักไม่สมกับวัย เมื่อพ่อแม่ ครู ให้อ่านหรือทำการบ้าน ก็จะไม่ยอมอ่าน ทำให้สอบตก ถึงขั้นต้องเรียนซ้ำชั้น โดยวิชาที่เป็นปัญหามากที่สุด คือ คณิตศาสตร์ เนื่องจากอ่านไม่ออก จับความไม่ได้ ตีความโจทย์ไม่เป็น ทั้งที่เมื่ออ่านให้ฟังก็สามารถตอบได้ถูก

อาการของเด็ก LD อาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

1. มีปัญหาในการอ่านหนังสือ (Dyslexia) อาจจะอ่านไม่ออก หรืออ่านได้บ้าง แต่สะกดคำไม่ถูก ผสมคำไม่ได้ สลับตัวพยัญชนะ สับสนกับการผันสระc]t วรรณยุกต์ บางทีสนใจแต่การสะกดคำ ทำให้อ่านแล้วจับความไม่ได้
2.มีปัญหาในการเขียนหนังสือ (Dysgraphia) ทั้งๆที่รู้ว่าจะเขียนอะไร แต่ก็เขียนไม่ได้ หรือเขียนได้ช้า เขียนตกหล่น เขียนพยัญชนะสลับกัน หรือคำเดียวกันแต่เขียนสองครั้งไม่เหมือนกัน บางคนเขียนแบบสลับซ้ายขวาเหมือนส่องกระจก ลายมือโย้เย้ ขนาดของตัวอักษรไม่เท่ากัน ขึ้นลงไม่ตรงบรรทัด ไม่เว้นช่องไฟ อาจจะเกิดจากมือและสายตาทำงานไม่ประสานกัน หรือการรับภาพของสมองไม่เหมือนคนอื่นๆ
3. มีปัญหาในการคำนวณ (Dyscalculia) อาจจะคำนวณไม่ได้เลย หรือทำได้แต่สับสนกับตัวเลข ไม่เข้าใจสัญลักษณ์ ไม่เข้าใจค่าของตัวเลข บางคนสับสนตั้งแต่การจำเครื่องหมายบวก ลบ คูณ หาร ไม่สามารถจับหลักการได้ เช่น หลักหน่วย หลักสิบ หลักร้อยต่างกันอย่างไร บางคนบวกลบเป็น เข้าใจเครื่องหมาย แต่ตีโจทย์คณิตศาสตร์ไม่ได้ เช่น ถามว่า 2+2 เท่ากับเท่าไร ตอบได้ แต่ถ้าบอกว่ามีส้มอยู่ 2 ลูก ป้าให้มาอีก 2 ลูก รวมเป็นกี่ลูก เด็กกลุ่มนี้จะตอบไม่ได้

จะทราบได้อย่างไรว่าเด็กคนไหนเป็นเด็ก LD

แม้เด็ก LD จะไม่สามารถวินิจฉัยได้ชัดเจนในเด็กต่ำกว่า 6 ขวบ แต่ก็สามารถค้นหากลุ่มเสี่ยงได้ตั้งแต่ชั้นอนุบาล โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้มือไม่เก่ง งุ่มง่าม ซุกซน พูดช้า การทรงตัวไม่ดี สับสนทิศทาง สับสนซ้ายขวา หรือเด็กที่อายุเกินชั้นป. 1 แล้วยังพูดไม่ชัด มีปัญหาเรื่องของการใช้ภาษา พูด อธิบายหรือเล่าอะไรไม่ได้ ประโยคไม่ปะติดปะต่อ ก็อาจจะมี LD ร่วมด้วย และเมื่อถึงวัยประถมศึกษาที่ต้องแสดงความสามารถทางการเรียนแยกย่อยรายวิชา อาการของโรค ก็จะแสดงให้เห็นเด่นชัดขึ้น
นอกจากนี้ ครู ผู้ปกครองสามารถสังเกตได้ว่า เด็กมีอาการของโรค LD หรือไม่ ด้วยการดูจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเด็กที่มักจะไม่มีระเบียบในชีวิต ขี้ลืม หาของไม่ค่อยเจอทั้งที่อยู่ใกล้ตัว เด็ก LD จะไม่ค่อยสนใจอ่าน เขียน และทำการบ้าน มีลายมือสูงๆ ต่ำๆ ผอมๆ อ้วนๆ ปะปนกันในหนึ่งบรรทัด เขียนไม่เป็นระบบ ทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างไม่รอบคอบ ผิดๆ ถูกๆ
อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองที่สงสัยว่าลูกเป็น LD สามารถพาลูกไปรับการทดสอบและรับการช่วยเหลือได้ที่ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ประสานมิตร) และโรงพยาบาลที่มีเครื่องทดสอบ เช่น โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นต้น

จะช่วยเหลือเด็ก LD ได้อย่างไร

LD ถือเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาให้หายได้เด็ดขาด แต่สามารถรักษาให้มีอาการดีขึ้นตามลำดับ การฝึกฝนอาจจะทำให้ทักษะการอ่าน เขียน หรือคำนวณพัฒนาขึ้นมาได้บ้างเป็นบางส่วน แต่โดยธรรมชาติ วิธีการเรียนรู้ของเด็ก LD จะแตกต่างจากเด็กอื่นๆ เทคนิคที่ใช้จึงแตกต่างกันไป
ผู้ปกครองและครูจะต้องมีความเข้าใจถึงความแตกต่างและข้อจำกัดของเด็ก ต้องสอนเด็กกลุ่มนี้เป็นพิเศษ อาจแยกวิชาที่เด็กอ่อน เช่น อ่อนการสะกดคำ ก็แยกมาสอนเฉพาะเพื่อพัฒนาส่วนนั้น รวมทั้งช่วยฝึกฝนประสาทตาและมือให้เด็ก เพราะสองส่วนนี้เป็นสิ่งสำคัญในการใช้อ่านและเขียน
เมื่อสงสัยว่า เด็กเป็น LD ซึ่งถือว่าเป็นความพิการชนิดหนึ่งที่เด็กจะต้องได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์และการศึกษาตามกฎหมาย ครูมีสิทธิที่จะส่งเด็กไปพบแพทย์ เมื่อตรวจพบ แพทย์จะเป็นผู้ออกใบรับรองเพื่อให้เด็กได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งทั้งพ่อแม่ ครู และแพทย์ต้องทำงานร่วมกันในการให้ความช่วยเหลือเด็ก 
เรียบเรียงโดย : Mamaexpert Editorial Team
http://www.mamaexpert.com/posts/content-300