วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555

วิเคราะห์หลักสูตร ๕๑




การวิเคราะห์ว่าในส่วนต่างๆของหลักสูตร อิงปรัชญาการศึกษา ทฤษฎีการศึกษา ทฤษฎีการเรียนรู้ และทฤษฎีการสอนใดบ้างโดยระบุแนวคิดหรือหลักการที่นำไปสู่การกำหนดส่วนนั้น ๆ ของหลักสูตร 


จากการศึกษาองค์ประกอบของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ พบว่า ทุกองค์ประกอบแสดงถึงการอิงปรัชญาการศึกษาทฤษฎีการศึกษา  ทฤษฎีการเรียนรู้ และทฤษฎีการสอน    โดยปรากฏแนวคิด หลักการในรายละเอียดของแต่ละองค์ประกอบ  ดังนี้
         
๑. วิสัยทัศน์ : มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้  คุณธรรม  มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข   มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ  การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต  โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ 
ในประเด็นวิสัยทัศน์ ที่เป็นเจตนารมณ์ของหลักสูตรฯ  มีการอิงปรัชญาการศึกษา ทฤษฎีการศึกษา ทฤษฎีการเรียนรู้  และทฤษฎีการสอน ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

(๑)แนวคิดปรัชญาการศึกษาธรรมชาตินิยม(Naturalism)ประสบการณ์นิยม(Experimentalism) และก้าวหน้านิยม (Progressivism) เป็นแนวคิดและหลักการของสากล และแนวคิดปรัชญาการศึกษาของไทย คือ  แนวคิดของศาสตราจารย์สาโรช บัวศรี  ดังนี้
  • การศึกษาเป็นเรื่องของการพัฒนาตัวผู้เรียน  การศึกษาหมายถึง “ความเจริญงอกงาม” (growth)  ดังกำหนดในวิสัยทัศน์ว่า  “..มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้  คุณธรรม  มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก..”  นั่นก็คือความเจริญงอกงามของผู้เรียนที่เกิดจากการเรียนรู้นั่นเอง   
  • มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ(child centered) บนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ  ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดของ จอนห์น ดิวอี้  คือ “การเรียนรู้จากการกระทำ Learning by doing)     
  • การศึกษามีความมุ่งหมายทางจริยธรรม  เป็นคุณภาพของผู้เรียน ดังปรากฏในวิสัยทัศน์
  • การศึกษาต้องส่งเสริมวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยที่ยึดหลักเสรีภาพของมนุษย์
  • การพัฒนาความเป็นอิสรภาพของมนุษย์ (autonomy) และความเข้าใจตนเอง(self-knowledge)
  • การเพิ่มศักยภาพของตนเองในการที่จะเลือกวิถีชีวิต
  • แนวทางตามหลักพุทธธรรม นำสู่จุดหมายของการศึกษาได้ ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา  และการเรียนรู้เกี่ยวกับ ตนเอง สิ่งแวดล้อม และ การปฏิสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการเรียนรู้จริยธรรม
  • การระบุวิสัยทัศน์ของหลักสูตรฯ ที่ครอบคลุมความสามารถของผู้เรียนที่เกิดจากการเรียนรู้ดังกล่าวเป็นไปตามแนวคิดของกลุ่มนักก้าวหน้านิยม ที่กล่าวถึงการสรุปรวมวิธีการสร้างหลักสูตรโดยยึดวัตถุประสงค์เป็นหลัก ที่เกิดจากการวิเคราะห์กรอบแนวคิด ๕ ประการ คือ (๑)ความจำเป็นหรือความต้องการพื้นฐานของผู้เรียน (๒)ปัญหาของสังคม (๓)พิจารณาจากหลักการ แนวคิดของแต่ละสาระ/วิชา  (๔)พิจารณาจากปรัชญาการศึกษาเพื่อเป็นแนวทางกว้างๆในการกำหนดวัตถุประสงค์  และ (๕) การใช้หลักของจิตวิทยาการเรียนรู้ เพื่อช่วยในการกำหนดวัตถุประสงค์  

(๒) ทฤษฎีการศึกษา  การกำหนดวิสัยทัศน์ ได้อิงทฤษฎีกลุ่มก้าวหน้านิยม (Progressivism) หรือกลุ่มประสบการณ์นิยม ที่มีแนวคิดและหลักการเกี่ยวข้องกับการกำหนดวิสัยทัศน์ของหลักสูตร ดังนี้
  • การศึกษา คือ ความเจริญงอกงาม
  • การศึกษาคือ ชีวิต เพื่อสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ โดยการกำหนดเป็นวิสัยทัศน์ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนมีความรู้ และทักษะพื้นฐาน  เจตคติ ที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต  
  • แนวความคิดของกลุ่มนักก้าวหน้าที่ให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตและค่านิยมประชาธิปไตยที่ช่วยให้เกิดบรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างเสรี และนำมาซึ่งความเจริญงอกงามทางปัญญา
  • การศึกษาจะต้องจัดให้สอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน
  • ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการศึกษา มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความเจริญงอกงามรอบด้านทั้งอารมณ์ สังคม ร่างกาย และจิตใจ    
  • ทุกประเด็นทั้งหมดดังกล่าวนำมากำหนดวิสัยทัศน์หลักสูตรที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก

(๓)ทฤษฎีการเรียนรู้ การกำหนดวิสัยทัศน์อิงทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มธรรมชาตินิยม (Natural Unfoldment)  
  • จัดการศึกษาโดยมุ่งปลดปล่อยศักยภาพของมนุษย์ตามธรรมชาติ
  • จัดการเรียนรู้ให้เด็กเป็นศูนย์กลาง  ให้เสรีภาพแก่เด็กที่จะเรียนรู้ตามความต้องการและตามความสนใจ  เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างอิสระ

(๔)ทฤษฎีการสอน :อิงทฤษฎีการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง(Student-Centered Instruction)
  • แนวคิดในการสอนครูต้องคำนึงถึงการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ
  • ครูต้องช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยวิธีการต่างๆ 
  • ผู้เรียนเรียนรู้โดยการกระทำ (learning by doing)
  • การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้    มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้อย่างตื่นตัวและได้ใช้กระบวนการเรียนรู้ต่างๆ จะนำไปสู่การเกิด “การเรียนรู้ที่แท้จริง “ 
  • ผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นทั้งความรู้ความเข้าใจ  ทักษะ  เจตคติ  และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ฯลฯ จากกระบวนการที่ผู้เรียนรับรู้และจัดกระทำต่อสิ่งเร้าต่างๆ เพื่อสร้างความหมายของสิ่งที่เรียนรู้นั้นเชื่อมโยงกับความรู้และประสบการณ์เดิมของตน จนเกิดเป็นความหมายที่ตนเข้าใจอย่างแท้จริง
  • จากแนวคิดทั้งหมดนำมากำหนดเป็นวิสัยทัศน์ของหลักสูตร   ที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ




๒. หลักการ : หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดไว้ ๖ ข้อ สรุปโดยสังเขป ดังนี้ (๑)เพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายเพื่อพัฒนาผู้เรียน ให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล   (๒)เพื่อปวงชน ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาคและมีคุณภาพ (๓)กระจายอำนาจ  สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาสอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น  (๔)โครงสร้างยืดหยุ่นทั้งสาระการเรียนรู้ เวลาและการจัดการเรียนรู้ (๕) เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (๖) เป็นหลักสูตรสำหรับ ๓ ระบบ คือในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย  เทียบโอนผลการเรียนรู้ได้

ในประเด็นหลักการของหลักสูตรฯ รวม ๖ ข้อ มีการอิงปรัชญาการศึกษา ทฤษฎีการศึกษา ทฤษฎีการเรียนรู้  และทฤษฎีการสอน  ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

(๑)แนวคิดปรัชญาการศึกษา : อิงปรัชญาการศึกษาประสบการณ์นิยม (Pragmatism) ปรัชญาการศึกษา    อัตภาวะนิยม (Existentialism)  และ ปรัชญาพิพัฒนนิยม (Progressivism)  แนวคิดได้แก่
  • เน้นการส่งเสริมสร้างประสบการณ์ของสังคม โดยมุ่งให้ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐานความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล
  • การสร้างอุปนิสัยและรสนิยมที่ฝึกให้ผู้เรียนรู้จักตัดสินใจและยึดถือความเห็นของคนส่วนใหญ่โดยคำนึงถึงผลในทางปฏิบัติที่จะมีต่อส่วนรวม  
  • ความเชื่อเกี่ยวกับหลักสูตรที่มุ่งส่งเสริมผู้เรียนให้มีเสรีภาพในการเลือกเรียนรู้อย่างกว้างขวาง 
  • การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-centered Learning)  แนวคิดนี้จะให้ความสำคัญ เรื่องของการปฏิบัติ หรือ ลงมือทำ
  • จอห์นดิวอี้เน้นความสำคัญของประชาธิปไตย จริยธรรม เน้นให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ (experience) ลงมือทำและแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

(๒) ทฤษฎีการศึกษา : อิงทฤษฎีการศึกษา พิพัฒนวาท (Progressivism) และทฤษฎีการศึกษาบูรณาวาท (Reconstructionism)
·         มีแนวคิดว่าการศึกษาจะต้องจัดให้สอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน
·         เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการศึกษา
·         มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความเจริญงอกงามรอบด้านทั้งอารมณ์ สังคม ร่างกาย และจิตใจ  โดยนำแนวคิดของทฤษฎีการศึกษานี้มากำหนดหลักการของหลักสูตร ข้อที่ ๑ เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐาน ของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล และข้อ ๕ เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ   
·         ส่งเสริมให้โรงเรียนมีบทบาทในการปฏิรูปสังคม เพื่อใช้การศึกษาเป็นปัจจัยในการสร้างสังคมใหม่ที่มีความเสมอภาค และเกิดความเป็นธรรม
·        แนวคิดของทั้ง ๒ ทฤษฎีดังกล่าว ได้นำมากำหนดเป็นหลักการของหลักสูตรที่เน้นการศึกษาเพื่อปวงชน  ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาค มีคุณภาพ อย่างทั่วถึง

(๓) ทฤษฎีการเรียนรู้ :  อิงทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มธรรมชาตินิยม (Natural Unfoldment)   ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา (Intellectual Development) ของเพียเจต์  และ ทฤษฎีเครื่องหมาย (Sign Theory)
  • มนุษย์สามารถพัฒนาตนเองไปตามธรรมชาติ
  • การเรียนรู้ของเด็กเป็นไปตามพัฒนาการทางสติปัญญา
  • ในการพัฒนาเด็ก ควรคำนึงถึงพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก
  • จัดการเรียนรู้ให้เด็กเป็นศูนย์กลาง  ให้เสรีภาพแก่เด็กที่จะเรียนรู้ตามความต้องการและตามความสนใจ  เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างอิสระ
  • การเรียนรู้เกิดจากการใช้เครื่องหมายเป็นตัวชี้ทางให้แสดงพฤติกรรมไปสู่จุดหมายปลายทาง  ซึ่งนำมากำหนดเป็นหลักการของหลักสูตร ข้อ ๑ เพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายเพื่อพัฒนาผู้เรียน ให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรม
  • การนำแนวคิดของทฤษฎีการเรียนรู้มาใช้ในการกำหนดหลักการของหลักสูตร ในข้อ ๔-๖ ที่มีหลักการให้เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้เวลาและการจัดการเรียนรู้ และเป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ ตามอัธยาศัย  ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย  สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์ได้  

(๔)ทฤษฎีการสอน อิงทฤษฎีการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student–Centered Instruction)  
·         แนวคิดคือ ในการสอนครูต้องคำนึงถึงการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญและช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยวิธีการต่างๆ 
·         เรียนรู้โดยการกระทำ (learning by doing) คือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้
·         เรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างตื่นตัวและใช้กระบวนการเรียนรู้ต่างๆ นำไปสู่การเกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง 
·         ผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นทั้งที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ฯลฯ  จากกระบวนการที่ผู้เรียนรับรู้และจัดกระทำต่อสิ่งเร้าต่างๆ เพื่อสร้างความหมายของสิ่งที่เรียนรู้นั้นเชื่อมโยงกับความรู้และประสบการณ์เดิมของตน จนเกิดเป็นความหมายที่ตนเข้าใจอย่างแท้จริง ซึ่งหลักสูตรแกนกลางฯได้นำแนวคิดของทฤษฎีการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง   (Student – Centered Instruction) มาเป็นหลักการของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ


