วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

World Class Standard School (2)























กระบวนทัศน์


เรา คือ ประชาคมโลก

ความใฝ่รู้ไม่มีพรมแดนในชุมชนโลก สัมพันธภาพ และความเป็นเครือญาติพี่น้อง นั่นคือ
ความรับผิดชอบร่วมกันของมวลมนุษยชาติต่อประชาคมโลก



ความใฝ่รู้ คือ วิถีไปสู่ความรู้แจ้ง

สร้างวิถีแห่งการรู้แจ้ง สร้างแรงกระตุ้นใหม่ๆ แสดงความมหัศจรรย์และเป้าหมายของสาระวิชา ปริมาณความรู้ คือความเพลิดเพลินในการแสวงหา


โรงเรียนมาตรฐานสากลมีหลายรูปแบบ

เป็นตัวของตัวเอง พัฒนาศักยภาพขององค์กร เร่งให้เกิดความพร้อมโดยระดมทรัพยากรรอบด้าน จากแบบอย่างความสำเร็จที่หลากหลาย



โรงเรียนสอนวิถีแห่งภูมิปัญญา

เด็กมีภูมิปัญญา ความสามารถต่างกัน ความถนัดเป็นสิ่งเพิ่มศักยภาพได้ รู้จักและเข้าใจ ใช้กระบวนการคัดกรองในระบบดูแลช่วยเหลือเด็กเป็นรายบุคคล เพื่อส่งเสริมพหุปัญญาของเด็กที่แตกต่างกัน



โรงเรียนประชาบาล

การจัดการศึกษาไม่ใช่ภาระของรัฐบาลโดยลำพัง เครือข่ายพันธกิจ เริ่มต้นจากมิตรภาพในชุมชนท้องถิ่นไปสู่ภูมิภาค ข้ามพรมแดนไปสู่สังคมโลก สร้างสังคมที่ดีเป็นหน้าที่ของทุกคน เยาวชน คือ อนาคตของชุมชน ความหวังของชาติ และชะตากรรมของมวลมนุษยชาติ


World Class Standard School (1)












เจตนารมณ์

ในปัจจุบัน ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการสื่อสาร ทำให้สังคมโลกมีการลื่นไหลระหว่างวัฒนธรรมมากขึ้น การเมืองแบบเสรีประชาธิปไตยเป็นที่นิยมยอมรับกันทั่วโลก ประเทศไทยจะมีความสัมพันธ์กับชุมชนโลกบนพื้นฐานของศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมกันจะมีความสามารถในการแข่งขันและร่วมมือกับประชาคมโลกได้ ต่อเมื่อเรามีการปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดการศึกษาให้สามารถพัฒนาคนและสังคมไทยให้มีสมรรถนะในการแข่งขัน มีคุณภาพสูงขึ้น รู้จักเลือกที่จะรับกระแสของวัฒนธรรมต่างชาติ ปลูกจิตสำนึกและความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย รวมถึงการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนให้ทันต่อสภาวการณ์โลกเรามีเจตนารมณ์มุ่งมั่นที่จะบรรลุความคาดหวังสำคัญดังนี้

1. ผู้เรียนได้รับการพัฒนาให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพอันหมายถึงเป็นคนดี เป็นคนเก่งเป็นคนที่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณค่าและมีความสุข บนพื้นฐานของความเป็นไทยภายใต้บริบทสังคมโลกใหม่รวมทั้งเพิ่มศักยภาพและความสามารถในระดับสูงด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการสื่อสาร เพื่อการพึ่งตนเองและเพื่อสมรรถนในการแข่งขัน

2. โรงเรียนยกระดับคุณภาพสูงขึ้นสู่มาตรฐานสากล ผ่านการรับรองมาตรฐานคุณภาพแห่งชาติ(TQA) เป็นโรงเรียนยุคใหม่ที่จัดการศึกษาแบบองค์รวมและบูรณการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมศาสนา และการเมืองเพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

3. โรงเรียนพัฒนาหลักสูตร รูปแบบและวิธีการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นความแตกต่างตามศักยภาพของผู้เรียนโดยคำนึงผู้เรียนเป็นสำคัญ ทั้งนี้จำเป็นต้องมีสื่อ อุปกรณ์ เครื่องมือ สื่อ นวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่เหมาะสม และปรับประยุกต์ใช้ได้สมประโยชน์ ทันต่อการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก

4. ผู้บริหาร ครู ศึกษานิเทศก์ และบุคลากรทางการศึกษา ได้รับการพัฒนาด้วยวิธีการที่เหมาะสมหลากหลายอย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนรู้และเพิ่มพูนประสิทธิภาพการปฏิบัติงานสู่ความเป็นเลิศในระดับสากล ตลอดจนเพื่อจรรโลงความพึงพอใจและความผูกพันต่อวิชาชีพอย่างแน่นแฟ้น

5. โรงเรียนมีภาคีเครือข่ายการจัดการเรียนรู้และร่วมพัฒนากับสถานศึกษาระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และระหว่างประเทศ ตลอดจนเครือข่ายสนับสนุนจากสถาบันอุดมศึกษาและองค์กรอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเป็นศูนย์และร่วมเป็นเครือข่ายพัฒนาความรู้ให้กับประชาชนในชุมชนและบุคคลทั่วไป


สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

ถาม-ตอบ เรื่องระเบียบวิธีวิจัย (7)




















คำถาม ความสำคัญอย่างเด่นชัดของการวิจัยแบบผสม คืออะไร

คำตอบ


การวิจัยแบบผสม(mixed research) เป็นการวิจัยที่นำเอาวิธีการเชิงปริมาณ(quantitative) กับวิธีการเชิงคุณภาพ (qualitative)มาผสมผสานใช้ในงานวิจัยเดียวกัน โดยมีลักษณะการวิจัย ดังนี้ (1) เน้นการใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพประกอบกัน (2) การผสมระหว่างวิธีการทั้งสองอาจมีได้หลายแบบ เช่น ใช้วิธีการเชิงปริมาณบางขั้นตอน ใช้วิธีการเชิงคุณภาพบางขั้นตอน หรือใช้ทั้งสองวิธีการไปพร้อม ๆ กัน และการใช้สองวิธีการดังกล่าวอาจเป็นลักษณะที่วิธีหนึ่งมีบทบาทเด่น อีกวิธีหนึ่งมีบทบาทด้อย หรือทั้งสองวิธีมีบทบาทเท่าๆ กันก็ได้ (3)การผสมเน้นการผสมวิธีการ มิใช่การผสมเนื้อหาหรือสาขาวิชาการ


ดังนั้น ความสำคัญที่เป็นจุดเด่นของการวิจัยแบบผสม (mixed research) คือ วิธีการวิจัยแบบผสมมีความเหมาะสมในการที่ให้คำตอบของการวิจัยได้ดีที่สุด(เที่ยงตรง เชื่อมั่นได้) และมีประสิทธิภาพสูงสุดในการสรุปอ้างอิง generalization)มากกว่าวิธีการเชิงปริมาณ หรือวิธีการเชิงคุณภาพอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว เพราะการรวมเอาวิธีการวิจัยทั้งสองวิธีมาไว้ในงานวิจัยเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดประเภทข้อมูล วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล หรือทุกอย่างที่กล่าวเข้าด้วยกันจะช่วยทำให้ผลการวิจัยมีความถูกต้องสมบูรณ์ยิ่งขึ้น


วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554

ถาม-ตอบ เรื่องระเบียบวิธีวิจัย (6)
