๓.จุดหมายของหลักสูตรที่มุ่งให้เกิดกับผู้เรียน ๕ ประการ คือ (๑) มีคุณธรรม  จริยธรรม  และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง   มีวินัยและปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ  ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  (๒) มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา   การใช้เทคโนโลยี  และมีทักษะชีวิต (๓ )มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย (๔) มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก  ยึดมั่นในวิถีชีวิตและ การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(๕) มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย  การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม  มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข      
ในประเด็นนี้ มีการอิงปรัชญาการศึกษา ทฤษฎีการศึกษา ทฤษฎีการเรียนรู้  และทฤษฎีการสอน  ดังนี้

 (๑) ปรัชญาการศึกษา : อิงปรัชญาการศึกษาประสบการณ์นิยม(Pragmatism) อัตภาวะนิยม(Existentialism) และปรัชญาพิพัฒนนิยม (Progressivism)  เช่นเดียวกับวิสัยทัศน์และหลักการของหลักสูตร ดังกล่าวข้างต้น เนื่องด้วยเป็นจุดหมายหรือวัตถุประสงค์ของหลักสูตร ที่มุ่งให้เกิดกับผู้เรียนเป็นหลัก ในเรื่อง ความรู้ ทักษะ และค่านิยมที่พึงประสงค์  รวมทั้งการมีคุณธรรม จริยธรรม   โดยมีจุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายเพื่อพัฒนาผู้เรียน

(๒) ทฤษฎีการศึกษา : อิงทฤษฎีการศึกษาพิพัฒนวาท (Progressivism) และทฤษฎีการศึกษาบูรณวาท (Reconstructionism)  
  • แนวคิดที่ว่าการศึกษาจะต้องจัดให้สอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน โดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการศึกษา มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความเจริญงอกงามรอบด้านทั้งอารมณ์ สังคม ร่างกาย และจิตใจและการเรียนรู้โดยวิธีการแก้ปัญหา    
  • มุ่งส่งเสริมให้สถานศึกษามีบทบาทในการปฏิรูปสังคม เพื่อให้เกิดความเสมอภาค และความเป็นธรรมในสังคมให้มากยิ่งขึ้น และเป็นสังคมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยนำแนวคิดของทฤษฎีการศึกษานี้มากำหนดในจุดหมายของหลักสูตร ข้อ ๔-๕ คือ ความรักชาติ การมีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลก  รวมทั้งจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย อนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมเป็นต้น

(๓) ทฤษฎีการเรียนรู้ :  อิงกลุ่มมนุษยนิยม  (Humanism)
  • ให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ของคนแต่ละคน  เชื่อว่า  คนดี  มาแต่กำเนิดมีอิสรภาพมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม  มีความสามารถเฉพาะตัว หากผู้เรียนได้รับอิสรภาพและเสรีภาพ ผู้เรียนจะสามารถพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
·         การจัดการศึกษาคำนึงถึงความต้องการของผู้เรียน การเข้าใจในความต้องการพื้นฐานผู้เรียนจะช่วยให้ครูผู้สอนสามารถจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และการตอบสนองความต้องการพื้นฐานผู้เรียนอย่างเพียงพอ โดยการให้อิสรภาพและเสรีภาพแก่ผู้เรียนในการเรียนรู้
·         การจัดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์ในการค้นหาศักยภาพ และรู้จักตนเองได้ตรงตามสภาพความเป็นจริง
·         หลักสูตรได้นำแนวคิดของทฤษฎีการเรียนรู้นี้มาเป็นแนวคิดในการกำหนดจุดหมายของหลักสูตรที่ มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดีมีปัญญา มีความสุข  มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา  การใช้เทคโนโลยี  มีทักษะชีวิต   มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี  มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย   มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก  ยึดมั่นในวิถีชีวิตและ การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข     มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย 

(๔) ทฤษฎีการสอน อิงทฤษฎีการสอนกระบวนการสืบสอบและแสวงหาความรู้เป็นกลุ่ม (Group Investigation Instructional Model)
  • ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความต้องการที่จะแสวงหาคำตอบ กับปัญหาที่มีลักษณะที่เกิดความสงสัย หรือปัญหาที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด  เนื่องจากผู้เรียนอยู่ในสังคมต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคม เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียนทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคม
  • มุ่งพัฒนาทักษะในการสืบสอบเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ความเข้าใจ โดยอาศัยกลุ่มเป็นเครื่องมือทางสังคมช่วยกระตุ้นความสนใจหรือความอยากรู้ และช่วยดำเนินงานการแสวงหาความรู้หรือคำตอบที่ต้องการ
  • หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  นำมาใช้เป็นแนวทางในการกำหนดจุดหมายของหลักสูตรที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดีมีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และมีความรู้ ความสามารถในการสื่อสารการคิด การแก้ปัญหา   การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต ประกอบอาชีพ

๔.สมรรถนะที่สำคัญของผู้เรียน  มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด  ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ ๕ ประการ ดังนี้  ๑. ความสามารถในการสื่อสาร ๒.ความสามารถในการคิด             ๓. ความสามารถในการแก้ปัญหา ๔. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต   .ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
ในประเด็นสมรรถนะที่สำคัญของผู้เรียน  มีการอิงปรัชญาการศึกษา ทฤษฎีการศึกษา ทฤษฎีการเรียนรู้  และทฤษฎีการสอน  ดังนี้
(๑)ปรัชญาการศึกษา : อิงปรัชญาการศึกษาประสบการณ์นิยม (Pragmatism) 
  • มุ่งส่งเสริมสร้างประสบการณ์ของสังคม 
  • จัดการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-centered Learning)
  • ใช้วิธีการแก้ปัญหาและการทดลองค้นคว้าให้ทำกิจกรรมเป็นหลัก
  • ฝึกให้ผู้เรียนรู้จักตัดสินใจและยึดถือความเห็นของคนส่วนใหญ่โดยคำนึงถึงผลส่วนรวม
(๒) ทฤษฎีการศึกษา : อิงตามทฤษฎีการศึกษาพิพัฒนวาท (Progressivism) หรือกลุ่มก้าวหน้านิยม
  • การศึกษาจะต้องจัดให้สอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน
  • เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการศึกษา
  • มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความเจริญงอกงามรอบด้านทั้งอารมณ์ สังคม ร่างกาย และจิตใจ
  • เน้นการเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา
  • ความรู้เป็นเครื่องมือสำหรับการแสวงหาประสบการณ์
  • การทดลองจะได้รับการเน้นมากกว่าการมุ่งสอนเนื้อหาวิชาทฤษฎี
  • โรงเรียนต้องจัดประสบการณ์ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้
  • นำแนวคิดมากำหนดเป็นสมรรถนะของผู้เรียนที่จำเป็นในการดำรงชีวิตในสังคมอนาคต

(๓) ทฤษฎีการเรียนรู้  : อิงกลุ่มมนุษยนิยม  (Humanism)  มีแนวคิดว่า
  • ผู้เรียนจะสามารถพัฒนาตนเองได้ดีหากอยู่ในสภาพที่ผ่อนคลายเป็นอิสระ
  • การจัดการเรียนการสอนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ( student-centered teaching)
  • ครูทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน โดย
  • ครูใช้วิธีการสอนแบบชี้แนะ
  • ครูใช้การเรียนรู้แบบเน้นกระบวนการ (process learning) เป็นสำคัญ เนื่องจากกระบวนการเรียนรู้เป็นเครื่องมือสำหรับผู้เรียนใช้ในการดำรงชีวิตและแสวงหาความรู้ต่อไปในชีวิตจริง
  • หลักสูตรได้นำแนวคิดของทฤษฎีการเรียนรู้ดังกล่าวมากำหนดสมรรถนะจำเป็นที่ผู้เรียนต้องมีสำหรับการดำรงชีวิตในสังคมปัจจุบันและสังคมในอนาคต เมื่อผู้เรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน

(๔) ทฤษฎีการสอน  อิงทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Instructional Model of Co-operative Learning)
  • เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นโดยอาศัยหลักการเรียนรู้แบบร่วมมือของจอห์นสันและจอห์นสัน (Johnson และ Johnson )
  • ผู้เรียนควรร่วมมือกันในการเรียนรู้มากกว่าการแข่งขัน
  • การเรียนรู้แบบร่วมมือต้องอาศัยหลักการพึงพากัน โดยถือว่าทุกคนมีความสำคัญเท่าเทียมกันและจะต้องพึงพากันเพื่อความสำเร็จร่วมกัน
  • มีปฏิสัมพันธ์กัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อมูล และผลการเรียนรู้ต่างๆ
  • การเรียนรู้ร่วมกันต้องอาศัยทักษะทางสังคม
  • มีการวิเคราะห์กระบวนการกลุ่มในงานร่วมกัน
  • รูปแบบนี้มุ่งช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เนื้อหาสาระสาระต่างๆด้วยตนเอง ด้วยความร่วมมือและความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ
  • ได้พัฒนาทักษะทางสังคมต่างๆ เช่นทักษะการสื่อสาร ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ทักษะการสร้างความสัมพันธ์ 
  • ได้พัฒนาทักษะการแสวงหาความรู้   ทักษะการคิด   และทักษะการแก้ปัญหาและอื่นๆ
  • หลักสูตรได้นำแนวคิดนี้มาใช้เป็นแนวในการออกแบบสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนมุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด  ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ  ๕ ประการในการดำรงชีวิตในสังคม


๕. คุณลักษณะอันพึงประสงค์   หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์   เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข  ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก   รวม ๘ ประการ  ดังนี้๑.  รักชาติ  ศาสน์ กษัตริย์  ๒.  ซื่อสัตย์สุจริต  .  มีวินัย ๔. ใฝ่เรียนรู้ ๕. อยู่อย่างพอเพียง๖.  มุ่งมั่นในการทำงาน  ๗.  รักความเป็นไทย .  มีจิตสาธารณะ
ในประเด็นคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ของหลักสูตรฯ ที่กำหนดให้เกิดกับผู้เรียน รวม ๘ ประการ มีการอิงปรัชญาการศึกษา ทฤษฎีการศึกษา ทฤษฎีการเรียนรู้  และทฤษฎีการสอน  ดังนี้

(๑) ปรัชญาการศึกษา : อิงตามแนวคิดของปรัชญาการศึกษาประสบการณ์นิยม (Pragmatism) และปรัชญาการศึกษาอัตภาวะนิยม (Existentialism) แนวคิดปรัชญาการศึกษาธรรมชาตินิยม(Naturalism) และ ปรัชญาการศึกษาไทยตามแนวพุทธธรรม โดยพระธรรมปิฎก   ตามแนวคิดและหลักการ ดังนี้
  • การฝึกฝนอบรมด้วยหลักไตรสิกขา จะเป็นไปได้ดี จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยภายนอก  โดยเฉพาะกัลยาณมิตรที่ดี  และปัจจัยภายใน คือ โยนิโสมนสิการ อันได้แก่ การคิดอย่างถูกวิธี
  • จัดการศึกษาโดยมุ่งปลดปล่อยศักยภาพของมนุษย์ตามธรรมชาติ
  • จัดการเรียนรู้ให้เด็กเป็นศูนย์กลาง  ให้เสรีภาพแก่เด็กที่จะเรียนรู้ตามความต้องการและตามความสนใจ  เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างอิสระ
  • การพัฒนาคุณลักษณะนิสัยที่เป็นนามธรรม ผู้เรียนต้องเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรียนรู้
  • ในด้านการสร้างอุปนิสัยและรสนิยมที่ฝึกให้ผู้เรียนรู้จักตัดสินใจและยึดถือความเห็นของคนส่วนใหญ่โดยคำนึงถึงผลในทางปฏิบัติที่จะมีต่อส่วนรวม
  • การเรียนการสอนที่มุ่งฝึกให้ผู้เรียนรู้จักเลือกอย่างมีความรับผิดชอบ และกระตุ้นให้ผู้เรียนมีเสรีภาพในการเลือกอย่างถูกต้องและเหมาะสม และด้านการสร้างอุปนิสัยและรสนิยมที่ฝึกให้ผู้เรียนมีสำนึกในเสรีภาพการเลือกอย่างมีความรับผิดชอบ

(๒) ทฤษฎีการศึกษา : อิง ทฤษฎีการศึกษาพิพัฒนวาท (Progressivism)
  • การศึกษาจะต้องจัดให้สอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน
  • เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการศึกษา
  • มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความเจริญงอกงามรอบด้านทั้งอารมณ์ สังคม ร่างกาย และจิตใจ
  • เน้นการเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา
  • ความรู้เป็นเครื่องมือสำหรับการแสวงหาประสบการณ์
  • การทดลองจะได้รับการเน้นมากกว่าการมุ่งสอนเนื้อหาวิชาทฤษฎี     โรงเรียนต้องจัดประสบการณ์ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้โดยนำแนวคิดมากำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนที่จำเป็นในการดำรงชีวิตในสังคมอนาคต