คำถาม


จงวิเคราะห์ความเหมือนและความแตกต่างของการวิจัยเชิงปฏิบัติการกับ การวิจัยสถาบัน



คำตอบ


๑.ความเหมือนของการวิจัยเชิงปฏิบัติการกับการวิจัยสถาบัน

๑.๑ จุดมุ่งหมายของการวิจัยของทั้ง ๒ ประเภท ที่มุ่งวิจัยเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาองค์กรเช่นเดียวกัน
๑.๒ หลักการและความสำคัญของการวิจัยของทั้ง ๒ ประเภท ที่ต้องดำเนินการวิจัยให้ได้ผลที่รวดเร็ว ทันเวลาที่จะใช้และมีคุณภาพเชื่อถือได้
๑.๓ ประโยชน์ของการวิจัยทั้ง ๒ ประเภท คือ สามารถนำผลการวิจัยไปใช้พิจารณาหรือ ยืนยันนโยบายของสถาบันหรือองค์กรได้
๑.๔ กระบวนการวิจัยของการวิจัยทั้ง ๒ ประเภท ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ๕ ขั้นตอน เช่นเดียวกัน คือ
(๑) ขั้นกำหนดปัญหาการวิจัย
(๒) ขั้นกำหนดสมมุติฐานของการวิจัย
(๓) ขั้นกำหนดวิธีการและการเก็บรวบรวมข้อมูล
(๔) ขั้นวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูล
(๕) ขั้นสรุปผลการวิจัย

๑.๕ ผลของการวิจัยของการวิจัยทั้ง ๒ ประเภท นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงานขององค์กร (โดยเฉพาะการวิจัยปฏิบัติการ ที่มุ่งแก้ปัญหาและพัฒนาเฉพาะจงส่วนใดส่วนหนึ่งขององค์กร แต่ก็ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงาน เช่น การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน Classroom Action Resrarch))



๒.ความแตกต่างของการวิจัยเชิงนโยบายกับการวิจัยสถาบัน

๒.๑ จุดมุ่งหมายของการวิจัย

การวิจัยสถาบัน มุ่งศึกษาและแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องโดยตรงของแต่ละสถาบัน เพื่อนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนตัดสินใจหรือการแก้ปัญหาในแต่ละสถาบัน โดยเฉพาะ
การวิจัยปฏิบัติการ มุ่งศึกษาและแก้ปัญหาการปฏิบัติงาน โดยผู้รับผิดชอบหรือผู้ปฏิบัติงานนั้นโดยตรง แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันหรือองค์กร



๒.๒ ความสำคัญของการวิจัย

การวิจัยสถาบัน มุ่งค้นหาข้อมูลหรือสารสนเทศ เพื่อให้ผู้บริหารองค์กรหรือสถาบันนำไปใช้แก้ไขปัญหาโดยตรงของสถาบัน ที่เฉพาะเจาะจงตามปัญหาของสถาบันใดสถาบันหนึ่ง
การวิจัยปฏิบัติการ มุ่งใช้ผลการวิจัยเพื่อพัฒนาการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่ก็ส่งผลต่อคุณภาพโดยรวมของสถาบันหรือองค์กร


๒.๓ ประโยชน์ของการวิจัย

การวิจัยสถาบัน ผู้บริหารสถาบันสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการสนับสนุนและตัดสินใจในการวางแผนงานของสถาบัน
การวิจัยเชิงปฏิบัติการ เกิดประโยชน์โดยตรงกับผู้ปฏิบัติงาน โดยจะช่วยพัฒนาการปฏิบัติงานให้ดียิ่งขึ้น แต่ก็ส่งผลต่อคุณภาพโดยรวมของสถาบันหรือองค์กรเช่นกัน


ถาม-ตอบ เรื่องระเบียบวิธีวิจัย (5)



























คำถาม

จงวิเคราะห์ความเหมือนและความแตกต่างของการวิจัยเชิงนโยบายกับการวิจัยสถาบัน




คำตอบ

๑.ความเหมือนของการวิจัยเชิงนโยบายกับการวิจัยสถาบัน

๑.๑ จุดมุ่งหมายของการวิจัยของทั้ง ๒ ประเภท ที่มุ่งวิจัยเพื่อพัฒนาองค์กรเหมือนกัน
๑.๒ ความสำคัญของการวิจัยของทั้ง ๒ ประเภท ที่ใช้กระบวนการวิจัยเป็นเครื่องมือค้นหาข้อมูลสารสนเทศ
๑.๓ ประโยชน์ของการวิจัยทั้ง ๒ ประเภท คือ สามารถนำผลการวิจัยไปใช้พิจารณาหรือยืนยันนโยบายของสถาบันได้
๑.๔ กระบวนการวิจัยของการวิจัยทั้ง ๒ ประเภท ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ๕ ขั้นตอน เช่นเดียวกัน คือ
(๑) ขั้นกำหนดปัญหาการวิจัย
(๒) ขั้นกำหนดสมมุติฐานของการวิจัย
(๓) ขั้นกำหนดวิธีการและการเก็บรวบรวมข้อมูล
(๔) ขั้นวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูล
(๕) ขั้นสรุปผลการวิจัย
๑.๕ ผลของการวิจัยของการวิจัยทั้ง ๒ ประเภท อาจส่งกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของสถาบันได้



๒.ความแตกต่างของการวิจัยเชิงนโยบายกับการวิจัยสถาบัน

๒.๑ จุดมุ่งหมายของการวิจัย

การวิจัยเชิงนโยบายจะมุ่งตอบสนองนโยบายระดับสถาบันหรือระดับหน่วยงานต่างๆ หรือระดับชาติก็ได้
การวิจัยสถาบัน นอกจากจะมุ่งตอบสนองนโยบายสถาบันแล้ว อาจจะมีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในสถาบันซึ่งปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นนั้นอาจไม่อยู่ในนโยบายของสถาบันก็ได้

๒.๒ ความสำคัญของการวิจัย

การวิจัยเชิงนโยบาย มุ่งค้นหาข้อเท็จจริงและแนวคิด เพื่อประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายการบริหารขององค์กร
การวิจัยเชิงสถาบัน มุ่งค้นหาข้อมูลหรือสารสนเทศ เพื่อให้ผู้บริหารองค์กรหรือสถาบันนำไปใช้แก้ไขปัญหาโดยตรงของสถาบัน ที่เฉพาะเจาะจงตามปัญหาของสถาบันใดสถาบันหนึ่ง

๒.๓ประโยชน์ของการวิจัยเชิงนโยบายจะมีขอบเขตกว้างกว่า เนื่องจากสามารถทำวิจัยกับนโยบายในระดับต่างๆ ที่สูงกว่าระดับสถาบันได้ ในขณะที่การวิจัยสถาบันจะมีประโยชน์ต่อผู้บริหารสถาบันในการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์กับสถาบันเท่านั้น


๒.๔ ผลกระทบที่เกิดขึ้น ของผลการวิจัยเชิงนโยบายจะกว้างและลึกกว่าผลการวิจัยสถาบัน


ถาม-ตอบ เรื่องระเบียบวิธีวิจัย (4)


























คำถาม

การเรียนรู้แบบแผนการวิจัยต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักวิจัย ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับคำกล่าวนี้ และด้วยแนวคิดนี้ ท่านที่สนใจจะนำไปใช้ในการวิจัยอย่างไร


แนวคำตอบ

แบบแผนการวิจัย (research design) หมายถึง กระบวนการวางแผนที่ทำให้ผู้วิจัยสามารถตอบคำถามการวิจัยได้ด้วยความตรง (validity) มีความเป็นปรนัย (objectively) ถูกต้อง (accurately) และประหยัด (economically)

แบบแผนการวิจัยเป็นเรื่องของการวางแผนวิธีการทำวิจัย โดยเป็นการวางแผนเกี่ยวกับ

๑) การกำหนดตัวแปรและการสร้างเครื่องมือ(measurement design) (ตัวแปรที่ต้องการเก็บข้อมูล, เครื่องมือ การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ)
๒) การวางแผนการเก็บรวบรวมข้อมูลหรือการออกแบบการสุ่มตัวอย่าง (sampling design) (เก็บข้อมูลจากใครบ้าง จำนวนเท่าไร เก็บอย่างไร)
๓) การออกแบบการวิเคราะห์ข้อมูล (analysis design) เป็นการวางแผนการวิเคราะห์ข้อมูลหลังจากที่เก็บข้อมูลได้แล้ว (วิเคราะห์อย่างไรให้ตรงวัตถุประสงค์และสมมติฐานการวิจัย ใช้สถิติอะไร แปลความหมายอย่างไร นำเสนอผลการวิเคราะห์อย่างไร)