(๓) ทฤษฎีการเรียนรู้ : อิง กลุ่มมนุษยนิยม  (Humanism)ได้แก่  ทฤษฎีของมาสโลว์  (Maslow)    
·         ให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ของคนแต่ละคน 
·         เชื่อว่า  คนดี  มาแต่กำเนิด
·         มนุษย์ทุกคนมีความต้องการพื้นฐานตามธรรมชาติเป็นลำดับขั้น คือ ขั้นความต้องการทางร่างกาย (physical need) ขั้นความต้องการความมั่นคงปลอดภัย (safety need) ขั้นความต้องการความรัก (love need) ขั้นความต้องการยอมรับยกย่องจากสังคม (self-esteem) และขั้นความต้องการที่จะพัฒนาศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ (self-actualization)
·         หากความต้องการพื้นฐานได้รับการตอบสนองอย่างพอเพียงสำหรับตนในแต่ละขั้น ผู้เรียนจะสามารถพัฒนาตนไปสู่ขั้นที่สูงขึ้น
·         การจัดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์ในการรู้จักตนเองตามสภาพความเป็นจริง
·         การแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้นี้มากำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนเพื่อความเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม หากผู้เรียนได้รับการเรียนรู้ที่เอื้อต่อผู้เรียนจะทำให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาที่สมบูรณ์ โดยเป็นคนดีมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๘ ประการตามที่หลักสูตรกำหนด

(๔) ทฤษฎีการสอน  : อิงทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Instructional Model of Co-operative Learning) เช่นเดียวกับสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน   โดยเป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นโดยอาศัยหลักการเรียนรู้แบบร่วมมือของจอห์นสันและจอห์นสัน (Johnson และ Johnson )  ผู้เรียนควรร่วมมือกันในการเรียนรู้มากกว่าการแข่งขัน   การเรียนรู้แบบร่วมมือต้องอาศัยหลักการพึงพากัน   โดยถือว่าทุกคนมีความสำคัญเท่าเทียมกันและจะต้องพึงพากันเพื่อความสำเร็จร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์กัน  แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อมูล และผลการเรียนรู้ต่างๆ การเรียนรู้ร่วมกันต้องอาศัยทักษะทางสังคม  มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดจิตตระหนักรู้  จากการเรียนรู้ จนกระทั่งเกิดเป็นลักษณะนิสัยที่ฝังแน่นติดตัวผู้เรียนอย่างคงทน


๖. มาตรฐานการเรียนรู้    หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้ รวม ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้   ทั้งนี้โดยคำนึงถึงการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล   จึงต้องคำนึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา  เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้  ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมสุขศึกษาและพลศึกษาศิลปะการงานอาชีพและเทคโนโลยีภาษาต่างประเทศ    และ ๗. กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน   ที่มุ่งให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองตามศักยภาพ พัฒนาอย่างรอบด้านเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม เสริมสร้างให้เป็นผู้มีศีลธรรม จริยธรรม มีระเบียบวินัย  ปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกของการทำประโยชน์เพื่อสังคม สามารถจัดการตนเองได้ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 
ในประเด็นมาตรฐานการเรียนรู้และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ตามกำหนดในหลักสูตร  มีการอิงปรัชญาการศึกษา ทฤษฎีการศึกษา ทฤษฎีการเรียนรู้  และทฤษฎีการสอน  ดังนี้

(๑) ปรัชญาการศึกษา : อิงตามแนวคิดปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยม (Essentialism) ประสบการณ์นิยม (Pragmatism) ปรัชญาการศึกษาอัตนิยม (Existentialism)  ปรัชญาปฏิรูปนิยม (Reconstructionism) และปรัชญาการศึกษาไทย(เดิม)
  • มีความเชื่อว่าการศึกษา คือ เครื่องมือในการสืบทอดมรดกทางสังคม  ดังนั้นหลักสูตรจึงควรประกอบด้วย ความรู้  ทักษะ เจตคติ  ค่านิยม และวัฒนธรรม  อันเป็นแก่นสำคัญ ดังปรากฏเป็นมาตรฐานการเรียนรู้ของกลุ่มสาระต่างๆ
  • ด้านหลักสูตรที่เน้นวิชาที่ส่งเสริมสร้างประสบการณ์ของสังคม  และการปฏิรูปให้สังคมดีขึ้น ดังระบุเป็นมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
  • หลักสูตรจะต้องให้ผู้เรียนเรียนรู้สาระการเรียนรู้ครอบคลุมการพัฒนาสมองทั้งสองซีก ซึ่งหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดสาระการเรียนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ครอบคลุมการพัฒนาสมองทั้ง ๒ ซีก  การพัฒนาสมองซีกซ้ายจะเอื้อในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ และการพัฒนาสมองซีกขวา เรียนภาษาไทย สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ      การงานอาชีพและเทคโนโลยี
  • ด้านการเรียนการสอนมุ่งฝึกให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบ  รู้จักเลือก  และฝึกให้ผู้เรียนมีสำนึกในเสรีภาพการเลือก  
  • จุดมุ่งหมายของการศึกษาไทย(เดิม) ที่เน้นการศึกษาในองค์ ๓ คือ พุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา เพื่อความเป็นพลเมืองดี   โดยหลักสูตรแกนกลางได้พัฒนาและแยกเป็นกลุ่มสาระ ๘ กลุ่ม

(๒) ทฤษฎีการศึกษา  อิงทฤษฎีการศึกษา พิพัฒนวาท (Progressivism)
  • มีแนวคิดว่าการศึกษาจะต้องจัดให้สอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการศึกษา มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความเจริญงอกงามรอบด้านทั้งอารมณ์ สังคม ร่างกาย และจิตใจ  โดยนำแนวคิดของทฤษฎีการศึกษานี้มากำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ครอบคลุมการพัฒนาการทั้งอารมณ์ สังคม ร่างกาย และจิตใจ  

(๓) ทฤษฎีการเรียนรู้  :  จากการที่หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัด ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ผู้เรียน ต้องเรียน รวม ๘ กลุ่มสาระ  ซึ่งแต่ละสาระมีศาสตร์ที่ต่างกันออกไป  ดังนั้นการเรียนรู้จึงต้องอิงตามทฤษฎีการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง หลายกลุ่ม และแต่ละกลุ่มก็จะมีความเหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสาระ/วิชา ดังนี้
·         ทฤษฎีกระบวนการทางสมองในการประมวลข้อมูล (Information Processing Theory)  ทฤษฎีนี้ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์  การทำงานของสมอง  ความจำที่เกี่ยวกับภาษา  และความจำที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ เป็นต้น
·         ทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligences Theory) ของการ์ดเนอร์(Gardner)  ประกอบด้วยความสามารถ ๓ ประการ คือ ความสามารถในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ ที่เป็นไปตามธรรมชาติ ความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีประสิทธิภาพและสัมพันธ์กับบริบททางวัฒนธรรม ความสามารถในการแสวงหาหรือตั้งปัญหาเพื่อหาคำตอบและเพิ่มพูนความรู้  และประกอบด้วยเชาวน์ปัญญา ๘ ด้าน ได้แก่ ภาษา  คณิตศาสตร์  ดนตรี  การเคลื่อนไหวของร่างกายและกล้ามเนื้อ ความสัมพันธ์กับผู้อื่น การเข้าใจตนเอง และความเข้าใจธรรมชาติ
·         ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเอง โดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน (Constructionism)   ผลของการเรียนรู้จะมุ่งเน้นที่กบวนการสร้างความรู้และการตระหนักรู้ในกระบวนการนั้น
·         ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Theory of Co-operative or Collaborative Learning) มุ่งเน้นการพึ่งพาและเกื้อกูลกัน   การปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิด   ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ของสมาชิกแต่ละคน และการใช้ทักษะปฏิสัมพันธ์กันระหว่างบุคคล และทักษะการทำงาน

(๔) ทฤษฎีการสอน :  ในประเด็นนี้ก็จะสอดคล้องกับการเรียนรู้ของผู้เรียน เพื่อการบรรลุตามมาตรฐานและตัวชี้วัดของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้   ดังนั้นจึงอิงทฤษฎีการสอนหลายรูปแบบ  เช่น
  • ทฤษฎีการสอนที่ยึดครูเป็นศูนย์
  • ทฤษฎีการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
  • รูปแบบการสอนตามวัฎจักรการเรียนรู้ ๔  MAT เป็นรูปแบบการสอนที่มุ่งช่วยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสได้ใช้สมองทุกส่วนทั้งซีกซ้ายและซีกขวาในการสร้างความรู้ความเข้าให้แก่ตนเอง ซึ่งผู้เรียนมีลักษณะการเรียนรู้ที่แตกต่างกันทั้ง ๔ แบบ ให้สามารถใช้สมองทุกส่วนของตนในการพัฒนาศักยภาพของตนอย่างเต็มที่  โดยหลักสูตรได้นำแนวคิดของทฤษฎีการสอนนี้ไปเป็นแนวทางในการกำหนดมาตรฐานสาระการเรียนรู้ที่หลากหลาย ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้ครอบคลุมการพัฒนาการสมองของผู้เรียนทุกด้าน  เป็นต้น


๘. ระดับการศึกษา   ๑. ระดับประถมศึกษา มุ่งเน้นทักษะพื้นฐานด้านการอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ ทักษะการคิดพื้นฐาน การติดต่อสื่อสาร กระบวนการเรียนรู้ทางสังคม และพื้นฐานความเป็นมนุษย์ การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างสมบูรณ์และสมดุลทั้งในด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม และวัฒนธรรม โดยเน้นจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ    ๒. ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น   มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้สำรวจความถนัดและความสนใจของตนเอง ส่งเสริมการพัฒนาบุคลิกภาพส่วนตน มีทักษะในการคิดวิจารณญาณ  คิดสร้างสรรค์ และคิดแก้ปัญหา มีทักษะในการดำเนินชีวิต มีทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่อเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีความสมดุลทั้งด้านความรู้ ความคิด ความดีงาม และมีความภูมิใจในความเป็นไทย ตลอดจนใช้เป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพหรือการศึกษาต่อ    ๓. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย   น้นการเพิ่มพูนความรู้และทักษะเฉพาะด้าน สนองตอบความสามารถ ความถนัด และความสนใจของผู้เรียนแต่ละคนทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ       มีทักษะในการใช้วิทยาการและเทคโนโลยี ทักษะกระบวนการคิดขั้นสูง สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ มุ่งพัฒนาตนและการประกอบอาชีพ มุ่งพัฒนาตนและประเทศตามบทบาทของตน สามารถเป็นผู้นำ และผู้ให้บริการชุมชนในด้านต่าง ๆ

ในประเด็นระดับการศึกษา ของหลักสูตรฯ  ที่แบ่งออกเป็น ๓ ระดับ ตามวัยและพัมนาการของผู้เรียน  มีการอิงปรัชญาการศึกษา ทฤษฎีการศึกษา ทฤษฎีการเรียนรู้  และทฤษฎีการสอน  ดังนี้

(๑) ปรัชญาการศึกษา อิงปรัชญาการศึกษาประสบการณ์นิยม (Pragmatism) และ อัตภาวะนิยม (Existentialism)  และปรัชญาการศึกษาปฏิรูปสังคม (Reconstructionism)
  • มุ่งส่งเสริมสร้างประสบการณ์ของสังคม  โดยจัดการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-centered Learning) ใช้วิธีการแก้ปัญหาและการทดลองค้นคว้าให้ทำกิจกรรมเป็นหลัก และฝึกให้ผู้เรียนรู้จักตัดสินใจและยึดถือความเห็นของคนส่วนใหญ่โดยคำนึงถึงผลส่วนรวมตามระดับการพัฒนาการของผู้เรียนในแต่ระระดับชั้น
  • มุ่งส่งเสริมผู้เรียนให้มีเสรีภาพในการเลือกสิ่งที่เรียนตามที่ตนต้องการ ให้ผู้เรียนเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด มีเสรีภาพในการเลือกตัดสินใจเมื่อเผชิญกับปัญหาและสถานการณ์ต่างๆ และสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้เรียนค้นหาความหมายและสาระสำคัญของชีวิตด้วยตัวผู้เรียนเอง  โดยในมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้สำรวจความถนัดและความสนใจของตนเอง ส่งเสริมการพัฒนาบุคลิกภาพส่วนตนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและเน้นการเพิ่มพูนความรู้และทักษะเฉพาะด้าน สนองตอบความสามารถ ความถนัด  ความสนใจของผู้เรียนแต่ละคนทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ  ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
  • มุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้ตระหนักในบทบาทหน้าที่ของตนที่มีต่อสังคมและปฏิรูปสังคมให้ดีขึ้น โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมให้มากยิ่งขึ้น และเป็นสังคมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยมุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้สามารถพัฒนาตนและประเทศตามบทบาทของตน สามารถเป็นผู้นำ และผู้ให้บริการชุมชนในด้านต่าง ๆ 