จุดมุ่งหมายของแบบแผนการวิจัย

๑)เพื่อให้ได้แนวทางในการตอบปัญหาการวิจัยที่มีประสิทธิภาพ กล่าวคือ มีความตรงทั้งความตรงภายในและความตรงภายนอก ที่ประหยัดทรัพยากร
๒)เพื่อควบคุมความแปรปรวนที่เกิดขึ้นในการวิจัย (variance control)ได้แก่
๒.๑) ทำให้ความแปรปรวนของตัวแปรที่ศึกษาหรือความแปรปรวนมีระบบ (systematic variance) มีค่าสูงสุด (to maximize the variance of the variable)
๒.๒) ลดความแปรปรวนจากความคลาดเคลื่อนหรือความแปรปรวนแบบสุ่มที่เกิดจากความคลาดเคลื่อนในการวัดตัวแปรให้มีค่าต่ำสุด (to minimize the error)
๒.๓)ควบคุมความแปรปรวนที่เกิดจากตัวแปรแทรกซ้อน (to control the variance of extraneous or “unwanted” variables)



ขั้นตอนของแบบแผนการวิจัย

ขั้นตอนของแบบแผนการวิจัย ประกอบด้วยการกำหนดรูปแบบ ขอบเขต และแนวทางการวิจัย มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
๑) การกำหนดรูปแบบการวิจัย (model) สามารถกำหนดได้หลายรูปแบบตามมิติหรือเกณฑ์ที่ใช้แบ่งแตกต่างกัน
๒) การกำหนดขอบเขตการวิจัย (delimitation) เป็นการกำหนดขอบเขตของประชากร กรอบแนวคิดในการวิจัย จำนวนตัวแปรที่ศึกษา และช่วงระยะเวลาที่ศึกษา ซึ่งควรสอดคล้องกับกรอบแนวคิดในการวิจัย
๓)การกำหนดแนวทางการวิจัย (procedures) จะครอบคลุม ๓ ส่วนหลัก ได้แก่ การออกแบบการวัดตัวแปร (measurement design) การออกแบบการสุ่มตัวอย่าง (sampling design) และการออกแบบการวิเคราะห์

ข้าพเจ้าเห็นด้วยอย่างยิ่งกับแนวคิดนี้ การกำหนดแบบแผนการวิจัยที่ดี ทำให้ผู้วิจัยมีทิศทางและสามารถนำมาใช้เขียนระเบียบวิธีวิจัยในโครงการวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะแบบแผนการวิจัยทำให้ผู้วิจัยได้คำตอบของงานวิจัยที่มีความตรงภายใน (internal validity) ความตรงภายนอก (external validity) และประหยัดทรัพยากร และข้าพเจ้าจะนำไปใช้ในการวางแผนการวิจัยของตนเอง โดยการดำเนินตามขั้นตอนของแบบแผนการวิจัยอย่างเป็นขั้นตอน ครอบคลุม ชัดเจนและทำอย่างถูกต้อง ทั้ง ๓ ประเด็น คือ (๑) การกำหนดรูปแบบการวิจัย(๒)การกำหนดขอบเขตการวิจัย (๓)การกำหนดแนวทางการวิจัย


ถาม-ตอบ เรื่องระเบียบวิธีวิจัย (3)

























คำถาม
การวิจัยเชิงทดลองอาศัยหลักการของ Max-Min-Con และคำนึงถึงความตรงภายในกับความตรงภายนอก(Internal-External Validity)ให้อธิบายความหมายของหลักการดังกล่าว พร้อมยกตัวอย่างงานวิจัยเชิงทดลองที่ใช้หลักการดังกล่าว