(๒) ทฤษฎีการศึกษา  อิงตามทฤษฎีการศึกษา พิพัฒนวาท (Progressivism) ที่มีแนวคิดว่าการศึกษาจะต้องจัดให้สอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการศึกษา มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความเจริญงอกงามรอบด้านทั้งอารมณ์ สังคม ร่างกาย และจิตใจ โดยเน้นการเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา ความรู้เป็นเครื่องมือสำหรับการแสวงหาประสบการณ์ การทดลองจะได้รับการเน้นมากกว่าการมุ่งสอนเนื้อหาวิชาทฤษฎี โดยโรงเรียนต้องจัดประสบการณ์ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคม  โดยการกำหนดมาตรฐานคุณภาพผู้เรียนในแต่ละระดับชั้นให้มีความสมบูรณ์ทุกด้านทั้งด้านอารมณ์ สังคม ร่างการ และทักษะวิชาการ และทักษะในการดำรงชีวิตแตกต่างกันตามวัยวุฒิของผู้เรียนในแต่ระดับชั้น ส่วนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจะอิงตามทฤษฎีการศึกษาบูรณวาท (Reconstructionism) ที่มุ่งส่งเสริมให้สถานศึกษามีบทบาทในการปฏิรูปสังคม เพื่อให้เกิดความเสมอภาค และความเป็นธรรมในสังคม


(๓) ทฤษฎีการเรียนรู้  อิงตามกลุ่มปัญญานิยม (Cognitivism)  ได้แก่ทฤษฎีของเพียเจท์  (Piaget)  เรื่องพัฒนาการทางสติปัญญา โดย การเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นไปตามพัฒนาการทางสติปัญญา ซึ่งจะมีพัฒนาการไปตามวัยต่างๆ ของผู้เรียนเป็นลำดับขั้น

(๔) ทฤษฎีการสอน  : อิงตามมาตรฐานการเรียนรู้และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ที่มีความเหมาะสมกับแต่ละระดับ

๙. เวลาเรียนและโครงสร้างเวลาเรียน      ได้กำหนดกรอบโครงสร้างเวลาเรียนขั้นต่ำสำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้  ๘ กลุ่ม และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ซึ่งสถานศึกษาสามารถเพิ่มเติมได้ตามความพร้อมและจุดเน้น    โดยสามารถปรับให้เหมาะสมตามบริบทของสถานศึกษาและสภาพของผู้เรียน

ในประเด็น เวลาเรียนและโครงสร้างเวลาเรียน ของหลักสูตรฯ  มีการอิงปรัชญาการศึกษา ทฤษฎีการศึกษา ทฤษฎีการเรียนรู้  และทฤษฎีการสอน  ดังนี้

(๑) ปรัชญาการศึกษา :
  • อิงตามแนวคิดปรัชญาการศึกษาอัตภาวะนิยม (Existentialism) ที่มีแนวคิดด้านหลักสูตรที่มุ่งส่งเสริมผู้เรียนให้มีเสรีภาพในการเลือกอย่างกว้างขวาง ด้านการเรียนการสอนที่มุ่งฝึกให้ผู้เรียนรู้จักเลือกอย่างมีความรับผิดชอบ กระตุ้นให้ผู้เรียนมีเสรีภาพในการเลือกอย่างถูกต้องและเหมาะสม รวมทั้งด้านการสร้างอุปนิสัยและรสนิยมที่ฝึกให้ผู้เรียนมีสำนึกในเสรีภาพการเลือกอย่างมีความรับผิดชอบ จึงมีการนำแนวคิดดังกล่าวมาพัฒนาหลักสูตรรายวิชาเลือก เพื่อในหลักสูตรส่งเสริมผู้เรียนให้มีเสรีภาพในการเลือกอย่างกว้างขวาง
  • อิงตามปรัชญาการศึกษาประสบการณ์นิยม (Pragmatism)  ที่มุ่งส่งเสริมสร้างประสบการณ์ของสังคม  โดยจัดการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-centered Learning) ใช้วิธีการแก้ปัญหาและการทดลองค้นคว้าให้ทำกิจกรรมเป็นหลัก และฝึกให้ผู้เรียนรู้จักตัดสินใจและยึดถือความเห็นของคนส่วนใหญ่โดยคำนึงถึงผลส่วนรวม
  • อิงตามแนวคิดปรัชญาการศึกษาอัตภาวะนิยม (Existentialism) ที่มีแนวคิดในด้านการเรียนการสอนที่มุ่งส่งเสริมผู้เรียนให้มีเสรีภาพในการเลือกสิ่งที่เรียนตามที่ตนต้องการ ให้ผู้เรียนเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด มีเสรีภาพในการเลือกตัดสินใจเมื่อเผชิญกับปัญหาและสถานการณ์ต่างๆ และสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้เรียนค้นหาความหมายและสาระสำคัญของชีวิตด้วยตัวผู้เรียนเอง

(๒) ทฤษฎีการศึกษา  อิง ทฤษฎีการศึกษาพิพัฒนวาท (Progressivism)
  • การศึกษาจะต้องจัดให้สอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน
  • เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการศึกษา
  • มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความเจริญงอกงามรอบด้านทั้งอารมณ์ สังคม ร่างกาย และจิตใจ

(๓) ทฤษฎีการเรียนรู้  อิงตามกลุ่มปัญญานิยม(Cognitivism) ได้แก่ทฤษฎีของบรูเนอร์และออซูเบล  (Brunner and  Ursubel) มีแนวคิดและหลักการคือ
  • ผู้เรียนจะเลือกรับรู้ในสิ่งที่ตนเองสนใจ และเป็นไปตามลำดับ
  • การเรียนรู้จะต้องเกิดจากกระบวนการที่ผู้เรียนค้นพบด้วยตนเอง
  • กระบวนการเรียนรู้นั้นต้องมีความหมายกับผู้เรียนด้วย
(๔) ทฤษฎีการสอน     ในประเด็นระดับการศึกษานี้ก็จะสอดคล้องกับการเรียนรู้ของผู้เรียน เพื่อการบรรลุตามมาตรฐานและตัวชี้วัดของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้   ของแต่ละชั้น  แต่ละช่วงชั้น  เหมาะสมสอดคล้องกับวัย วุฒิภาวะ  ความสนใจและความต้องการของผู้เรียนดังนั้นจึงอิงทฤษฎีการสอนหลายรูปแบบ  เช่น
  • ทฤษฎีการสอนที่ยึดครูเป็นศูนย์
  • ทฤษฎีการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
  • พัฒนาการของผู้เรียนเป็นไปตามธรรมชาติ  โรงเรียนไม่ควรเร่งผู้เรียนให้ข้ามพัฒนาการ แต่ควรเป็นการจัดประสบการณ์ส่งเสริมพัฒนาการผู้เรียนสำหรับผู้เรียนที่มีพัฒนาการทางสติปัญญาที่สูงกว่า เพื่อช่วยเหลือผู้เรียนให้มีพัฒนาการไปอย่างรวดเร็ว
  • ผู้เรียนจะเลือกรับรู้ในสิ่งที่ตนเองสนใจ และการเรียนรู้จะต้องเกิดจากกระบวนการที่ผู้เรียนค้นพบด้วยตนเอง และกระบวนการเรียนรู้นั้นต้องมีความหมายกับผู้เรียนด้วย
  • การจัดโครงสร้างของความรู้ต้องให้มีความสัมพันธ์และสอดคล้องกับพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียน และเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมของผู้เรียนด้วย 
  • การกำหนดมาตรฐานคุณภาพผู้เรียนในแต่ละระดับชั้นจะมีความสอดคล้องกับแนวคิดของกลุ่มปัญญานิยม (Cognitivism)  โดยมาตรฐานคุณภาพผู้เรียนในหลักสูตรเป็นไปตามพัฒนาการการเรียนรู้ของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้น

๑๐.การจัดการเรียนรู้  หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ระบุรายละเอียดออกเป็น ๔ ประเด็น   สรุปโดยสังเขป คือ  ๑).หลักการจัดการเรียนรู้ ยึดหลักว่า ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเอง    ๒).กระบวนการเรียนรู้  ในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ   อาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย  เป็นเครื่องมือที่จะนำพาตนเองไปสู่เป้าหมายของหลักสูตร  เช่น กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ กระบวนการสร้างความรู้   กระบวนการคิด กระบวนการทางสังคม กระบวนการเผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง กระบวนการปฏิบัติ ลงมือทำจริง  กระบวนการจัดการ กระบวนการวิจัย กระบวนการเรียนรู้การเรียนรู้ของตนเอง  ๓).การออกแบบการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนต้องศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาให้เข้าใจถึงมาตรฐานการเรียนรู้  ตัวชี้วัด  สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์  และสาระการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน  แล้วจึงพิจารณาออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยเลือกใช้วิธีสอนและเทคนิคการสอน  สื่อ/แหล่งเรียนรู้ การวัดและประเมินผล เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพและบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด     ๔).บทบาทของผู้สอนและผู้เรียน     ผู้สอนต้อง(๑)ศึกษาวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล  แล้วนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ท้าทายความสามารถของผู้เรียน  (๒)กำหนดเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน ด้านความรู้และทักษะกระบวนการ ที่เป็นความคิดรวบยอด หลักการ และความสัมพันธ์ รวมทั้งคุณลักษณะอันพึงประสงค์    (๓)ออกแบบการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้  ที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลและพัฒนาการทางสมอง เพื่อนำผู้เรียนไปสู่เป้าหมาย  (๔)จัดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้  และดูแลช่วยเหลือผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้    (๕) จัดเตรียมและเลือกใช้สื่อให้เหมาะสมกับกิจกรรมนำภูมิปัญญาท้องถิ่น  เทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน (๖)ประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลาย  เหมาะสมกับธรรมชาติของวิชาและระดับพัฒนาการของผู้เรียน     (๗)วิเคราะห์ผลการประเมินมาใช้ในการซ่อมเสริมและพัฒนาผู้เรียน รวมทั้งปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนของตนเอง      บทบาทของผู้เรียน มีดังนี้ (๑)กำหนดเป้าหมายวางแผน และรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเอง   (๒)เสาะแสวงหาความรู้ เข้าถึงแหล่งการเรียนรู้  วิเคราะห์สังเคราะห์ข้อความรู้ตั้งคำถามคิดหาคำตอบหรือหาแนวทางแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่าง ๆ (๓) ลงมือปฏิบัติจริง สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเองและนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง      (๔)มีปฏิสัมพันธ์ ทำงาน ทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มและครูประเมินและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของตนเองอย่างต่อเนื่อง
ในประเด็นการจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรฯ  มีการอิงปรัชญาการศึกษา ทฤษฎีการศึกษา ทฤษฎีการเรียนรู้  และทฤษฎีการสอน  ดังนี้


(๑๑) สื่อการเรียนรู้ การเลือกใช้สื่อควรเลือกให้มีความเหมาะสมกับระดับพัฒนาการ และลีลาการเรียนรู้ที่หลากหลายของผู้เรียน  การจัดหาสื่อการเรียนรู้ ผู้เรียนและผู้สอนสามารถจัดทำและพัฒนาขึ้นเอง  หรือปรับปรุงเลือกใช้อย่างมีคุณภาพจากสื่อต่างๆ ที่มีอยู่รอบตัวเพื่อนำมาใช้ประกอบในการจัดการเรียนรู้ที่สามารถส่งเสริมและสื่อสารให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้    โดยสถานศึกษาควรจัดให้มีอย่างพอเพียง เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่าง
ในประเด็นสื่อการเรียนรู้ ที่เป็นของหลักสูตรฯ  มีการอิงปรัชญาการศึกษา ทฤษฎีการศึกษา ทฤษฎีการเรียนรู้  และทฤษฎีการสอน  ดังนี้



(๑๒) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้  การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องอยู่บนหลักการพื้นฐานสองประการคือการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียนและเพื่อตัดสินผลการเรียน   โดย การประเมินระดับชั้นเรียน  เป็นการวัดและประเมินผลที่อยู่ในกระบวนการจัดการเรียนรู้  ผู้สอนดำเนินการเป็นปกติและสม่ำเสมอ ในการจัดการเรียนการสอน ใช้เทคนิคการประเมินอย่างหลากหลาย เช่น การซักถาม การสังเกต การตรวจการบ้าน การประเมินโครงงาน การประเมินชิ้นงาน/ ภาระงาน  แฟ้มสะสมงาน การใช้แบบทดสอบ  ฯลฯ  โดยผู้สอนเป็นผู้ประเมินเองหรือเปิดโอกาส    ให้ผู้เรียนประเมินตนเอง เพื่อนประเมินเพื่อน ผู้ปกครองร่วมประเมิน ในกรณีที่ไม่ผ่านตัวชี้วัดให้มี     การสอนซ่อมเสริมการประเมินระดับชั้นเรียนเป็นการตรวจสอบว่า ผู้เรียนมีพัฒนาการความก้าวหน้าในการเรียนรู้  อันเป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด มีสิ่งที่จะต้องได้รับการพัฒนาปรับปรุงและส่งเสริมในด้านใด นอกจากนี้ยังเป็นข้อมูลให้ผู้สอนใช้ปรับปรุงการเรียนการสอนของตนด้วย ทั้งนี้โดยสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด.

ในประเด็นการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ของหลักสูตรฯ  มีการอิงปรัชญาการศึกษา ทฤษฎีการศึกษา ทฤษฎีการเรียนรู้  และทฤษฎีการสอน  ดังนี้
๑) ปรัชญาการศึกษา : อิง1.อิงตามแนวคิดปรัชญาการศึกษาอัตภาวะนิยม (Existentialism) ที่มีแนวคิดในด้านการเรียนการสอนที่มุ่งส่งเสริมผู้เรียนให้มีเสรีภาพในการเลือกสิ่งที่เรียนตามที่ตนต้องการ ให้ผูเรียนเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด มีเสรีภาพในการเลือกตัดสินใจเมื่อเผชิญกับปัญหาและสถานการณ์ต่างๆ และสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้เรียนค้นหาความหมายและสาระสำคัญของชีวิตด้วยตัวผู้เรียนเอง


๒)อิงตามปรัชญาการศึกษาประสบการณ์นิยม (Pragmatism)  ที่มุ่งส่งเสริมสร้างประสบการณ์ของสังคม  โดยจัดการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-centered Learning) ใช้วิธีการแก้ปัญหาและการทดลองค้นคว้าให้ทำกิจกรรมเป็นหลัก และฝึกให้ผู้เรียนรู้จักตัดสินใจและยึดถือความเห็นของคนส่วนใหญ่โดยคำนึงถึงผลส่วนรวม  หลักสูตรจึงได้นำแนวคิดปรัชญาการศึกษาประสบการณ์นิยม (Pragmatism)  มาใช้เป็นแนวทางในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้

๓)อิงตามแนวคิดปรัชญาการศึกษาอัตภาวะนิยม (Existentialism) ที่มีแนวคิดในด้านการเรียนการสอนที่มุ่งส่งเสริมผู้เรียนให้มีเสรีภาพในการเลือกสิ่งที่เรียนตามที่ตนต้องการ ให้ผูเรียนเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด มีเสรีภาพในการเลือกตัดสินใจเมื่อเผชิญกับปัญหาและสถานการณ์ต่างๆ และสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้เรียนค้นหาความหมายและสาระสำคัญของชีวิตด้วยตัวผู้เรียนเอง
 ๔)อิงตามปรัชญาการศึกษาประสบการณ์นิยม (Pragmatism)  ที่มุ่งส่งเสริมสร้างประสบการณ์ของสังคม  โดยจัดการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-centered Learning) ใช้วิธีการแก้ปัญหาและการทดลองค้นคว้าให้ทำกิจกรรมเป็นหลัก
 (๕)อิงตามแนวคิดปรัชญาการศึกษาอัตภาวะนิยม (Existentialism) ที่มีแนวคิดในด้านการเรียนการสอนที่มุ่งส่งเสริมผู้เรียนให้มีเสรีภาพในการเลือกสิ่งที่เรียนตามที่ตนต้องการ ให้ผูเรียนเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด มีเสรีภาพในการเลือกตัดสินใจเมื่อเผชิญกับปัญหาและสถานการณ์ต่างๆ และสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้เรียนค้นหาความหมายและสาระสำคัญของชีวิตด้วยตัวผู้เรียนเอง
 (๖)อิงตามปรัชญาการศึกษาประสบการณ์นิยม (Pragmatism)  ที่มุ่งส่งเสริมสร้างประสบการณ์ของสังคม  โดยจัดการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-centered Learning) ใช้วิธีการแก้ปัญหาและการทดลองค้นคว้าให้ทำกิจกรรมเป็นหลัก และฝึกให้ผู้เรียนรู้จักตัดสินใจและยึดถือความเห็นของคนส่วนใหญ่โดยคำนึงถึงผลส่วนรวม


(๒) ทฤษฎีการศึกษา : อิงตามทฤษฎีการศึกษา พิพัฒนวาท (Progressivism) ที่มีแนวคิดว่าการศึกษาจะต้องจัดให้สอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการศึกษา มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความเจริญงอกงามรอบด้านทั้งอารมณ์ สังคม ร่างกาย และจิตใจ โดยเน้นการเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา ความรู้เป็นเครื่องมือสำหรับการแสวงหาประสบการณ์ การทดลองจะได้รับการเน้นมากกว่าการมุ่งสอนเนื้อหาวิชาทฤษฎี โดยโรงเรียนต้องจัดประสบการณ์ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคม      โดยนำแนวคิดของทฤษฎีการศึกษา พิพัฒนวาท (Progressivism) มากำหนดแนวทางในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายเป็นเครื่องมือที่จะนำพาผู้เรียนไปสู่เป้าหมายของหลักสูตร และเป็นผู้ที่มีพัฒนาการที่เต็มที่อย่างสมบูรณ์ที่สุด


(๓) ทฤษฎีการเรียนรู้  อิงตามทฤษฎีการเรียนรู้พหุปัญญา (Multiple Intelligences Theory) ของการ์ดเนอร์(Gardner) และอิงตามกลุ่มมนุษยนิยม  (Humanism)ตามทฤษฎีของโรเจอร์  (Roger)
  • มีแนวคิดเชื่อว่าผู้เรียนแต่ละคนมีเชาวน์ปัญญาแต่ละด้านไม่เหมือนกัน
  • การจัดการเรียนการสอนควรมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายที่สามารถส่งเสริมเชาวน์ปัญญาหลาย ๆ ด้าน จะช่วยให้ผู้เรียนทุกคนมีโอกาสที่จะพัฒนาตนเองอย่างรอบด้าน พร้อมทั้งช่วยส่งเสริมอัจริยภาพหรือความสามารถเฉพาะตนของผู้เรียนไปในตัว
  • โรเจอร์มีแนวคิดว่าผู้เรียนจะสามารถพัฒนาตนเองได้ดีหากอยู่ในสภาพที่ผ่อนคลายเป็นอิสระ
  • การจัดการเรียนการสอนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ( student-centered teaching) โดยครูทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน
  • วิธีการสอนที่ใช้ควรได้แก่ วิธีสอนแบบชี้แนะ    การเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการ (process learning)  เนื่องจากกระบวนการเรียนรู้เป็นเครื่องมือสำหรับผู้เรียนใช้ในการดำรงชีวิตและแสวงหาความรู้ต่อไปในชีวิตจริง และกระบวนเรียนรู้ควรเปิดโอกาสและส่งเสริมให้ผู้เรียนได้นำประสบการณ์ ความรู้ ทักษะ เจตคติ ไปใช้ในชีวิตประจำวัน


๑๑. สื่อการเรียนรู้   การเลือกใช้สื่อควรเลือกให้มีความเหมาะสมกับระดับพัฒนาการ และลีลาการเรียนรู้ที่หลากหลายของผู้เรียน  การจัดหาสื่อการเรียนรู้ ผู้เรียนและผู้สอนสามารถจัดทำและพัฒนาขึ้นเอง  หรือปรับปรุงเลือกใช้อย่างมีคุณภาพจากสื่อต่างๆ ที่มีอยู่รอบตัวเพื่อนำมาใช้ประกอบในการจัดการเรียนรู้ที่สามารถส่งเสริมและสื่อสารให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้    โดยสถานศึกษาควรจัดให้มีอย่างพอเพียง เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่าง



๑๒. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้    การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องอยู่บนหลักการพื้นฐานสองประการคือการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียนและเพื่อตัดสินผลการเรียน   โดย การประเมินระดับชั้นเรียน  เป็นการวัดและประเมินผลที่อยู่ในกระบวนการจัดการเรียนรู้  ผู้สอนดำเนินการเป็นปกติและสม่ำเสมอ ในการจัดการเรียนการสอน ใช้เทคนิคการประเมินอย่างหลากหลาย เช่น การซักถาม การสังเกต การตรวจการบ้าน การประเมินโครงงาน การประเมินชิ้นงาน/ ภาระงาน  แฟ้มสะสมงาน การใช้แบบทดสอบ  ฯลฯ  โดยผู้สอนเป็นผู้ประเมินเองหรือเปิดโอกาส   ให้ผู้เรียนประเมินตนเอง เพื่อนประเมินเพื่อน ผู้ปกครองร่วมประเมิน ในกรณีที่ไม่ผ่านตัวชี้วัดให้มี    การสอนซ่อมเสริมการประเมินระดับชั้นเรียนเป็นการตรวจสอบว่า ผู้เรียนมีพัฒนาการความก้าวหน้าในการเรียนรู้  อันเป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด มีสิ่งที่จะต้องได้รับการพัฒนาปรับปรุงและส่งเสริมในด้านใด นอกจากนี้ยังเป็นข้อมูลให้ผู้สอนใช้ปรับปรุงการเรียนการสอนของตนด้วย ทั้งนี้โดยสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด.

(๑) ปรัชญาการศึกษา :  อิงตามปรัชญาการศึกษาอัตภาวะนิยม (Existentialism)
  • แนวคิดในด้านการเรียนการสอนที่มุ่งส่งเสริมผู้เรียนให้มีเสรีภาพในการเลือกสิ่งที่เรียนตามที่ตนต้องการ
  • ให้ผู้เรียนเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด มีเสรีภาพในการเลือกตัดสินใจเมื่อเผชิญกับปัญหาและสถานการณ์ต่างๆ
  • สนับสนุนส่งเสริมให้ผู้เรียนค้นหาความหมายและสาระสำคัญของชีวิตด้วยตัวผู้เรียนเอง
  • ดังนั้นในการวัดและประเมินผลต้องใช้เทคนิคการประเมินที่หลากหลายเพื่อให้สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้  และศักยภาพผู้เรียนแต่ละคน     พร้อมทั้งสามารถสะท้อนคุณภาพการศึกษาที่แท้จริงได้

(๒)ทฤษฎีการศึกษา  :   อิงตามทฤษฎีการศึกษาพิพัฒนวาท (Progressivism)
  • แนวคิดด้านการศึกษาต้องจัดให้สอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการศึกษา
  • มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความเจริญงอกงามรอบด้านทั้งอารมณ์ สังคม ร่างกาย และจิตใจ โดยเน้นการเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา
  • ความรู้เป็นเครื่องมือสำหรับการแสวงหาประสบการณ์ การทดลองจะได้รับการเน้นมากกว่าการมุ่งสอนเนื้อหาวิชาทฤษฎี หลักสูตรจึงได้นำแนวคิดของทฤษฎีการศึกษาพิพัฒนวาท(Progressivism)มากำหนดแนวทางในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้อย่างหลากหลาย

(๓) ทฤษฎีการเรียนรู้ อิงตามพหุปัญญา (Multiple Intelligences Theory) ของการ์ดเนอร์(Gardner)
  • มีแนวคิดเชื่อว่าการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ควรจะต้องมีการปรับเปลี่ยนไปจากแนวคิดเดิมที่ใช้การทดสอบเพื่อวัดความสามารถทางเชาวน์ปัญญาเพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น
  • วิธีการประเมินผลการเรียนการสอนที่ดี ควรมีการประเมินหลาย ๆ ด้าน และในแต่ละด้านควรเป็นการประเมินในสภาพการณ์ของปัญหาที่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วย
  • ดังนั้นการนำแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ของการ์ดเนอร์(Gardner) มาใช้เป็นแนวทางในการออกแบบหลักสูตรองค์ประกอบ   ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ให้มีความหลากหลายทั้งด้านเครื่องมือวัด แบบประเมินและเกณฑ์การประเมิน วัดหลายคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้เรียน และควรวัดหลายครั้งในรูปแบบการวัดเพื่อพัฒนาผู้เรียน และสามารถสะท้อนคุณภาพการเรียนรู้ที่แท้จริงของผู้เรียน

(๒) อิงกลุ่มพฤติกรรมนิยม( Behaviorism)  ตามแนวคิดของทฤษฎีการเชื่อมโยงของธอร์นสไดด์
(Thorndike’s Classical) 
  • มีแนวคิดความเชื่อว่าการเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง ซึ่งมีหลายรูปแบบ และกฎแห่งผลที่พึงพอใจ (Law of Effect)
  • เมื่อผู้เรียนได้รับผลที่พึงพอใจย่อมอยากจะเรียนรู้ต่อไป แต่ถ้าได้รับผลที่ไม่พึงพอใจ จะไม่อยากเรียนรู้ ดังนั้นการได้รับผลที่พึงพอใจ จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้ด้วยแนวคิดของทฤษฎีการเรียนรู้ตามแนวคิดของทฤษฎีการเชื่อมโยงของธอร์นสไดด์ (Thorndike’s Classical)  ไปใช้ในการออกแบบหลักสูตรในองค์ประกอบการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่จะต้องเป็นการวัดและประเมินผลเพื่อการ

บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว โดยเป็นผลงานในการศึกษาวิชา

ของผู้เขียนเอง


แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับศึกษาศาสตร์

 

วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2555

ทฤษฎีการเรียนรู้ (learning theory)

 
ทฤษฎีการเรียนรู้ (learning theory)

การเรียนรู้ คือกระบวนการที่ทำให้คนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความคิด คนสามารถเรียนได้จากการได้ยินการสัมผัส การอ่าน การใช้เทคโนโลยี  การเรียนรู้ของเด็กและผู้ใหญ่จะต่างกัน เด็กจะเรียนรู้ด้วยการเรียนในห้อง การซักถาม  ผู้ใหญ่มักเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ที่มีอยู่  แต่การเรียนรู้จะเกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่ผู้สอนนำเสนอ โดยการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ผู้สอนจะเป็นผู้ที่สร้างบรรยากาศทางจิตวิทยาที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ ที่จะให้เกิดขึ้นเป็นรูปแบบใดก็ได้เช่น ความเป็นกันเอง ความเข้มงวดกวดขัน หรือความไม่มีระเบียบวินัย สิ่งเหล่านี้ผู้สอนจะเป็นผู้สร้างเงื่อนไข และสถานการณ์เรียนรู้ให้กับผู้เรียน ดังนั้น ผู้สอนจะต้องพิจารณาเลือกรูปแบบการสอน รวมทั้งการสร้าง   ปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียน
 


การเรียนรู้ตามทฤษฎีของนักจิตวิยาและนักการศึกษาที่มีชื่อเสียง อาทิ
 
 
1.การเรียนรู้ตามทฤษฎีของ Bloom ( Bloom's Taxonomy)
Bloom ได้แบ่งการเรียนรู้เป็น 6 ระดับ
  • ความรู้ที่เกิดจากความจำ (knowledge) ซึ่งเป็นระดับล่างสุด
  • ความเข้าใจ (Comprehend)
  • การประยุกต์ (Application)
  • การวิเคราะห์ ( Analysis) สามารถแก้ปัญหา ตรวจสอบได้
  • การสังเคราะห์ ( Synthesis) โดยการนำส่วนต่างๆ มาประกอบเป็นรูปแบบใหม่ได้ให้แตกต่างจากรูปเดิม  เน้นโครงสร้างใหม่
  • การประเมินค่า ( Evaluation) สามารถวัดได้และตัดสินได้ว่าอะไรถูกหรือผิด ประกอบการตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุผลและเกณฑ์ที่แน่ชัด



 2.การเรียนรู้ตามทฤษฎีของเมเยอร์ ( Mayor)
 
     ในการออกแบบสื่อการเรียนการสอนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้   การวิเคราะห์ความจำเป็นเป็นสิ่งสำคัญ และตามด้วยจุดประสงค์ของการเรียน   เมเยอร์แบ่งออกเป็นส่วนย่อย 3 ส่วน คือ
  • พฤติกรรม ควรชี้ชัดและสังเกตได้
  • เงื่อนไข พฤติกรรมสำเร็จได้ควรมีเงื่อนไขในการช่วยเหลือ
  • มาตรฐาน พฤติกรรมที่ได้นั้นสามารถอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด




 3.การเรียนรู้ตามทฤษฎีของบรูเนอร์ (Bruner)
  • ความรู้ถูกสร้างหรือหล่อหลอมโดยประสบการณ์
  • ผู้เรียนมีบทบาทรับผิดชอบในการเรียน
  • ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความหมายขึ้นมาจากแง่มุมต่างๆ
  • ผู้เรียนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นจริง
  • ผู้เรียนเลือกเนื้อหาและกิจกรรมเอง
  • เนื้อหาควรถูกสร้างในภาพรวม



 
4.การเรียนรู้ตามทฤษฎีของไทเลอร์ (Tylor)
  •     ความต่อเนื่อง (continuity) หมายถึง ในวิชาทักษะ ต้องเปิดโอกาสให้มีการฝึกทักษะในกิจกรรมและประสบการณ์บ่อยๆ และต่อเนื่องกัน
  •     การจัดช่วงลำดับ (sequence) หมายถึงการจัดสิ่งที่มีความง่ายไปสู่สิ่งที่มีความยาก ดังนั้นการจัดกิจกรรมและประสบการณ์ ให้มีการเรียงลำดับก่อนหลัง เพื่อให้ได้เรียนเนื้อหาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
  •     บูรณาการ (integration) หมายถึง การจัดประสบการณ์จึงควรเป็นในลักษณะที่ช่วยให้ผู้เรียน ได้เพิ่มพูนความคิดเห็นและได้แสดงพฤติกรรมที่สอดคล้องกัน เนื้อหาที่เรียนเป็นการเพิ่มความสามารถทั้งหมด ของผู้เรียนที่จะได้ใช้ประสบการณ์ได้ในสถานการณ์ต่างๆ กัน ประสบการณ์การเรียนรู้ จึงเป็นแบบแผนของปฏิสัมพันธ์ (interaction) ระหว่างผู้เรียนกับสถานการณ์ที่แวดล้อม




 
5.การเรียนรู้ตามทฤษฎีการเรียนรู้ของกานเย ( Gagne )
 
    Gagne ได้แบ่งการเรียนรู้ออกเป็น 8 ลำดับขั้น จากง่ายไปหายาก คือ 
  • การเรียนรู้สัญญาณ ( signal-Learning)
  • การเรียนรู้สิ่งเร้า-ตอบสนอง (stimulus-response)
  • การเรียนรู้การเชื่อมโยงแบบต่อเนื่อง (chaining) 
  • การเชื่อมโยงภาษา (verbal association)
  • การเรียนรู้ความแตกต่าง (discrimination learning)
  • การเรียนรู้ความคิดรวบยอด (concept learning)
  • การเรียนรู้กฎ (rule learning)
  • การเรียนรู้การแก้ปัญหา (problem solving)


 องค์ประกอบสำคัญที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ จากแนวคิดของกานเย ( Gagne) คือ
  • ผู้เรียน( Learner) มีระบบสัมผัสและ ระบบประสาทในการรับรู้
  • สิ่งเร้า(Stimulus) คือ สถานการณ์ต่างๆ ที่เป็นสิ่งเร้าให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
  • การตอบสนอง(Response) คือ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้
 
 
การสอนด้วยสื่อตามแนวคิดของกานเย (Gagne) มีจุดที่สำคัญ ดังนี้
  • เร้าความสนใจ มีโปรแกรมที่กระตุ้นความสนใจของผู้เรียน เช่น ใช้ การ์ตูน หรือ กราฟิกที่ดึงดูดสายตา 
  • ความอยากรู้อยากเห็นจะเป็นแรงจูงใจให้ผู้เรียนสนใจในบทเรียน การตั้งคำถามก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง
  • บอกวัตถุประสงค์ ผู้เรียนควรทราบถึงวัตถุประสงค์ ให้ผู้เรียนสนใจในบทเรียนเพื่อให้ทราบว่าบทเรียนเกี่ยวกับอะไร
  • กระตุ้นความจำผู้เรียน สร้างความสัมพันธ์ในการโยงข้อมูลกับความรู้ที่มีอยู่ก่อน เพราะสิ่งนี้สามารถทำให้เกิดความทรงจำในระยะยาวได้เมื่อได้โยงถึงประสบการณ์ผู้เรียน โดยการตั้งคำถาม เกี่ยวกับแนวคิด หรือเนื้อหานั้นๆ
  • เสนอเนื้อหา ขั้นตอนนี้จะเป็นการอธิบายเนื้อหาให้กับผู้เรียน โดยใช้สื่อชนิดต่างๆ ในรูป กราฟิก หรือ เสียง วิดีโอ
  • การยกตัวอย่าง การยกตัวอย่างสามารถทำได้โดยยกกรณีศึกษา การเปรียบเทียบ เพื่อให้เข้าใจได้ซาบซึ้ง
  • การฝึกปฏิบัติ เพื่อให้เกิดทักษะหรือพฤติกรรม เป็นการวัดความเข้าใจว่าผู้เรียนได้เรียนถูกต้อง เพื่อให้เกิดการอธิบายซ้ำเมื่อรับสิ่งที่ผิด
  • การให้คำแนะนำเพิ่มเติม เช่น การทำแบบฝึกหัด โดยมีคำแนะนำ
  • การสอบ เพื่อวัดระดับความเข้าใจ
  • การนำไปใช้กับงานที่ทำ  ในการทำสื่อควรมีเนื้อหาเพิ่มเติม หรือหัวข้อต่างๆ ที่ควรจะรู้เพิ่มเติม

กานเย ( Gagne) ได้แบ่งสมรรถนะการเรียนรู้ของมนุษย์ไว้ 5 ประการ (ติดตามตอนต่อไป)




แหล่งข้อมูล
ทิศนา  แขมณี. ศาสตร์การสอน, องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. 

  

วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์

ลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา

การตีความลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ แสดงในรูปของพีระมิดโดยมีความต้องการพื้นฐานกว่าอยู่ข้างล่าง[1]ลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (อังกฤษ: Maslow's hierarchy of needs) เป็นทฤษฎีทางจิตวิทยา ที่เสนอโดย อับราฮัม มาสโลว์ ในรายงานเรื่อง "A Theory of Human Motivation" ปี 1943[2] หลังจากนั้นมาสโลว์ยังไปขยายแนวคิดไปรวมถึงข้อสังเกตของเขาเกี่ยวกับความอยากรู้อยากเห็นแต่กำเนิดของมนุษย์ ทฤษฎีของเขาคล้ายกับทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการหลาย ๆ ทฤษฎี ซึ่งทั้งหมดเน้นที่การเติบโตของมนุษย์ในระยะต่าง ๆ

เนื้อหา [ซ่อน]
1 ลำดับขั้น
1.1 ความต้องการทางกายภาพ
1.2 ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย
1.3 ความรักและความเป็นเจ้าของ
1.4 ความเคารพนับถือ
1.5 ความสมบูรณ์ของชีวิต
2 ทัศนะวิจารณ์
3 ธุรกิจ
3.1 การตลาด
3.2 ธุรกิจระหว่างประเทศ
4 อ้างอิง
5 แหล่งข้อมูลอื่น


[แก้] ลำดับขั้นลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ มักถูกนำเสนอโดยรูปพิระมิด ที่ความต้องการที่มากที่สุด พื้นฐานที่สุดจะอยู่ข้างล่างและความต้องการความสมบูรณ์ของชีวิต (self-actualization) จะอยู่บนสุด[3]

พิระมิดแบ่งออกเป็น 5 ชั้นคร่าวๆของความต้องการต่างๆ คือ ความสมบูรณ์ของชีวิต (self-actualization), ความเคารพนับถือ (esteem), มิตรภาพและความรัก (friendship and love), ความมั่นคงปลอดภัย (security), และความต้องการทางกายภาพ ถ้าความเคารพนับถือ, มิตรภาพและรัก หรือ ความมั่นคงปลอดภัย ขาดพร่องไป แม้ร่างกายจะไม่ได้แสดงอาการใดๆออกมาแต่บุคคลนั้นๆรู้สึกกระวนกระวายและเกร็งเครียด ทฤษฎีของมาสโลว์ยังบอกด้วยว่า ชั้นความต้องการที่พื้นฐานมากกว่าหรืออยู่ข้างล่างของพิระมิด จะต้องได้รับการตอบสนองก่อนที่บุคคลจะเกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าต่อความต้องการในระดับที่สูงขึ้นได้

[แก้] ความต้องการทางกายภาพความต้องการทางกายภาพ เป็นความต้องการเพื่อจะอยู่รอดของมนุษย์

ถ้าความต้องการพื้นฐานที่สุดนี้ไม่ได้รับการตอบสนอง ร่างกายของมนุษย์ก็ไม่สามารถทำงานได้ หรือไม่สามารถทำงานได้ดี

อากาศ น้ำ อาหาร เป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการเพื่อใช้ในกระบวนการสร้างและสลาย เพื่อให้มนุษย์สามารถมีชีวิตอยู่ได้ เสื้อผ้าเครื่องนุ่นห่มและ ที่พัก จะให้การปกป้องที่จำเป็นกับมนุษย์ จากสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม สัญชาตญาณและความต้องการทางเพศ ถูกพัฒนามาจากการแข่งขันเพื่อโอกาสในการผสมและสืบพันธุ์

[แก้] ความต้องการความมั่นคงปลอดภัยเมื่อความต้องการทางการภาพได้รับการตอบสนองในระดับที่พอเพียง ความต้องการความมั่นคงปลอดภัยจะมีอิทธิพลกับพฤติกรรม ถ้าไม่มีความปลอดภัยทางกายภาพ (จากสาเหตุ เช่น อาชญากรรม สงคราม การก่อการร้าย ภัยพิบัติธรรมชาติ หรือ ความรุนแรงในครอบครัว) คนอาจมีอาการของความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียดที่สะเทือนใจ (post-traumatic stress disorder) และอาจมีส่งผ่านความเครียดนี้ไปยังคนรุ่นหลังได้ ถ้าไม่มีความปลอดภัยมั่นคงทางเศรษฐกิจ (จากสาเหตุ เช่น วิกฤติเศรษฐกิจ หรือ การขาดโอกาสทางการงาน) ความต้องการความมั่นคงปลอดภัยนี้ อาจปรากฎออกมาในรูปของ การนิยมงานที่มีความมั่นคง กระบวนการร้องทุกข์เพื่อปกป้องบุคคลจากการกลั่นแกล้งของผู้บังคับบัญชา หรือ ปกป้องบัญชีเงินฝาก เรียกร้องนโยบายประกันภัย ประกันสุขภาพ ประกันชีวิต ต่างๆ การเรียกร้องที่พักที่เหมาะสมสำหรับคนพิการ เป็นต้น

ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย รวมถึง

ความมั่นคงปลอดภัยส่วนบุคคล
ความมั่นคงปลอดภัยทางการเงิน
สุขภาพและความเป็นอยู่
ระบบรับประกัน-ช่วยเหลือ ในกรณีของอุบัติเหตุ/ความเจ็บป่วย
[แก้] ความรักและความเป็นเจ้าของเมื่อความต้องการทางกายภาพและความปลอดภัยได้รับการตอบสนองแล้ว ระดับขั้นที่สามของความต้องการมนุษย์คือ ความต้องการเป็นเจ้าของ ความต้องการนี้จะรุนแรงมากในวัยเด็กและบางครั้งอาจจะชนะความต้องการความปลอดภัยได้ในบางครั้ง ดังเห็นได้จากการที่เด็กติดพ่อแม่ที่เป็นอันตราย ซึ่งบางครั้งเรียกว่า "Stockholm syndrome" การขาดความรักและความเป็นเจ้าของ (อาจมาจาก การขาดความผูกพันธ์จากผู้เลี้ยงดูขณะเป็นทารก (hospitalism), การถูกทอดทิ้ง (neglect), การถูกสังคมรังเกียจหรือกีดกัน (shunning), การถูกขับออกจากกลุ่ม (ostracism) เป็นต้น) อาจมีผลทำให้บุคคลไม่สามารถพัฒนาหรือรักษาความสัมพันธ์ที่สำคัญ (เช่น มิตรภาพ ความรัก ครอบครัว) ไว้ได้

มนุษย์ต้องการที่จะรู้สึกเป็นเจ้าของและถูกยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นในระดับกลุ่มสังคมใหญ่ เช่น สโมสร กลุ่มศาสนา องค์กรสายอาชีพ ทีมกีฬา แก็งส์ หรือ ความสัมพันธ์ทางสังคมเล็กๆ (สมาชิกในครอบครัว คู่ชีวิต พี่เลี้ยง เพื่อนสนิท) มนุษย์ต้องการที่จะรักและถูกรักจากคนอื่น ถ้าขาดความต้องการเรื่องนี้ไป หลายๆคนกลายเป็นคนขี้เหงา มีปัญหาการเข้าสังคม และ เป็นโรคซึมเศร้า ความต้องการเป็นเจ้าของนี้ บ่อยครั้งที่สามารถจะชนะความต้องการทางกายภาพและความมั่นคงปลอดภัยได้ ขึ้นกับแรงกดดันจากคนรอบข้าง (peer pressure) เช่น คนที่มีอาการ anorexic (เบื่ออาหาร) อาจละเลยความต้องการอาหาร และความปลอดภัย เพียงเพื่อได้ความต้องการควบคุมและเป็นเจ้าของ[ต้องการอ้างอิง]

[แก้] ความเคารพนับถือมนุษย์ทุกคนต้องการที่จะได้รับการนับถือและเคารพให้เกียรติ ความเคารพนับถือแสดงถึงความต้องการของมนุษย์ที่จะได้รับการยอมรับและเห็นคุณค่าโดยคนอื่น คนต้องการที่จะทำอะไรจริงจังเพื่อจะได้รับการยอมรับนับถือและต้องการจะมีกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกว่าเขาได้มีส่วนทำประโยชน์ เพื่อจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นอาชีพ หรือ งานอดิเรก ความไม่สมดุลย์ในความเคารพนับถือ อาจส่งผลให้มีความภาคภูมิใจในตนเองต่ำและรู้สึกต้อยต่ำ คนที่มีความภาคภูมิใจในตนเองต่ำต้องการการเคารพจากคนอื่นๆ เขาอาจพยายามแสวงหาความมีชื่อเสียง (ซึ่งขึ้นกับผู้อื่น) หมายเหตุ อย่างไรก็ตาม คนจำนวนมากที่มีความภาคภูมิใจในตนเองต่ำ ไม่สามารถที่จะแก้ไขความภาคภูมิใจตัวเองได้ง่ายๆโดยการมีชื่อเสียง ได้รับความเคารพ จากภายนอก แต่ต้องยอมรับตัวเองจากภายใน ความไม่สมดุลย์ทางจิต เช่น โรคซึมเศร้า อาจทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถมีความภาคภูมิใจในตนเอง (self-esteem) ได้

คนส่วนใหญ่มีความต้องการความเคารพและความภาคภูมิในในตนเองที่มั่นคง มาสโลว์ได้กล่าวถึงต้องการความเคารพนับถือใน 2 ระดับ คือ ระดับล่าง กับ ระดับสูง ระดับล่าง เป็นความต้องการความนับถือจากคนอื่น ความต้องการสถานะ การยอมรับ ชื่อเสียง ศักดิ์ศรี และ ความสนใจ ระดับสูง เป็นความต้องการความเคารพตัวเอง ความต้องการความแข็งแกร่ง ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ ความมั่นใจในตัวเอง ความเป็นตัวของตัวเอง และ อิสระ ที่ความต้องการเหล่านี้จัดเป็นระดับสูง ก็เพราะว่า มันขึ้นกับความสามารถภายในมากกว่า ซึ่งได้มาโดยผ่านประสบการณ์

การขาดความต้องการเหล่านี้ อาจทำให้ความรู้สึกต่ำต้อย อ่อนแอ และช่วยตัวเองไม่ได้ หมดหนทาง

มาสโลว์ได้หมายเหตุไว้ว่าการแบ่งขั้นความต้องการความเคารพนับถือระดับล่างกับสูงนี้เกี่ยวข้องกันมากกว่าที่จะเป็นการแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน

[แก้] ความสมบูรณ์ของชีวิตดูบทความหลักที่ ความสมบูรณ์ของชีวิต
“อะไรที่บุคคลเป็นได้ เขาต้องเป็น” (“What a man can be, he must be.”)[4] เป็นคำกล่าวของมาสโลว์ที่สรุปความหมายของความต้องการความสมบูรณ์ของชีวิตไว้ ความต้องการนี้ เกี่ยวกับ ศักยภาพสูงสุดของบุคคล และ การตระหนักถึงศักยภาพนั้น มาสโลว์อธิบายว่านี้คือความต้องการที่ปรารถนาจะเป็นมากกว่าที่่เขาเป็นอยู่ เป็นความปรารถนาที่จะเป็นทุกๆอย่างที่เขาจะสามารถเป็นได้[5]

เพื่อที่จะเข้าใจความต้องการความสมบูรณ์ของชีวิตได้ บุคคลจะต้องได้รับการตอบสนองความต้องการอื่นๆ (กายภาพ ความปลอดภัย ความรัก ความเคารพนับถือ) อย่างดีแล้วก่อน

[แก้] ทัศนะวิจารณ์มีงานศึกษาลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์อย่างกว้างขวาง หนึ่งในนั้น วาบาและบริดจ์เวลล์ (Wahba and Bridgewell) พบว่า มีหลักฐานน้อยมากที่ยืนยันถึงลำดับขั้นตามที่มาสโลว์บรรยาย หรือแม้แต่หลักฐานของการมีลำดับขั้นเองก็น้อยมาก[6]

ลำดับของลำดับขั้นที่วางความสมบูรณ์ของชีวิตไว้บนสุด ถูกวิจารณ์โดย เจิร์ต ฮอฟสตีด (Geert Hofstede) ว่าเป็นทฤษฎีที่ลำเอียงตามเชื้อชาติเผ่าพันธ์ (ethnocentric)[7] การที่เจิร์ต ฮอฟสตีด วิจารณ์พิระมิดของมาสโลว์ว่าลำเอียงจากเชื้อชาติเผ่าพันธ์นั้น อาจมาจาก ลำดับขั้นของมาสโลว์ ไม่ได้อ้างถึง หรือ อธิบายถึงความแตกต่างของ ความต้องการทางสังคมและบุคคล ที่เติบโตในสังคมที่มีแนวคิดแบบปัจเจกนิยม (individualism) กับสังคมที่มีแนวคิดแบบคติรวมหมู่นิยม (collectivism) มาสโลว์ เสนอลำดับขั้นจากมุมมองของแนวคิดแบบปัจเจกนิยม ซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมในสังคมของมาสโลว์ ความต้องการของและแรงจูงใจของคนที่อยู่ในสังคมปัจเจกนิยม มักเน้นที่ตัวเองมากกว่า คนที่อยู่ในสังคมแบบคติรวมหมู่นิยม เนื่องจากลำดับขั้นถูกกำหนดจากมุมมองของคนในสังคมปัจเจกนิยม ลำดับของความต้องการความสมบูรณ์ของชีวิตที่ถูกวางไว้บนสุดของลำดับความต้องการ นั้นไม่สามารถใช้อธิบายลำดับความต้องการของบุคคลจากสังคมคติรวมหมู่นิยมได้ โดยในสังคมแบบคติรวมหมู่นิยม ความต้องการการยอมรับและกลุ่มสังคมจะมีความสำคัญเหนือกว่าความต้องการอิสรภาพและความเป็นตัวของตัวเอง[8]

ลำดับขั้นของมาสโลว์ ก็ยังถูกวิจารณ์ว่าเป็นปัจเจกนิยมจากการที่ลำดับที่เขาใส่ความต้องการทางเพศไว้ในพิระมิด มาสโลว์ใส่ความต้องการทางเพศไว้ล่างสุดของพิระมิด ซึ่งเป็นระดับเดียวกับ ความต้องการหายใจ และ ความต้องการอาหาร ซึ่งมุมมองนี้เป็นมุมมองถูกจัดว่าเป็นมุมมองแบบปัจเจกนิยม ไม่ใช่มุมมองจากสังคมแบบคติรวมหมู่นิยม มุมมองความต้องการทางเพศแบบปัจเจกนิยมนี้ไม่มีการนำปัจจัยเรื่องของครอบครัวและชุมชนที่มีความสำคัญในคติรวมหมู่นิยมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย[9][10]

[แก้] ธุรกิจ[แก้] การตลาดมีการนำลำดับขั้นของมาสโลว์มาใช้ในการเรียนการสอนเรื่องการตลาด เพื่อช่วยในการเข้าใจแรงจูงใจของลูกค้า นักการตลาดจะวิเคราะห์ประวัติความต้องการของลูกค้าเพื่อหาวิธีดำเนินการทางการตลาด ถ้าผู้ผลิตออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า ลูกค้ามักจะเลือกผลิตภัณฑ์นั้นมากกว่าผลิตภัณฑ์แบบเดียวกันจากคู่แข่ง

[แก้] ธุรกิจระหว่างประเทศการเข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนของลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์สำคัญมากสำหรับสาขาธุรกิจระหว่างประเทศ การประเมินความต้องการ ค่านิยม แรงจูงใจ และ การให้ความสำคัญ ที่ต่างกันระหร่าวคนจากประเทศต่างๆ มีค่ามากในการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมที่ต่างกัน นอกจากนั้นมันยังทำให้เห็นด้วยว่าค่านิยมที่ต่างกันจากวัฒนธรรมที่ต่างกัน มีผลกับบรรยากาศและจริยธรรมในการทำงานอย่างไร เช่น วัฒนธรรมปัจเจกนิยม อาจนำไปสู่ความได้เปรียบทางการวิจัยและพัฒนา ในขณะที่วัฒนธรรมคติรวมหมู่นิยม อาจได้เปรียบในองค์กรแรงงาน ในการควบคุมคุณภาพของสินค้าและบริการและ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคู่ค้า[11]

[แก้] อ้างอิง1.^ Maslow's Hierarchy of Needs[ลิงก์เสีย]
2.^ A.H. Maslow, A Theory of Human Motivation, Psychological Review 50(4) (1943):370-96.
3.^ Bob F. Steere (1988). Becoming an effective classroom manager: a resource for teachers. SUNY Press. ISBN 0887066208, 9780887066207. http://books.google.com/?id=S2cwd56VvOMC&pg=PA21&dq=Maslow's+hierarchy+of+needs&cd=3#v=onepage&q=Maslow's%20hierarchy%20of%20needs.
4.^ Maslow, Abraham. Motivation and personality. Harper and Row New York, New York 1954 pg 91
5.^ Maslow, Abraham. Motivation and personality. Harper and Row New York, New York 1954 pg 92
6.^ Wahba, A; Bridgewell, L (1976). "Maslow reconsidered: A review of research on the need hierarchy theory". Organizational Behavior and Human Performance (ฉบับที่ 15): 212–240.
7.^ Hofstede, G (1984). "The cultural relativity of the quality of life concept". Academy of Management Review 9 (ฉบับที่ 3): 389–398. doi:10.2307/258280. http://www.nyegaards.com/yansafiles/Geert%20Hofstede%20cultural%20attitudes.pdf.
8.^ Cianci, R., Gambrel, P.A. (2003). Maslow's hierarchy of needs: Does it apply in a collectivist culture. Journal of Applied Management and Entrepreneurship, 8(2), 143-161.
9.^ Kenrick, D. (2010, May 19). Rebuilding Maslow’s pyramid on an evolutionary foundation. Psychology Today: Health, Help, Happiness + Find a Therapist. Retrieved July 16, 2010, from http://www.psychologytoday.com/blog/sex-murder-and-the-meaning-life/201005/rebuilding-maslow-s-pyramid-evolutionary-foundation
10.^ Kenrick, D.T., Griskevicius, V., Neuberg, S.L., & Schaller, M. (2010). Renovating the pyramid of needs: Contemporary extensions built upon ancient foundations. Perspectives on Psychological Science, 5. Retrieved July 16, 2010, from http://www.csom.umn.edu/assets/144040.pdf
11.^ Li, J., Lam, K., Fu, P. (2000). Family-oriented collectivism and its effect on firm performance: A comparison between overseas Chinese and foreign firms in China. International Journal of Organizational Analysis, 8(4), 364-379.
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่นA Theory of Human Motivation, original 1943 article by Maslow.
Maslow's Hierarchy of Needs, Teacher's Toolbox. A video overview of Maslow's work by Geoff Petty.
A Theory of Human Motivation: Annotated.
Theory and biography including detailed description and examples of self-actualizers.
Maslow's Hierarchy of Needs, Valdosta.
Abraham Maslow by C George Boheree
บทความนี้ยังเป็นโครง คุณสามารถช่วยวิกิพีเดียได้โดยเพิ่มข้อมูล
..................................................
จาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B9%8C

วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เสียงเด็กไทยใหญ่บนแผ่นดินสยาม



"การศึกษา"ทำให้ "รักเมืองไทย"
เสียงเด็กไทใหญ่บนแผ่นดินสยาม


กว่า 7 วัน 7 คืนที่ต้องเดินเท้ากลางป่า ลัดเลาะเทือกเขา เลียบหุบเหว ไม่นับรวมวันเวลาเริ่มเดินทางออกจากบ้านเกิดในรัฐฉาน ประเทศพม่าด้วยรถโดยสาร เป็นระยะเวลาที่ สุนิสา คำหลู่ หรือน้องสา วัย 10 ขวบ ต้องดั้นด้นพร้อมพ่อแม่พี่น้องอีก 3 คน เพื่อให้ถึงจุดหมาย คือประเทศไทย จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 3 ปี ที่เธอรอดชีวิตจากการเผชิญชะตากรรมความยากลำบากในป่าเข้ามาอยู่ในเมืองเชียงใหม่ ขณะที่เพื่อนบางคนต้องจบชีวิตลงที่ผืนป่าชายแดน

เหตุผลที่เธอและครอบครัวตัดสินใจมาอยู่ประเทศไทย น้องสา บอกว่า พื้นที่ที่เธอจากมาชีวิตยากลำบากมาก และมีการสู้รบระหว่างไทยใหญ่และพม่า น้องสาพร้อมครอบครัวและคนอื่นๆ อีกรวม 30 ชีวิต จึงเลือกที่จะมาหาชีวิตใหม่ แม้จะต้องใช้เวลาเดินทางถึงเกือบ 1 เดือนเต็ม โดยนั่งรถมาจนถึงเขตชายแดน ก่อนจะเบี่ยงเข้าสู่เส้นทางป่า ใช้เวลาเดินเท้า 7 วัน 7 คืน ต้องอยู่กลางดินกินกลางป่า บางครั้งอดข้าวอดน้ำ 2-3 วัน ต้องนอนกลางหุบเขา จนวันหนึ่งฝนตกหนักมาก ทำให้มีคนที่เดินทางมาด้วยกันพลัดตกเขาเสียชีวิต ความรู้สึกในตอนนั้น น้องสา บอกว่า คิดว่าจะมาไม่ถึงประเทศไทยแล้ว

เมื่อถึง จ.เชียงใหม่ น้องสาและครอบครัวอาศัยอยู่กับน้า โดยพ่อแม่ทำงานที่กาดเมืองใหม่ แต่รายได้น้อย จึงย้ายไปรับจ้างทั่วไปและปลูกผักขายที่ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ จนครอบครัวมีเงินเก็บจำนวนหนึ่งย้ายกลับมาอยู่ในตัวเมือง พ่อแม่รับจ้างทำงานบ้าน และส่งเธอและน้องอีก 3 คนเข้าเรียนหนังสือในโรงเรียน แต่ชีวิตต้องถึงคราพลิกผัน พ่อแม่หย่าร่าง เงินที่ครอบครัวมีอยู่พ่อได้นำติดตัวไปทั้งหมดไม่เหลือไว้ให้พวกเธอแม้แต่บาทเดียว น้องสา ในฐานะพี่คนโตและน้องคนรองต้องลาออกจากโรงเรียน เพื่อหางานทำและส่งน้องที่เหลืออีก 2 คนเรียน

"หนูบอกแม่ว่าอยากเรียนหนังสือต่อ แต่แม่บอกว่าแล้วใครจะช่วยแม่ทำงาน แม่เลยให้หนูลาออกมาช่วยทำงาน จนหนูรู้ว่าที่วัดป่าเป้ามีโรงเรียนให้แก่เด็กไทยใหญ่ โดยไม่ต้องเสียเงิน หนูไปบอกแม่อีกครั้ง แต่แม่บอกอีกว่า ไม่จ่ายค่าเรียน ค่าข้าวแต่ละวันก็ต้องเสีย จะเอาเงินที่ไหนมาเป็นค่าอาหารของน้องๆ หนูเลยขอแม่เรียนกลางวันและทำงานกลางคืน ด้วยการช่วยขายข้าวไข่เจียวตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึงตี 2 ได้เดือนละ 5,200บาท แม่จึงตกลงให้เรียนได้" น้องสาเล่าถึงหนทางกว่าที่เธอจะได้กลับเข้าเรียนหนังสืออีกครั้ง

อนาคตน้องสา ตั้งใจจะเรียนให้จบระดับปริญญาตรีและอยากเป็นพิธีกร ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยไม่อยากกลับรัฐฉาน และบอกว่า หากเธอไม่ได้เรียนหนังสือ วันนี้คงทำงานก่อสร้างอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ดีใจมากที่เปิดโอกาสให้เด็กไร้รัฐ ได้เรียนหนังสือเหมือนเด็กไทยทั่วไป สัญญาว่าจะเป็นคนดี ตั้งใจเรียน ไม่ทำตัวให้เป็นที่เดือดร้อนของคนอื่น

"อยากเรียนหนังสือ เพราะอยากรู้เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับประเทศไทย อยากรู้จักเมืองไทยให้มากขึ้น ซึ่งการได้เข้าเรียนก็ทำให้ได้อะไรมากกว่าที่คิดไว้ ไม่เพียงแต่อ่านออก เขียนได้และพูดภาษาไทยเป็นเท่านั้น แต่ยังได้ไปในทุกที่ที่ไม่เคยไป เช่น ทะเล และได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียน   จนได้รับรางวัลรองชนะเลิศกลาวสุนทรพจน์ภาษาไทใหญ่  ถือเป็นรางวัลแรกในชีวิตดีใจมาก" น้องสากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยไม่คิดว่าตนเองจะมีโอกาสเช่นนี้




ไม่ต่างจาก "น้องหมวย" ด.ญ.จันจีรา จันทรา วัย 14 ปี ชาวไทใหญ่เช่นเดียวกัน แม้จะโชคดีกว่าที่การเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยไม่ยากลำบากเหมือนน้องสา เพราะแม่เข้ามาทำงานอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ ก่อนหน้าแล้ว วันที่แม่กลับไปเยี่ยมที่รัฐฉาน ทั้งหมดตัดสินใจตามแม่มาอยู่เมืองไทยด้วยความรักและเป็นห่วงแม่ ทั้งที่ขณะนั้นพี่ชายคนโตเรียนมหาวิทยาลัยปีที่ 1 พี่ชายคนรองเรียนชั้น ม.6 และน้องหมวย อายุ 10 ขวบ เรียนชั้น ป.5

แม่ของน้องหมวยรับจ้างเย็บผ้า พี่ชาย 2 คนทำงานรับจ้างในเวลากลางวันและเรียน กศน. ที่วัดเจ็ดยอด ในเวลากลางคืน ส่วนตัวเธอแม่ฝากเข้าเรียนโรงเรียนวัดเจ็ดยอด หลังอยู่เชียงใหม่ได้ 1 เดือน เพราะที่นี่สอนภาษาพม่าและภาษาไทย แต่โรงเรียนไม่เปิดการเรียนการสอนในส่วนนี้อีก น้องหมวยจึงมาสมัครเข้าเรียนที่วัดป่าเป้า โดยเริ่มเรียนในระดับอนุบาล 3 สอบเทียบเลื่อนชั้นเรื่อยมาจนปัจจุบันอยู่ชั้น ป.4. และหากเรียนจนจบชั้น ป.6 วางแผนจะเรียนต่อ กศน.กลางวัน และทำงานกลางคืนเหมือนพี่ชาย

"เรียนหนังสือที่นี่รู้เรื่องและครูผู้สอนให้ความรักเหมือนเป็นอีกครอบครัวหนึ่ง การที่เรามีการศึกษาช่วยให้ได้ความรู้ รู้เรื่องราวต่างๆ ของประเทศไทย คนที่ไม่ได้เรียนก็ไม่รู้เรื่อง เหมือนคนตาบอดคนหนึ่ง อยากจะไปที่ไหนก็ไปไม่ได้เพราะอ่านภาษาไทยไม่ออก แต่เมื่อได้เรียนก็เข้าใจภาษาไทย ทำให้รักเมืองไทย" น้องหมวยกล่าว

ทุกวันนี้น้องสาและน้องหมวยเรียนชั้น ป.4 ที่ศูนย์การเรียนวัดป่าเป้า อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 จัดตั้งขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเชื้อชาติต่างๆ โดยเฉพาะไทยใหญ่ที่อยู่ใน จ.เชียงใหม่ ได้เรียนหนังสือ เพราะเด็กทั้งหมดถือเป็นผู้บริสุทธิ์ได้รับการคุ้มครองตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งรัฐบาลเจ้าของประเทศต้องให้สิทธิพื้นฐานเกี่ยวกับการมีอาหารกิน ได้รับการพัฒนาการศึกษา คุ้มครองไม่ให้ถูกรังแก และส่งเสริมให้มีส่วนร่วม


ติดตามรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของศูนย์การเรียนรู้วัดป่าเป้า ได้ในหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก

พวงชมพู ประเสริฐ รายงาน

------------------------------------------------------------
จาก http://www.komchadluek.net/detail/20110610/100029/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1.html