คำตอบ

การออกแบบการวิจัยเชิงทดลอง(Experimental Research) หรือกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Design) ผู้วิจัยต้องยึดหลักการร่วมกัน คือ หลัก “ MAX–MIN–CON” ดังนี้


หลัก MAX–MIN–CON

(1) MAX ย่อมาจาก Maximized systematic variance คือการเพิ่มความแปรปรวนที่เป็นระบบให้มากที่สุด เป็นการควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนโดยการเพิ่มความแปรปรวนระหว่างกลุ่ม หรือ ความแปรปรวน ที่เนื่องมาจากการทดลองให้สูงสุด ซึ่งทำได้โดยการกำหนดวิธีการทดลองให้กับกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมให้แตกต่างและเป็นอิสระจากกันและกัน ตลอดจนควบคุมเวลาและสภาวะของการทดลองให้เหมาะสม ทั้งนี้เพื่อให้สามารถจัดกระทำกับตัวแปรอิสระให้ส่งผลต่อตัวแปรตามมากที่สุด


(2) MIN ย่อมาจาก Minimized error variance คือ การลดความแปรปรวนของความคลาดเคลื่อน เป็นการควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนโดยการทำให้ค่าความแปรปรวนของความคลาดเคลื่อนมีค่าน้อยที่สุดหรือเป็นศูนย์ ซึ่งความคลาดเคลื่อน แบ่งเป็น 2 ชนิด ดังนี้

2.1 ความคลาดเคลื่อนอย่างมีระบบ (Systematic error) เป็นความคลาดเคลื่อนที่มีผลต่อกลุ่มตัวอย่าง ทั้งกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งผู้วิจัยสามารถแก้ไขความคลาดเคลื่อนนี้ได้ ดังนี้ คือ ถ้าทราบว่าเครื่องมือวัดมีความบกพร่องก็แก้ความคลาดเคลื่อนได้โดยการสร้างเครื่องมือวัดให้มีความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นสูง ตลอดจนให้มีความเป็นปรนัย และมีประสิทธิภาพสูงด้วยเช่นกัน

2.2 ความคลาดเคลื่อนอย่างสุ่ม (Random error) เป็นความคลาดเคลื่อนที่เกิดกับกลุ่มตัวอย่างบางส่วน ทำให้เกิดความไม่เท่ากันของโอกาสในการเกิดขึ้นของตัวแปรแทรกซ้อน ซึ่งความคลาดเคลื่อนชนิดนี้สามารถแก้ไขโดยใช้กฎการแจกแจงปกติ (Normal distribution law) และคำนวณหาค่าสถิติเพื่อจัดกระทำกับความคลาดเคลื่อนนี้


วิธีการลด error variance คือ

(1) พยายามให้กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาในกลุ่มทดลองแต่ละกลุ่มควบคุมมีความแตกต่างกันน้อยที่สุด
(2) พยายามลดความคลาดเคลื่อนของการวัด และ
(3) พยายามให้การวัดมีความเที่ยง( Reliability) มากที่สุด


(3) CON ย่อมาจาก Control extraneous systematic variance คือการควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนที่ส่งผลอย่างมีระบบ เป็นการควบคุมหรือขจัดให้ตัวแปร อื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทดลองออกให้หมด เพื่อให้ตัวแปรตามที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากตัวแปรอิสระเท่านั้น ซึ่งมีวิธีการทำดังนี้

3.1 การสุ่ม (Randomization) วิธีการนี้ถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด เป็นการกระทำให้กลุ่มตัวอย่างที่สุ่มออกมาจากกลุ่มประชากรมีคุณสมบัติด้านต่าง ๆ พอ ๆ กัน จึงสามารถควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนได้เป็นอย่างไร

3.2 การเพิ่มตัวแปร (Add to the design) วิธีการนี้ใช้ในกรณีที่ตัวแปรแทรกซ้อนบางตัวที่ควบคุมได้ยาก ก็ให้เอาตัวแปรนั้นเพิ่มเข้าไปโดยถือว่าเป็นตัวแปรอิสระที่ผู้วิจัยจะต้องศึกษาด้วย

3.3 การจับคู่ (Matching) เป็นวิธีการใช้กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่มีคุณสมบัติเหมือนกัน คือ ทำให้มีลักษณะของตัวแปรแทรกซ้อนในระดับที่เท่า ๆ กัน โดยการจับคู่มี 2 แบบ คือ

1) จับกลุ่ม (Matched group) เป็นการจัดให้ทั้ง 2 กลุ่ม มีคุณสมบัติเหมือนกัน โดยมิได้คำนึงถึงว่าสมาชิกในกลุ่มจะเท่ากันเป็นรายบุคคลหรือไม่ ทำได้โดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแต่ละกลุ่ม แล้วนำทั้ง 2 กลุ่มหรือหลาย ๆ กลุ่มมาทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (x) และความแปรปรวน (S2) ถ้าพบว่าแตกต่างกัน ก็ต้องจัดกลุ่มใหม่เพื่อได้กลุ่มตัวอย่างที่มีค่าเฉลี่ยที่ไม่แตกต่างกัน

2) จับคู่รายบุคคล (Matched subjects) เป็นการจัดให้บุคคลที่มีความเหมือนกันหรือเท่าเทียมกันมาจับคู่กัน แล้วแยกออกเป็นคนละกลุ่ม ทำเช่นนี้จนได้ครบตามจำนวนที่ต้องการ ก็จะได้กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่มีคุณสมบัติทุกด้านเหมือนกัน นำ 2 กลุ่มนี้มาทดสอบดูนัยสำคัญเชิงสถิติเพื่อดูความแตกต่างของค่าเฉลี่ย และความแปรปรวนเช่นเดียวกับการจับกลุ่ม

3.4 การใช้สถิติ (Statistical control) เป็นการใช้เทคนิควิธีการทางสถิติที่สามารถนำมาควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนได้ คือการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (Analysis of covariance) ซึ่งจะสามารถปรับคุณสมบัติที่แตกต่างกันของกลุ่มตัวอย่างได้ ทำให้ผลที่ปรากฏเป็นผลจากการทดลองเท่านั้น

3.5 การตัดทิ้ง (Elimination) เป็นการขจัดตัวแปรที่คิดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทดลองออกไป เช่น ถ้าคิดว่าความสนใจเกี่ยวข้องกับการทดลองและจะไม่เอามาเป็นตัวแปรอิสระ จำเป็นจะต้องตัดตัวแปรนี้ออกไป วิธีการก็คือเลือกเอากลุ่มตัวอย่างที่มีความสนใจเหมือน ๆ กัน เป็นต้น



ตัวอย่างงานวิจัย

(3) ตัวอย่างงานวิจัยที่ใช้หลักการของการวิจัยเชิงทดลองที่ใช้หลัก Mac – Min - Con


ชื่องานวิจัย การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านโดยภูมิปัญญาล้านนา สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ชื่อผู้วิจัย นางวัชราภรณ์ วัตรสุข


วัตถุประสงค์(1)เพื่อสร้างและใช้กิจกรรมส่งเสริมการอ่านโดยภูมิปัญญาล้านนา สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
(2)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยด้านการอ่านออกเสียงและอ่านจับใจความของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน โดยภูมิปัญญาล้านนากับเรียนโดยใช้แผนการสอนปกติ

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2543 โรงเรียนวัดแม่กำปอง และ โรงเรียนวัดห้วยแก้ว สำนักงานการประถมศึกษากิ่งอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 19 คน กลุ่มควบคุม จำนวน 19 คน โดยกลุ่มทดลองเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมส่งเสริมการอ่านโดย ภูมิปัญญาล้านนา กลุ่มควบคุมเรียนโดยใช้แผนการสอนปกติ


เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1)แผนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านโดยภูมิปัญญาล้านนาด้านการใช้ปริศนาคำทายล้านนา สุภาษิตล้านนา นิทานพื้นบ้านล้านนา เพลงพื้นบ้านล้านนา และคำอู้บ่าว–อู้สาวล้านนา (คำเกี้ยวสาว) จำนวน 13 แผน

2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย ด้านการอ่านออกเสียง จำนวน 1 ฉบับ 5 ชุด เป็นแบบทดสอบการอ่านออกเสียงของนักเรียนเป็นรายบุคคลที่ผ่านการวิเคราะห์หาคุณภาพด้วยการให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา

3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยด้านการอ่านจับใจความเป็นแบบทดสอบก่อนและหลังเรียนแบบปรนัยเลือกตอบ จำนวน 1 ฉบับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88

การนำกิจกรรมส่งเสริมการอ่านโดยภูมิปัญญาล้านนาไปใช้พื่อพัฒนาทักษะการอ่าน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในโรงเรียนประถมศึกษาที่เป็นศูนย์พัฒนากิจกรรมส่งเสริม การอ่าน ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติของสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ (การขยายผลการวิจัย) อำเภอละ 1 โรงเรียน รวม 24 โรงเรียน มีนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ร่วมเรียนรู้จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านโดยภูมิปัญญาล้านนา รวมทั้งสิ้นจำนวน 639 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2544

การนำเสนอข้อมูลกระทำในรูปของคำบรรยายประกอบตาราง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t – test) โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS/PC


ผลการวิจัยพบว่า

1. กิจกรรมส่งเสริมการอ่านโดยภูมิปัญญาล้านนา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสื่อในการฝึกทักษะด้านการอ่านออกเสียงและการอ่านจับใจความของนักเรียน โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เรียกว่า “ภูมิปัญญาล้านนา” ด้านภาษาได้แก่ ปริศนาล้านนา สุภาษิตล้านนา นิทานพื้นบ้านล้านนา เพลงพื้นบ้านล้านนา และคำอู้บ่าว – อู้สาวล้านนา (คำเกี้ยวสาว) เป็นเนื้อหาของการจัดกิจกรรม กำหนดจุดประสงค์หลักให้นักเรียนได้เรียนรู้และฝึกทักษะการอ่าน กระบวนการจัดกิจกรรมและวิธีการวัดผลประเมินผลจัดอย่างหลากหลายตามแนวปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ และเหมาะสมกับวัยและความสนใจของผู้เรียน สื่อที่ใช้ประกอบการจัดกิจกรรมมีความน่าสนใจ และมีการสอดแทรกแนวคิด ข้อเตือนใจ คุณธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในทุกแผนการจัดกิจกรรม

2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยด้านการอ่านออกเสียงของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีระดับคุณภาพต่างกัน โดยกลุ่มทดลองมีระดับคุณภาพของการอ่านออกเสียงสูงกว่ากลุ่มควบคุม

3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 แสดงว่านักเรียนที่เรียนรู้ด้วย กิจกรรมส่งเสริมการอ่านโดยภูมิปัญญาล้านนามีผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านจับใจความสูงขึ้น และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยด้านการอ่านจับใจความก่อนเรียนและหลังเรียนของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001

การนำกิจกรรมส่งเสริมการอ่านโดยภูมิปัญญาล้านนา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ไปใช้ในโรงเรียนศูนย์พัฒนากิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติของสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 24 โรงเรียน นักเรียน จำนวน 639 คน ผลปรากฏว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าในการอ่าน โดยมีระดับคุณภาพของการอ่านออกเสียงหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยด้านการอ่านจับใจความหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001



หมายเหตุงานวิจัยเรื่องนี้ ผู้วิจัยได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2542 จำนวน 40,000 บาท และได้รับการคัดเลือกให้นำเสนอผลวิจัย ระดับชาติ เนื่องในการประชุมสัมมนาเสนอผลวิจัยของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีพุทธศักราช 2545 ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม – 8 เมษายน 2545 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร